ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 5 ตอนที่ 21 ยมทูตกลืนวิญญาณ

    ​​​​​​​       อาคม ยมทูตกลืนวิญญาณ

            ในครั้งนี้การปรากฏตัวของดอกปทุมปรโลกขนาดยักษ์ ไม่ได้ปรากฏขึ้นกลางอากาศด้านหลังของอูหลินเฟิงอีกต่อไป แต่ว่ากลับเบ่งบานอยู่ภายใต้เท้าของอูหลินเฟิง ราวกับว่าอูหลินเฟิงกำลังยืนอยู่ภายในดอกปทุมปรโลกขนาดยักษ์ ดวงวิญญาณอาฆาตมากมายพุ่งทะยานออกมาจากเงาของดอกปทุมปรโลก ดวงวิญญาณอาฆาตมากมายเหล่านั้นถึงกับทำให้มารสวรรค์ต้องกระโดดหนีทันที

            ดวงวิญญาณอาฆาตมากมายหลายร้อยดวงที่พุ่งออกมาจากดอกปทุมปรโลก หลอมรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว  ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่ กลายเป็นเพียงหนึ่งร่างที่ใหญ่โตราวกับยักษ์ แรกเริ่มเป็นเพียงวิญญาณที่มีลักษณะเหมือนโครงกระดูก แต่หลังจากนั้นก็ได้มีอาภรณ์สีขาวถูกสร้างขึ้นมาสวมทับโครงกระดูก จนลักษณะของมันคล้ายกับยมทูต จากนั่นบนมือของยมทูตก็ได้มีเพลิงสีฟ้าครามของเพลิงจิตวิญญาณฟินิกซ์ ก่อตัวจนกลายเป็นเคียวสีฟ้าครามอันสวยงามแต่ก็น่าสะพรึงกลัวในจังหวะเดียวกัน

            "ไอ้ร่างสุดอันตรายนั่นมันอะไรกัน!!"จงหมิ่นกล่าวในขณะที่จ้องมองไปยังร่างของยมทูตที่กำลังถือเคียวสีฟ้าคราม

            "ขนาดข้ายังรู้สึกหวาดกลัวเลย"หลางจวิน ที่กำลังมองไปยังยมทูตสีขาวก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นภายในจิตใจ ขนาดดวงตาของยมทูตไม่ได้เข้ามาในดวงตาของหลางจวิน แต่ว่าสัญชาตญาณของหลางจวินก็ร้างเตือนถึงความอันตราย ยิ่งกว่าตอนที่เห็นร่างของมารสวรรค์ครั้งแรกเสียอีก หลางจวินสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าต่อให้ใช้ร่างหมาป่าเต็มตัว ก็ไม่อาจรับมือกับการโจมตีของยมทูตสีขาวได้อย่างแน่นอน 

    ร่างกายของกู่ซือเอินที่โดนทะลวงท้อง แม้จะไม่เสียชีวิตแต่ก็โซเซจนอูหลินเฟิงต้องเข้ามารับร่างของนางไว้ เพียงไม่นานบาดแผลทั้งหมดของกู่ซือเอินก็หายไป

            "ซือเอินเป็นอะไรมั้ย"อูหลินเฟิงอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้

            "ไม่เป็นไร"

            "ถึงกับต้องให้เจ้าปกป้อง ต้องขอโทษจริงๆ"

            "ข้าเต็มใจ"กู่ซือเอินกล่าว อูหลินเฟิงไม่เหมือนนางหากอูหลินเฟิงโดนการโจมตีเมื่อครู่เข้าไปยังไงก็ไม่อาจรอดได้ ในตอนนั้นเองกู่ซือเอินก็ได้มองไปยังมารสวรรค์และพบเข้ากับแววตาที่นางไม่คิดว่าจะได้เห็นจากมารสวรรค์ แววตาของความหวาดกลัว

