ตอนที่22 การอัญเชิญย้อนกลับ
อาจารย์เหอพุ่งตัวเข้าไปในหมอกดำแต่กลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า หัวใจของเขาพลันหล่นวาบ หันมาบอกอาจารย์ฉีที่ติดตามมาด้านหลัง“ย้อนดูภาพเหตุการณ์!”
อาจารย์ฉีวาดยันต์ขึ้นกลางอากาศจากนั้นค่อยๆ ใช้มือหมุนย้อนทวนภาพเหตุการณ์เมื่อครู่อย่างช้าๆกระทั่งภาพย้อนกลับไปถึงตอนที่กู้เจี้ยนเหลยเผยหินผลึกออกมากลางฝ่ามือจึงได้อุทานออกมา “หินผลึกดวงดาว เขาใช้หินผลึกดวงดาวเป็นเครื่องสังเวยใช้วิธีอัญเชิญย้อนกลับ!”
“ผลึกดวงดาว? เขาเป็นแค่บัณฑิตของสถานศึกษาจะไปมีผลึกดวงดาวได้อย่างไร!”
ทันใดนั้น อาจารย์ใหญ่ที่กำลังควบคุมค่ายกลพิทักษ์ภูเขาก็ทิ้งประโยคหนึ่งไว้ก่อนที่ร่างของเขาจะหายวับไป “ข้าจะตามไป พวกท่านจัดการเรื่องที่นี่ต่อด้วย!”
อาจารย์เผยทะยานร่างเข้ามาหาสองปรมาจารย์บนเวทีประลองถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า “กู้เจี้ยนเหลยผู้นี้เป็นศิษย์ท่านไม่ใช่หรือฉีจิ่งเยว่ท่านบอกมาสิ ว่าเขาไปเรียนรู้วิชาอัญเชิญมาจากผู้ใด? ข้าไม่อาจจับเส้นสายพลังงานใดๆได้เลย เพราะเขาใช้วิธีอัญเชิญย้อนกลับ เขาเปิดห้วงมิติออกจากที่นี่แล้วก็ดึงคนหายเข้าไปท่านบอกมาว่าท่านได้สอนเขาหรือไม่”
อาจารย์ฉีอ้ำอึ้งหันมาถามอาจารย์ทั้งสองอย่างสบสัน “ในหอตำราไม่มีวิชานี้หรือ?”
อาจารย์เผยตอบเสียงขรึม“มีตำราว่าด้วยการทำพันธะสัญญากับสัตว์วิเศษ แต่ตำรานั้นกล่าวถึงเพียงวิธีการง่ายๆคือการถามความสมัครใจทั้งสองฝ่ายเช่นนี้จึงจะไร้ผลข้างเคียงในกรณีที่ระดับขั้นของผู้ทำพันธะสัญญายังไม่สูงพอแต่ท่านก็เห็น เขาใช้วิธีบังคับทำพันธะสัญญา จิ้งจอกตัวนั้นไม่เต็มใจ กู้เจี้ยนเหลยเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นจู้จี้จะทำพันธะสัญญากับเปียวตัวนั้นได้อย่างไร!วิชาอัญเชิญก็เป็นคนละเรื่องกันกับการผูกพันธะสัญญากับสัตว์วิเศษ”
อาจารย์เหอขมวดคิ้วกล่าว“มีคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อย่างแน่นอนข้าแนะนำให้พวกท่านตรวจสอบศิษย์ใหม่ที่เข้าเรียนหลังเฟิงหลงคาดหวังให้ไส้ศึกมีเพียงกู้เจี้ยนเหลยเถอะหาไม่แล้วคงต้องทำความสะอาดสำนักขนานใหญ่แน่”
ใบหน้าของอาจารย์ฉีมืดทะมึนหันมามองเหล่าบัณฑิตที่ยังอยู่ในความวุ่นวายเขามองสำรวจแต่ละใบหน้าอย่างพินิจก่อนกล่าว “การแข่งขันสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ บัณฑิตชั้นนอกกลับภูเขาชุ่ยจู๋ไห่เรื่องในวันนั้นอย่างได้แพร่งพรายออกไป บัณฑิตชั้นในให้กลับยอดเขาของตนเองผู้ใดหายไปจะถูกตัดสินว่าเป็นสายลับของมารปีศาจ”
