บ้านวรวารินทร์
ริศถือกนังสือนิทานเดินออกมาจากห้องนอนของรันหลังจากส่งรันเข้านอนแล้วก็เห็นรินเดินไปมาอยู่หน้าห้องด้วยความกังกลแปลกๆ
"ริน กลับมาแล้วหลอ เป็นไงบ้างเห็นว่าฝ่ายปราบปรามไปรวมตัวประชุมกันนี่"
"ใช่ค่ะ พวกเขามีประชุม พวกกน่วยบอกว่าอยากจะเริ่มต้นการทำงานเพื่อแสดงฝีมือของกลุ่มจากเมืองหลวง โดยเริ่มภารกิจปราม พ่อค้าใต้ดินในตรอกสนิมค่ะ"
"ก็ดีแล้วไม่ใช่หลอ พวกนั้นแอบขายของเถื่อนก็ควรโดนจับไปนอนซังเตบ้าง แล้วรินทำมัยถึงดูกังวลล่ะ กลัวภารกิจไม่สำเน็จหลอ" ริศถามหลังเห็นหน้าตาไม่สบายใจของริน
"ก็ตาบ้า... นายภัทรกับพี่ชีต้าน่ะคะ พวกเขาแอบกันไปตรอกสนิมเมื่อเย็นนี้ หนูได้ยินเขาคัยกัน"
ปัก!!!
หนังสือในมือริศตกลง อยู่ๆบรรยากาศรอบตัวของริศก็เปลี่ยนไป "รินทำมัยพึ่งมาบอกตอนนี้"
รินตกใจเพราะริศดูจะโกรธหน่อยๆแล้ว "ก็...ก็หนู"
"ค่อยอธิบายให้พี่ฟังตอนนั่งรถ เราจะไปที่ตรอกสนิมกัน"ก่อนริศจะเดินกน้านิ่งลงชั้นหนึ่งไป"
รินทำตัวไม่ถูกได้แต่พคมพำกับตัวเอง "ตาบ้าภัทร กับพี่ชีต้าได้ตายแน่"
"ทำมัยยังไม่ลงมีอีก"เสียงเย็นของริศดังขึ้น รินรีบหยิบของตามลงไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากการประมูลชิ้นส่วนสัตว์วิเศษจบลง ก็เข้าสู่ช่วงของ “พืชวิเศษและสมุนไพร” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการปรุงยาและสร้างสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์สายชีวภาพ
บรรยากาศในฮอลล์เปลี่ยนจากการต่อสู้ด้วยราคาทั่วไป กลายเป็นสมรภูมิเดือดระหว่างสองขั้วอำนาจใหญ่แห่งเมืองกุมภาธานี นั่นคือ “ร้านปรุงยาทวีวิวัฒน์” เจ้าถิ่นผู้ยึดมั่นในตำรับยาน้ำแผนปัจจุบันที่ให้ผลเร็วและราคาย่อมเยา กับ “ร้านโอสถสกุลเฉา” ผู้ท้าชิงจากแผ่นดินใหญ่ที่เชี่ยวชาญการหลอมโอสถลูกกลอนที่ให้ผลรุนแรงและเห็นผลชัดเจนกว่า
“ต้นว่านร้อยอสรพิษ... เริ่มต้นที่ 5 เหรียญทอง!”
“7 เหรียญทอง!” ตัวแทนจากทวีวิวัฒน์ตะโกน “เอาไปทำยาน้ำแก้พิษ ดีกว่าเอาไปปั้นเป็นเม็ดแป้งแห้งๆ หลอกขายคน!”
“10 เหรียญทอง!” ตัวแทนสกุลเฉาสวนทันควัน “ฮึ! ยาน้ำจืดชืดแบบพวกลื้อ กินไปสิบโอ่งยังไม่หาย สู้ยาเม็ดเดียวของอั๊วก็ไม่ได้!”
