บทที่ ห้าสิบหก
แสงเทียนสลัวทาบเงาเรือนร่างอรชรของหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งกำลังนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะชาใบหน้างดงามไร้ที่ติค้อมต่ำลงเล็กน้อยในขณะใช้ช้อนเงินตักใบชาอบแห้งใส่ลงในกาน้ำทรงกลมเคลือบเงานางคือเฉินฮวาหญิงคณิกาผู้งามเลิศดั่งอัปสรหลงสวรรค์กิริยาเคลื่อนไหวราวบุปผาในหุบเขาสูงชัน
หลิวชิงเซียงผู้ปลอมตนเป็นชายเข้าสู่หอบุปผาในค่ำคืนนี้แม้จะไม่ถึงกับปิดบังแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากบอกความจริงเอ่ยต่อบทสนทนา “แล้วหลังจากมาอยู่ที่นี่เจ้าก็มักชงชาเสมอหรือ?” หลิวชิงเซียงเอ่ยขึ้นเบาขณะจ้องมองปลายนิ้วเรียวยาวของอีกฝ่ายวางฝาปิดกาชาอย่างแผ่วเบา
หญิงงามมิได้เงยหน้าขึ้นมอง“เจ้าค่ะ สิ่งนี้ทำให้เฉินฮวานึกถึงครอบครัวจึงยังฝึกฝนไม่วางวาย แต่จะชงชาเฉพาะแขกที่พอใจศิลปะเจ้าค่ะเฉินฮวาย่อมไม่ยอมให้ผู้อื่นแตะต้องชาให้เสียรส”
ถ้อยคำนั้นฟังดูนุ่มนวลนักแต่กลับมีประกายความสุขุมแฝงเร้นอยู่ แม้จะแค่ชงชาหลิวชิงเซียงเพียงเฝ้ามองอีกฝ่ายอย่างเสียดายในโชคชะตา “เจ้าชำนาญทั้งการร่ายรำ ชงชา ดีดพิณสิ่งนี้เจ้าพอใจดีหรือไม่?” ที่หลิวชิงเซียงถามเพราะตนรู้สึกถูกชะตาอีกฝ่ายนัก
เฉินฮวาเงยหน้าขึ้นช้าๆแววตานั้นฉายแวววูบไหวก่อนจะโค้งกายเล็กน้อยเป็นกิริยาเคารพไม่ต่างจากคำตอบที่ห่อหุ้มไว้ด้วยความเยือกเย็น“เฉินฮวามิได้พอใจอะไรเป็นพิเศษ แค่เลือกสิ่งที่เหมาะกับตนมากที่สุดเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นนี่เป็นการประมูลครั้งแรกของเจ้าหรือไม่?” หลิวชิงเซียงเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่เร่งร้อนในแววตานั้นมีทั้งความใคร่รู้และความสงสารที่หลบซ่อนอยู่เงียบๆเพราะสุดท้ายเฉินฮวาถูกขายมาอยู่ในหอบุปผาไม่ใช่ความสมัครใจ
เฉินฮวาเงียบไปชั่วครู่ดวงหน้าสงบไร้คลื่นอารมณ์ นางเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก่อนส่ายหน้าเบาๆ “มิใช่เจ้าค่ะหากอยู่ในหอระดับนี้แล้ว ยากนักจะไม่ถูกนำขึ้นเวทีแม้จะสามารถเลือกได้มากขึ้นเมื่อมีชื่อเสียง แต่..มิใช่ว่าจะเป็นอิสระได้ดั่งใจ”
“เจ้าจำใจยอม?” เสียงหลิวชิงเซียงเบาลงกว่าครั้งก่อนราวกลัวจะไปสะกิดบาดแผลในใจผู้หญิงตรงหน้า ไหนๆเป็นหนี้แล้วสี่พันตำลึงถ้าจะเพิ่มอีกหน่อยจะเป็นอะไร..หลิวชิงเซียงคิดว่าแม้จะช่วยทุกคนไม่ได้แต่ไม่แน่คืนนี้ตนอาจจะช่วยเฉินฮวาได้สักคน
เฉินฮวาหัวเราะเบารอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากงาม “เปล่าเลยเจ้าค่ะเฉินฮวาไม่ได้รู้สึกกล้ำกลืนอีกแล้ว ต่างกันเลยด้วยซ้ำเฉินฮวาไม่ได้อยากไปจากที่นี่ แต่ถ้าถามว่าเหตุใดจึงไม่อยากให้ชายผู้นั้นประมูลไป..เพราะเฉินฮวารู้จักเขามาก่อน”