เสียงอุทานดังขึ้นระงมแต่ละคนมีสีหน้าตื่นตระหนก ต่างหันไปพูดคุยกันเสียงเบาอย่างวิตกกังวล
“อาจารย์แล้วมีวิธีช่วยศิษย์น้องเล็กกลับมาหรือไม่ขอรับ” เฉินเจียหลางประสานมือถาม
“พวกเราสามารถช่วยได้หรือไม่ขอรับ”เจี่ยงฉงรีบเสนอตัว เขาคือศิษย์ของอาจารย์ฉี ถือเป็นศิษย์พี่ของกู้เจี้ยนเหลย แต่ไม่ว่าศิษย์ร่วมอาจารย์คนใดเจี่ยงฉงก็พูดคุยด้วยอย่างผิวเผินเท่านั้น
“อาจารย์ใหญ่ตามไปแล้วพวกเจ้าช่วยอาจารย์ตรวจสอบบัณฑิตที่เหลืออยู่ก็แล้วกันจับตาดูศิษย์ที่ไปมาหาสู่กับกู้เจี้ยนเหลยไว้ให้ดี” อาจารย์ฉีบอกพลางตบไหล่เจี่ยงฉง
“ขอรับ ท่านอาจารย์!” บัณฑิตทั้งสี่ประสานมือรับคำสั่ง ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่
เฉินเจียหลางนอกจากซือเฟิงหลงแล้วก็ไม่มีศิษย์น้องคนอื่นอีกจึงมุ่งหน้าไปยังยอดเขาหนานว่างซิงพร้อมเจี่ยงฉง เรื่องการสอบสวนเขาไม่ชำนาญแต่การมองคนเขากลับพอจะมีพรสวรรค์อยู่บ้าง
ภายในถ้ำลึกใต้ดินแห่งหนึ่งวงแหวนเวทพลันสว่างวาบ ภายในถ้ำเกิดลมหมุนพัดจนฝุ่นหินรอบด้านลอยฟุ้งร่างสีขาวร่างหนึ่งพลันพุ่งแหวกพายุหมุนออกมาจากวงแหวนเวทพร้อมกับละอองเลือดพ่นเป็นสายราวกับวิถีโค้งของดาวตกร่างนั้นหล่นลงไปกระแทกกับโขดหินข้างผนัง เลือดออกเจ็ดทวารลมหายใจรวยรินแววตาเลื่อนลอยเลือดและน้ำตาปะปนจนแยกไม่ออก
จากนั้นร่างของคนหนุ่มในชุดขาวก็ปรากฏขึ้นซือเฟิงหลงที่ร่างกายถูกห้วงมิติดูดดึงจนยืดยาวไม่ต่างจากเส้นบะหมี่หดกลับมาอยู่ในสภาพเดิมหลังการเคลื่อนย้ายกำลังคุกเข่าลงสำลักไอออกมาอย่างมึนงง ต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะรู้สึกว่าร่างกายทรงตัวได้มั่นคงขึ้น
เขามองถ้ำหินแห่งนี้อย่างรวดเร็วให้รู้สึกตื่นตระหนกไม่น้อย แต่ก็ต้องพยายามสงบใจไว้
พื้นหินใต้ฝ่าเท้าอบอุ่นรอยแตกของหินเป็นสีแดงมีไอร้อนแผ่กำจายออกมาอย่างต่อเนื่องเขาขยับจมูกจำแนกกลิ่นฉุนที่อบอวลอยู่ภายในถ้ำ สายตาเคลื่อนไปหยุดลงบนร่างของนักพรตน้อยที่นั่งห้อยขาอยู่บนโขดหินก้อนหนึ่งกำลังก้มหน้าลงมองร่างที่อาบย้อมไปด้วยเลือดของกู้เจี้ยนเหลย
“จุ๊ๆๆพลังปราณแปรปรวนขณะผ่านการเคลื่อยย้ายมิติ เป็นธรรมดาที่ร่างกายจะรับไม่ไหว”นักพรตน้อยเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “เฮ้อ! ในเมื่อเจ้าไร้วาสนาเราคงต้องจากลากันเพียงเท่านี้แล้ว ศิษย์ข้า!”