ชีตาห์กระซิบ “สองเจ้านี้กัดกันแบบนี้ประจำ... แย่งตลาดกันดุเดือดมาก เพราะคนสมัยนี้ชอบยาเม็ดที่เห็นผลชัดเจนตอนใช้เลื่อนขั้น แต่คนส่วนมากก็นิยมยาน้ำที่ให้ผลทันทีเมื่อดื่มเข้าไปแม้จะมีฤทธิ์ไม่รุนแรงเท่า”
การแข่งขันดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ผู้ประมูลรายอื่นต่างก็เอือมระอากับทั้งสองคน แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร เพราะพวกเขายังต้องพึ่งพายาจากทั้งสองเจ้านี้ การประมูลดำเนินมาจนกระทั่งถึงคิวของ “บัวทะเลดำ”
สภาพของมันดูน่าเวทนา ดอกบัวสีดำสวยงามถูกตัดออกไปแล้ว เหลือเพียงก้านและใบที่เหี่ยวเฉา ซึ่งหยาดพิรุณอธิบายว่าต้องใช้เวลาเลี้ยงดูอย่างน้อย 3 ปีกว่าจะออกดอกอีกครั้ง
ตัวแทนจากทั้งสองร้านต่างส่ายหัว ไม่มีใครอยากได้ขยะที่ต้องรอถึง 3 ปี
แต่ทว่า...
“20 เหรียญทองค่ะ”
เสียงใสกระจ่างดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบ
ทุกคนหันขวับไปมองที่นั่งชั้นกลาง หมายเลข 78
เด็กสาวในหน้ากากไม้สีเขียวนั่งอยู่ตรงนั้น นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เธอตัดหน้าสองตระกูลใหญ่ด้วยราคาที่สูงกว่าตลาดเกือบสองเท่า รวมๆ แล้วเธอใช้เงินไปเกือบ 100 เหรียญทองแล้ว!
ตัวแทนร้านยาทั้งสองได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก จะสู้ราคาก็ใช่เรื่อง เพราะของที่เธอซื้อมักจะเป็นของที่มีตำหนิ ของเหี่ยวเฉา หรือของที่ “ส่วนสำคัญ” ถูกตัดทิ้งไปแล้ว แต่ครั้นจะปล่อยไปเฉยๆ ก็กระทบศักดิ์ศรีว่าที่ร้านอันดับหนึ่งของเมือง ทว่าจะให้เอาเงินไปละลายน้ำเล่นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก พวกเขาจึงตัดสินใจไม่แข่งประมูลกับเด็กสาว
หยาดพิรุณยิ้มจนแก้มปริที่ขายของมีตำหนิได้ราคาดีเว่อร์ เขารีบเคาะค้อนปิดการขายทันที “20 เหรียญทอง! ขายครับ!”
ภัทรที่ชมการประมูลอยู่ก็ขมวดคิ้ว ก่อนหันไปจ้องมองเด็กสาวคนนั้น เขาสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
ในขณะที่คนอื่นมองว่าเธอเป็นคุณหนูสติเฟื่องที่ชอบสะสมของแปลก แต่ภัทรกลับเห็น... มือเล็กๆ ที่วางอยู่บนตักของเธอนั้น กำแน่นจนสั่นระริก ทุกครั้งที่สมุนไพรสภาพย่ำแย่ถูกเข็นออกมา และเมื่อเธอประมูลมันได้ เธอก็จะถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ราวกับเพิ่งช่วยชีวิตใครสักคนไว้
‘เธอเลือกซื้อแต่ต้นที่ยังมีชีวิต... ไม่สนดอก ไม่สนผล ขอแค่ต้นมันยังไม่ตาย’
“เด็กคนนี้เป็นใครกันนะ...” ชีตาห์เกาคางครุ่นคิด
“รวยขนาดนี้ แถมซื้อของไม่ดูตาม้าตาเรือ”
“ไม่ใช่คุณหนูคนนั้นในตระกูลเก่าแก่ในพื้นที่เหรอครับ?” ภัทรถาม
“ไม่น่าใช่นะ...” ชีตาห์ส่ายหน้า “ในเมืองเรา คนที่มีพื้นที่เพาะปลูกสมุนไพรและรวยระดับนี้ก็มีแค่ ‘ตระกูลรวงทอง’ กับ ‘ตระกูลไม้เขียว’ เท่านั้นแหละ แต่เด็กคนนี้ลักษณะไม่คุ้นเลย น่าจะมาจากที่อื่น”
