บทที่ 12 ไฟสวาทใต้เงาแสงจันทร์ในตำหนักเยว่ฮวา
ค่ำคืนนั้น... ภายในตำหนักเงียบสงัด แสงจันทร์ทอประกายลอดผ่านหน้าต่างสลักลวดลายโบราณ ก่อให้เกิดเงาทาบทับลงบนพื้นไม้แวววาว หลี่เฟยเทียน หรือฉีตงหยางผลักประตูห้องเบา ๆ ก้าวเท้าเข้ามาอย่างเหนื่อยล้า
ภายในห้อง ทุกอย่างจัดเตรียมไว้อย่างพิถีพิถัน ผ้าม่านโปร่งพลิ้วไหวไปตามสายลมอ่อน แสงเทียนริบหรี่ให้บรรยากาศดูชวนฝัน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาหยุดชะงัก...
คือ ม่านเตียงที่ถูกแง้มออกเล็กน้อย
คิ้วเรียวของฉีตงหยางขมวดเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดม่านอย่างระมัดระวัง
ภายในนั้น มีสตรีนางหนึ่ง...
หญิงสาวในอาภรณ์สีชมพูอ่อนปักลวดลายกลีบบุปผาขาว นางกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ริมเตียง ท่ามกลางหมอนอิงปักดิ้นทอง ผิวกายขาวราวหิมะ ริมฝีปากแต้มสีแดงเรื่อรับกับใบหน้าเรียวงาม ผมดำขลับถูกรวบไว้หลวม ๆ มีปิ่นหยกเขียวเสียบประดับไว้อย่างงดงาม
แววตาของนางช่างลึกลับ ประหนึ่งบึงน้ำใต้เงาจันทร์ที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง
"องค์ชายเก้า..."
เสียงหวานเอื้อนเอ่ย นางย่อตัวลงคำนับก่อนเงยหน้าขึ้น เอียงคอมองเขาด้วยแววตาเชิญชวน
"คืนนี้ หม่อมฉันถูกส่งมาเพื่อปรนนิบัติฝ่าา เพื่อให้พระองค์ทรงได้พักผ่อน ก่อนจะเข้าสู่เวทีประลองในวันพรุ่ง"
ฉีตงหยางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ร่างสูงทอดมองนางอย่างพิจารณา
ในโลกเก่า เขาเคยเป็เพียงนักรบ เป็คนธรรมดาที่ไม่เคยชินกับธรรมเนียมในวังหลวง การที่จักรพรรดิส่งสตรีมาให้พักผ่อนก่อนศึกใหญ่ อาจเป็เื่ปกติในวัฒนธรรมนี้
และในเมื่อถูกจัดเตรียมมาให้เช่นนี้ ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธ
"เช่นนั้น... ก็มาเถิด"
ฉีตงหยางกล่าว พลางปลดกระดุมอาภรณ์ชั้นนอกออก ขณะที่หญิงงามเดินเข้ามาใกล้... กลิ่นหอมเย็นของดอกเหมยแตะต้องปลายจมูก เสียงเครื่องประดับกระทบกันเบา ๆ
ทันใดนั้นเอง!
ประกายเขียววูบไหว!
ปิ่นหยกที่ประดับบนศีรษะของนางถูกชักออกมาในเสี้ยววินาที เล็งตรงมาที่ลำคอของฉีตงหยาง!
แต่ร่างสูงเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่านั้น...
มือแข็งแกร่งตะปบข้อมือบางแน่นก่อนที่ปลายปิ่นจะถึงตัว ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือด ดวงตาสั่นระริกเมื่อรู้ว่าพลาด!
"ชิ! เ้าไหวตัวเร็วจริง"
ฉีตงหยางหรี่ตาลง มุมปากยกยิ้มเย็น มือข้างหนึ่งตวัดล็อกข้อมือหญิงสาว บิดให้ปิ่นหลุดออกจากมือ ก่อนจะกดร่างของนางลงกับเตียง
"เ้าเป็ใคร ใยเ้าคิดลอบสังหารข้า... โดยใช้มารยาเย้ายวน?"
เสียงของเขาเย็นเยียบ น้ำเสียงเจือแววเย้ยหยัน
หญิงสาวเม้มปากแน่น แต่ดวงตาไม่ได้แสดงความหวาดกลัว กลับเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว มุ่งมั่นในภารกิจ
"เ้ารู้หรือไม่ว่าการลอบสังหารข้า มีโทษสถานใด?"