กู้เจี้ยนเหลยที่นอนจมกองเลือดอยู่ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ“ชะ ช่วย ข้า...”
นักพรตน้อยส่ายหน้าแววตาที่ทอดมองกู้เจี้ยนเหลยเฉยเมย “อืม...ปล่อยให้เจ้าตายไปทั้งอย่างนี้มันก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน”
ทันใดนั้นเขาพลันเปลี่ยนใจ ยิ้มกล่าวว่า“เช่นนั้น...กลายเป็นหุ่นเชิดเป็นอย่างไรเจ้ายังสามารถกลับไปเฉิดฉายในโลกมนุษย์ได้อีก อืมๆเก็บไว้เป็นศิษย์ประจำอารามของข้าก็ได้นี่นา!มีมนุษย์เป็นลูกศิษย์ของอารามย่อมดีกว่ามีปีศาจจำแลงเป็นศิษย์อารามเป็นไหนๆ”
พูดจบนักพรตน้อยก็ชี้ปลายนิ้วไปที่หว่างคิ้วของกู้เจี้ยนเหลยตรวจตราไปตามเส้นชีพจรของเขา “อย่างนี้นี่เอง มีพลังประหลาดกำลังปั่นป่วนทำลายเส้นชีพจรของเจ้าทำให้ปราณฟ้าดินในร่างกลายมาเป็นศัตรูกับเจ้าของร่าง พลังขุมนี้ราวกับมังกรลมเชิดหัวตั้งธงระดมพลก่อกบถอยู่ภายใน”
เขาปรายตามองซือเฟิงหลงด้วยแววตาสนใจ“เจ้าเป็นคนทำสินะ ใช้พลังภายนอกมาทำลายปราณฟ้าดินของผู้ฝึกปราณ... แต่ขอเพียงข้าขับหัวมังกรวายุนั้นออกมาได้การจะรักษาชีวิตผู้ฝึกตนขั้นจู้จี้คนหนึ่งไว้ก็ไม่ได้ยากเย็นเพียงนั้นแล้ว”
ทว่าขั้นพลังของกู้เจี้ยนเหลยอาจร่วงลงมาอยู่ในขั้นหลอมปราณหรืออาจจะแย่กว่านั้นคือกลายเป็นเพียงคนธรรมดา
ซือเฟิงหลงขมวดคิ้วมองเด็กอายุไม่เกินสิบขวบตรงหน้ากล่าวคำพูดมากมายด้วยเสียงเล็กๆของเด็กคนหนึ่งอย่างตะขิดตะขวงใจหากมองกันที่รูปลักษณ์ภายนอกเขากับเด็กคนนี้อายุไม่ได้ต่างกันมากแต่ความสามารถกลับต่างกันลิบลับ เด็กคนหนึ่งจะเก่งกาจได้ถึงเพียงนี้จริงหรือ?
เขาแอบเผายันต์ที่บิดาเคยให้ไว้ตอนออกมาจากหมู่บ้านซานเหอแล้วยามนี้มีเพียงแต่ต้องพึ่งพาตนเองเอาชีวิตให้รอดก่อนที่ความช่วยเหลือจะมาถึง
ฝ่ามือของเขายังวางอยู่บนพื้น ทำการสำรวจไอร้อนที่ระอุขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนอกจากธาตุดินแล้วยังสัมผัสได้ถึงกฎเกณฑ์ธาตุไฟอย่างเข้มข้นรวมไปถึงธาตุอื่นที่ถูกหล่อหลอม เผาไหม้อยู่ภายในราวกับข้างใต้ก็คือเตาเผาขนาดใหญ่เตาหนึ่ง
นักพรตน้อยปรายตามองการกระทำของซือเฟิงหลงยิ้มกล่าวว่า “ร้อนใช่หรือไม่?”