ภัทรพยักหน้าเงียบๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่รถเข็นบัวทะเลดำที่กำลังถูกส่งไปหาเธอ
เขารู้สึกไปเองหรือเปล่าไม่รู้... แต่เหมือนใบที่เหี่ยวเฉาของบัวต้นนั้น จะขยับชูชันขึ้นเล็กน้อยเมื่อมันเข้าใกล้ตัวเธอ
“หรือเธอจะมีเวทมนตร์อะไรเกี่ยวกับธาตุไม้กันนะ...”ภัทรคิดในใจก่อนจะถูกงานประมูลดึงดูดความสนใจไป
ลำดับการประมูลต่อไปเป็นช่วงที่ภัทรเฝ้ารอมากที่สุด... หมวดแร่และหินเวทมนตร์
ตอนนี้เขามีเงินติดตัวอยู่ 6 เหรียญทองกับอีก 60 เหรียญเงิน ซึ่งได้มาจากการอดออมอย่างหนักตลอดสองเดือน ภัทรตั้งใจจะหาแร่โลหะที่นำมาหลอมสร้างโครงสร้างอุปกรณ์เวทมนตร์ มากกว่าพวกหินเวทมนตร์ที่เป็นแกนพลังงานบริสุทธิ์ เพราะราคาของแร่ดิบมักจะถูกกว่าและนำมาดัดแปลงได้หลากหลายกว่า
หยาดพิรุณยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นแววตาของผู้คนเริ่มเป็นประกาย
“และนี่คือรายการวัดใจสำหรับค่ำคืนนี้ครับ...”
“อย่างที่ทุกท่านทราบ การขุดแร่ในทะเลดำนั้นยากลำบากเพียงใด ก้อนแร่ชุดนี้เราได้มาจากเกาะลึกลับที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำ... ทางเรายังไม่ได้ทำการผ่าพิสูจน์ภายใน ดังนั้นกฎกติกาจะเหมือนกับการ ‘ประมูลหินผลึก’ หรือการสุ่มแร่หายากนั่นเอง!”
“ภายนอกดูใหญ่โต แต่ข้างในอาจจะเป็นแค่หินโสโครกไร้ค่า... หรืออาจจะเป็นเนื้อแร่บริสุทธิ์ทั้งก้อนก็ได้! ท่านต้องใช้สายตาและประสบการณ์ของท่านเดิมพันเอาเอง!”
“เราจะเริ่มจากสิ่งนี้!”
หยาดพิรุณดีดนิ้ว ชายร่างกำยำเข็นรถเข็นที่มีก้อนหินทรงกลมขนาดเท่าลูกฟุตบอลออกมา บริเวณด้านบนของหินก้อนนั้นมีรอยแตกเล็กน้อย เผยให้เห็นเนื้อหินสีฟ้าน้ำทะเลที่เปล่งแสงจางๆ ลอดออกมา
“เราให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเบื้องต้นแล้วว่ามันมีโอกาสที่จะเป็นหินเวทมนตร์วิญญาณคราม หินเวทมนตร์ระดับ 2 ที่ให้พลังเวทมนตร์ธาตุน้ำอย่างเข้มข้น ซึ่งปกติหากหิญวิญญาณครามขนาดเล็กนี้ขายกันที่ 20 เหรียญทอง... แต่เนื่องจากเราไม่ได้ทำการผ่าพิสุทธิ์และต้องพึ่งดวงของผู้ประมูลเอง เราจะเริ่มต้นราคาเสี่ยงดวงที่ 5 เหรียญทอง!”
เสียงฮือฮาของผู้ชอบความเสี่ยงดังขึ้นทันที ราคาถูกขานแข่งกันไม่ขาดสาย
“7 เหรียญทอง!”
“10!”
“15 เหรียญทอง!”
จนในที่สุดราคาก็ไปหยุดอยู่ที่ 22 เหรียญทอง เพราะขนาดก้อนแร่ไม่ได้ใหญ่มาก นักลงทุนส่วนใหญ่จึงกลัวว่าจะไม่คุ้มทุน
ผู้ที่ได้ไปไม่ใช่ใครอื่น... นายน้อยแห่งบ้านวารีรักษ์ คนเดิมที่เพิ่งประมูลเขี้ยวฉลามไป ดูเหมือนเขาจะพยายามกวาดซื้อทุกอย่างที่เป็นธาตุน้ำเพื่อนำไปเพิ่มระดับของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
“รายการต่อมา...”