“รู้จัก?” หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วดวงตาเป็นประกายไหว
“มิใช่รู้จักส่วนตัวหรอกเจ้าค่ะ เขาคือคุณชายตระกูลสูงผู้หนึ่งมีชื่อเสียงในหมู่นารีว่าเสเพลยิ่งนัก อนุของเขามีมากกว่านิ้วมือ เฉินฮวาเคยถูกเขาจับตามาสามสี่เดือนเขาบอกว่าจะไถ่ตัวให้ แต่..ข้ามิได้ต้องการเป็นอนุของบุรุษเช่นนั้น”
หลิวชิงเซียงนิ่งไปความเงียบผสานกับกลิ่นชาอ่อนๆ ที่ลอยในอากาศยิ่งขับความสลัวของแสงเทียนให้หม่นลงความเงียบยาวนานจนเสมือนว่าคำตอบนั้นมิได้ต้องการถ้อยปลอบโยนใด
“เจ้าจึงเลือกจะอยู่ในหอแห่งนี้ไม่ยอมแลกกับอิสรภาพ?” นางเอ่ยถามเบาดวงตาก้มต่ำมองถ้วยชาในมือ
“ใช่เจ้าค่ะเลยต่อรองกับมาม่าว่าหากไม่ขายข้าให้ชายผู้นั้น เฉินฮวายินยอมให้ประมูลตัวทุกสามเดือนตามธรรมเนียม” เฉินฮวาตอบช้าๆ แววตาแน่นิ่ง
หลิวชิงเซียงฟังแล้วก็นิ่งไปเนิ่นนานเมื่อครู่ยังคิดว่าหอนางโลมคือคุกพันธนาการอิสตรี แต่ครานี้นางเริ่มคิดเสียใหม่การเป็นอนุของบุรุษไร้ใจอาจน่าเศร้ากว่าการร่ายรำในม่านหอบุปผา นางลดสายตาลงต่ำดวงตาทอประกายบางอย่างที่ยากนิยามก่อนจะเอ่ยแผ่วเบา ราวกับพูดกับตัวเอง “เวลาใจรักก็ชวนให้ชื่นชมเยี่ยงบุปผาแรกแย้มแต่เมื่อหมดรักกลับละเลยราวใบไม้ร่วงยามโรยรา”
เฉินฮวาได้ยินประโยคนั้นก็หยุดมือที่กำลังจัดถ้วยชาหันมามองหลิวชิงเซียงด้วยแววตาคล้ายประหลาดใจ “ท่านไม่เชื่อในรักแท้หรือเจ้าคะ?”
หลิวชิงเซียงส่ายหน้าเบาๆมุมปากขยับเป็นรอยยิ้มที่เศร้าแฝง “เปล่าเลยข้าเชื่ออย่างมาก..แต่รักแท้นั้นมิใช่จะบังเกิดกับทุกคน”
โม่เหวินหานที่นั่งนิ่งฟังอยู่อีกมุมหนึ่งตลอดบทสนทนาลอบทอดสายตามองมือเรียวของหญิงสาวที่ยังกุมถ้วยชาไว้แน่นปลายนิ้วนั้นกดแนบขอบถ้วยจนผิวขาวซีดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่เอ่ยสิ่งใดแต่ในใจกลับกระเพื่อมคลื่นบางอย่างขึ้นมาเงียบๆ
เมื่อชงชาเสร็จเฉินฮวาก็ลุกขึ้นเงียบๆ มือเรียวคว้าพิณขนาดกลางขึ้นมาจากด้านหลังม่านร่างอรชรในชุดผ้าไหมสีชมพูลูกท้ออ่อนก้าวไปนั่งบนตั่งข้างบานหน้าต่างดวงตาเรียวยาวหลุบต่ำลงก่อนปลายนิ้วจะวางลงบนสายพิณเสียงพิณบรรเลงออกมาแผ่วเบาในตอนแรกก่อนจะทอดยาวด้วยท่วงทำนองเศร้าลึกเหมือนใจที่ลอยล่องอยู่ในห้วงอดีตบางท่อนคล้ายเสียงร้องของวิหคผู้โศกเศร้าบางช่วงคล้ายเสียงสายลมพัดโบกใจของผู้แอบรักแต่ไร้สิทธิ์เอ่ย
หลิวชิงเซียงขยับตัวเล็กน้อยเดินไปนั่งข้างโม่เหวินหานอย่างเงียบงัน ดวงหน้าหวานยามนี้แม้เย็นสงบแต่แววตากลับจับจ้องไปยังเฉินฮวาอย่าง ขณะนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างกาย เสียงกระซิบคำให้รับรู้เพียงสองคน“หากเราบอกว่า..มันเป็นของเจ้าได้เช่นกัน เราควรทำอย่างไรให้เจ้าเชื่อ?”