เขาละมือจากกู้เจี้ยนเหลยแล้วลุกขึ้นยืนบนโขดหิน“ใช่แล้วละ ข้างล่างก็คือบ่อลาวาใต้พิภพร้อนระอุสามารถเผาไหม้เลี่ยนชี่ตัวเล็กๆ อย่างเจ้าได้อย่างง่ายดายเชียวละเจ้าดูถ้ำแห่งนี้สิ ไร้ทางเข้าออกคิดหนีมีแต่จะต้องมุดลงบ่อลาวาผ่านช่องทางนั้นถึงจะไปโผล่เหนือปล่องภูเขาไฟได้”
ซือเฟิงหลงเบิกตากว้างถลันลุกขึ้น อาจเพราะขยับตัวเร็วเกินไปหรือเป็นเพราะความตกใจจึงซวดเซไปเล็กน้อย “บะ บ่อลาวาหรือ เจ้าพาข้าลงมายังบ่อลาวาหรือ!”
นักพรตน้อยมองท่าทางตกตลึงของเด็กหนุ่มแล้วหัวเราะชอบใจพยักหน้าหงึกๆ ราวกับไก่จิกข้าวเปลือก คิ้วตาเบิกบาน ตอบอย่างกระตือรือร้นว่า“ใช่แล้ว ต้องโทษที่สองผัวเมียนั่นรีบร้อนจะชิงตัวคน ดันไปสู้กับผู้ฝึกกระบี่”
เขาพลันขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างเดือดดาลว่า “คิดว่าวิชาผสานวิญญาณแข่งแกร่งนักหรือมีกี่หัวให้ตัดกันเชียว เลยต้องระเห็จลงมาอยู่ในถ้ำใต้ดินนี้อย่างไรเล่าแต่ก็ถือว่าเป็นคุกที่ใช้ได้เชียวละ จนกว่าจะหาเด็กในคำทำนายพบจับเด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองมาขังรวมกันไว้ รอท่านผู้นั้นมาเลือกเองย่อมดีที่สุดส่วนเด็กที่เหลือข้าค่อยเปลี่ยนมาเป็นสาวกนิกายข้า”
ซือเฟิงหลงฟังด้วยความงุนงงแต่ประโยคเมื่อครู่ก็เปิดเผยข้อมูลให้เขาทราบหลายอย่างที่พอจะแน่ใจได้อยู่อย่างหนึ่งคือพวกมันยังไม่คิดสังหารเขาในทันที ชิงตัวคนกังขังไว้ อย่างน้อยก็ยังไม่ตายทันที ทำให้เส้นเอ็นหัวใจที่ขึงตึงของเขาผ่อนคลายลง
ใต้เท้าของเขาในยามนี้มีบ่อลาวาใต้พิภพบิดาที่กำลังพยายามออกตามหาเขา หรืออาจารย์ทั้งห้าที่อาจจะกำลังหาเบาะแสของเขาอยู่จะหาถ้ำแห่งนี้เจอหรือไม่? จะหาเจอเมื่อใดล้วนตอบได้ยาก มิสู้...ถือโอกาสผลักเรือตามน้ำ เชื่อฟังไปก่อนค่อยหาโอกาสหนีออกไปจากที่นี่
เพียงแต่ ทางออกก็คือบ่อลาวา...เขาไม่อาจหนีไปทันทีได้
นักพรตน้อยหรี่ตามองซือเฟิงหลงแสยะปากยิ้ม “ท่าทางขี้ขลาด ตัวสั่นงันงก คนเช่นเจ้าจะเป็นเด็กในคำทำนายได้อย่างไร!”
พูดจบก็ยกมือขึ้นกลางอากาศพริบตานั้นร่างของซือเฟิงหลงก็ลอยหวือ เมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็ถูกมือเล็กๆแต่แข็งแกร่งกุมลำคอไว้แน่น เด็กหนุ่มเขย่งปรายเท้าหวังจะหยั่งยืนบนพื้นทว่ากลับไม่อาจหยั่งถึง สองขายังลอยอยู่บนอากาศสองมือกุมแขนของนักพรตน้อยไว้พยายามแกะนิ้วอีกฝ่ายออกแต่ก็ไร้ผล ดวงตาเริ่มปูดโปนเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตกซ่านเส้นเอ็นบนหน้าผากปูดนูน
“สวะ! รากวิญญาณห้าธาตุก็กล้าแอบอ้างเป็นเด็กในคำทำนาย” พร้อมกับเสียงสบถด่าร่างของเด็กหนุ่มก็ถูกเหวี่ยงออกไปอย่างแรง ชนเข้ากับผนังถ้ำแล้วร่วงลงมากองบนพื้น
“เจ้าจูเจิ้นนั้นก็สวะยิ่งกว่าเพื่อแก้แค้นแล้วถึงกลับกล้าหลอกลวงพวกข้า!”
ซือเฟิงหลงชะงักไปครู่หนึ่งจนลืมสำลักไอใบหน้าที่ก้มต่ำเรียบตึง แววตาเย็นเยียบ จูเจิ้น?
ในที่สุดก็รู้แล้วว่าใครอยู่เบื้องหลังแผนการร้ายทั้งหลายที่มีต่อเขานอกจากจูเจิ้นแล้วจะยังมีศัตรูจากที่ใดได้อีก เขาน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว
“เก็บเจ้าไว้มีประโยชน์อันใด!ส่วนเจ้าข้าจะกลับมาจัดการทีหลัง!”
สิ้นคำนักพรตในร่างเด็กก็กระโดดลงมาจากโขดหินแล้วเตะเข้าที่ร่างของซือเฟิงหลงจนกระเด็นเข้าใส่ผนังถ้ำอีกคำรบ เด็กหนุ่มพ่นเลือดออกมากองใหญ่ล้วนเป็นโลหิตสีดำที่คั่งอยู่ในอกก่อนหน้านี้
เตะได้ดี! แต่เจ้าก็ควรหยุดแต่พอสมควรนะ!
ในใจของซือเฟิงหลงคำรามเดือดดาลปลายนิ้วลูบลงไปบนถุงพกหน้าตาธรรมดาที่ห้อยเอวอยู่ช้าๆแต่กลับไม่มีการโจมตีครั้งที่สามตามมาอย่างที่คิด แม้แต่เสียงสบถด่าก็เงียบไปแล้วราวกับว่าภายในถ้ำไม่มีนักพรตน้อยผู้นั้นอยู่อีก
เด็กหนุ่มพลิกตัวนอนหงายเคลื่อนสายไปรอบๆ กลับไร้เงาของนักพรตปลอมผู้นั้นเหลือเพียงร่างที่แทบจะไร้วิญญาณของกู้เจี้ยนเหลย
ซือเฟิงหลงผุดลุกขึ้นนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด มือหนึ่งนวดข้างเอวเบาๆ พลางบ่น “ถึงจะเป็นอุบายแกล้งเจ็บตัวก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เจ็บจริงเสียหน่อยถ้าข้าปล่อยให้เจ้าเตะลงมาอีกหนึ่งเท้าข้าก็ไม่ใช่ซือเฟิงหลงแล้ว!”
หลังจากกวาดสายตามองไปอีกรอบหนึ่ง ยังคงไร้วี่แววสิ่งมีชีวิตอื่นใดซือเฟิงหลงจึงเรียกยันต์ตัวแทนออกมาใบหนึ่งปล่อยให้ตัวเองอีกคนหนึ่งนั่งสมาธิรักษาตัวอยู่ตรงนี้ก่อนจะเดินไปทางกู้เจี้ยนเหลย อีกฝ่ายหมดสติไปแล้วอย่างสิ้นเชิง แต่ชีพจรแผ่วอ่อนอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย หากรอดมาได้เขาก็คงกลายเป็นอีกคนหนึ่งอย่างสิ้นเชิง
มนุษย์ที่ถูกปีศาจชักเชิด!
ซือเฟิงหลงมีสีหน้าหม่นหมองถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็เคยเป็นศิษย์สถานศึกษา ถือได้ว่าเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันครึ่งตัวก็ว่าได้แต่ในเมื่อเขารับปีศาจเป็นอาจารย์เช่นนั้น...
“กู้เจี้ยนเหลยตายแล้ว เจ้าก็ไม่ใช่ศิษย์น้องของข้า!”