พนักงานยกก้อนหินที่มีลักษณะแปลกตากว่าเดิมออกมา มันมีสีแดงปนดำ และมีส่วนเนื้อหินโผล่ออกมาให้เห็นถึงหนึ่งในสามของก้อน ส่งไอความร้อนระอุออกมาตลอดเวลา
“นี่คือหินที่มีโอกาสอย่างมากว่ามื่อผ่าออกมาแล้วจะเป็น 'หินอัคคีทะเลดำ' หินเวทมนตร์ระดับสาม หากเป็นหินชนิดนี้ด้านในจริงมันจะมีพลังของธาตุไฟสูงส่ง และคุณสมบัติพิเศษ เมื่อท่านใช้เป็นแหล่งพลังงาน ไฟที่จุดขึ้นจะไม่มอดดับในน้ำเป็นระยะเวลาหนึ่ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์อัคคีที่สะเทินน้ำสะเทินบก!”
คราวนี้การแข่งขันดุเดือดกว่ารอบแรกมาก เป็นการปะทะกันระหว่างกลุ่มช่างฝีมือจาก ‘บ้านหลอมสมบัติ’ ที่ต้องการนำไปทำเตาหลอม กับลูกค้า VIP จาก ‘ตระกูลธำรงอัคคี’ หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ผู้ครองอำนาจธาตุไฟ
“30 เหรียญทอง!”
“35!”
“40 เหรียญทอง!”
สุดท้าย พลังเงินของตระกูลใหญ่ก็เหนือกว่า ตระกูลธำรงอัคคีชนะไปด้วยราคา 45 เหรียญทองอย่างไม่ยากเย็น
ภัทรได้แต่นั่งมองตาปริบๆ เงิน 6 เหรียญทองในกระเป๋าของเขาดูเล็กลงไปถนัดตาเมื่อเทียบกับมหาเศรษฐีพวกนี้
“ไม่ต้องทำหน้าเศร้าไปไอ้น้อง...” ชีตาห์สะกิด “ของจริงสำหรับสายช่างทุนไม่สูง อย่างเองกำลังจะมาแล้ว... ภาวนาให้พวกคนรวยมันมองข้ามไปก็พอ”
และแล้ว รถเข็นคันถัดไปก็ถูกเข็นออกมา...
บนรถเข็นมีก้อนหินสีดำขนาดใหญ่ รูปร่างขรุขระเหมือนก้อนถ่านหินยักษ์
“แร่ดิบดีบุกทะเลดำหนัก 10 กิโลกรัม!”
หยาดพิรุณอธิบายต่อไป
“อย่างที่ทุกคนรู้ แร่ดีบุกเวทมนตร์มักนิยมใช้เป็นส่วนผสมกับทองแดงเวทมนตร์ เพื่อสร้างโลหะสัมฤทธิ์เวทมนตร์ ที่นิยมในการสร้างเกราะเวทมนตร์ เพราะมีความต้านทานเวทมนตร์สูงกว่าแร่ทองแดงเวทมนตร์เพียวๆ ที่เป็นเพียงตัวนำเวทมนตร์ได้ดี แม้ว่ามันจะมีราคาถูก แต่แร่ก้อนนี้มาจากเหมืองแร่ในทะเลดำ ทำให้มันอาจมีคุณสมบัติพิเศษแอบซ่อนอยู่ แต่โรงประมูลตำลึงทองของเราไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ จึงอยากให้ทุกท่านได้ลองพิสูจน์ความสามารถของมัน เราขอเริ่มต้นเปิดที่ราคา 5 เหรียญทอง!”
เสียงฮือฮาดังขึ้น บรรดาช่างตีเหล็กและนักลงทุนต่างพากันเพ่งมองก้อนหินนั้น... แววตาของภัทรเองก็จับจ้องไปที่มันอย่างไม่วางตา