หญิงสาวจ้องตอบ ก่อนจะแสยะยิ้มบาง ๆ
"หากท่านกลัวตายเพียงนี้ จะออกไปสู้กับแคว้นฉู่ได้อย่างไร?"
คำพูดนั้นทำให้ฉีตงหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะยกยิ้มขึ้น
"เ้ากล้าดี ข้าไม่ได้กลัวตาย เพราะข้าเคยผ่านความตายมาแล้ว แต่ข้ายังไม่อยากตายโดยไร้คำอธิบาย"
เขากระซิบเบา ๆ แล้วเพิ่มแรงกดที่ข้อมือของนาง
"บอกมา... ใครเป็คนส่งเ้ามา ใย้าสังหารข้า"
ภายในห้องบรรยากาศอึมครึม ฉีตงหยางกดร่างของหญิงสาวลงกับเตียง แววตาคมกริบจับจ้องนาง ดวงตาของเขาเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง แต่ลึกลงไปยังมีความสงสัย
"บอกมา ใครเป็ผู้บงการ?"
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น แม้จะถูกจับกุม แต่ในแววตากลับไม่มีความหวาดกลัว นางยังคงนิ่งเงียบ มองเขาด้วยสายตาไม่ยอมจำนน
"เงียบหรือ? ..."
ฉีตงหยางแค่นเสียงเ็า
"...เ้าคิดว่าตัวเองจะตายง่ายดายเช่นนั้นหรือ?"
"..."
หญิงสาวยังคงปิดปากเงียบ แม้แววตาจะสั่นไหวเพียงเล็กน้อย
ฉีตงหยางจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ ราวกับกำลังขบขัน
"หึ เ้าไม่พูด ข้าก็จะทำให้เ้าพูดเอง"
มือแข็งแกร่งคว้าใต้คางนาง บีบบังคับให้เงยหน้าขึ้นมาสบตา ใบหน้าของหญิงสาวขึ้นสีเรื่อ แววตาตื่นตระหนกเมื่อััได้ถึง ไออุ่นจากร่างบุรุษผู้แข็งแกร่งที่ทาบทับลงบนตัวนาง
"เ้าคิดจะใช้มารยาเพื่อเข้าถึงตัวข้า? ..."
เขาโน้มใบหน้าลงต่ำ กระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
"...เช่นนั้น ข้าจะทำให้เ้าสมปรารถนาเอง"
ภายใต้แสงจันทราที่ระยิบระยับราวดวงดาราโปรยปรายผ่านช่องฉลุไม้แห่งตำหนักเยว่ฮวา
ห้องหออันเงียบสงัดถูกแต่งแต้มด้วยกลิ่นหอมเย็นจากมวลบุปผาและควันธูปที่ลอยละลิ่วดุจสายหมอกบางเบา
ผ้าไหมลื่นล้มทับพื้นพรมแดงเข้ม ราวกับกลีบดอกไม้ร่วงหล่นจากกิ่ง ประดับประดาความงามแห่งราตรีอันลึกลับนี้
หลี่เฟยเทียน ในคราบองค์ชายเก้า ฉีตงหยาง คุกเข่าบนแท่นบรรทมที่ปูด้วยผ้าคลุมสีแดงเข้มดั่งโลหิต
หญิงสาวงามนางหนึ่งนอนแน่นิ่ง ผมยาวสีนิลสลวยปลิวคลายลงราวสายน้ำตก
ดวงตากลมโตของนางประสานเข้ากับสายตาของเขา ความตื่นกลัวปะปนกับปรารถนาอันเร้นลับฉายชัดในแววตาคู่นั้น
เขาค่อย ๆ โน้มใบหน้าลง ปลายจมูกััผิวนวลเนียนราวหยกขัดเกลา
ริมฝีปากอุ่นร้อนชอนไชไปตามซอกคอขาวผ่อง นางกลั้นลมหายใจแน่น ไม่อาจต้านทานพลังที่แผ่ออกมาจากร่างกำยำของบุรุษผู้นี้ได้
ทรวงอกอวบอิ่มดั่งผลท้อสุกงอมถูกััด้วยริมฝีปากช่ำชองของนักรักจากโลกใหม่ในร่างโบราณ
ปลายยอดถันสีดอกท้อระเรื่อตัดกับผิวขาวนวลประหนึ่งงาช้างชั้นดี ถูกเขาคลอเคล้าด้วยความละเมียดละไม
