“ท่านพี่ จัดการหัวหน้ามันแล้วหรือขอรับ” อี้นัวขี่ม้าเข้ามาถามอี้เฉิน เพราะตนเองก็เพิ่งจัดการคนสุดท้ายไป
“ใช่ พวกมันมีระดับพลังลมปราณค่อนข้างสูง แต่หาได้มีวรยุทธที่ดีไม่”
“พวกมีแต่กำลังสินะขอรับ”
“เราไปกันต่อเถอะ หากใช้เวลามากไปกว่านี้กลุ่มอื่นจะตามทันได้”
“ขอรับ”
ทั้งสองครอบครัวเดินทางต่อจนถึงแนวเขตของต้นความฝันสุดท้ายในอีกเจ็ดวันต่อมา ม้าที่นำมาด้วยไม่อาจจะมุ่งหน้าต่อไปได้ ด้วยเพราะพลังลมปราณที่แผ่นปกคลุมพื้นดินบริเวณนี้ อีกทั้งกลิ่นอายประหลาดที่เกิดจากการสร้างอาณาเขตของเหล่าสัตว์วิญญาณ แม้มนุษย์จะยังพอหลบเลี่ยงการปะทะได้ แต่ทว่าสัญชาตญาณของสัตว์ไม่อาจจะแก้ไข ทำให้อี้เฉินจำต้องเลือกทิ้งพวกมันเอาไว้
“ท่านหมอขอรับ ท่านมีเสบียงเหลือมากน้อยเพียงใดหรือขอรับ?” อี้เฉินถามหมอฟู่เหลินด้วยความหนักใจ
“ข้าคิดว่าน่าจะเจ็ดวันเห็นจะได้” หมอฟู่เหลินเหลือบมองดูสัมภาระครั้งหนึ่งก่อนจะตอบออกมา
“แล้วถ้าหาก…เท่าที่เรายกไหวเล่าขอรับ”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไรหรือ?” หมอฟู่เหลินเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่หนักใจ เพราะเสบียงเหล่านี้มีน้ำหนักไม่น้อย เฉพาะบ้านเขารวมบ่าวก็มีอยู่เจ็ดคน การจะยกย้ายสิ่งของโดยไม่ใช่รถม้า ไหนเลยจะขนไปไหว
“ม้ามันไม่ยอมเดินเข้าไปขอรับ ตามคำบอกเล่าพวกเราอาจจะต้องเดินทางกันอีกกว่าร้อยลี้ และบางที…อาจจะต้องใช้กำลังของตนเองในการขนของขอรับ”
หมอฟู่เหลินแสดงสีหน้าไม่ดีเป็นอย่างมาก ด้วยเพราะตนเองอายุก็ไม่น้อยทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะเดินฝ่าพายุหิมะไปได้ คิดจะหันหลังกลับไปก็ไม่ได้ เขาจึงต้องคิดให้ถี่ถ้วน
“ท่านหมอวางใจเถอะ พวกข้าจะค่อยๆ ไป แต่ก่อนหน้านั้นเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสียก่อน”
“อี้เฉิน”
“พวกเราจะปล่อยม้าไว้ที่นี่แล้วจะข้ามเขตต้นความฝันสุดท้ายไปก่อน หลังจากนั้นค่อยหาที่พักตั้งกระโจม และเตรียมข้าวของเพื่อเดินทางกันอีกครั้ง”
“…”
“แต่ครานี้…ข้าต้องพึ่งพาท่านหมอนะขอรับ”
“พึ่งข้า”
“ขอรับ”
“เจ้าต้องการพึ่งพาข้าเรื่องใด”
“ข้าจะสามารถข้ามไปอีกฝั่งของต้นความฝันสุดท้ายได้อย่างไรหรือขอรับ”
(-)
“หยุดดดดดดดด!!!”
“มีอันใด!!”
“ม้าขอรับ แล้วทางนั้นมีควันไฟขอรับ”
เหล่าคนเถื่อนอีกกลุ่มควบม้าตามมาติดๆ ทว่าพวกเขากลับพบเพียงม้ากลุ่มหนึ่งที่เคยเทียมรถวิ่งกลับมา พร้อมทั้งรถลากที่ถูกเผา และไม่ไกลจากนั้นก็พบเพียงรอยเท้าของคนกลุ่มหนึ่งที่มุ่งหน้าเข้าสู่เทือกเขาสัตว์วิญญาณ ที่ๆ มีต้นความฝันสุดท้ายเติบโตเป็นกำแพงยาวสุดลูกหูลูกตา
“พวกมันคงจะสิ้นแล้วซึ่งทางออก จึงได้เข้าไปฆ่าตัวตายในดินแดนแห่งนั้นน่ะ”
“ทำอย่างไรดีขอรับลูกพี่”
“กลับไปรายงานเจ้าเมืองนั่นว่าเราฆ่าไปแล้ว อ่อ…แล้วอย่าลืมจับม้าพวกมันไปด้วยเล่า ส่วนหัวของพวกมันก็…”
“หัวของพวกมัน…”
“ไปตัดหัวเจ้าพวกโง่ที่ตายก่อนหน้านี้ก็ได้ เอาเละๆ หน่อย ยิ่งจำไม่ได้ยิ่งดี”
“หัวหน้า!! ท่านนี่ช่างหลักแหลมจริงๆ ขอรับ”
“ขอแค่พวกเจ้าอย่าปากสว่างก็แล้วกัน ไปๆ แยกย้ายไปทำงาน!!”
“ขอรับ!”
(-)
เปรี๊ยะๆ
เสียงไม้แตกในกองฟืนที่ค่อยๆ โหมไฟในกระโจมใหญ่ เหล่านายบ่าวต่างนั่งเบียดเสียดกันไร้ซึ่งสูงต่ำ อี้เฉินและอี้นัวต่างนั่งหลังตรงประคองดาบในฝักเอาไว้ในมือ ส่วนทวนของตนนั้นยาวเกินไปที่จะฟาดฟันในป่าจึงทำได้แต่วางเอาไว้ด้านนอกอย่างช่วยไม่ได้
ค่ำคืนผ่านไป อาหารแห้งถูกตระเตรียมเอาไว้เท่าที่จำเป็น เสบียงเหลือมากมายถูกวางทิ้งไว้เพราะคิดว่าหากเส้นทางเบื้องหน้าไม่เป็นดังคาดค่อยกลับมาเอาก็ยังไม่สาย ดังนั้นสิ่งที่ต้องพกไปจึงมีเพียงพอสำหรับการเดินทางไปและกลับมาจุดนี้เท่านั้น
“ท่านหมอ ท่านไหวหรือไม่?” อี้เฉินถามหมอฟู่เหลินพร้อมทั้งสอดส่ายสายตาไปยังเหล่าพี่น้องและบ่าวรับใช้เพื่อตรวจสอบความพร้อม
“อี้เฉิน…ไปกันเถอะ” หมอฟู่เหลินสลัดความกังวลออก ก่อนจะตอบอี้เฉินไปแบบนั้น
“ขอรับ”
อี้เฉินเดินนำขบวนนายบ่าวขึ้นเหนือมาตามเส้นทางที่ราวกับถูกชักจูงให้เดิน ป่าไม้ไม่ได้รกชัดจนถึงขนาดเดินไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะเดินทางด้วยความสบาย เพียงแค่สิบลี้หมอฟู่เหลินก็บาดเจ็บเนื่องจากเดินเหยียบหนามแหลมที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ จนกระทั่งเป็นแผลยาวกว่าหนึ่งชุน (ประมาณสามเซนติเมตร)
การเดินทางเริ่มยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพายุหิมะที่พัดผ่านในเวลาบ่ายซึ่งแตกต่างจากพื้นที่เขตเมืองเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะรุนแรงมากแล้ว ยังทำให้ช่วงเวลาที่สามารถเดินทางได้นั้นสั้นลงด้วย ทำให้การเดินทางที่คาดหวังไว้ว่าจะจบภายในสองวันนั้นร่วงเลยไปถึงสี่วันแล้ว แต่…สิ่งที่เสียไปหาใช่แค่เวลาไม่
ร่างกายของทุกคนถูกบั่นทอนกำลังไปเรื่อย ๆ จากความหนาวเย็นและความสูงของหิมะ ลมหายใจที่สูดเข้าปอดแต่ละครั้งก็ทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนอย่างต่อเนื่อง จึงเลี่ยงไม่ได้ที่อี้เฉินและอี้นัวที่มีพลังลมปราณต้องคอยโคจรพลังปกคลุมทั้งกลุ่มอยู่เรื่อย ๆ จนแทบจะหมดกำลัง
“ท่านหมอขอรับ ท่านเป็นเช่นไรบ้าง”
“ไม่คิดเลยว่าคนเป็นหมอจะมาต้มยาให้กับตนเองแบบนี้ ฮ่าๆๆ”
“ขอท่านอดทนอีกหน่อยนะขอรับ อีกไม่กี่สิบลี้ก็…”
“เจ้าไม่ต้องปลอบใจข้าหรอก ข้าจะทำเท่าที่ทำไหว แล้วเจ้าไม่ต้องคิดว่าตนเองทำผิดอะไร เพราะว่าพวกข้าเชื่อเจ้าอยู่แล้ว” หมอฟู่เหลินสบสายตาไปที่อี้เฉินที่ตอนนี้ในใจพลันคิดสารพัดสิ่ง
“ขะ ข้า เพียง…”
“เอาน่า พวกเราเดินทางกันต่อเถอะ อีกไม่ไกลแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ขอรับ”
“เช่นนั้นพวกเจ้าก็บอกมาก่อนเถอะ ว่ามาที่นี่ด้วยเหตุใด…”
เสียงเอ่ยจากบุคคลปริศนายืนอยู่เบื้องหน้าเอ่ยถามด้วยความนิ่งสงบและแผ่วเบา กว่าอี้เฉินรู้สึกตัวก็สายเกินไปที่จะชักดาบออกจากฝัก แม้เขาจะเป็นถึงแม่ทัพที่พลังระดับที่สามแต่ก็ไม่อาจจะสัมผัสการมีอยู่ของคนๆ นี้ได้เลย
มือของอี้เฉินยังคงค้างไว้ไม่อาจจะเอื้อมจับดาบได้ ทำได้เพียงหันไปมองรอบๆ อย่างช้าๆ ก่อนจะพบว่าพวกเขาได้ถูกล้อมจากกลุ่มคนปริศนาที่สวมชุดลอบเร้นสีขาวเสียแล้ว
(-)
อาวุธทุกชิ้นและสัมภาระถูกปลดวางไปกลางป่า เหลือเพียงชายชุดขาวที่เอ่ยถามคนแรกเดินนำทางไปยังทิศทางที่ไร้ซึ่งรอยเท้าเดิน ส่วนชายชุดขาวที่เหลือนั้นหายไปราวกับผีพรายทำให้อี้เฉินขนลุกแม้จะไม่ใช่เพราะอากาศที่หนาวเย็นก็ตาม
“พวกเจ้ามากันไกลจังเลยนะ หนีอะไรมาหรือ?”
ชายชุดขาวที่ยังคงปิดหน้าตาเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเอง
“พวกข้า…หนีความทุกข์ยากมาขอรับ ไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไรถึงจะอิ่มท้องได้ เลยร่อนเร่พเนจรจนมาถึงที่นี่ขอรับ” อี้นัวตอบกลับไปด้วยคำปด ก่อนที่อี้เฉินจะได้พูดสิ่งใดออกไป
“ฮ่าๆ เช่นนั้นหรือ” ชายชุดขาวหัวเราะลั่น ก่อนจะส่งสายตามองกลับไปที่อี้นัวว่าตนนั้นหาใช่เพื่อนเล่นไม่ “โกหกแบบนั้นไม่กลัวตายหรือไง…ไอ้หนู!!”
จิตสังหารเผยออกมาเพียงครู่จนหลายๆ คนต้องทรุดนั่งเพราะเข่าอ่อน มีเพียงอี้เฉินและอี้นัวเท่านั้นที่เผลอตั้งท่าจับดาบโดยพลัน แต่ทว่า…พวกเขาหาได้มีอาวุธอยู่กับตัวไม่
“พวกข้าตามพวกเจ้ามาตั้งแต่ตอนที่พวกเจ้าตั้งกระโจมอยู่ที่เนินนารีรำพึงแล้ว แต่พวกเจ้าก็ตั้งหน้าตั้งตามุ่งหน้ามาเส้นทางนี้ราวกับมีเป้าหมายที่ชัดเจน อย่าคิดว่าผู้อื่นโง่เขลาเพียงเพราะพวกเขาอาศัยอยู่ในป่าสิ”
ชายชุดขาวเก็บจิตสังหารของตน โดยที่ไม่หันหลังกลับมามองพร้อมทั้งเดินหน้าต่อไป
“แต่ยังไงซะ ทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่บ้านของเรานั่นแหละว่าจะให้พวกเจ้า…อยู่…หรือไป”
(-)
เดินต่อมาอีกครู่ใหญ่จึงได้เห็นพื้นที่โล่งกว้างที่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ปลายสายตาเห็นกำแพงที่ทำจากดินสีเทาสูงกว่าสองช่วงตัวตั้งอยู่เป็นแนวยาว พร้อมกับประตูใหญ่ที่มีแผ่นป้ายเขียนไว้ว่า “หานหลิง”
“หลังจากนี้ขอให้พวกเจ้าเดินตามรอยเท้าข้ามาดีๆ อย่าเดินออกนอกลู่นอกทางเล่า” ชายชุดขาวร้องบอก พร้อมทั้งเดินนำไปอย่างไม่รีรอ
“เหตุใดต้องเดินตามท่าน ท่านวางกับดักเอาไว้หรือ?” อี้นัวร้องถามกลับไป เพราะแต่เดิมอี้นัวหาใช้คนที่ชอบการถูกข่มเหงนัก ด้วยเพราะตัวเขาเก่งกล้าอยู่เสมอ หากไม่ใช่คนที่เขายอมรับเขาจะไม่ทำดีด้วยเด็ดขาด และยิ่งคนที่มีระดับพลังที่ต่ำกว่าเขาด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“ไม่ใช่ๆ ก็ตรงนี้มันเป็นคันนา ข้างๆ มันเป็นคลองน้ำ หากเจ้าเดินไม่ดีละก็…เจ้าจะตกคันนาหายไปเลยก็ได้ ดูสิ หิมะสูงเท่าเข่าแบบนี้ ถ้าตกลงไปละก็…คงจะมิดหัวจนหาไม่เจอเป็นแน่”
ผิดคาด ชายชุดขาวกลับตอบเขามาอย่างใจเย็น ไม่ได้สนใจการยั่วยุของอี้นัวเลยด้วยซ้ำ ทำให้อี้นัวนั้นหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม
“อะไรกัน ก็แค่ร่องน้ำน่ะสิ อย่ามาขู่ข้า ทำยังกับข้าเป็นเด็กๆ ไปได้ อีกอย่างที่นี่มันก็โล่งซะขนาดนี้ จะไปมีของแบบนั้นได้ไง แว๊กกก!!!!”
“ก็ข้าเตือนเจ้าแล้ว”
เพียงแค่ก้าวเดินออกไปด้านข้างเล็กน้อยเท่านั้น อี้นัวก็ผลุบหายไปจากสายตาของทุกคนพร้อมกับส่งเสียงแปลกๆ ออกมา