สวี่หยางนำอาหารไปส่งให้หลี่เหวยเลี่ย เ้านี่ก็ยังคงทำตัวไร้พิษสง ทว่าปากกลับพร่ำพูดไม่ยอมหยุดเช่นเคย
แน่นอนว่าสวี่หยางไม่ได้สนใจไยดีมันเลย การมาส่งอาหารให้หลี่เหวยเลี่ยใน่สองครั้งที่ผ่านมานี้ ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใด บางทีอาจจะเป็เพราะเกลี้ยกล่อมเขาไม่สำเร็จ มันจึงหมดความสนใจในตัวเขาไปแล้วกระมัง?
อีกฝ่ายเอาแต่พูดคุยเรื่อยเปื่อยกับมหาปีศาจที่อยู่รอบ ๆ แต่กลับไม่ค่อยสนใจไยดีเขาแล้ว ท่าทีที่เคยมีให้ก่อนหน้านี้ก็มลายหายไปจนสิ้น
เมื่อจัดการภารกิจของวันนี้เสร็จสิ้น สวี่หยางก็เดินกลับขึ้นไป้า ทว่าหลังจากนี้ ในทุก ๆ วันเขาก็ยังคงเดินเข้าไปลาดตระเวนตรวจตราภายในเรือนจำรอบหนึ่งอยู่เสมอ แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นเป็อย่างมาก
ซึ่งการกระทำทั้งหมดนี้ล้วนตกอยู่ในสายตาของผู้เฒ่าหวงและผู้คุมคนอื่น ๆ ทั้งสิ้น
ผู้เฒ่าหวงรู้สึกว่าสวี่หยางเป็เด็กที่สอนได้และมีแววพัฒนา ในขณะที่ผู้คุมคนอื่น ๆ กลับมองว่าสวี่หยางก็แค่พวกชอบทำตัวเด่นหวังเอาหน้า และพากันดูถูกเหยียดหยามเขา
ที่นี่ไม่มีใครคิดจะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ต่อให้สวี่หยางจะแสดงความกระตือรือร้นออกมามากเพียงใด ผู้คุมที่เหลืออีกไม่กี่คนนั้นก็ยังคงทำตัวครึ่งผีครึ่งคน ทำงานแบบขอไปทีเหมือนอย่างเคย...
สองวันต่อมา หูเลี่ยก็ถูกควบคุมตัวออกไป ทว่ายาปรารถนาเซียนที่สวี่หยางทิ้งไว้ให้ มันกลับไม่ได้กินเข้าไป ขวดยาถูกปาอัดกระแทกพื้นจนแตกกระจาย ยาลูกกลอนเม็ดนั้นร่วงหล่นคลุกฝุ่นมาเนิ่นนานแล้ว
และก็เป็ไปตามคาด ยังไม่ทันจะพ้น่เที่ยงวัน หน้าบันทึกที่เกี่ยวกับหูเลี่ยก็เลือนหายไป ทว่าสิ่งที่ตามมาก็คือ ข้อความตัวอักษรหนึ่งบรรทัดที่แจ้งให้สวี่หยางสุ่มรับทักษะ
สวี่หยางเองก็ไม่ได้เกรงใจ เขาทำการสุ่มรับทักษะของหูเลี่ยในทันที
หลังจากที่ได้อ่านประวัติชีวิตของหูเลี่ยมาแล้ว มันมีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่งที่สวี่หยางรู้สึกอยากได้เป็อย่างมาก
ตัวเลขที่กำลังสุ่มวิ่งหยุดนิ่งลง จากนั้นกลุ่มก้อนแสงอันอบอุ่นก็แผ่ซ่านออกมาจากจิตใต้สำนึก ก่อนจะหลอมรวมเข้ากับทั่วทั้งร่างกาย ในเวลานี้ภาพในหัวของเขาพลันแปรเปลี่ยนไป ราวกับว่าตัวเขาเองได้กลายเป็หูเลี่ยไปเสียแล้ว
[พร์สายเื : ิัแข็งแกร่ง!]