หลิวชิงเซียงหันขวับแววตาสั่นระริกไปชั่วขณะ ใจเต้นสะท้านอย่างไร้คำตอบ ใบหน้าอีกฝ่ายครึ่งหนึ่งซ่อนในเงามืดแต่แววตาคมดุยังเปล่งประกายเจิดจ้าเสมือนเปลวไฟ นางนิ่งไปครู่หนึ่ง กำมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ไม่เคยคิดว่าสิ่งนั้นไม่เหมาะจะเป็นของข้าเพียงแต่..ไม่อยากให้สูญสิ้นไปต่อหน้าตามากกว่า” เสียงของนางราบเรียบแต่ในแววตามีประกายอึดอัดปนเศร้า
โม่เหวินหานไม่เอ่ยตอบใดแต่ในดวงตานั้นกลับเต็มไปด้วยความหมายลึกล้ำราวกับจะกล่าวว่า ‘ของที่เจ้า เอ่ยถึงอาจเป็นสิ่งที่เจ้ามีอยู่แล้วเพียงเจ้าหาญกล้าพอจะยื่นมือรับมันไว้หรือไม่’
เสียงพิณอ่อนหวานที่เฉินฮวาบรรเลงท่วงทำนองทอดยาวละเมียดละไมท่ามกลางความเงียบของชายหญิงหลิวชิงเซียงนั่งเคียงโม่เหวินหานแต่ไร้บทสนทนา ไออุ่นยังไม่จางจากเครื่องเคลือบที่ไร้น้ำชาขณะกำลังทอดใจปล่อยให้เสียงพิณซึมซาบเข้าหัวใจ
แต่หากเสียงพิณยังคงบรรเลงไม่จบพลันเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากนอกประตูทั้งเสียงฝีเท้าเร่งเร้า เสียงตะโกนสบถกึกก้องปนเสียงหญิงสาวหวีดร้องอย่างตกใจทั้งหมดนั้นดังทะลุกำแพงไม้และม่านไหมเข้ามา
เสียงโกลาหลใกล้เข้ามาทุกขณะราวพายุโหมกระหน่ำซัดสวรรค์ให้แตกกระจาย หลิวชิงเซียงชะงัก พลันหันขวับไปทางประตูใบหน้าเรียบเฉยเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันทีดวงตาคมหรี่ลงจับทิศทางเสียงอย่างว่องไวหัวใจเต้นระรัวขณะสมองเริ่มประเมินความเป็นไปได้ “เสียงอะไร?” นางเอ่ยเสียงต่ำร่างลุกพรวดขึ้นอย่างเร็ว
ดวงตาเหลือบมองชายหนุ่มข้างกายที่ยังคงนั่งนิ่งไม่สะทกสะท้านแต่หลิวชิงเซียงรู้ดี เขาคือจักรพรรดิของแผ่นดิน แม้ไร้ฉลองพระองค์ลายมังกรหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ยามนี้ไร้องครักษ์ติดตามมาสักคนหากมีคนมุ่งร้ายต่อโม่เหวินหาน นางคงปล่อยไปไม่ได้
มือเรียวคว้าแขนเขาแน่นเผลอลากเข้ามาใกล้ตนโดยสัญชาตญาณเสื้อตัวยาวของโม่เหวินหานพลิ้วไหวตามแรงดึงร่างสูงพลันเอนแนบไหล่นางโดยไม่ต้านทานสักนิดความร้อนจากร่างกายบุรุษแผ่ผ่านอาภรณ์เข้ามาจนหลิวชิงเซียงรู้สึกได้ลมหายใจอีกฝ่ายยังคงราบเรียบ แต่ดวงตาทรงพลังลอบมองเงียบๆ พร้อมสำหรับทุกสิ่ง
พรึ่บ! เสียงประตูไม้ถูกผลักกระแทกจนแผ่นไม้สะเทือนเศษฝุ่นลอยกระจายเข้ามาในห้องม่านไหมพลิ้ววูบอย่างแรงตามแรงลมที่พัดเข้าทางหน้าต่างไหลผ่านไปที่ประตูกลุ่มบุรุษห้าหกคนเท่าที่เห็นด้วยตาพยายามกรูเข้ามาอย่างไร้มารยาทเสื้อผ้าชั้นดีแต่ยับย่น ผ้าไหมสีสดที่สวมกลับมีคราบเหล้ากระเซ็นใบหน้าแดงก่ำและกลิ่นเหล้าฉุนรุนแรงคลุ้งกระจายทั่วห้องผู้ที่ยืนนำหน้าแต่งกายหรูหราที่สุดใบหน้าคมเข้มแต่เย่อหยิ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจล้นเกินกลอกตาแดงเรื่อไปทั่วห้องจนสบตาเฉินฮวาที่ตอนนี้หยุดดีดพิณมือค้างอยู่บนสายพิณราวถูกสาป
“เฉินฮวา! คนงามของข้า..” เสียงนั้นลากยาวเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ “ทำไมไม่ออกมาต้อนรับข้าเจ้าอยากให้ข้าประมูลเท่าใด ทำไมไม่ให้ข้าไถ่ตัวเจ้า..”