            'ความรู้สึกแบบนี้ความหวาดหวั่น ความรู้สึกเช่นเดียวกับตอนที่โดนสังหารโดยชนชั้นเทวะจากราชวงศ์โชติช่วง ข้ามารสวรรค์ผู้นี้กำลังหวาดกลัวเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้าหนูนี่งั้นหรือ!!!'มารสวรรค์คิดหลังจากที่กระโดดออกมาตามสัญชาตญาณของตนเอง เมื่อมองไปยังยมทูตสีขาวที่กำลังลอยอยู่ สัญชาตญาณของมารสวรรค์บอกว่าไม่ควรต่อสู้ต่อไป  แต่ว่าเมื่อคิดจะขยับร่างกายอีกครั้ง  ความเจ็บปวดทรมาน มากมายก็แล่นเข้าสู่โสตประสาท ร่างกายไม่ยอมขยับตัวตามความคิด เมื่อหันไปมองที่มือข้างที่ทะลวงร่างของกู่ซือเอินก็พบว่าเส้นเลือดใต้ผิวหนังมีสีดำ และ สีดำนั้นก็กำลังรุกรามไปทั่วร่างกาย

            'พิษ? หรือว่าตอนที่นางกำมือของข้าในตอนนั้น' ในช่วงเวลาที่มารสวรรค์ ใช้มือทะลวงร่างของกู่ซือเอิน กู่ซือเอินก็ใช้มือทั้งสองจับไปยังร่างของมารสวรรค์ แท้จริงแล้วไม่ได้เผื่อให้มารสวรรค์ไม่อาจหลบหนี แต่เป็นการส่งพิษเข้าสู้ร่างกายของอีกฝ่ายโดยอาศัยเลือดจากแผลของกู่ซือเอินที่เต็มไปด้วยพิษ

            'เหตุใดร่างกายถึงไม่อาจรักษาพิษได้??' โดยปกติแล้วร่างของเทพอสูรอมตะ ต่อให้เป็นพิษร้ายแรง ในเวลาไม่นานก็จะสามารถรักษาตนเองให้หายได้ แต่ในครั้งนี้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ความเจ็บปวดจากพิษก็ยังคงอยู่ สร้างความแปลกใจให้แก่มารสวรรค์ยิ่งนัก

            " ดูจากสีหน้าของเจ้า คงแปลกใจสินะว่าเหตุใดร่างเทพอสูรอมตะของเจ้าถึงไม่อาจต้านพิษได้โดยสมบูรณ์ นั่นก็เพราะว่าภายในร่างของเจ้าครึ่งหนึ่งถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นอสุรกายโลหิต แม้ว่าจะมีพลังฟื้นฟูที่เหนือล้ำยิ่งกว่าเดิม แต่พิษของกู่ซือเอินคือดาวข่มของอสุรกายโลหิตโดยเฉพาะ"อูหลินเฟิงกล่าว ในอดีตเมื่อคนจากแดนจันทราโลหิตที่ใช้ปราณโลหิตหรืออสุรกายไร้ผิวเพียงแค่โดนจากโจมตีด้วยพิษก็ไม่มีอสุรกายตนไหนที่สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ จนตกตายด้วยพิษในที่สุด

    แม้ร่างกายของมารสวรรค์จะมีสุดยอดการฟื้นฟูที่เหนือยิ่งกว่าอดีต แต่กลับไม่อาจขจัดพิษได้เหมือนในอดีตกลายเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่เลวร้ายสำหรับมารสวรรค์ ร่างกายโดนทรมานด้วยพิษร้ายและยังไม่อาจขจัดพิษได้โดยง่าย

            "ว่าไงนะ!!"มารสวรรค์ กล่าวด้วยความตื่นตระหนก มารสวรรค์พยายามขยับร่างกายของตนเองแต่ว่า ร่างกายกลับไม่เชื่อฟังไม่อาจขยับหนีได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งดูจากปริมาณพิษที่ได้รับเกรงว่าต้องใช้เวลาอีกนานยิ่งนัก ร่างเทพอสูรอมตะถึงจะสามารถขจัดพิษได้ทั้งหมด