มือหนาของหลี่เฟยเทียนลูบไล้ไปตามผิวกายนาง เบาราวัักลีบดอกบัวแรกแย้ม
ความอบอุ่นจากฝ่ามือเขาทำให้นางเผยอยิ้มบางบนริมฝีปากสีชาด ก่อนหลับตาลงช้า ๆ ดุจยอมจำนนต่อมนต์เสน่หา
เขาโน้มกายเข้าใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวของทั้งคู่เกือบประสานเป็หนึ่ง
ริมฝีปากของนางเผยอต้อนรับจุมพิตแ่เบาแรกเริ่ม ัันั้นทั้งแปลกใหม่และอบอุ่น ราวหยาดน้ำค้างหยดลงสู่ใจกลางดวงใจของนาง
ปลายจมูกของเขาลูบไล้เลื่อนต่ำลงตามลำคอระหง ผ่านเนินทรวงอกอวบอิ่ม ไล่ลงสู่ผิวท้องเรียบเนียนราวผ้าแพร ก่อนหยุดที่เนินลับอันปกคลุมด้วยขนปุยสีมะเกลือ
“อา...นายท่าน องค์ชาย...”
เสียงครวญหวานระคนความเขินอายหลุดจากปากนาง เมื่อปลายลิ้นของเขาค้นหาความหวานฉ่ำในร่องกลีบดอกไม้บริสุทธิ์
ขาเรียวระหงของนางเผยออกโดยไม่รู้ตัว มือหนึ่งควานหาปิ่นหยกหมายปกป้องตน ทว่านิ้วเรียวกลับอ่อนแรง ปล่อยให้ปิ่นหลุดลื่นจากมือ ไม่อาจต้านทานคลื่นกำหนัดที่ถาโถมจากััอันเชี่ยวชาญขององค์ชายเก้าได้
“หอมหวานเกินหยั่งถึง...อืมม...”
หลี่เฟยเทียนพึมพำ ดื่มด่ำรสััแห่งรักโบราณที่เขาไม่เคยคาดฝัน ท่อนเนื้อแข็งแกร่งในร่างองค์ชายค่อย ๆ ชำแรกแทรกเข้าไปในกลีบดอกไม้งามอย่างช้า ๆ ความหนึบแน่นผสานความนุ่มนวลสร้างเสียวซ่านจนนางหวีดร้องออกมาอย่างลืมตัว
ห้องตำหนักที่เคยเงียบเหงามานานแสนนาน บัดนี้เต็มไปด้วยสุนทรียภาพแห่งราตรี ดื่มด่ำเกินกว่าตำหนักใดในใต้หล้าจะเทียบเคียง
ผ้าไหมบางที่ห่อหุ้มร่างทั้งสองร่วงหล่นลงพื้น เผยให้เห็นความงามเปลือยเปล่าที่ส่องประกายใต้แสงจันทร์
แสงสีเงินสาดผ่านม่านมุกโปร่งบาง ฉายเงาร่างของหญิงสาวที่นอนซบลงบนแผงอกกว้างของเขา
ผิวแก้มแดงระเรือจากไฟราคะ ลมหายใจแ่เบา ทว่าดวงตากลับฉายแววขัดแย้ง
“บอกข้าได้หรือยัง?”
เสียงทุ้มนุ่มขององค์ชายเก้าดังขึ้น สายตาที่มองนางสงบนิ่งดั่งผิวน้ำยามไร้ลม ทว่าแฝงไว้ด้วยความคมกล้าดุจคมกระบี่
นางเม้มปากแน่น ครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจเบา ๆ ความพ่ายแพ้ฉายชัดในแววตา
“...ข้าจะบอกท่าน”
“หึ เช่นนั้นพูดมาเถอะ”
เขายิ้มมุมปาก สายตายังคงจับจ้องนางอย่างไม่คลาย ดุจเหยี่ยวที่มองเหยื่ออันแสนหวานในกำมือ
นางหลุบตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเครือ
"ข้า...ข้าหลี่ถิงถิง เป็บุตรสาวของขุนนางหลี่เซิน ขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ถูกคุมขังเมื่อปีก่อน"
"หลี่เซิน นายอำเภอหลี่เซิน…"
ฉีตงหยางขมวดคิ้วทันที
"...ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตนั่นหรือ?"
หญิงสาวส่ายหน้าเร็ว
"ไม่! ท่านพ่อของข้าไม่ได้ทำผิด! ท่านพ่อถูกใส่ร้าย เพราะไปขัดขวางแผนการของเสนาบดีหลิวซ่าง"
“หลิวซ่างหรือ..”
ฉีตงหยางหัวเราะเย็น
"แล้วเ้าก็ยอมทำตามคำสั่งของพวกมันงั้นหรือ?"
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยเสียงแ่เบา
"ข้าไม่มีทางเลือก องค์ชายรองให้คนมาหาข้า บอกว่า หากข้าสังหารองค์ชายเก้าได้ ท่านพ่อของข้าจะได้รับการปล่อยตัว และจะได้กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง"
"..."
ฉีตงหยางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบเส้นผมนุ่มของหญิงสาวเบา ๆ
"เ้าน่าสงสารนัก"
เขากระซิบเสียงเรียบ
หญิงสาวตัวสั่นเล็กน้อย เมื่อรับรู้ถึงัันั้น
นางรู้ดี ว่าต่อจากนี้ ชะตาของนางจะเปลี่ยนไปตลอดกาล นางซบใบหน้ากับซอกแขนองค์ชายเก้า ผู้พิชิตพรหมจรรย์และดวงใจของนางไปหมดสิ้น
หากวันพรุ่งนี้จะมีสิ่งใดเกิดขึ้น ขอให้เป็เื่ของชะตากรรมที่นางเลือกแล้วเถิด
หลี่เฟยเทียนขยับตัวลุกจากเตียง คลุมห่มผ้าให้หลี่ถิงถิงที่ยังนอนหลับไหล หลังอิ่มเอมไอรักเปิดพรหมจรรย์ของนาง
อีกชั่วอึดใจต่อมา
ในค่ำคืนที่ไร้แสงจันทร์ หลี่เฟยเทียนในชุดดำปกปิดมิดชิด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบบนหลังคาตำหนักหลิงหลินของฮองเฮาหลิวจางลี่ การเคลื่อนไหวของเขาราวกับเงามืด ที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดของท้องฟ้าไร้ดาว
ตำหนักของฮองเฮาตั้งอยู่ใจกลางพระราชวังหลวง ล้อมรอบด้วยสวนอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์และต้นไม้สูงใหญ่ที่ให้ร่มเงาเย็นสบาย ทางเดินปูด้วยหินอ่อนขาวล้วนทอดยาวไปสู่ประตูใหญ่ของตำหนัก ประตูนั้นแกะสลักลวดลายัและหงส์อย่างประณีต บานประตูทาสีแดงเข้มประดับด้วยดวงทองคำเปลวที่สะท้อนแสงแดดเป็ประกาย
ภายในตำหนัก เต็มไปด้วยกลิ่นหอมเย็นของธูปและดอกไม้สด เพดานสูงประดับด้วยโคมไฟแก้วสีสันสวยงามที่ห้อยลงมาเป็ระย้า ผนังห้องตกแต่งด้วยภาพวาดโบราณและแผ่นป้ายคำสอนที่เขียนด้วยตัวอักษรจีนอันงดงาม พื้นห้องปูด้วยพรมไหมเนื้อนุ่มสีแดงและทอง ขณะที่ผ้าม่านไหมบางเบาพริ้วไหวตามสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างไม้ฉลุ
เตียงนอนของฮองเฮาปูด้วยผ้าคลุมไหมสีทอง ประดับด้วยลายดอกโบตั๋นที่สื่อถึงความร่ำรวยและความเป็สิริมงคล ข้างเตียงมีตู้ไม้สักแกะสลักลวดลายดอกไม้และนก ที่เก็บเครื่องประดับและของมีค่าต่างๆ ของฮองเฮา บนโต๊ะเล็กๆ ใกล้หน้าต่าง มีแจกันกระเบื้องเคลือบสีฟ้าที่ใส่ดอกไม้สดวางอยู่ พร้อมกับเครื่องดื่มและของว่างที่เตรียมไว้อย่างประณีต