เฉินฮวาลุกขึ้นยืนช้าๆเบือนหน้าเล็กน้อยแต่ยังคงนิ่ง “คุณชายหวงท่านเมาแล้วเจ้าค่ะ..ขอท่านโปรดกลับไปเถิด”
ชายผู้นั้นหวงผู้นั้นยิ้มเย้ยขยับตัวเอนโงนเงน “ข้าเมาเพราะเจ้า ข้ารักเจ้า..เฉินฮวา..เจ้าเป็นหญิงเดียวที่ข้าอยากได้ไม่ใช่แค่ร่างกาย..หัวใจเจ้าด้วย!” ถ้อยคำพร่ำเพ้อของเขาไม่ทำให้หลิวชิงเซียงเห็นใจแม้แต่น้อยนางหรี่ตาหันซ้ายหันขวาอย่างระแวดระวัง
นางแน่ใจแล้วว่าบุรุษผู้นี้ต้องเป็นคนที่เฉินฮวาเล่าถึงคนเสเพลตระกูลสูง ขี้เมา หลงตัวเอง และอันตราย “เฉินฮวา ถอยไปก่อน” นางเอ่ยเบาส่งสัญญาณมือให้หญิงงามหลบไปทางหลังม่าน เสียงในห้องพลันเงียบลงครู่หนึ่งผู้แซ่หวงหรี่ตากวาดสายตามาทางสองคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะชงชา
“พวกเจ้าเป็นใคร?” เขาเอ่ยเสียงต่ำกระแทกน้ำเสียงระคนแค้น “จริงด้วย พวกเจ้าคือคนที่ประมูลชนะ!” แววตาแดงก่ำจับจ้องหลิวชิงเซียงและโม่เหวินหานสลับไปมาคล้ายสุนัขบ้ากำลังหมายตาเหยื่อ
“ใช่แล้ว” หลิวชิงเซียงตอบหน้าตาเฉย “แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าต้องรับความอันธพาลจากคนที่แพ้” คำพูดเย็นชาแทงเข้าไปกลางอกผู้แซ่หวงทันทีใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีจากแดงเป็นดำสลับไปมา
“พวกเอ๊ง! ไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร? กล้ามีเรื่องกับข้าข้าจะทำให้พวกเอ๊งไม่เห็นตะวันวันพรุ่ง!” ถ้อยคำประกาศกราวทั้งสบถทั้งตะโกนอารมณ์พลุ่งพล่านเดือดจนไม่อาจจะควบคุมได้ไหว
หลิวชิงเซียงจิ๊ปากอย่างเบื่อหน่าย“ข้าไม่รู้ และไม่ใส่ใจรีบออกไปเดี๋ยวนี้ อย่ารบกวนเวลาข้าอีก”
“บังอาจนัก! จะได้รู้กัน..จัดการ!!” เขาตะโกนลั่นฟาดมือกับโต๊ะตัวเล็กใกล้ๆ จนแจกันประดับกระเด็นตกพื้นแตกเสียงดังจากนั้นก็ชี้นิ้วให้เหล่าสมุนบุกเข้าไปทันที
หญิงสาวเห็นเฉินฮวาใช้จังหวะนี้หลบออกไปได้สำเร็จเพราะตนเองดึงความสนใจให้ก็ไม่สนอะไรอีกนางหันกลับไปหาโม่เหวินหานที่ยืนเยื้องด้านหลังเพื่อเตรียมลงมือตอนนี้เองจึงได้เห็นว่าเขายกพัดขึ้นมาปิดหน้าล่างครึ่งใบหน้าไว้อีกแล้วเช่นตอนอยู่ในห้องโถงประมูลหญิงงาม
ดวงตาของเขาฉายแววขบขันไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใดขณะนั้นก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ กล่าวเสียงต่ำชิดใบหู “เจ้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร..แต่เขารู้ว่าเราเป็นใครฉะนั้นรบกวนภรรยาปกป้องสามีด้วย วันนี้เราใช้ใบหน้าจริง ออกหน้าไม่ได้”
