แจนจูงมือสหายลงลิฟต์ไปแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าหญิงรูปร่างบอบบางจะทำให้ชายรูปร่างบึกบึนเซได้ราวกับมีพลังงานแฝงบางอย่างมาพร้อมกับอารมณ์ที่แรงกล้าที่นี้ผมมั่นใจแล้วว่าสหายกับแจนไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานธรรมดาแน่นอนมิฉะนั้นทั้งคู่คงไม่กล้าแตะเนื้อต้องตัวกัน ผมยังจำเหตุการณ์ที่เผลอไปจับตัวเด็กจนโดนด่าเสียๆ หาย ๆ ได้ดี
อิสราสั่นศีรษะปฏิเสธคำชวนของแจนที่ให้ลงลิฟต์ไปพร้อมกันเธอบอกว่าลืมของบางอย่างไว้ในห้อง ส่วนผมก็ไม่เอาด้วยปล่อยให้ทั้งคู่ไปเคลียร์เรื่องส่วนตัวกันเองน่าจะดีที่สุดอันที่จริงยังมีส่วนที่ไม่เข้าใจอยู่อีกมาก แต่ผมก็ไม่ได้สอดรู้สอดเห็นขนาดนั้น
“ท่านกลับยังไง จะกลับกับเราไหม”อิสราเปรยขึ้น ผมเหลียวซ้ายแลขวาให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้ชวนคนอื่น
“เออ ... เอาไงดี”
“ระหว่างที่ท่านคิดเดี๋ยวเราไปเอาของในห้องก่อนนะ ลืมสมุดไว้” อิสราหันหลังวิ่งกลับไปอย่างรวดเร็วเธอไม่ได้โกหกเรื่องที่ลืมของ ผมนึกว่าเธอแค่หาข้ออ้างไม่ลงลิฟต์ไปกับสหายแต่กลายเป็นว่าเธอพูดจริง
นักข่าวสาวหายไปทางประตูห้องแล้วผมยังสองจิตสองใจ ใจหนึ่งก็เกรงใจที่เธอต้องเป็นธุระไปส่งผมและดูจะเป็นการฉวยโอกาสมากเกินไปแต่อีกใจหนึ่งเหมือนมีมารร้ายกระซิบข้างหูให้ตอบตกลงซะความสัมพันธ์ระหว่างสหายกับอิสรากำลังร้าวฉาน โอกาสดีแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้ว
อิสราวิ่งพร้อมกับประคองกระเป๋าในมือซ้ายน่าจะยัดสมุดที่ลืมไว้ใส่ในกระเป๋าแล้ว เธอหยุดยืนตรงหน้าผมส่งยิ้มให้ไม่มีท่าทางกระหืดกระหอบเลยแม้แต่น้อยผมมารู้ทีหลังว่าเธอออกกำลังกายเป็นประจำจนมีภูมิต้านทานความเหนื่อยล้าวันที่เธอนั่งรถแท็กซี่กลับกับผมก็ไม่ได้แสดงท่าทางอิดโรยแต่อย่างใด
“ตกลง ท่านจะกลับกับเราไหม”อิสราถามย้ำ
“ยังไงก็ได้ แล้วแต่ท่านเลย”ผมเลือกตอบทางที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือการโยนให้คนอื่นตัดสินใจแทน
“แล้วท่านมีธุระอะไรตอนเย็นนี้รึเปล่า”
“อือ...” ผมทำทีครุ่นคิดนึกภาพตัวเองกลับไปถึงห้อง หย่อนตัวลงบนโซฟา แล้วเปิดเกมซิมูเลชันขึ้นมาเล่นการเล่นเกมถือเป็นธุระไหม มารร้ายตัวเดิมมากระซิบข้างหูผมอีกแล้วรอบนี้มันทำสำเร็จ ”ไม่มีหรอก เราไม่ได้ทำอะไรพิเศษ”