ด้านนอกตำหนัก มีสระน้ำขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยดอกบัวสีชมพูและปลาคาร์ปว่ายน้ำอย่างสงบ รอบๆ สระมีศาลาเล็กๆ ที่สร้างจากไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องสีเขียว มุมหนึ่งของสวนมีต้นหลิวที่กิ่งก้านลู่ลงมาเหมือนม่านธรรมชาติ ให้ความรู้สึกสงบและร่มรื่น
ใต้หลังคานั้น, สองบุคคลสำคัญยืนอยู่ในเงามืด พูดคุยกันอย่างเงียบๆ พวกเขาคือ ฮองเฮา หลิงจางลี่ พระมารดาขององค์ชายรอง ฉีเฟยเจิน และ เสนาบดีหลิวซ่าง ผู้มีอำนาจและอิทธิพลในราชสำนัก พวกเขาคุยกันเื่การเมืองที่เต็มไปด้วยการปั่นป่วนและการทุจริต
เสียงของหลิวซ่างดังขึ้นในความสลัวจากแสงประทีป
"เราต้องทำทุกอย่างที่จำเป็ เพื่อให้ฉีเฟยเจินได้รับการแต่งตั้งเป็รัชทายาท... เราต้องล้มองค์ชายเฟยหลงจากตำแหน่งให้ได้ก่อนฤดูกาลหน้า"
เสนาบดีหลิวซ่างเอ่ยเสียงต่ำ ท่าทางของเขามีความมุ่งมั่นที่ดูอันตราย
ฮองเฮาหันไปมองเสนาบดี ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความลับและความชั่วร้าย
"หากองค์ชายเฟยหลงยังคงเป็รัชทายาท พวกเราจะไม่มีอำนาจเลย... เราต้องคัดค้านทุกอย่างที่เขาทำให้หมด ไม่ว่าเขาจะพยายามทำอะไร"
หลี่เฟยเทียนนั่งคุกเข่าอยู่บนหลังคา ฟังบทสนทนานี้ ด้วยความเงียบสงบ เขาโค้งต่ำลงเล็กน้อยเพื่อให้ตัวเองซ่อนอยู่ในเงามืดจากการสังเกต หลบหลีกสายตาของคนสำนักอวี่หลินที่อาจจะออกตรวจยามค่ำคืน
สายตาของหลี่เฟยเทียนแหลมคม เขารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายแห่งการสมรู้ร่วมคิดที่อยู่ใต้ความเงียบสงบของตำหนักนี้ แผนการที่มีจุดประสงค์เพียงหนึ่งเดียว คือการทำให้ฉีเฟยเจินได้ขึ้นเป็รัชทายาทและเอาชนะองค์ชายเฟยหลงในที่สุด
"แต่พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิด…"
หลิวซ่างพูดเสียงเบาเหมือนกำลังกลัวใครจะได้ยิน
"...เพียงแต่จัดการให้ถูกที่ ถูกเวลา... พวกขุนนางเ่าั้ก็จะยอมรับตามที่เราได้จัดการ"
ฮองเฮาเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดอย่างมั่นใจ
"ฉีเฟยเจินจะต้องเป็รัชทายาท เขาคือคนเดียวที่สามารถทำให้ราชวงศ์ฉีกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง และตระกูลหลิวของเราจะต้องยิ่งใหญ่ตลอดไป"
น้ำเสียงของพระนางเต็มไปด้วยความหวังและความปรารถนา
หลี่เฟยเทียน หลบอยู่ในเงามืดอย่างระมัดระวัง เขารู้ดีว่าเื่นี้ไม่สามารถปล่อยไว้ได้ ความคิดที่ร้ายกาจของฮองเฮาและเสนาบดีหลิวซ่าง อาจจะนำมาซึ่งการพลิกผันทางการเมืองที่อันตรายมากสำหรับทุกฝ่าย รวมถึงตัวเขาเองในฐานะองค์ชายเก้า
เขากัดฟันแน่น และคิดว่า
"ฉีเฟยเจิน... หรือจะเป็เช่นนั้นจริง ๆ"
แผนการนี้ยังไม่ได้รับการเปิดเผย และรอการเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์แบบที่สุด...
โปรดตดิดตามตอนต่อไป