หลิวชิงเซียงเบิกตากว้าง! กลืนน้ำลายลงอย่างฝืดคอ ‘ภรรยาปกป้องสามี’ เช่นนั้นหรือ? แต่ไม่มีเวลาจะเถียงหรือตกใจให้ยืดยาวหลิวชิงเซียงหันกลับมาเผชิญหน้าเหล่าอันธพาลพวกสมุนสามสี่คนกรูเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง นางหมุนตัวเบี่ยงหลบเฉียงซ้ายไปหนึ่งก้าวแล้วเหวี่ยงขาด้านขวากระแทกชายคนแรกจนตัวปลิวกระแทกผนัง เสียงดัง “โครม!” ตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอยอีกคนในพวกนั้นจึงสวนหมัดเข้ามานางเอียงหลบฉากพลิกมือจับข้อมือคู่ต่อสู้แล้วเหวี่ยงข้ามไหล่ลงพื้นเสียงดังสนั่นร่างของมันนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง
ชายตัวโตสองคนนอนร้องบนพื้นหลิวชิงเซียงจึงหันไปทางคนที่ยืนใช้พัดบังหน้าอีกครั้งแล้วขมวดคิ้วถ้าเขาจะไม่สู้อย่างน้อยก็ช่วยหลบไปได้ไหม เพราะชายอีกคนกำลังพุ่งเข้าไปใส่เขา! นางพุ่งตรงเข้าไปสะบัดชายแขนเสื้อขึ้นยกข้อศอกกระแทกเต็มปลายคางส่งร่างนั้นลอยกระเด็น
“ถือว่าใช้หนี้สี่พัน” นางเอ่ยไม่สนใจว่าเขาจะตอบว่าอะไรสีหน้าอย่างไรแล้วหันกลับไปจัดการคนที่เหลือเพราะชายอีกคนกำลังพุ่งเข้ามาเสียงฟาดร่างและเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆเพราะคนที่ล้มก็เริ่มลุกกลับมา เหงื่อซึมข้างขมับของหลิวชิงเซียง แต่ใบหน้ายังคงนิ่งเฉียบไม่ต่างจากนักรบผู้ช่ำชองศึก
แม้จะต้องจัดการคนเดียวแต่ชัยภูมิเอื้ออำนวยเนื่องจากประตูช่วงทางเดินแคบทำให้พวกมันต้องเข้าทีละคนหลิวชิงเซียงจึงใช้พื้นที่จำกัดนั้นให้เป็นประโยชน์ในการจัดการทีละคนไม่นับว่าตึงมือมาก
เสียงครวญครางของอันธพาลที่นอนระเกะระกะอยู่เต็มพื้นยังไม่ทันจางหายไปจากหูทว่าในความเงียบระคนกลิ่นเหงื่อจางๆ พลันเกิดเสียงวัตถุหนักกระทบพื้น “ตุ้บ!” ดังมาจากด้านนอกหน้าห้องร่างหลิวชิงเซียงชะงักเท้าทันใดนั้นเองก้อนกลมขนาดฝ่ามือหนึ่งลูกก็ถูกโยนทะลุช่องประตูไม้เข้ามาดวงตาคมไหววูบขณะสบตากับโม่เหวินหานทั้งสองสะบัดตัวพร้อมกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด
“หาโอกาสหลบ!” เสียงตะโกนกึกก้องจากภายนอกไม่บ่งชัดว่าเจตนาเป็นมิตรหรือศัตรู
เพียงพริบตาเดียวหลังเสียงนั้นดังขึ้นก้อนกลมก็แตกเปรี๊ยะ!เกิดเป็นม่านควันหนาทึบพวยพุ่งตลบอบอวลไปทั่วห้องกลิ่นเฉพาะตัวของผงวิงเวียนชนิดอ่อนลอยกระแทกจมูกหลิวชิงเซียงยกชายแขนเสื้อปิดปากและจมูกไว้แน่น หรี่ตาหันคว้าแขนโม่เหวินหาน
มือเรียวดึงชายหนุ่มเข้าหลังม่านหลบสายตาใบหน้าทั้งสองคลุมไว้ด้วยเงาหมอกสีเทาแม้แต่ลมหายใจยังสะท้อนเสียงเร่งร้อนและระแวดระวัง
“น่าจะหลบได้” หลิวชิงเซียงเอ่ยเบา พลางย่อตัวลอบก้าวตามขอบห้องสี่เหลี่ยมนำชายหนุ่มออกทางบานหน้าต่างหลังเรือน
กระนั้นเสียงหนึ่งก็ดังแทรกผ่านม่านหมอกเข้ามาอีกครั้งเสียงที่ฟังดูคุ้นหู ราบเรียบแต่แฝงแรงกร้าวไว้จนคนฟังขนลุก “ล้อมหอบุปผาไว้ทั้งหมด! อย่าให้มันหนีไปได้แม้แต่เงา!”
เสียงนั้นมาจากผู้แซ่หวงแน่นอนขนาดจะหลบหนียังไม่ยอมปล่อยพวกนางไป มีตระกูลเป็นข้าราชการขุนนางผู้ปกครองแท้ๆแต่คนผู้นี้กลับใช้อำนาจเอื้อให้ตนเสเพลแทรกแซงเอากำลังเข้ามาใช้ในหอคณิกาและยิ่งเมื่อเฉินฮวาปฏิเสธตัณหาจากตนคงไม่ยอมเสียหน้าสินะ
“น่ารังเกียจนัก” หลิวชิงเซียงสบถในลำคอ ก่อนดึงร่างโม่เหวินหานให้ย่อตัวลงต่ำอีกครั้งแล้วพาเลี่ยงเสาหลบไปอีกทิศทั้งที่นางก็รู้ว่าฝีมือเขาล้ำเลิศกว่านางขนาดไหนแต่นางก็ยังทำแบบออกไปอย่างอดไม่ได้
ม่านควันยังตลบไม่จางกลิ่นหอมปะแล่มเริ่มทำให้ดวงตาแสบพร่า ยิ่งเดินฝ่าความมืดอย่างไม่อาจเปิดเปล่งเสียง
โม่เหวินหานก้มตัวตามไปอย่างเงียบงันไม่ต้านทานแม้สักนิดท่วงท่ามั่นคง แม้การเคลื่อนไหวจำกัดด้วยอาภรณ์ยาวและพัดในมือเขากลับควบคุมกายดั่งล่องอยู่ในอากาศจนหลิวชิงเซียงหันมาหาเขาเมื่อทั้งสองเลี่ยงเข้าสู่ห้องเครื่องเรือนที่เก็บของของหอบุปผาได้สายตาสอดส่องไปรอบด้าน
“เราคงต้องหาทางออกทางอื่น” เสียงนางแผ่วเบาแต่ในดวงตาฉายชัดถึงการคิดเร็วฉับไว “พวกมันคงล้อมประตูหลักหมดแล้ว”
ขณะเดียวกันเสียงฝีเท้าเบาๆของชายฉกรรจ์หลายสิบคนเริ่มกระจายรอบบริเวณด้านนอก เสียงตะโกนถามตอบดังประปรายเป็นคำสั่งให้ส่องโคม สอบถามสาวใช้ ตรวจเรือนทุกหลัง แม้เสียงไม่ดังพอจะจับใจความทั้งหมดแต่เพียงพอให้รู้ว่าพวกมันใกล้เข้ามา
“เช่นนั้นหาที่หลบก่อนเถอะแล้วค่อยคิดหาทางออก”ในที่สุดโม่เหวินหานก็เอ่ยปาก “อยู่ที่นี่ถ้าพวกมันมาจะเจอทันที”
หลิวชิงเซียงพยักหน้าเห็นด้วยเวลานี้ต้องแฝงตัวไปในหอจะง่ายกว่า ทำตัวประหนึ่งว่าเป็นคนของหอบุปผาจิ้นเหม่ยซือ