“งั้นขอไปช่วยเราขนของก่อนนะห้างอยู่ก่อนถึงคอนโดของท่าน แล้วเดี๋ยวเราไปส่งท่านเอง” อิสราเสนอผมเพิ่งตระหนักได้ว่าเธอรู้ว่าผมอยู่กับธรณีมาสักพักแล้ว
“จริง ๆ ไปซื้อของแล้วตรงไปลงที่บ้านท่านเลยก็ได้ เรานั่งรถไฟกลับก็ได้ แค่สามสถานีเอง...แต่เราอยากช่วยท่านขนของอยู่”
“ท่านรู้จักบ้านเราด้วยเหรอ”อิสรามีสีหน้าฉงน
“รู้จากธรณีน่ะ”ผมแก้ตัวด้วยสิ่งที่นึกออกเร็วที่สุด ผมไม่ได้โกหก แค่พูดความจริงไม่หมดอันที่จริงผมถามธรณีเรื่องที่อยู่ของเธอตั้งแต่ตอนแรก ๆที่รู้ว่าเธอมีหน้าตาและชื่อเล่นเหมือนกับอันธิยาคนรักของผมในอดีตจนสงสัยว่าเป็นลูกหลานของอันธิยาหรือไม่
“งั้นไปกันเถอะ”อิสรานำผมเข้าไปในลิฟต์ ซึ่งเคลื่อนตัวลงไปที่จอดรถชั้นใต้ดิน B1 อย่างรวดเร็ว
รูปร่างภายนอกของรถยนต์ไฟฟ้าญี่ปุ่นยี่ห้อมาซู(Mazu) ของเธอไม่แตกต่างจากรถยนต์ในยุคของผม ไม่ได้มีดีไซน์ที่โดดเด่นอะไรนอกจากการเพนต์สีภายนอกรถทั้งคันเป็นรูปท้องฟ้าและก้อนเมฆโดยไม่มีสติกเกอร์ตกแต่งอื่น ๆ ส่วนภายในก็คล้ายกับรถแท็กซี่อัตโนมัติที่ผมเคยนั่งรอบนี้หญิงสาวให้ผมนั่งข้างคนขับ ทันทีที่อิสราทิ้งน้ำหนักลงบนเบาะตำแหน่งคนขับแล้วเอนตัวพิงพนักประตูรถก็ปิดอัตโนมัติพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยที่คาดเองเสร็จสรรพจังหวะนี้ทำให้ผมรู้สึกทึ่งได้ทุกครั้งที่เห็น
{ ผมรู้ภายหลังว่ายุคนี้ไม่มีกฎหมายลงโทษคนไม่สวมหมวกกันน็อคหรือคาดเข็มขัดนิรภัยแต่ชิปที่ติดไว้จะส่งสัญญาณปลดเบรกให้ตัวรถเคลื่อนที่ได้บังคับผู้ผลิตแทนหวังพึ่งจิตสำนึกของแต่ละคนถ้าไม่คาดเข็มชัดนิรภัยก็จะไปไหนไม่ได้การดัดแปลงรถให้เอาระบบรักษาความปลอดภัยนี้ออกมีโทษตามกฎหมายถึงจำคุก }
เธอก็ไม่หันเก้าอี้มาหาผมสอดส่ายสายตาไปบนถนนแทน จับพวงมาลัยรูปตัววายคล้ายคันบังคับเครื่องบินเป็นพักๆราวกับว่าไม่ไว้ใจระบบอัตโนมัติของรถตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งที่มือไม่ได้จับพวงมาลัยเลยผมนั่งเงียบระหว่างอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบ ๆ สองต่อสองกับเธอยอมรับว่ายังรู้สึกเขิน ๆ อยู่แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากเซ้าซี้ถามปัญหาระหว่างเธอกับสหายอยากให้ฝ่ายหญิงเป็นคนเริ่มพูดขึ้นมาเอง สิ่งที่ผมคาดเดาไว้ก็เป็นจริง สักพักอิสราก็เริ่มต้นเล่าเรื่องเธอคงอ่านความงุนงงจากสีหน้าของผมได้ ว่าเหตุใดเราสองคนจึงมาลงเอยด้วยการอยู่ด้วยกันตามลำพังเช่นนี้