ใช่แล้ว นี่แหละคือสิ่งที่สวี่หยางปรารถนาอยากจะได้ มันคือพร์สายเืเฉพาะตัวของมหาปีศาจเผ่าพันธุ์อย่างหูเลี่ย 'ิัแข็งแกร่ง' สิ่งนี้ก็ถูกบันทึกเื่ราวปีศาจจัดให้เป็ทักษะประเภทหนึ่ง และรวบรวมเอาไว้ในระบบเช่นกัน
แม้ว่าิัแข็งแกร่งจะไม่สามารถเสริมความแข็งแกร่งผ่านการฝึกฝนได้ แต่ผลลัพธ์ของมันกลับไม่ด้อยไปกว่าเคล็ดวิชายุทธ์ระดับขอบเขตปฐีขั้นสูงบางวิชาเลยแม้แต่น้อย!
ประโยชน์ของมันมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือการเสริมสร้างพลังป้องกันให้กับร่างกาย!
ิัแข็งแกร่งเป็การเสริมความแข็งแกร่งจากภายในสู่ภายนอก ไม่ว่าจะเป็ิั กระดูก หรือแม้แต่อวัยวะภายในของสวี่หยาง ล้วนได้รับการเสริมความแข็งแกร่งจากทักษะนี้ทั้งสิ้น
เดิมทีร่างกายของมนุษย์แสนจะเปราะบาง แต่เมื่อได้ความสามารถิัแข็งแกร่งนี้แล้ว ความแข็งแกร่งทางร่างกายของสวี่หยางในตอนนี้ ก็ไม่ด้อยไปกว่ามหาปีศาจบางตนเลยแม้แต่น้อย!
ทว่าเนื่องจากิัแข็งแกร่งเป็เพียงพร์สายเื จึงไม่อาจหาทางฝึกฝนเพื่อยกระดับมันได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร เมื่อนำมาใช้ควบคู่กับวิชาตัวเบาอย่างเหยียบหิมะไร้ร่องรอยแล้ว สวี่หยางก็ถือว่ามีพลังในการปกป้องตนเองในยุคแห่งความวุ่นวายนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งทักษะในการหลบหนีและทักษะในการป้องกันตัว...
เมื่อขาดค่าประสบการณ์จากหูเลี่ยไป ความเร็วในการพัฒนาของสวี่หยางก็ช้าลง
วันเวลาหลังจากนี้ยังคงดำเนินไปอย่างราบเรียบ เขายังคงทำหน้าที่ในส่วนของตนเองต่อไป
ถึงเวลาส่งอาหารก็ไปส่ง ถึงเวลาเข้าเวรก็ไปเข้าเวร เขายังคงเข้าไปเดินตรวจตราภายในเรือนจำวันละหนึ่งรอบเช่นเดิม และหลี่เหวยเลี่ยก็ยังคงเป็นักโทษที่อันตรายและต้องเฝ้าระวังมากที่สุดในเรือนจำแห่งนี้
ในวันนี้ สวี่หยางเดินเข้าไปภายในเรือนจำอีกครั้ง ไม่คาดคิดว่า เพิ่งจะก้าวเท้าผ่านประตูเข้าไป เขาก็เหลือบไปเห็นหวังอวี่ที่มีท่าทีตื่นเต้นดีใจจนหน้าบาน
ในมือของเขาหิ้วถังข้าวต้มเอาไว้ สองเท้าก้าวย่างอย่างแ่เบาราวกับล่องลอย ปากก็ฮัมเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี แม้ว่าทั้งสองคนจะเดินชนกันอย่างจัง ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย!