            “ครั้งที่แล้วเจ้าก็ถูกสังหารโดยเพลิงฟินิกซ์ของราชวงศ์โชติช่วง ในครั้งนี้ข้าก็จะใช้เพลิงฟินิกซ์ของราชวงศ์โชติช่วงสังหารเจ้า” อูหลินเฟิงกล่าว จากนั้นยมทูตที่อยู่ด้านหลังก็เริ่มขยับเคียวสีฟ้าคราม ตวัดไปยังร่างกายของมันสวรรค์อย่างรวดเร็ว

            “เดี๋ยวก่อน!!...” มารสวรรค์ร้องออกมาพร้อมกับที่พยายามโคจรลมปราณป้องกันการโจมตี

            “เปล่าประโยชน์ การโจมตีของยมทูตจะไม่สามารถโจมตีกายเนื้อได้ แต่ว่ามันจะสังหารวิญญาณโดยตรง” อูหลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาเมื่อเห็นว่ามารสวรรค์พยายามดิ้นรน

            แม้จะพยายามร้องขอชีวิตออกมา แต่เคียวของยมทูตก็ตรงเข้าไปภายในร่างของมารสวรรค์อย่างรวดเร็ว การโจมตีของยมทูตยักษ์สีขาว ไม่ได้สร้างบาดแผลแก่ร่างกายเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นของยมทูตนั้นถูกสร้างด้วยพลังวิญญาณเพียงอย่างเดียว การโจมตีที่ยมทูตสีขาวทำ จึงทำได้เพียงแค่โจมตีดวงวิญญาณเท่านั้น และ นั่นก็คือจุดอ่อนอันใหญ่หลวงของมารสวรรค์

    เมื่อเคียวสีฟ้าครามตวัดผ่านร่างของมารสวรรค์ มันตวัดไปสู่ดวงวิญญาณของมารสวรรค์และดึงดวงวิญญาณนั้นออกจากร่าง

            “ไม่!!….นำวิญญาณของข้าคืนมา!!” มารสวรรค์ที่เห็นวิญญาณของตนเองกำลังหลุดลอยออกจากร่าง รีบคว้าดวงวิญญาณนั้นกลับมา แต่ก็ไม่อาจที่จะทำได้ มือที่คว้าไปยังดวงวิญญาณของตนเองกลับทะลุผ่านไปไม่อาจใช้มือของตนเองสัมผัสดวงวิญญาณที่กำลังออกจากร่าง

            “ม่ายยยยย” มาสวรรค์ตะโกนร้องออกมาอย่างสิ้นหวัง จากนั้นเคียวสีฟ้าคราม ก็แผดเผาดวงวิญญาณของมารสวรรค์อย่างง่ายดาย ร่างกายของมารสวรรค์ค่อยๆ ร่วงลงกับพื้น เมื่อดวงวิญญาณถูกทำลายก็เหลือเพียงร่างกายที่ไร้วิญญาณเท่านั้น

    หลังจากที่สามารถสังหารดวงวิญญาณของมารสวรรค์ได้

            เมื่อสามารถสังหารดวงวิญญาณของมารสวรรค์ได้แล้ว ยมทูตขนาดใหญ่ก็ได้หายตัวไป พร้อมๆ กับที่พลังวิญญาณของอูหลินเฟิงลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าหลังจากที่อูหลินเฟิงดูดกลืนดวงจิตของสัตว์อสูรระดับสิบมาแล้วถึงสองดวง ปริมาณพลังวิญญาณในตอนนี้เรียกได้ว่ามากมายมหาศาล แต่หลังจากที่เข้ามาภายในแดนเทพรกร้างแห่งนี้ เรียกได้ว่าแทบจะต้องใช้ทั้งพลังจิตและพลังวิญญาณออกมาตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการคงสภาพชิกิงามิของลุคหรือการเรียกเรนออกมาภายหลัง รวมถึงการสังหารอสุรกายจำนวนมากในตอนนั้นก็เผาผลาญพลังวิญญาณไปไม่น้อย ยิ่งในตอนนี้จำเป็นต้องใช้ทักษะอาคมอย่างยมทูตกลืนวิญญาณที่ต้องใช้ทั้งพลังจิตและพลังวิญญาณจำนวนมหาศาล เรียกได้ว่าในตอนนี้พลังวิญญาณภายในร่างกายของอูหลินเฟิงแทบจะไม่เหลือแล้ว

