อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 161 ไม่มีประโยชน์

    บทที่ 161 ไม่มีประโยชน์

     

    ในฐานะอาจารย์คนหนึ่ง อาจารย์เติ้งไม่ได้มีความคิดที่จะให้สิทธิพิเศษกับนักเรียนของตนเอง ในเมื่อพวกเขาติดตามตนเองไปต่อสู้เมื่อครั้งที่ได้รับแต้มจำนวนมาก เช่นนั้นตอนที่มีการต่อสู้ครั้งใหญ่ นักเรียนของเขาก็ควรจะต้องไปด้วยเช่นกัน ในฐานะของคนที่เป็นทั้งอาจารย์ และเป็นทั้งผู้นำในกองทัพ เขาจะเอาเปรียบทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนเองได้อย่างไร

                

    เมื่อเทียบกันแล้ว ระดับค่าพลังงานของนักเรียนที่เขารับเข้ามา หลายคนยังมากกว่าทหารใต้บังคับบัญชาของเขาเสียอีก ดังนั้นแล้ว...เพื่อให้ทุกคนพิจารณาอีกครั้งว่าอยากจะเป็นศิษย์ของเขาต่อไปหรือไม่ การที่ปล่อยให้พวกเธอได้เจอกับภารกิจแตกต่างกันออกไป มียากมีง่ายก็สำคัญเช่นกัน

                

    ตราบเท่าที่ผ่านประสบการณ์การต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อขึ้นเป็นทหารตำแหน่งสูง พวกเขาก็จะมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อถือได้

                

    เหมือนกับที่นักเรียนอันได้พิสูจน์ตัวตนของตนเองแล้ว ถ้าเธอยังเป็นแค่นักเรียนแต่ได้รับตำแหน่งจ่าสิบตรีมาง่ายๆ พอจะต้องไปควบคุมทหารใต้บังคับบัญชาในอนาคต น้อยคนที่จะเชื่อฟังเธอ แต่ถ้าเคยมีประสบการณ์ในการต่อสู้ครั้งใหญ่มาแล้ว เธอจะมีทักษะในการสั่งการได้ดี

                

    เขามองไปยังเด็กนักเรียนทั้ง 4 ของตนเอง ตอนนี้ที่ต้องเป็นห่วงก็คือนักเรียนใหม่ 2 คน เขาจึงให้พวกเธอทั้งสองอยู่แนวหลัง คอยโจมตีสนับสนุน ในขณะที่ให้นักเรียนอีกสองคนไปอยู่แนวหน้า ซึ่งด้วยทักษะที่ทั้งสองคนมี เขาคาดหวังว่าทั้งคู่จะแสดงความสามารถที่ยอดเยี่ยมออกมาให้ได้เห็น

     

    “อีก 3 วัน ให้ทุกคนมาเจอกันที่ห้องทำงานของฉัน” อาจารย์เติ้งกล่าวสรุป ต่อให้นักเรียนอี้อยากจะพูดอะไรขึ้นมาอีกคำก็ไม่สามารถทำได้ ในฐานะทหารแล้ว...คำสั่งของผู้บังคับบัญชาถือเป็นที่สุด

                

    ดังนั้นทั้งสี่คนจึงมีเวลาเตรียมความพร้อมอีก 3 วันเท่านั้น ก่อนจะปฏิบัติภารกิจใหญ่ คนอื่นๆไม่มีงานที่ต้องกังวลมาก ในขณะที่ตอนนี้ซูหยวนมีภารกิจพัวพันที่จะต้องเร่งไปจัดการอยู่

                

    เธอต้องจัดการแปลงเพาะปลูกของตนเองให้ดี หากไม่เตรียมทุกอย่างให้พร้อม กลับมาอีกที...บรอกโคลีในแปลงเพาะปลูกอาจจะเหี่ยวตายก็เป็นได้ ดังนั้นตลอดทั้งสามวัน ซูหยวนจึงได้ใช้เวลาอยู่กับแปลงเพาะปลูกของตนเอง คอยจัดการระบบน้ำและอุณหภูมิ นอกจากนี้ยังใช้ปุ๋ยจากฟาร์มของตนเองเพื่อให้เป็นสารอาหารในการเติบโตของบรอกโคลีด้วย

                

    ตอนนี้ก็ครบเวลา 1 เดือนแล้ว บรอกโคลีของซูหยวนเติบโตดีมาก อีก 1 เดือนคงจะเห็นว่ามันออกดอกพร้อมให้กิน ซึ่งผ่านไป 1 เดือนนี้ อาจารย์ผู้ดูแลวิชาเกษตรกลับต้องตะลึงกับความสำเร็จของซูหยวน 

     

    เนื่องจากเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่านี่ไม่ใช่ฤดูกาลเพาะปลูกบรอกโคลี พวกมันไม่ควรจะเติบโตอย่างดีแบบนี้ ดังนั้นเขาจึงคอยจับตามองการดูแลแปลงเพาะปลูกของซูหยวนอยู่เสมอ กระทั่งอาสาที่จะเข้ามาดูแลแปลงเพาะปลูกในช่วงที่เธอไปทำภารกิจกับอาจารย์เติ้งให้ด้วย เนื่องจากเขากลัวว่าพวกบรอกโคลีเหล่านี้จะเสียหายในระหว่างนั้น 

     

    ทว่าซูหยวนกลับปฏิเสธไป ถ้าอาจารย์มาดูแลแปลงเพาะปลูกให้เธอ ทางสถาบันจะไม่นับรวมเป็นผลผลิตที่เธอทำได้ หรือก็คือ...พวกเขาจะไม่นับเป็นคะแนนการเพาะปลูก หากไม่มีการแข่งขันก็ไม่เป็นอะไร แต่เพราะซูหยวนรับปากอาจารย์เอาไว้แล้วว่าเธอจะพยายามทำคะแนนการทดสอบระหว่างสถาบันให้ดี ดังนั้นจึงต้องการดูแลมันเพียงคนเดียวเพื่อให้เข้าเงื่อนไข

                

    อาจารย์ได้แต่เสียดาย ตอนนี้เขาไม่สนใจที่จะให้ซูหยวนเก็บคะแนนอีกแล้ว แค่อยากจะให้เธอประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกบรอกโคลีเท่านั้น เพราะถ้าเธอทำได้จริงๆ เขาก็จะขอเคล็ดลับในการเพาะปลูก ต่อไป...บรอกโคลีก็จะสามารถเติบโตนอกฤดูกาลได้แล้ว นี่ไม่ใช่ข่าวใหญ่ยิ่งกว่าสำหรับวงการเกษตรหรอกหรือ?

               

     แต่นี่เป็นแปลงเพาะปลูกของนักเรียนอัน ต่อให้เขาอยากจะบังคับเธอเพื่อเข้าไปในพื้นที่แปลงเพาะปลูกนั้นก็ไม่สามารถทำได้ ในเมื่อนักเรียนอันบอกว่าพวกมันจะไม่เป็นอะไร เขาก็ทำได้แค่เชื่อเท่านั้น

                

    เมื่อครบ 3 วัน ซูหยวนก็ถือธนูธาตุเพลิงที่ได้มาจากตระกูลอี้เพื่อนำมาใช้เป็นอาวุธหลัก นอกจากนี้ยังมีลูกศรธรรมดาด้านหลัง 50 ศร และศรที่จูหลิวหลี่และเพื่อนมอบให้อีก 5 ศร 

                

    ทันทีที่นักเรียนอี้เห็นธนูบนหลังของเธอ เขาก็เลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็แค่เท่านั้น...เมื่อจำได้ว่าเธอก็คือคนที่เอาชนะการแข่งขันที่ตระกูลอี้สาขาจัดขึ้นมา เขาก็เข้าใจที่มาของธนูพวกนี้

                

    ตอนนั้นได้ยินว่าพวกตระกูลสายรองขอรางวัลเป็นธนูธาตุเพลิงที่ล้ำค่านี้ คงคิดว่าตัวเองจะได้รับมันไป พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่าตระกูลอี้อาจจะไม่ใช่ผู้ชนะก็ได้ แล้วก็ทำให้สมบัติของตระกูลตกเป็นของคนอื่น

                

    แต่ก็นั่นแหละ นี่เป็นการแข่งขัน สำหรับเขา...ธนูจะอยู่ในมือตระกูลอี้สายรองหรือมือของคนอื่น สุดท้ายก็ไม่ใช่ของพวกเขาอยู่ดี ดังนั้นจะเป็นของใครก็ได้ทั้งนั้น ตราบเท่าที่ผู้ใช้งานสามารถเข้ากับธนูได้ดี ก็ดึงเอาประสิทธิภาพของมันออกมาใช้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ นั่นก็เพียงพอแล้ว...

     

    “ตอนนี้ทัพหน้าได้เดินทางกันไปแล้ว หน่วยพลธนูของฉันได้รับมอบหมายให้ติดตามไปภายหลัง ดังนั้นเมื่อพวกเราเข้าสู่พื้นที่ต่อสู้ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมทันที ไม่มีเวลาให้ศึกษาหรือทำความเข้าใจอะไรอีก ทางที่ดี...ระหว่างเดินทางนี้ อยากจะรู้อะไรก็ให้ถามได้เลย” อาจารย์เติ้งแนะนำ

                

    เพราะตอนนี้ทหารหน่วยอื่นๆกำลังพยายามไล่ต้อนพวกจระเข้หนามกันอยู่แล้ว การบุกยึดพื้นที่ของพวกกลายพันธุ์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะทำในวันสองวันก็เสร็จ หน่วยของพันเอกเติ้งเป็นหน่วยสนับสนุนที่เข้าไปเปลี่ยนตัวกับหน่วยสนับสนุนอื่น หรือพูดให้ถูกก็คือพวกเขาเป็นกำลังเสริม ดังนั้นเมื่อไปถึงก็จำเป็นต้องต่องานเดิมให้เสร็จ ไม่อย่างนั้นแทนที่จะไปช่วย...อาจจะกลายเป็นภาระเสียเอง

                

    ระหว่างทาง พวกนักเรียนได้ฟังข้อมูลจากทหารที่ร่วมเดินทางไปด้วย ซูหยวนพยายามจดจำเรื่องตำแหน่งที่ปลอดภัยที่หน่วยสนับสนุนตั้งธงเอาไว้ และพวกรายละเอียดเกี่ยวกับจระเข้หนาม

                

    พวกเขาบอกว่า จระเข้หนามเหล่านี้มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งมาก จุดอ่อนของมันมีแค่ที่ตาและปากของมันเท่านั้น หน่วยโจมตีระยะประชิดมักจะหลอกล่อให้มันอ้าปากแล้วฟันเข้าไปข้างใน ส่วนพวกเขานักธนู...หากทำได้ ก็ควรจะโจมตีดวงตาของพวกมันเพื่อทำลายวิสัยทัศน์ นั่นจะทำให้หน่วยโจมตีระยะประชิดทำงานได้ง่ายขึ้น

                

    อย่างไรก็ตาม นอกจากจุดอ่อนที่ควรรู้แล้ว ก็มีจุดแข็งที่พวกเขาต้องระวังด้วย นั่นก็คือระยะการโจมตีของจระเข้พวกนี้กว้างมาก หากเข้าไปใกล้เกินไปก็จะทำให้ถูกหางของมันฟาดจนตายได้

                

    ด้วยแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้สิ่งอันตรายไม่ใช่แค่ฟันที่แหลมคม แต่หางที่เต็มไปด้วยหนามก็สามารถฆ่าทหารมาได้หลายร้อยคนแล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทหารหน่วยต่อสู้ระยะประชิด พวกที่ถูกเรียกมาทำภารกิจนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกผู้ใช้หอก

               

     แต่ปัญหาในการยึดพื้นที่ครั้งนี้กลับไม่ใช่แค่จระเข้หนามเท่านั้น เพราะนอกจากพวกมันที่เป็นจ้าวแห่งหนองน้ำนี้แล้ว ปัญหาใหญ่ๆอีกอย่างก็คือต้นหนามพิษ

                

    ก็ตามชื่อของมัน ต้นหนามพิษพวกนี้ก็คือพืชกลายพันธุ์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์มาก เนื่องจากจระเข้หนามพวกนี้มีผิวหนังที่สามารถป้องกันการโจมตีต่างๆได้ มันจึงไม่ได้รับผลกระทบจากต้นหนามพิษที่ขึ้นอยู่รอบๆหนองน้ำแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม...สำหรับทหารที่พยายามจะเข้าไปยึดพื้นที่แล้ว หนามพิษพวกนี้กลับเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ต่อพวกจระเข้หนาม

                

    เมื่อต้องต่อสู้ไปด้วย และระวังในการเคลื่อนไหวไปด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะพลาดท่าเอาได้ง่ายๆ

     

    “พวกเรามีอุปกรณ์ป้องกันให้ทหารทุกคน แต่...หลายคนก็เลือกที่จะไม่ใช้มัน เพราะอุปกรณ์พวกนี้ สามารถช่วยป้องกันหนามพิษได้ก็จริง แต่เมื่อต้องต่อสู้กับจระเข้หนาม กลับเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหวแทน” ทหารผู้ให้ข้อมูลกล่าวถึงปัญหาสำคัญในการล่าครั้งนี้ 

     

    “หมายความว่าไม่มีอะไรที่จะทำได้เลยหรอ? แล้วทำไมยังคิดว่าจะเอาชนะได้อีก แทนที่จะหาวิธีการจัดการที่ดีที่สุดให้ได้ก่อน กลับเอาชีวิตทหารมากมายไปเสี่ยงตาย ไม่รู้ว่าผู้นำกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ หรือเพราะตัวเองไม่ต้องลงสนามต่อสู้จริงก็เลยสั่งงานใครไปทำก็ได้” เด็กสาวตระกูลเติ้งได้ยินแบบนั้นก็พ่นลมหายใจไม่พอใจออกมา

                

    เธอเหลือบไปมองรุ่นพี่อันที่ไม่ได้พูดอะไรเงียบๆ ตัวเธอเองนั้นไม่เท่าไรหรอก แต่คนที่จะเดือดร้อนก็คือพวกรุ่นพี่ที่จะต้องเข้าร่วมต่อสู้ระยะประชิดต่างหาก

               

     แน่นอนว่าคำพูดที่ตรงไปตรงมาของเธอทำให้ทหารหลายคนสะอึก พวกเขารู้ดีว่าปัญหาก็คือคำสั่งของผู้นำที่ไม่สนใจว่าทหารระดับล่างอย่างพวกเขาจะต้องเจอกับอะไร ในเมื่อต้องการจะข้ามไปอีกฝั่งให้ได้ และจระเข้หนามพวกนี้ก็เป็นอุปสรรคในการสำรวจของพวกเขา ก็แค่ออกคำสั่งมาให้ก็เท่านั้น

                

    อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครกล้าพูดตรงๆแบบนักเรียนเติ้งคนนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง

     

    “เอ่อ ที่จริง....ข้อดีของพวกเราก็มีอยู่ ในฐานะที่เป็นนักธนูแล้ว พวกเราไม่ได้ต้องเข้าไปพัวพันการต่อสู้ระยะประชิดขนาดนั้น ในการนี้...พวกเรายังสามารถใส่อุปกรณ์ป้องกันได้อยู่ พวกหนามพิษน่าจะทำอะไรพวกเราไม่ได้ถ้าไม่โชคร้ายจริงๆ”

     

    “ไม่โชคร้ายจริงๆงั้นหรอคะ? แล้วใครจะรู้ว่าพวกเราจะโชคร้ายจริงๆเมื่อไร!” นักเรียนเติ้งยิ่งฟังก็ยิ่งไม่พอใจ อาจารย์เติ้งที่ฟังอยู่ด้วยถอนหายใจออกมาก่อนจะพูด

     

    “คนโชคร้ายก็คือคนประมาท ตราบเท่าที่ไม่ประมาทและระวังตัวอยู่เสมอ พวกเธอจะสามารถเคลื่อนไหวได้ก่อนที่จะต้องวิ่งหนีอย่างฉุกละหุก จำเอาไว้ว่าสังเกตบรรยากาศให้ดี พวกจระเข้หนามพวกนี้มีความสามารถในการซ่อนตัว ปัญหาที่จะทำให้พวกพลธนูอย่างพวกเราพลาดท่าก็คือการที่พวกมันซ่อนตัวอย่างมิดชิดนั่นแหละ”

               

     เมื่อได้ยินอาจารย์เติ้งกล่าวแบบนั้น ทุกคนก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอ การต่อสู้ครั้งนี้คงจะไม่ได้ง่ายๆแล้ว ไม่รู้ว่าทั้งหมดหลายสิบคนจะเหลือรอดกลับมาได้สักกี่คน

                

    ซูหยวนฟังคำของอาจารย์ เธอไม่ได้กลัวเรื่องที่จระเข้พวกนี้สามารถซ่อนตัวได้เลย หนึ่งเป็นเพราะเธอมีแผนที่จากฟาร์มของตนเองที่จะช่วยระบุตำแหน่งของจระเข้พวกนี้อยู่แล้ว ต่อให้พวกมันอยากจะซ่อนตัวมาทำร้ายเธอก็เป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม...ปัญหาครั้งนี้ก็คงจะเป็นการโจมตีมากกว่า

                

    ในขณะที่พวกมันซ่อนตัว แปลว่าจะมีแค่ดวงตาเท่านั้นที่โผล่ออกมาให้เห็น เป้าหมายในการโจมตีมีแค่ดวงตาขนาดเล็กของพวกมัน แบบนี้ต่างหากที่จะทำให้การต่อสู้เป็นไปด้วยความยากลำบาก

                

    เธอพยายามคำนวณสถานการณ์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งใช้เวลาไม่นานกองพลธนูก็มาถึงเขต K แล้ว เป็นดั่งที่อาจารย์เติ้งบอกจริงๆ พวกเธอทุกคนมาถึงก็ต้องเตรียมลงสนามต่อสู้ ความวุ่นวายข้างหน้าทำให้พวกเขาถูกกดดันไปหมด

     

    “เร็วเข้า เร็วเข้า! พวกเราจะถอยไม่ได้เด็ดขาด พลธนูสนับสนุนมาแล้วก็รีบลงไปเลย เร็ว!! ไม่ต้องใส่แล้วรองเท้าป้องกัน ตอนนี้ทุกคนต้องไปดันหลังไม่ให้จระเข้พวกนั้นกดดันพวกเรากลับมาได้ เร็ว!!”

               

     เสียงตะโกนของคนเป็นหัวหน้าภารกิจทำให้ทหารหลายคนร้อนรนตามไปด้วย ซูหยวนไม่สนใจ แม้จะมีคำสั่งให้เธอวิ่งไปข้างหน้า ทว่าเธอจำเป็นต้องเข้าร่วมการต่อสู้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้นจึงตั้งใจสวมใส่ชุดป้องกันให้ครบเสียก่อน ทั้งยังบอกให้รุ่นพี่หวังทำตามด้วย

                

    อาจารย์เติ้งเห็นนักเรียนทั้งสองใจเย็นและมีสติ เขาค่อนข้างเบาใจเมื่อเห็นแบบนี้ จึงหันไปออกคำสั่งให้หน่วยสนับสนุนเบื้องหลังแทน เพราะหน่วยที่เขาควบคุมนี้จะต้องซ่อนตัวให้ดี คอยโจมตีจากระยะไกลเพื่อป้องกันการลอบโจมตีของจระเข้หนามอีกชั้น

               

     ซูหยวนและรุ่นพี่หวังลงสนามต่อสู้พร้อมกัน เธอส่งสัญญาณให้รุ่นพี่อยู่ใกล้ๆตนเอง พวกเธอทั้งสองคนค่อนข้างโดดเด่นเมื่อลงสนามต่อสู้ ทหารหลายคนที่วิ่งสวนกลับมาชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นทั้งสองคน บางคนยังพูดหยอกล้ออีกด้วยว่า..“สาวๆจะไปเป็นเศษเนื้อติดฟันให้พวกจระเข้หรือ?” อีกด้วย ทำเอารุ่นพี่หวังมองค้อนกลับไปด้วยความหงุดหงิด

               

     ตั้งแต่ที่มาถึงสนามต่อสู้ก็รู้สึกเหมือนจะเป็นโรคประสาท การต่อสู้แบบนี้มั่วซั่วและไม่มีแบบแผนเอาเสียเลย รุ่นพี่หวังที่มักจะทำอะไรตามกรอบอยู่เสมอถูกกระตุ้นจนทำให้สับสนไปหมดแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะรุ่นน้องใจเย็นอยู่ข้างๆ เธอก็อาจจะกระโจนลงบ่อจระเข้หนามไปแล้วจริงๆ

               

     การต่อสู้ของพวกแนวหน้าเหมือนเป็นการฝึกเอาตัวรอด ทุกคนถูกสั่งให้ลงไปในบ่อโคลนเหล่านั้น พื้นที่เดินก็จมลงไปมากกว่า 1 ฝ่ามือเสมอ ลำพังเดินไปแค่นี้ก็ยากลำบากมากพออยู่แล้ว เมื่อต้องสวมรองเท้าป้องกันก็ยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวลำบากมากขึ้นจริงๆ

               

     แน่นอนว่าคนที่ไม่สวมรองเท้าป้องกันในครั้งแรก พวกเขาไม่รู้เลยว่าบริเวณไหนใต้โคลนบ้างที่มีหนามพิษซ่อนอยู่ ไม่น่าแปลกใจที่ทันทีที่เดินลงไปในบ่อโคลน พวกเขาก็ต้องรีบถอนตัวกลับมาเพื่อรักษาแล้ว

     

    “รุ่นพี่คะ พวกเราไม่ต้องรีบร้อนนะคะ ค่อยๆสนับสนุนไปข้างหน้า ไม่อย่างนั้นพวกเราจะต้องถอนตัวกลับเร็ว และนั่นจะทำให้เสียโอกาสยิ่งกว่าค่ะ”

     

    “อืม ฉันเข้าใจ” รุ่นพี่หวังเมื่อเดินตามรุ่นน้องมาถึงตรงนี้ เธอได้เห็นสถานการณ์ความวุ่นวายมากแล้ว ย่อมเข้าใจว่ารุ่นน้องหมายถึงอะไร

                

    หลังจากที่พยายามควบคุมสติ เธอก็ดึงสายธนูขึ้นมา พวกเธอไม่จำเป็นต้องเข้าระยะประชิดมากนักก็สนับสนุนการโจมตีได้ อย่างแรกที่เธอควรทำก็คือการช่วยคนที่อยู่ใกล้ที่สุด ไม่ใช่การวิ่งไปแนวหน้าที่สุด!

                

    ฟิ้ว!!!

                

    ปัง!!

                

    อย่างไรก็ตาม ในขณะที่รุ่นพี่หวังและซูหยวนไม่ทันได้คาดคิด ทันทีที่เธอปล่อยลูกศรออกจากมือ แทนที่จะโจมตีโดนเจ้าจระเข้หนามเหมือนที่ตั้งใจเอาไว้ ไม่คิดเลยว่ามันจะรู้ตัวก่อนแล้วใช้หางของตัวเองปัดธนูนั้นทิ้งไปราวกับปัดเศษไม้!

     

    “การรับรู้ของมัน...”

                

    ใช่! การรับรู้ของมันดีมาก! และนี่จะทำให้การโจมตีของพวกเธอไปเป็นอย่างยากลำบากมากขึ้นอีกหลายเท่า!

                

    ซูหยวนกัดฟันกรอด ถ้าเป็นแบบนี้...ไม่ใช่ว่าพวกมันถือเป็นคู่ต่อสู้ที่จัดการไม่ได้เลยไม่ใช่หรือ? พวกผู้นำทหารที่เข้ามาโจมตีก่อนหน้านี้ไม่รู้หรือว่ามันเป็นพวกอันตรายขนาดไหน ทำไมยังโยนทหารจำนวนมากมาเป็นเหยื่อให้พวกมันอีก!

                

    เธอลองยิงออกไปบ้างด้วยธนูธาตุเพลิงนี้ เป้าหมายก็คือดวงตาของมัน อย่างไรก็ตาม..สถานการณ์เหมือนกับก่อนหน้าก็เกิดขึ้น แทนที่จะสามารถโจมตีเข้าที่ดวงตาของมันได้ มันกลับรู้ตัวก่อน แล้วแค่มุดลงไปในบ่อน้ำ ธนูของเธอก็โดนส่วนหัวของมันแทน และก็เป็นแบบก่อนหน้านี้ หัวที่แข็งแกร่งของมันสะท้อนลูกธนูกระเด็นออกมาแล้ว...

     

    “ธนูของพวกเราทำอะไรมันไม่ได้เลย!” รุ่นพี่หวังอ้าปากค้างไม่อยากจะเชื่อ ถ้าธนูของพวกเธอทำอะไรไม่ได้ แล้วพวกเธอมาที่นี่มีประโยชน์อะไร!!

     

    ………………………………

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน