เมื่อเห็นว่าจางหลินออกมา สีหน้าของอี้ทงเสวียนก็เปลี่ยนไป “ศิษย์น้องหยุน! เจ้าออกมาทำไม!? รีบกลับเข้าไปเดี๋ยวนี้!”
อี้ทงเสวียนรู้ดีว่ามู่เถียนไม่ได้มาด้วยจุดประสงค์ที่ดี หากหยุนเฟยหยางเผชิญหน้ากับมู่เถียนในเวลานี้ เขาจะต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน
แต่จางหลินก็ส่ายหน้าให้แก่อี้ทงเสวียนเบาๆเป็นสัญญาณว่าเขาจะจัดการเอง เขาเดินไปหามู่เถียนที่เหมือนกับหอคอยมนุษย์พลางถามขึ้น “มีธุระอะไรกับข้า?”
มู่เถียนก้มมองจางหลินอย่างประหลาดใจ ก่อนที่มันจะยิ้มออกมา “เจ้าคือศิษย์ใหม่คนนั้นงั้นรึ?”
จางหลินพยักหน้าอย่างเฉยเมย “ข้าเอง”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?” มู่เถียนยิ้มอย่างภาคภูมิใจในขณะถาม
จางหลินตอบกลับโดยไม่ต้องคิด “แม้แต่เจ้ายังไม่รู้จักตัวเอง แล้วข้าจะไปตรัสรู้หรือ?”
การตอบกลับของจางหลินทำให้เกิดเสียงหัวเราะในทันที
“เจ้า!” ใบหน้าของมู่เถียนบิดเบี้ยวจนเป็นสีเขียวคล้ำ “ช่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!”
จางหลินที่เห็นว่าอีกฝ่ายมาเพียงเพราะต้องการข่มขู่ก็โบกมือขับไล่ราวกับกำลังไล่สุนัข “หากเจ้าไม่มีธุระอะไร ก็ไสหัวไปให้พ้นทาง และอย่าได้เสนอหน้ามาให้ข้าเห็นอีก”
ประโยคตอบกลับของจางหลินทำให้ศิษย์ป้ายขาวที่ยืนอยู่ด้านหลังอี้ทงเสวียนอ้าปากค้าง บางส่วนก็มีการแสดงออกที่ตื่นตระหนกไปตามๆกัน
มู่เถียนผู้นี้คือศิษย์ป้ายขาวลำดับที่ 1! หรือจะเรียกได้ว่ามันคือชายที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาศิษย์ป้ายขาวทั้งหมด
ฉะนั้นการที่ถูกขับไล่เหมือนหมูเหมือนหมาจะต้องทำให้มู่เถียนโกรธแค้นอย่างแน่นอน!
และก็เป็นอย่างที่คิดไว้ รูม่านตาของมู่เถียนส่องประกายด้วยเจตนาฆ่า มันเดินเข้าไปใกล้จางหลินด้วยรังสีสังหารที่แผ่ซ่านออกมา “เจ้าหนู เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าพูดอะไรออกมา?”
อี้ทงเสวียนที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบเข้ามาสกัดกั้นมู่เถียนไว้ “มู่เถียน! พอได้แล้ว—”
ผัวะ!
มู่เถียนโบกแขนอันกำยำตบหน้าของอี้ทงเสวียนด้วยพละกำลังอันดุร้าย! ร่างของอี้ทงเสวียนกระเด็นไปไกลจนกระแทกเข้ากับตำหนักอย่างแรง
“ศิษย์พี่อี้!”
ศิษย์ป้ายขาวร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก พวกเขารีบเข้าไปประคองร่างของอี้ทงเสวียนขึ้นมาอย่างรีบร้อน
เห็นได้ชัดว่าการตบเมื่อครู่นี้มู่เถียนได้ไหลเวียนพลังปราณไปด้วย ทำให้อี้ทงเสวียนรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง
การกระทำของมู่เถียนทำให้รูม่านตาของจางหลินหรี่ลง เขาจ้องมองมู่เถียนและถามอย่างไร้อารมณ์ “เจ้าคิดดีแล้วหรือว่าจะตั้งตนเป็นศัตรูกับข้า?”
ประโยคนั้นของจางหลินทำให้ศิษย์ป้ายขาวนับสิบด้านหลังมู่เถียนหัวเราะลั่นด้วยความดูถูก
หยุนเฟยหยางพูดอย่างกับว่าเขาเป็นผู้ถือครองป้ายทองคำอย่างไรอย่างนั้น!
มู่เถียนยิ้มแสยะด้วยการแสดงออกที่โหดเหี้ยม “โอ้? เจ้าโกรธงั้นรึ?”
จางหลินยังคงความสงบและกล่าวตอบสั้นๆ “หากเจ้ายังไม่ไสหัวไปในสามลมหายใจ ก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี…”
พรึ่บ!
จู่ๆ มีดสั้นก็พุ่งออกมาจากร่างของมู่เถียนตรงไปที่จางหลินด้วยความเร็วปานสายฟ้า
จางหลินหรี่ตาลง เขาคว้ามีดสั้นมาอย่างรวดเร็ว เจตนาฆ่าของเขาพรั่งพรูออกมาอย่างบ้าคลั่ง!
แต่ก่อนที่จางหลินจะได้พุ่งไปฆ่า มู่เถียนก็หัวเราะออกมาดังสนั่น “ฮ่าๆๆ! ข้ามู่เถียน ศิษย์ป้ายขาวอันดับที่ 1 ขอท้าประลองกับเจ้า! หากเจ้ามีความกล้า เช้าวันพรุ่งนี้ข้าจะรอเจ้าที่ลานประลอง!”
ประโยคที่กะทันหันของมู่เถียนทำให้จางหลินเกิดความสับสน
อี้ทงเสวียนที่ทรงตัวได้ก็รีบเข้ามาหาจางหลิน และกล่าวอธิบาย “ศิษย์น้องหยุน เจ้าอาจจะยังไม่รู้ว่าการโยนมีดสั้นใส่อีกฝ่ายถือได้ว่าเป็นการส่งสารท้าประลอง และการรับอาวุธจากอีกฝ่ายคือการยอมรับสารท้าประลอง มันคือธรรมเนียมการท้าประลองระหว่างลูกศิษย์ด้วยกันเอง”
จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่มีดสั้นในมือของจางหลิน “เจ้าลองดูที่ด้ามของมีดสั้นเล่มนั้น…”
จางหลินยกมีดสั้นขึ้นมาจ้องมอง ก่อนจะพบว่ามีม้วนกระดาษถูกพันไว้รอบๆด้ามจับ
เมื่อเขาคลี่กระดาษออกมาก็พบว่า มันคือสารท้าประลองที่ถูกเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และยังระบุกฎกติกาไว้อีกด้วยว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ จะต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ครอบครองให้แก่อีกฝ่าย
จางหลินที่ได้เห็นม้วนกระดาษก็หายคาใจ ปรากฏว่ามันเป็นธรรมเนียมที่ไม่ได้ถูกระบุไว้ในคู่มือของสำนักจักรพรรดิดารา
เขาไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะบีบบังคับโดยการใช้ธรรมเนียมที่เขาไม่รู้จักมาใช้จัดการตนเองเช่นนี้
จางหลินเข้าใจทุกอย่าง เขาเงยหน้ามองมู่เถียนที่กำลังแสยะยิ้มพลางกล่าวถามอย่างใจเย็น “โจวเหยาเซียนส่งเจ้ามาใช่หรือไม่?”
มู่เถียนตอบโดยไม่ต้องคิด “แล้วอย่างไร? ท้ายที่สุดต่อให้เจ้าไม่ได้พ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของนายน้อยเหยาเซียน เจ้าก็ต้องสูญเสียทุกอย่างด้วยน้ำมือของข้าอยู่ดี!”
จากนั้นมันก็หันหลัง และยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน “จงจำใส่กะลาหัวเอาไว้ว่า สำนักจักรพรรดิดารามีไว้สำหรับผู้แข็งแกร่ง! การที่ชนชั้นทาสอย่างเจ้าทำให้นายน้อยเหยาเซียนไม่พอใจ ก็เท่ากับว่าเจ้าชะตาขาดแล้ว!”
“พรุ่งนี้ยามเฉิน ข้าจะรอเจ้าที่ลานประลอง อย่ามาสายล่ะ ฮ่าๆๆ!” เมื่อกล่าวจบมู่เถียนก็ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างพึงพอใจ
ลูกศิษย์ที่ตามหลังมู่เถียนมาก็ออกไปด้วยอารมณ์ที่แจ่มใสเป็นอย่างยิ่ง
แค่การข่มขู่ของพวกมันในครั้งนี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้โจวเหยาเซียนรู้สึกพึงพอใจ และหากพรุ่งนี้มีการประลองเกิดขึ้นจริงๆ มันมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนมหาศาลจากการสั่งสอนหยุนเฟยหยาง!
ใครบ้างจะไม่อยากทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์? ในเมื่อมันมีโอกาสแล้วมันจะไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ได้อย่างไร?
ไม่นานจางหลินก็เงยหน้าขึ้นและกล่าวหยุดมู่เถียนไว้ “ช้าก่อน…”
ฝีเท้าของกลุ่มมู่เถียนหยุดชะงัก ก่อนที่มันจะเหลียวมองกลับมา “มีอะไร? เจ้าคิดจะปฏิเสธสารท้าประลองหรือไม่?”
โดยไม่ปล่อยให้โอกาสจางหลินได้พูด มู่เถียนก็หัวเราะด้วยแววตาที่เหยียดหยาม “อีกไม่นานการประลองในครั้งนี้จะถูกประกาศไปทั่วทั้งสำนัก หากเจ้าไม่มาตามนัด อย่างมากที่สุดเจ้าก็จะถูกปรามาสว่าเป็นคนขี้ขลาดเท่านั้น แน่นอนว่าชื่อเสียงของตระกูลหนี่จะเสื่อมเสียไปด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วว่าเจ้าจะตัดสินใจอย่างไร”
เสียงของลูกศิษย์ด้านหลังมู่เถียนหัวเราะเยาะอย่างเหยียดหยาม เห็นได้ชัดว่าการกระทำของมู่เถียนคือการปิดตายเส้นทางของจางหลินไปโดยสิ้นเชิง
จางหลินไม่ได้แสดงอารมณ์ เขาคว้าม้วนกระดาษที่เป็นสารท้าประลองขึ้นมา พลางหยิบพู่กันจากแขนเสื้อมาขีดฆ่าที่ตัวหนังสือบางตัวและใส่คำเพิ่มลงไป
จากนั้นเขาก็โยนม้วนกระดาษให้แก่มู่เถียน และมันก็รับไว้ด้วยความสงสัย
แต่เมื่อได้เห็นข้อความที่จางหลินเขียนเพิ่มลงไป มู่เถียนก็อุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด “สะ-สารท้าประลองเป็นตาย!”