            “สีหน้าของเจ้าตัวไม่ดีเลย” กู่ซือเอินถามออกมาหลังจากที่เห็นใบหน้าซีดขาว ของอูหลินเฟิง

            “ข้าไม่เป็นอะไรมากเพียงแค่พลังวิญญาณถูกใช้มากเกินไปเท่านั้น” อูหลินเฟิงกล่าว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้พลังวิญญาณจนแทบหมดตัว แต่ก็ถือว่าทุกสิ่งที่ใช้ไปคุ้มค่านัก หากดูจากสถานการณ์ตอนนี้แดนจันทราโลหิตก็เหลือคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือเทพศพโลหิตเท่านั้น

    จงหมิ่นและหลางจวินที่โดนโจมตีจนกระเด็นออกไปก่อนหน้า ก็ได้เดินกลับมารวมกลุ่มอีกครั้ง

            “ต้องขอบคุณพวกเจ้าด้วยที่ช่วยถ่วงเวลาไว้ให้” อูหลินเฟิงหันไปบอกกับจงหมิ่นและหลางจวิน

            “ไม่เป็นไร แต่วิชาเมื่อครู่ของเจ้าสุดยอดจริงๆ สามารถโจมตีโดยไม่สนใจการป้องกันทางกายภาพ ถือเป็นทักษะที่น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก” หลางจวินกล่าว

            “แต่เจ้าก็น่าจะเห็นกว่าที่จะใช้ออกมาได้ก็กินเวลานาน หากไม่มีพวกเจ้าคอยช่วยเหลือเกรงว่า ข้าคงจะตายไปแล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว

            “นี่ๆ จะคุยกันอีกนานหรือเปล่า จะเอายังไงกับเจ้าพวกนี้ดี” ลุครีบตะโกนออกมาเมื่อเห็นว่ามารสวรรค์ถูกจัดการไปแล้ว ในตอนนี้เหลือเพียงแค่เสวี้ยเจ๋อ กงซุนเมิ่ง และ อสุรกายโลหิตในร่างของตงฟางชุนเท่านั้น

    แต่ก่อนที่อูหลินเฟิงจะได้ตอบลุค เสียงของกระบี่เหนือสวรรค์ก็ดังขึ้นมาภายในจิตใจของอูหลินเฟิง ‘ถึงกับสามารถสังหารวิญญาณของมารสวรรค์ได้ สมแล้วที่เป็นตัวตนแห่งปัจจุบันที่ข้าคาดหวัง แต่ถ้าหากให้แนะนำรีบเก็บร่างกายของมารสวรรค์เอาไว้ก่อนดีกว่า’

            ‘ได้’ แม้จะไม่รู้ว่าทำไมแต่ว่าอูหลินเฟิงก็รีบหันไปหาร่างของมารสวรรค์ คิดจะเก็บร่างนั้นเข้าสู่แหวนมิติของตนเอง แต่ก่อนที่จะได้ทำแบบนั้น ทุกๆ คนที่ยังเหลือรอดก็ได้ยินเสียงของเยว่ฟงจากยันต์สื่อสารว่า