"สวี่หยาง?" หวังอวี่ผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความงุนงง ก่อนจะเพ่งมองจนเห็นชัดเจนว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือใคร
สวี่หยางขมวดคิ้วเข้าหากันพลางเอ่ยถาม "หวังอวี่ ่หลายวันมานี้ ดูเหมือนว่าเ้าจะใช้เวลาในการแจกจ่ายอาหารนานเกินไปหน่อยนะ"
บรรดาผู้คุมเหล่านี้ ไม่มีใครสมัครใจอยากจะทนรั้งอยู่ภายในกรงขังต่อเลยแม้แต่เสี้ยวอึดใจเดียว ยกเว้นก็แต่ตัวเขาเอง
ทว่าใน่เวลาที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ถึงเวรของหวังอวี่ในการแจกจ่ายอาหาร เขามักจะโอ้เอ้เสียเวลาไปไม่น้อย ในตอนแรกสวี่หยางก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกตินี้เข้าจนได้
หวังอวี่ก็เหมือนกับตัวเขาที่เป็เพียงคนนอกที่ถูกว่าจ้างเข้ามา ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีที่หวังอวี่มีต่อเขานั้นก็ดีกว่าผู้คุมทายาทตระกูลสองคนนั้นมากนัก สวี่หยางจึงคอยให้ความสนใจเขาอยู่บ้างประปราย
หวังอวี่ยกมือขึ้นเกาหัวพลางหัวเราะร่า "แค่มาแจกจ่ายอาหารมันจะมีเื่อะไรเกิดขึ้นได้เล่า? พวกเ้าก็กังวลกันไปเองทั้งนั้น เห็นหรือไม่ล่ะว่าข้าก็ออกมาได้อย่างปลอดภัยดี"
เขาหัวเราะกลบเกลื่อนพลางเดินเบี่ยงหลบสวี่หยาง แล้วรีบวิ่งแจ้นออกไปด้านนอก ทว่าคำพูดเ่าั้ของเขากลับทำให้สวี่หยางบังเกิดความเคลือบแคลงสงสัยขึ้นมา
เขาไม่เคยเอ่ยปากพูดเลยสักคำว่ากำลังเป็ห่วงอีกฝ่าย หวังอวี่ผู้นี้ไม่ใช่คนประเภทที่หลงตัวเอง จากการใช้ชีวิตร่วมกันมาตลอด่เวลาที่ผ่านมา สวี่หยางก็พอมองออกว่า คนผู้นี้ค่อนข้างจะมีปมด้อยและรู้สึกต่ำต้อยอยู่ไม่น้อย
เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขาก็แทบจะไม่เคยฉีกยิ้มเลยสักครั้ง ปกติก็เป็คนพูดน้อย หากเทียบกันแล้ว หมอนี่ยิ่งดูเหมือนคนนอกคอกที่ถูกโดดเดี่ยวมากกว่าตัวเขาเสียอีก
ทว่าตอนนี้เหตุใดถึงได้ทำตัวร่าเริงและอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ล่ะ?
สวี่หยางปรายตามองเข้าไปภายในเรือนจำ ในเวลานี้ภายในเรือนจำไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ แต่เมื่อเขาเบนสายตามองไปทางกรงขังของหลี่เหวยเลี่ย เขากลับพบว่าหลี่เหวยเลี่ยกำลังยื่นมือออกมาโบกทักทายเขา!
หลี่เหวยเลี่ยไม่ใช่ตะเกียงที่ประหยัดน้ำมันแน่ ๆ สวี่หยางรู้ซึ้งเป็อย่างดีว่าอีกฝ่ายเป็คนเช่นไร!
เขาเป็คนโเี้อำมหิต ไร้ซึ่งความเมตตาปรานี ทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมาย หลอกลวงได้แม้กระทั่งภูตผีปีศาจ สังหารผู้คนมานักต่อนัก และไม่เคยรักษาสัจจะใด ๆ
แม้ว่าในตอนนี้ระดับพลังทั่วทั้งร่างเขาจะถูกผนึกเอาไว้ ทว่าการล่อลวงผู้คุมสักคนสองคนก็ยังถือเป็เื่ที่ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ เกรงว่าหวังอวี่คงจะตกหลุมพรางมนตร์ล่อลวงของมันเข้าให้แล้วเป็แน่ ถึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์เช่นนี้
ทั้ง ๆ ที่ผู้เฒ่าหวงได้กล่าวย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สุดท้ายหวังอวี่ก็ยังคงหลงกลจนได้!
'ช่างเถอะ มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของข้านี่นา!'
สวี่หยางส่ายหน้าไปมา ระดับพลังของหลี่เหวยเลี่ยได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรขั้นที่สองไปตั้งนานแล้ว พละกำลังของมันนั้นลึกล้ำยากจะหยั่งถึง ตัวเขาเองยังพยายามหลบลี้หนีหน้าแทบไม่ทัน แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปสนใจความเป็ความตายของผู้อื่นได้
...
ห้าวันต่อมา
วันนี้จู่ ๆ ท่านพัศดีก็เดินทางมาเยือนอย่างกะทันหัน ทำให้ทุกคนตั้งตัวแทบไม่ทัน
ปีหนึ่ง ๆ ท่านพัศดีแทบจะไม่เคยโผล่หน้ามาที่นี่เกินสองครั้งเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็เื่ใหญ่หรือเื่เล็ก ล้วนแต่ส่งลูกน้องมาคอยวิ่งเต้นส่งข่าวแทนทั้งสิ้น การมาเยือนอย่างกะทันหันในวันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใดกันแน่
ทุกคนยืนรวมตัวกันเพื่อรอฟังคำพูดของท่านพัศดี และพัศดีก็ไม่ได้พูดจาอ้อมค้อมให้เสียเวลา เขาเอ่ยขึ้นทันที "วันนี้ถือเป็วันสุดท้ายของการทำงานของเฒ่าหวงแล้ว เบื้องบนมีคำสั่งลงมา ให้เขาเกษียณอายุล่วงหน้าได้
เฒ่าหวงทำงานอยู่ที่นี่ด้วยความเหนื่อยยากมาอย่างยาวนาน ทศวรรษผ่านพ้นไปราวกับวันเดียว เขาทำงานอย่างขยันขันแข็งมาโดยตลอด แม้จะไม่มีความดีความชอบอันใด แต่ก็มีความเหน็ดเหนื่อยทุ่มเท..."
พัศดีพร่ำพรรณนายืดยาวถึงเื่นั้นเื่นี้ สรุปใจความสำคัญก็มีเพียงแค่เื่เดียวนั่นก็คือ ผู้เฒ่าหวงได้เกษียณอายุแล้ว
และเมื่อได้ยินข่าวดีนี้ ตัวของผู้เฒ่าหวงเองก็ยิ้มกว้างจนหุบปากไม่ลงไปตั้งนานแล้ว
การได้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยจนถึงวัยเกษียณคือความปรารถนาอันสูงสุดของเขา ต้องรู้ไว้ด้วยว่า ผู้คุมที่เข้ามาทำงานในรุ่นราวคราวเดียวกับเขา แทบจะไม่มีใครเหลือรอดชีวิตอยู่เลยสักคน ในที่สุดเขาก็ทนฝ่าฟันมาจนถึงวันนี้ได้เสียที
การเกษียณอายุของผู้เฒ่าหวงในครั้งนี้ ย่อมต้องยกความดีความชอบให้กับสวี่หยางด้วยเช่นกัน และในความเป็จริงแล้ว ตอนที่ท่านพัศดีนำเื่นี้ไปรายงานเบื้องบน ตัวเขาเองก็ได้รับผลประโยชน์กลับมาไม่น้อย การมอบความเมตตาให้กับผู้เฒ่าหวงจึงไม่ใช่เื่สลักสำคัญอันใดเลย
ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องยินดีของทุกคน ผู้เฒ่าหวงได้ปลดระวางอย่างเป็ทางการ และในเวลาเดียวกัน พัศดีก็ยังได้ประกาศอีกว่า วันนี้จะอนุญาตให้ทุกคนหยุดงานพักผ่อนได้หนึ่งวัน โดยจะมีคนอื่นมาทำหน้าที่แทนพวกเขาเป็การชั่วคราว
ในขณะที่ทุกคนกำลังดีใจอยู่นั้นเอง พัศดีก็กระแอมไอเบา ๆ แล้วกล่าวต่อ "ยังมีอีกเื่หนึ่ง สำหรับเรือนจำแห่งนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็จำเป็ต้องมีหัวหน้าผู้คุมคอยดูแล"
"เ้าคนนั้นชื่ออะไรนะ?"
ผู้เฒ่าหวงปรายตามองมาที่สวี่หยาง และก็เป็ไปตามคาด พัศดีได้เอ่ยเรียกชื่อของสวี่หยางออกมา
"เ้าคนนั้นน่ะ สวี่หยางใช่หรือไม่? ั้แ่วันพรุ่งนี้ เ้าจะต้องมารับ่ต่องานของผู้เฒ่าหวง นับจากนี้ไป เ้าก็คือหัวหน้าผู้คุมแห่งมหาเรือนจำสยบอสูรกุ่ยของเราแล้ว
ตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมนี้ไม่เหมือนกับผู้คุมธรรมดาทั่วไป เ้าจะต้องตั้งใจทำงานให้ดี ห้ามเกียจคร้านหรือละเลยต่อหน้าที่โดยเด็ดขาด!"
"ท่านพัศดีโปรดวางใจ ข้าจะต้องตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่แน่นอนขอรับ!" สวี่หยางพยักหน้ารับด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย และยอมรับตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมเอาไว้...