98.นางอับสร มักรีผลแห่งป่าหิมพานต์
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ ร่างของวิทย์ที่เปลี่ยนแปลงสมบูรณ์แล้วนอนขดคู้อยู่ในโพลงใต้ชั้นดินอย่างปลอดภัย “ระบบเริ่มต้นการ Booster Link start….” “ระบบประมวลผลเริมทำงาน....” “ร่างตนอยู่ในสภาวะหลับไหล...การวิเคราะห์ร่างกายเริ่มต้น...ระดับการหายใจ ปกติ....สัญญาณชีพปกติ....สภาพร่างกาย สมบูรณ์พร้อม...เริ่มทำการวิเคราะห์รายละเอียดเชิงลึก....” “ขั้นตอนการวิวัฒน์ขั้นผลัดเปลี่ยนโลหิตสูงสุดระดับอนันต์” “ทะลวงขั้นขึ้นสู่ผลัดเปลี่ยนกล้ามเนื้อระดับต้น ทำการวิเคราะห์สมรรถนะของร่างต้น... ร่างต้นมีความแข็งแกร่งมากกว่ามนุษย์ปกติ 40 เท่าเทียบเท่ากับมนุษย์ที่วิวัฒนาการถึงระดับ 4 ในขณะที่ร่างต้น วิวัฒนาการระดับ 1 สำเร็จและทะลวงเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของระดับที่ 2 ” “ค้นพบสายเลือดอื่นที่เข็มข้น….ทำการวิเคราะห์สายเลือด...ไม่พบในฐานขอมูล ทำการบันทึกคุณสมบัติของสายเลือดตามลักษณะทางชีวภาพและความทรงจำของร่างต้น ในชื่อว่า สายเลือดระดับอนันต์” “ทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการวิวัฒนาการขั้นต่อไป....ไม่สามารถสรุปได้ ....แนวทางที่ผ่านมาไม่สอดคล้องกับองความรู้ที่มีในฐานข้อมูล....ทำการสร้างไฟล์ใหม่สำหรับบันทึกแนวทางในการวิวัฒน์ หมายเลข 01010” การฝึกฝนของวิทย์ แต่ต่างจากคนอื่นๆ ซึ้งทำให้มาตรฐานของเขาไม่ตรงกับที่ระบบมี องค์ความรู้ของ ลูน่า มาจากระบบ การพัฒนาหรือวิวัฒนาการส่วนใหญ่ที่มีข้อมูลจึงเป็นการพัฒนาป่านระบบทั้งสิ้น “ทำการบันทึกข้อมูลทั้งหมดลงใน 01010.....การบันทึกเสร็จสิ้น..” “ร่างต้นจะตื่นขึ้นภายใน 8 ชั่วโมง เริ่มนับเวลาถอยหลัง...” ร่างเล็กกะทัดรัดของ อับสร ปรากฏขึ้น ใกล้ๆกับจุดที่วิทย์ถูก ภูเขาถม อยู่เธอมองทอดสายตาไปรอบ ๆ“ทีนี้มันเกิดภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงเกิดขึ้นหรืออย่างไร”เธอรำพันออกมาเบาๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้าหรือสัตว์ป่า ต่างถูกสายฟ้าแผด เผา ล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ควันไฟยังคงพวยพุ่งออกมาจากตอไม้ ที่ถูกเผาอยู่เป็นระยะ กลิ่นไหม้ กลิ่นควัน ยังตลบอบอวนอยู่ทั่วทั้งพื้นที่ โดยรอบ รัศมี กว่า 1 กิโลเมตรรอบ ๆจุดที่เธอยืนอยู่ เต็มไปด้วยเถ้าถ่าน แลดูน่าอนาถใจเป็นที่สุด“โอ้ย!! ช่วยด้วย แคก ๆ ช่วยข้าด้าย”“ช่วยข้าด้วยสิ…”“ช่วยข้าอีกคน ลูกๆของข้าด้วย…”“ช่วยข้าก่อน ตาแกพวกนั้นยังไม่ตายหรอก ยิ่งแก่ยิ่งตายยาก..”เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังออกมาไม่ขาดสาย เธอมองไปรอบ ๆ ถึงจะไม่มีอะไรขยับหรือเคลื่อนไหว เธอก็รู้ได้ทันทีว่า เสียงพวกนี้เป็นเสียงของใคร“ลุงๆป้าๆ อดทนอีกนิดนะ หนูจะช่วยเดี่ยวนี้แหละ” ปากเล็ก ๆของอับสรไม่ได้ขยับ แต่ใช้การสื่อสารทางจิตออกไป วูป!!! ร่างของเธอแผ่แสงสีเขียวออกมา แสงนั้นสาดจ้าโฉลมไปทั่วทั้งบริเวณ เหล่าต้นไม้ใบหญ้าที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่างแตกกิ่งก้านสาขาฟื้นคนกลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างหน้าอัศจรรย์ ทันที่ที่ได้รับการพื้นฟูกลับมา เหล่าต้นไม้ทั้งหลายก็แผ่พลังงานสีทองออกมา พลังงานนั้น เกาะกลุ่มกันเป็นก้อนดวงแสงขนาดเล็กราวกับหิ่งห้อย ล่องลอยเข้าไปในร่างของอับสร ร่างน้อย ๆของเธอถูกดพลังงานเติมเต็มและดูเหมือนว่าตัวของเธอจะโตขึ้นอีกเล็กน้อย ใช่แล้ว พลังของเผ่าพันธุ์ มักรีผล คือพลังในการสื่อสารและเยียวยาเหล่าพืชพรรณทั้งหลาย และจะได้พลังวิญญาณแห่งชีวิตกลับคืนมาจากดพวกพืชทั้งหลายที่อยู่ใกล้ๆ ตัวเธอ มันเป็นความสัมพันธ์ แบบถ่อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน“อ่าขอบคุณมากหนูน้อย”ต้นไม้ที่มีอายุมากที่สุดเป็นคนพูดขึ้น“ใช่ๆ!!เจ้าหนูขอบคุณมาก”“ใช่ๆ!!ข้าด้วย”เหล่าต้นไม้ขอบคุณออกมาตามๆกัน เสียงพวกเขาพูดสวนกันจนฟังไม่ได้สรรพ“อ่า ลุงๆป้าๆค่อยๆพูด หนูฟังไม่รู้เรื่อง…”ตอนนี้เธอรู้สึกปวดหัวกับเสียงของต้นไม้เหล่านี้มากๆ“เงียบๆ!!!พวกแกหยุดส่งกระแสจิตไปหาเจ้าหนูน้อยคนนี้ก่อน” ต้นไม่อาวุโสร้องขึ้น ทุกๆคนจึงเงียบลงอีกครั้ง“อ่า ค่อยยังชั่วนึกว่าจะหูแตกตายเสียแล้ว”“นี้หนูน้อย เจ้ายังไม่รู้วิธีกำหนดจิต งั้นหรือ เจ้าสามารถเลือกได้ว่าจะสื่อสารกับใครบ้าง ถ้าหากไม่ทำแบบนี้ เจ้าคงประสาทกินแน่ๆ“อ่า หนูลืมไปเลย แฮะๆๆ”จริงๆเรื่องพวกนี้มันเป็นความสามารถติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดอยู่แล้วไม่ต้องมีการสอนหรือการเรียนรู้ เหมือนกับการหายใจมนุษย์แรกเกิด ไม่ต้องมีใครบอกหรือสอนให้หายใจ แต่ก็ทำได้เองโดยอัตโนมัติ“อ่าเจ้านี้จริง ๆเลย ว่าแต่เจ้ามาทำอะไร ที่นี่ ต้นไม้มารดาของเจ้าก็อยู่ตั้งไกล”“คืออย่างนี้ปูต้นไม้ หนูยากรู้ว่าที่นี่มันเกิดอะไรขึ้น เห็นท้องฟ้าแปรปรวน ฟ้าร้องฟ้าฝ่า เกิดขึ้นที่นี่อย่างแปลกประหลาด หนูเลยมาดู”เธอถาม“อ่า เรื่องนี้ ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่มีเด็กมนุษย์ คนหนึ่งเข้ามาที่นี้ แล้วเจอกับเจ้านกที่ตายมานานแล้ว แล้วไปทำให้สรรค์โกรธ จึงถูกลงโทษ ก็เป็นแบบนี้แหละ”ปู่ต้นไม้พูดแบบรวบรัด“อ่า ไม่เข้าใจซักนิด ปู่พูดเรื่องอะไร มนุษย์ คืออะไร สวรรค์โกรธทำไม”เธองง“อ่าข้าก็ไม่รู้ อาจเป็นเพราะข้าถูกฟ้าผ่า ร่างเดิมเสียหายไปมาก ความทรงจำจึงหายไปด้วย เจ้าลองถาม มนุษย์น้อยคนนั้นดูสิ”“คนไหน”“คนนั้นแหละ ที่ถูกถมอยู่ในพื้นดินใต้เท้าเจ้านั้น เจ้าหนูมนุษย์นั้นก็ยังไม่ตาย”ปูต้นไม้พูด “อ่าแย่แล้ว แบบนี้ต้องรีบขุดเขาขึ้นมาสิ โดนหินทับขนาดนี้เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”ด้วยที่พึ่งลืมตามาดูโลกได้ไม่นาน ตัวเของเธอและอุปนิสัยจึงเป็นเหมือนเด็ก ที่ยังไร้เดียวสา แลบริสุทธ์ ความคิดความอ่านของเธอยังไม่มีเรื่องชั่วร้ายเข้ามาปนเปื้อนมากนัก “โอ้ว!!หนูน้อยชั่งเป็นคนดีเหลือเกิน แต่จะขุดเขาขึ้นมายังไงละ”ปู่ต้นไม้พูดขึ้น “ร่างเล็กๆของ อับสร ยืนนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ พลังวิญญาณของเธอแผ่ออกไปครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณ เมล็ดพืชมากมายที่เคยตกอยู่แถวๆนั้นต่างตอบรับพลังของเธอกันทั่วหน้า ตนไม้เล็กๆเริ่มงอกออกมาจากเมล็ดแล้วเติบโตอย่างรวดเร็ว พวกมันดันก้อนหินมากมายที่ทับถมอยู่บริเวณนั้นขึ้นมา อย่างหน้าอัศจรรย์ ก่อนจะเติบโตออกดอง ผลิใบและออกผล สุดท้ายพวกมันก็ตายแล้วสลายหายไป เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ เบื้องหน้าของเธอเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ ที่ถูกขุดขึ้นมาจากเมล็ดเล็กๆนับล้านๆเมล็ดที่เติบโตเป็นต้นไม้ และตายลงจนลำต้นสลายหายไป วนเวียนเป็นวัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิดของพืช นับล้านๆครั้งขึ้นมา ตอนนี้ร่างของ อับสรเล็กลงเท่าเด็กไว 12 ปีเพียงเท่านั้น การทำเช่นนี้จะทำให้เธอศูนย์เสียพลังชีวิตไปบางส่วน ด้านล่างของหลุมมีชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งนอนหลับอยู่ คราแรกที่เห็นก็ทำให้หัวใจของนางอับสรเต้นแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ นี้เป็นมนุษย์คนแรกที่นางพบเจอ คนคนนี้มีพลังบางอย่างที่ดึงดูดตัวเธอ แต่เธอก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ความรู้สึกนี้มันคืออะไรมันเป็นความรู้สึกเหมือนกับที่เธอมองดู พี่ๆ น้องๆของเธอที่อยู่บนต้นแม่ มันเกิดความผูกพันโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่างของวิทย์ค่อยๆถูกต้นไม้ตนหนึ่งยกขึ้นมาจากก้นหลุมอย่างแผ่วเบาก่อนจะถูกวางลงบนพื้นด้านหน้าของเธอ อับสรนั่งลงแล้วเอาตักของตัวเองเป็นที่รองให้ร่างนั้นนอนหนุนเพราะกลัวว่าเขาจะนอนไม่สบาย สายตาของเธอยังคงจับจ้องไปที่ดวงหน้าอันขาวเนียนของวิทย์อย่างไม่วางตา เธอรู้สึกผูกพันกันชายคนนี้ มากๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ปู่ต้นไม้ยืนต้นอยู่ห่างออกไปจากคนทั้งสองพอสมควร บริเวณที่วิทย์และอับสร อยู่จึงเป็นพื้นที่โล่งกว้าง อับสรใช้พลังของเธอเร่งการเติบโตของต้นไม้เล็กๆที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก จนลำต้นของมันเติบโตขึ้นกลายเป็นร่มเงาให้กับคนทั้งสอง “ขอบคุณพี่สาวที่ทำให้ข้าเติบโต”ต้นไม้ต้นนั้นของคุณออกมา ต้นไม้เหล่าขยับหรือเดินออกไปจากตรงที่พวกมันเกิดไม่ได้ แต่กระนั้นพวกมันก็มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเองเช่นกัน สุดแล้วแต่ว่าจะมีใครเข้าใจพวกมันหรือไม่ ใบหน้าอันขาวเนียนของเธอยิ้มสวยออกมา มือน้อยๆที่เรียวสวยเนียนนุ่ม ลูบที่ใบหน้าของวิทย์ ย่างผ่าวเบาและทะนุถนอม มืออักข้างคอยโบกไล่แมลงเล็กๆมิให้กร่ำกรายเขามาสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับวิทย์ได้ จนเวลาผ่านไปนานหลายชั่วโมง เธอก็ยังนั้งอยู่เช่นนั้นด้วยรอยยิ้ม... “อืม!!!แจบๆ”วิทย์ครางออกมาเบาๆ ราวกับคนที่พึ่งจะตื่นจากการนอนอยู่บนที่นอนของตนเอง เปลือกตาของเขาค่อยๆลืมขึ้นมา กลิ่นอันหอมหวนของนางอับสร ลอยเขาสู่โสตประสาทการดมกลิ่นของเขา กายสัมผัสจากมืออันอ่อนนุ่มที่ใบหน้าของเขามันชั่งอ่อนละมุน ชวนให้หลงใหลยิ่งนัก “กลิ่นอะไรมันชั่งละมุน หอมหวน ชวนให้กลืนกินนัก”วิทย์คิดทันที่ ที่เปลือกตาของเขาเปิดขึ้น สายตาของเขากมองผ่านภูเขาลูกเล็กๆสองลูกขึ้นไป พบกับดวงหน้าเรียวรูปไข่ ปากนิด จมูกหน่อย ดวงตากลมโต แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน มองจับจ้องมาที่ใบหน้าของเขา ชั่ววินาทีนั้น สมองของเขาคิดได้อย่างเดียวว่า “นี้เรา ฝัน ว่าได้นอนหนุนตัก นางฟ้าตัวน้อยๆน่ารักน่ากอด เลยเหรอ ชั่งเป็นความฝันที่ดีเหลือเกิน เธอเป็นนางฟ้านางสวรรค์มาจากแห่งหนใด ชั่งถูกใจข้าคนนี้ยิ่งนัก กลิ่นกายก็หอมสมจริงเป็นที่สุด นี้มันคือความฝัน 3 มิติใช่ไหม”เขารำพึงในสมอง และคิดแค่เพียงว่าไม่ยากตื่นจากความฝันอันนี้เลย“ภูเขาสองลูกเบื้องหน้านี้ จับได้ไหมนะ...นี้เป็นความฝัน หากพลาดไปแล้วคงเสียดายแย่”วิทย์คิด มือของเขาไวยิ่งกว่าสมองเสียอีกหมับ!!! “แน่น!!!มาก”