            ‘รีบหนีไปซะ!!’ เสียงร้องเตือนดังขึ้นผ่านยันต์สื่อสานพร้อมๆ กับเสียงคำรามของอัสนีที่ดังขึ้น ร่างของเยว่ฟงพุ่งทะยานเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับตะโกนบอกทุกคนที่เห็นระหว่างทางให้รีบหนี เมื่อทุกคนหันไปอย่างทิศทางที่เยว่ฟงจากมา ก็ได้เห็นโอวหยางไป๋หลงและฟู่อู ที่ทะยานตามมาติดๆ ด้วยความเร็วสูง แต่ด้านหลังของทั้งสามคนราวกับว่ามีอุกกาบาตขนาดเล็กหลายลูกกำลังไล่ตามมา

            “นั่นมันอะไรกัน!!” จงหมิ่นกล่าวออกมาพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง อุกกาบาตขนาดเล็กหลายลูก จงหมิ่นและทุกๆ คนที่อยู่ที่เดียวกันสามารถสัมผัสได้ว่ามันแฝงไว้ด้วยพลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ชนชั้นที่มีพลังสูงสุดเท่าที่กฎเกณฑ์ของมิติแทนเทพรกร้างจะอนุญาตให้มีได้

    และในตอนนั้นเองเสียงของเรนก็ได้ดังขึ้นมาจากยันต์สื่อสารเช่นเดียวกัน

            ‘จอมยุทธ์ของกองกำลังพันธมิตรรีบหนีไปให้หมด!!!’

    ....

            ณ แดนตะวันตกของแดนเทพรกร้าง ในภูเขาน้ำแข็งอันเย็นยะเยือก ที่อยู่อาศัยของสัตว์สายเลือดโบราณอันแข็งแกร่ง หงส์เหมันต์ หนึ่งในสี่ราชันแห่งแดนเทพรกร้าง ได้มีเส้นแสงสีฟ้าพุ่งทะยานไปยังเขตใต้ของแดนเทพรกร้างอย่างรวดเร็ว 

    …..

            ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที ในระหว่างการต่อสู้ของเยว่ฟงที่กำลังปะทะกับโอวหยางไป๋หลงและฟู่อูอยู่บนฟากฟ้า อันห่างไกลจากสนามรบอื่นๆ เพราะว่าทั้งสามต่างต่อสู้กันด้วยความเร็วหลบไปมาจนค่อยๆ บินออกจากสนามรบของคนอื่นเรื่อยๆ

            สิ่งที่เยว่ฟงสังเกตเห็นก็คือสัตว์อสูรสองตัวที่กำลังต่อสู้กันอยู่ไกลๆ แต่ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งสองที่ต่อสู้อยู่บนฟากฟ้าเช่นเดียวกับพวกเขาทั้งสาม

    พวกมันต่อสู้กันและค่อยๆ เคลื่อนตัวใกล้เข้าจุดที่ทั้งสามกำลังต่อสู้กันอยู่ ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็สามารถเห็นความชัดเจนของร่างกายสองสัตว์อสูรที่กำลังต่อสู้กัน ทั้งคู่ก็คือมังกรเพลิงและวิหคอัสนีขนาดยักษ์ ต่อให้เยว่ฟงจะอยู่ไกลมากขนาดนี้ ยังสามารถสัมผัสถึงเศษเสี้ยวพลังของพวกมันทั้งสองได้อย่างชัดเจน และ ไม่ใช่แค่เยว่ฟง แม้แต่โอวหยางไป๋หลงและฟู่อูก็สัมผัสได้เช่นเดียวกัน

            “มังกรเพลิงชนชั้นจักรพรรดิอสูรศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง และ วิหคอัสนีชนชั้นจักรพรรดิอสูรศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น งั้นหรือ!! ทำให้อสูรที่แข็งแกร่งถึงขนาดนั้นถึงมาอยู่บริเวณนี้ได้” ฟู่อู ที่เริ่มสังเกตเห็นการต่อสู้ของสองสัตว์อสูรก็กล่าวออกมาอย่างตื่นตระหนก