“น่าขำตัวเองเหมือนกันนะ...เราเข้าใจมาตลอดว่าสหายเป็นเอ็มเอ็มเหมือนกับเรา แต่ดูจากพฤติกรรมแล้วไม่น่าใช่”หญิงสาวเริ่มต้นพูดอย่างเปิดอก โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สายตายังทอดมองนอกหน้าต่าง “เราให้ธรณีไปสืบจากข่าววงในมาเลยรู้สหายไปถามแฟนเก่าเราเมื่อแปดปีก่อนถึงรู้ว่าเราเป็นเอ็มเอ็ม เขาแกล้งทำว่าตัวเองเป็นเอ็มเอ็มด้วยเพื่อจะจีบเรา เป็นไงล่ะสุดท้ายก็ความแตกดีนะที่รู้สึกตงิด ๆ แต่แรก ยังไม่เผลอใจไปชอบคนแบบนี้เข้าจริง ๆ“
{ โชคดีที่ช่วงบ่ายหลังจากผมได้ยินเธอพึมพำว่า‘เอ็มเอ็ม’ บ่อยครั้ง จึงหาข้อมูลเพิ่มเติมโดยการถามไอรินค้นพบว่ามันหมายถึงอาร์อาร์ไอ หรืออัตลักษณ์ของความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก(Romanticrelationship identity: RRI) ปกติปัจเจกบุคคลจะมีค่านิยมที่ยึดถือแบ่งเป็นแค่สองแบบคือรักเดียว[1]หรือหลายรัก[2] ทำให้นักวิชาการจัดหมวดหมู่โดยการแบ่งตัวตนของบุคคลในเรื่องความรักเชิงชู้สาวออกเป็นสี่แบบ ได้แก่ เอ็มเอ็ม เอ็มพี พีเอ็ม และพีพีโดยด้านหน้าคือสิ่งที่ตัวเองเป็นและด้านหลังคือสิ่งที่ต้องการให้คู่ครองของตนเองเป็น
เอ็มเอ็มที่อิสราพูดถึงยังเป็นค่านิยมของคนส่วนใหญ่ในโลกใบนี้ผมเองก็มองว่าตัวเองเป็นคนเช่นนั้น ผมเชื่อในการแต่งงานกับคนเดียวและต้องการให้คู่แต่งงานของตนเองไม่นอกใจ เอ็มเอ็มจะมีความสมดุลระหว่างความรักและตัวตนของตนเองสามารถหึงหวงได้เป็นเรื่องปกติ
ไอรินยังบอกว่านักวิชาการเชื่อว่าอาร์อาร์ไอเกิดจากจิตใต้สำนึก และถูกกำหนดด้วยปัจจัยทางพันธุกรรม จึงไม่มีวันเปลี่ยนแปลงแต่สิ่งนี้เป็นเพียงตัวตนที่ให้รับรู้และเลือกอาร์อาร์ไอที่เข้ากันได้เพื่อลดโอกาสการหย่าร้างเท่านั้นไม่ได้ยืนยันว่าความสัมพันธ์นั้นจะสำเร็จหรือล้มเหลว }
“ช่วงหลังนี้เราก็เห็นแจนมาอยู่กับสหายมากขึ้น ตอนแรกก็คิดว่าทำโพรเจกต์ด้วยกันเฉย ๆ แต่ดูไปดูมาไม่น่าใช่ในเอ็นทีเอฟของทั้งคู่ก็ไม่ได้ตั้งสเตตัสอะไร เคยถามทีหนึ่งสหายอ้างว่าไปช่วยแจนทำโอที เลยไม่ให้เราบอกใคร”อิสรากล่าว รอยยิ้มเธอดูฝืดเฝื่อนเล็กน้อย ผมเพิ่งรู้ว่ามีคนแอบมีคนทำโอทีเหมือนผมผมไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป
“ประเด็นคือเราแอบเห็นทั้งคู่จับมือกันบ่อย ๆ โดยไม่แสดงอาการอะไรแสดงว่าพวกเขาสร้างข้อตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ที่สำคัญคือ ใคร ๆก็รู้ว่าแจนเป็นพีพี”
ผมเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจนี่เป็นข้อมูลใหม่สำหรับผม พีพีคือปัจเจกชนที่ไม่ต้องการข้อผูกมัดมีระดับความสัมพันธ์เชิงลึกกว่าเพื่อนได้กับหลายคน แต่ก็มีความแปรผัน[3]ที่หลากหลาย ตั้งแต่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเซ็กซ์ ไปจนถึงการมีลูกด้วยกันกับคนหลายคนพอคิดย้อนไปถึงสายตาที่เธอมองผมตอนเดินผ่านชักเริ่มไม่แน่ใจว่าเป็นการโปรยเสน่ห์หรือไม่แม้ว่าแจนจะสวยแค่ไหนแต่ผมสาบานได้เลยว่าไม่ได้มีความรู้สึกเกินกว่าคนรู้จักในที่ทำงานเดียวกันเลย
“เราก็เคยเห็นสองคนนั้นจับมือเหมือนกัน”ผมสนับสนุนโดยอัตโนมัติ
จากนั้นเธอก็เล่าต่อจนถึงเรื่องในวันนี้ซึ่งผมรู้ตอนจบดี น้ำเสียงของเธอไม่ได้เศร้าสร้อยหม่นหมองแบบคนที่เพิ่งถูกหักอกมา ข้อสรุปเรื่องนี้คืออิสราไม่ได้ติดใจที่สหายจะศึกษาดูใจผู้หญิงสองคนไปพร้อมๆ กัน เพราะเป็นเสรีภาพของคนที่เป็นโพลีกามีอยู่แล้วแต่ผิดหวังในตัวเพื่อนมากกว่าที่หลอกเธอ
“ไม่เป็นไรหรอกเราว่าคนแบบนี้ก็มีในสังคมเยอะแยะ” ผมพยายามปลอบใจเธอ
“ถ้าสหายไม่โกหกก็เป็นไปได้ว่า อาจจะเป็นเอ็มเอ็มที่เจ้าชู้ แต่ที่น่าสงสัยมากกว่าคือเขาอาจจะเป็นพีเอ็ม ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็แย่ทั้งคู่”อิสราเว้นจังหวะครุ่นคิดสักพัก ก่อนเน้นเสียงในประโยคต่อมา “ดีเลยจะได้ช่วยให้เราตัดสหายจากตัวเลือกได้ง่ายขึ้น”
ผมไม่รู้จะเอ่ยคำใดจึงทำได้เพียงส่งยิ้มให้เป็นกำลังใจ แต่มารร้ายก็โผล่มากระซิบข้างหู
ที่นายยิ้มก็เพราะกำจัดก้างขวางคอได้ไม่ใช่เหรอ
ผมปัดความคิดชั่วร้ายนั้นออกจากหัวแล้วกลับมาสนใจภาพตรงหน้าขณะนี้รถของอิสราเลี้ยวเข้าไปห้างสรรพสินค้าของรัฐวิสาหกิจที่ชื่อเซนเตอร์ซูเปอร์เอ็ม(CenterSuper M)
[1]Monogamy (โมโนกามี) คือ การมีคู่ครองเพียงคนเดียว
[2]Polygamy (โพลีกามี) คือการมีคู่ครองมากกว่าหนึ่งคนในเวลาเดียวกัน โดยแบ่งเป็น 1.Polygyny ชายหนึ่งคนมีภรรยาหลายคน 2.Polyandry หญิงหนึ่งคนมีสามีหลายคน
[3]Variation ความแตกต่างหลากหลายที่เกิดขึ้นจากสิ่งเดียวกันหรือจากรูปแบบมาตรฐาน