            “ไม่เห็นจะแปลก แดนเทพรกร้างแห่งนี้หลงเหลือสิ่งมีชีวิตก็คือสัตว์อสูรจำนวนมาก การที่จะมีสัตว์อสูรบางตัวต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงอาณาเขต ก็นับเป็นเรื่องปกติของแดนแห่งนี้” โอวหยางไป๋หลงบอก ในตอนนี้หลังจากที่เห็นการต่อสู้ของสัตว์อสูรที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทั้งสามคนต่างหยุดมือไม่ยอมต่อสู้ต่อไป 

    ทันใดนั้นเองหลังจากที่อสูรทั้งสองตน ต่อสู้กันและใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สิ่งที่พวกมันทั้งสองทำก็คือการส่งการโจมตีระยะไกลออกมาโจมตีกันและกัน มังกรเพลิงพ่นลมหายใจมังกรเพลิงออกมา ส่วนวิหคอัสนีก็พ่นอัสนีที่รุนแรงออกจากปากเช่นเดียวกัน

            ตู้ม!! เมื่อพลังทั้งสองปะทะกันด้วยพลังของสัตว์อสูรที่อยู่ในระดับชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ แรงระเบิดของการปะทะนั้น ทำให้เกิดอุกกาบาตขนาดเล็กกระจายออกไปรอบๆ และก็ได้มีอุกกาบาตหลายลูกคงทะยานขึ้นบนฟากฟ้า และค่อยๆ ร่วงลงมา สู่บริเวณที่ทั้งสามอยู่

    เยว่ฟงที่เห็นว่าอุกกาบาตพวกนั้น จะร่วงลงมาบริเวณที่พวกเขาอยู่แน่นอน ก็รีบบินจากไปทันที

            “เฮ้ย คิดจะหนีงั้นเหรอ” ฟู่อูที่เห็นว่าเยว่ฟงหลบหนีไปรีบตะโกนออกมา แต่หลังจากนั้นไม่นานฟู่อูก็สัมผัสได้ถึงเงาที่กำลังบดบังแสงอาทิตย์ เมื่อหันไปก็พบกับอุกกาบาตที่เกิดจากสะเก็ดพลังของสองสัตว์อสูรที่กำลังปะทะกันค่อยๆ ร่วงลงมาทางเขา เมื่อเห็นแบบนั้นก็รีบโคจรลมปราณสายฟ้าหลบหนีไปอีกคน

            “หน่อย พวกสัตว์อสูรชั้นต่ำ ดันมาต่อสู้กันในเวลาแบบนี้!!” โอวหยางไป๋หลงเองก็จำเป็นต้องเร่งความเร็วและหลบหนีออกไปเช่นเดียวกัน ต่อให้อุกกาบาตที่เกิดจากสะเก็ดพลังเหล่านั้นจะมีขนาดเล็ก แต่ว่าพลังทำลายของมันกลับมากมายมหาศาลนัก เพราะว่านั่นคือพลังที่หลงเหลือของจักรพรรดิอสูรศักดิ์สิทธิ์

            ตู้ม!!! ตู้ม!! ตู้ม!!! และเหมือนว่าการปะทะกันครั้งเดียวจะไม่อาจตัดสินแพ้ชนะได้ สองสัตว์อสูรจึงส่งพลังของตนเองออกไปโจมตีอีกครั้ง ทำให้เกิดสะเก็ดพลังที่กลายเป็นอุกกาบาตอีกหลายระลอก และ ไม่ใช่แค่นั้นพวกมันเองก็ยังค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าหาสนามรบของมนุษย์โดยที่พวกมันเองก็ไม่รู้ตัว อุกกาบาตที่เกิดจากสะเก็ดพลังเหล่านั้นจึงค่อยๆ พุ่งทะยานเข้าหาสนามรบของพวกมนุษย์อย่างเลี่ยงไม่ได้  แล ะสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ได้มีอุกกาบาตขนาดเล็กลูกหนึ่ง พุ่งเข้าไปใกล้กับอาณาเขตอักขระมนตราของเรน

            ….

            ….

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน