“ภูติพฤกษา ?” มู่เชียนเอ่ยทวนเบาๆอย่างไม่แน่ใจ
“ภูติพฤกษาก็คือต้นไม้ที่มีชีวิตยาวนาน ผ่านการหล่อหลอมจากปราณธาตุไม้ที่แข็งแกร่งจนกลายเป็ภูติ สามารถทำพันธสัญญากับเ้าของได้ แม้ความแข็งแกร่งเชิงต่อสู้ไม่สูงเท่าใด แต่ก็มีความสามารถในด้านการป้องกัน โดยเฉพาะปราณธาตุมืดไม่อาจล่วงล้ำ ภูติชนิดนี้หาได้ยากมาก.. ทั้งแผ่นดินมีเพียงหมู่ตึกพฤกษาเท่านั้นที่”
ในยามที่แผ่นดินถูกปราณธาตุมืดรุกราน ภูติพฤกษาที่สามารถต่อต้านไอรัตติกาลได้ย่อมเป็สิ่งสำคัญ สาเหตุที่หมู่ตึกพฤกษายังคงความเป็หนึ่งในสำนักหลักได้ก็เพราะเหตุนี้
“นอกจากเื่ของปราณ.. ภูติพฤกษายังส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ อาณาบริเวณที่ครอบคลุมนั้นยาวไกลไปหลายร้อยลี้ แคว้นใดที่มีภูติพฤกษาสถิตย์ย่อมมิต้องกังวลถึงเื่เพาะปลูกอีก เช่นต้าหนานของเราที่ครองความยิ่งใหญ่ในด้านพืชพรรณธัญญาหารเสมอมา”
‘เสี่ยวจิ้ง เ้าว่าภูติพฤกษานี้จะใช่เป้าหมายของเราหรือไม่ ?’ มู่เชียนเอ่ยถามัน้อยอยู่ในใจ เสียงเล็กๆตอบกลับมาอย่างกะตือรือร้นทันที
‘เป็ไปได้ ต้นไม้ที่เคยัักับเทพอสูรจิติญญาแห่งพฤกษา ย่อมมีโอกาสมากขึ้นที่จะกลายเป็ภูติ’
“ศิษย์พี่ฉวน ข้าอยากเห็นภูติพฤกษาต้องทำอย่างไรบ้างเ้าคะ ?” เมื่อพบความเป็ไปได้ หญิงสาวก็ไม่รอช้ารีบเอ่ยถามถึงเป้าหมายทันใด
“ไม่ยาก เข้าเป็ศิษย์สายในให้ได้สิ” ฉวนสี่เอ่ยตอบเรียบง่าย “ศิษย์สายในของหมู่ตึกพฤกษาทุกคน สามารถเข้าใช้พื้นที่ใต้ร่มภูติพฤกษาได้ ใจกลางของหุบเขาประกายมรกตนั่นก็คือที่ตั้งของภูติพฤกษา”
‘ตรงที่มีสีเขียวเจิดจ้านั่นสินะ’ มู่เชียนมองตรงไปยังใจกลางหุบเขา ั์ตาสีน้ำตาลใสฉายแววมุ่งมั่น
ณ เรือนพักของมู่เชียน หลังจากที่นางเพิ่งฝึกฝนประจำวันเสร็จ ัน้อยเห็นเด็กสาวออกจากสมาธิ ก็ส่งลูกบอลแสงลูกหนึ่งตรงเข้ามาในศีรษะของนาง ภายในบอลนั้นบรรจุข้อมูลของเคล็ดวิชาที่ค่อนข้างซับซ้อนอย่างมาก
‘เคล็ดวิชาพันดาวตก วิชาระดับ ดิน !’
มู่เชียนตะลึงงันไป เพิ่งได้ยินฉวนสี่กล่าววันนี้ว่าวิชาระดับดินขึ้นไปนั้นเป็สมบัติที่หาได้ยากยิ่ง
“นี่เป็เคล็ดวิชาระดับต่ำสุดที่ข้ามีแล้ว เคล็ดวิชานี้สังกัดปราณธาตุแสง เป็เลิศด้านความเร็ว หากสำเร็จขั้นต้น คงพอต่อกรกับนักยุทธ์ธาตุลมคนนั้นได้บ้าง”
“ต่ำที่สุด ? ที่เหลือคงเป็ระดับฟ้าทั้งหมดสินะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยสีหน้าอึ้งงัน
เคล็ดระดับอสูรมีอะไรต้องแย่งชิงกัน... เสี่ยวจิ้งของนางเพียงโยนคัมภีร์ออกมามั่วๆก็เป็เคล็ดวิชาระดับดินแล้ว… ช่างเหนือชั้นยิ่งนัก !
“เฮอะ..! วิชาระดับฟ้าวิเศษนักหรือไร ข้ายังมีเคล็ดวิชาระดับเทพอีกด้วย ” เสี่ยวจิ้งเชิดจมูกเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
มู่เชียนมองคลังสมบัติเคลื่อนที่ด้วยดวงตาเปล่งประกาย นางรู้สึกคล้ายตนเป็ลูกสาวเศรษฐี คนอื่นมีของดีอะไรพ่อแม่ก็รีบประเคนของที่เหนือกว่ามาให้อย่างง่ายดาย ทั้งยังดูถูกว่าของชิ้นนี้เป็เพียงของราคาถูกที่สุดอีกด้วย… เห็นทีนางคงเสียนิสัยในไม่ช้า !
หนึ่งเดือนต่อมา
กลางดึกเงียบสงัด ห่างจากหุบเขาประกายมรกตประมาณหกลี้ ไต้ฝุ่นสีเงินขนาดใหญ่พัดวนอยู่รอบต้นไม้ใหญ่ขนาด 2 คนโอบ พัดเอาฝุ่นรอบด้านตลบฟุ้งลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสีเงินดังกล่าวหมุนแรงและเร็วขึ้นทุกขณะ กระทั่งต้นไม้ดังกล่าวโยกคลอนไปมาอย่างน่ากลัว
ลำต้นสูงใหญ่รวมถึงรากไม้ถูกลมคลั่งถอนออกจากพื้นดินจนลอยสูงขึ้นช้าๆ ครั้นเมื่อรากทั้งหมดของไม้ต้นนั้นลอยอยู่กลางอากาศแล้ว กลุ่มแสงสีเงินจึงค่อยลดความเร็วลงก่อนหยุดนิ่งในที่สุด
‘โครมมม.. !!’ ต้นไม้ใหญ่หล่นกระแทกพื้นจนเกิดเสียงดังลั่น เมื่อฝุ่นควันจางไป หญิงสาวร่างเล็กบางก็ปรากฏตัวขึ้น กระโปรงสีเขียวเนื้อดียามนี้ขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่นละอองสีน้ำตาล มู่เชียนทิ้งตัวลงนอนหงายกับพื้นพลางหอบหายใจแรง รอยยิ้มสดใสระบายอยู่เต็มหน้า
…ในที่สุดนางก็บรรลุวิชาพันดาวตกขั้นต้นแล้ว !
“เยี่ยมมาก ! นักยุทธ์ครึ่งก้าว 7 ดาว ทั้งยังสำเร็จเคล็ดวิชาระดับดินขั้นต้น เ้าสามารถเข้าสู่สามสิบอันดับแรกได้อย่างแน่นอนแล้ว” เสี่ยวจิ้งเอ่ยชื่นชมมู่เชียนอย่างหาได้ยาก
ได้ยินว่าโม่เจี้ยนผู้นั้น หลังจากถูกท้าแข่งครั้งที่หก เขาก็เป็ฝ่ายท้าทายกลับเป็ครั้งแรก ชายผู้นั้นเอาชนะศิษย์สายนอกลำดับที่ 20 ระดับครึ่งก้าว 7 ดาวได้ แม้จะเป็ชัยชนะที่ฉิวเฉียดอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าเขาถือว่าได้หลุดจากสถานะ ‘บุรุษท้ายกระดาน’ แล้ว
ฝีมือของมู่เชียนใกล้เคียงกับโม่เจี้ยน จึงอาจกล่าวได้ว่า นางสามารถไต่ถึงลำดับที่ยี่สิบได้แล้วเช่นกัน…ทว่าเหลืออีกไม่ถึงสองเดือนเท่านั้น หญิงสาวจะสามารถขึ้นเป็หนึ่งในห้าอันดับ และเข้าสู่สำนักในได้หรือไม่?
“ต่อไปก็ฝึกเคล็ดวิชาโจมตีบ้าง” ัน้อยกล่าวพลางโยนบอลแสงลูกหนึ่งเข้าสมองของนาง มู่เชียนหลับตารอรับทั้งที่ยังนอนราบอยู่บนพื้น
“นี่คือคัมภีร์เพลิงประทับ เคล็ดวิชาระดับดิน เป็วิชาโจมตีที่ร้ายกาจมาก โดยเฉพาะหากเ้าผสานไฟเทพอสูรของข้าลงไป อานุภาพของมันจะยิ่งรุนแรงขึ้นอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว”ัน้อยเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ ไฟของเทพอสูรัเพลิง..หากศัตรูไม่เหลือแต่เถ้าคงไม่อาจดับได้ น่าเสียดายคนฟังไม่ใส่ใจไต่ถาม จึงได้พลาดรายละเอียดนี้ไป
“เอาเป็ว่า.. หากไม่จำเป็ก็ใช้แค่ปราณธาตุไฟของเ้าก็พอ” ัน้อยเอ่ยพลางอ้าปากหาว หนึ่งเดือนมานี้ มู่เชียนแอบมาฝึกวิชากลางดึกทำให้เขาเองต้องนอนไม่พอเช่นกัน เบ้าตาน้อยๆของเขาลึกโหลจนตั้งกระถางธูปได้แล้ว
“อืมม” มู่เชียนงึมงำรับในลำคอ เมื่อเสี่ยวจิ้งหันมองค่อยทราบว่าที่แท้นางนอนหลับไปแล้ว
“สถานที่อย่างนี้ยังหลับได้ ..ลำบากข้าอีกแล้วสินะ” ัน้อยส่ายหน้าระอา ทั้งที่ดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใย เสี่ยวจิ้งแปลงกายเป็ัตัวใหญ่ ร่ายเวทย์พรางร่างกายแล้วพานางกลับเรือนไปเช่นเคย
เวลาเช้าตรู่ เสียงเคาะประตูปลุกให้เสี่ยวจือจือลุกขึ้นทั้งที่ยังไม่ลืมตา สาวน้อยเดินไปเปิดประตูเรือนด้วยท่าทางสลึมสะลือ
‘คนแซ่ฉวนที่หายหน้าไปหลายวันผู้นั้นกลับมาแล้วกระมัง’ เสี่ยวจือจือคิดอย่างง่ายๆ
ทว่าไม่ใช่ฉวนสี่... ชายแปลกหน้าที่หลังประตูมีความสูงใกล้เคียงกับนาง รูปร่างแคระแกร็น หัวค่อนข้างใหญ่ ผิวคล้ำกร้าน จากใบหน้าคาดว่าอายุประมาณ 30 ปี
“ส…สวัสดี ข้าคือโจวจื่อ ขะ…ข้ามาเก็บค่าเช่าบ้าน” ชายแซ่โจวเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก เขาไม่คาดคิดว่าบ้านหลังนี้จะมีสาวน้อยงดงามอาศัยอยู่ มาปลุกหญิงงามแต่เช้าเพื่อทวงค่าเช่า โจวจื่อรู้สึกละอายยิ่ง ดวงตากลมโตคู่นั้นยังเปิดไม่เต็มตาเลยด้วยซ้ำ
“หืม.. อ้อๆ ข้าขอไปเรียนคุณหนูสักครู่” เสี่ยวจือจือเอ่ยตอบอย่างงุนงง ก่อนหันมาพบมู่เชียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ค่าเช่าบ้านหรือ ?!” มู่เชียนเอ่ยอย่างงุนงง
“ใช่ เดือนแรกเ้าสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องชำระค่าใช้จ่าย แต่เดือนที่สองเป็ต้นไป เ้าต้องต้องจ่ายตามปกติ นี่ก็สิ้นเดือนแล้วไม่เห็นเ้าไปชำระสักที ข้าจึงได้มาทวงถาม” โจวจื่ออธิบายอย่างสุภาพ ขณะมองเสี่ยวจือจือด้วยใบหน้าแดงคล้ำ โดยปกติพวกที่ค้างค่าเช่ามักจะถูกเขาตะคอกด้วยเสียงอันดัง หรือไม่ก็ด่าทอจนอับอาย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าแม่นางน้อยผู้งดงาม เขาย่อมยินดีผ่อนปรนให้อย่างเต็มใจ
“เท่าไหร่หรือ ?” มู่เชียนถาม
“หินปราณ 1 ก้อน หรือเงิน 100 ตำลึง”
“100 ตำลึง !!!” สองนายบ่าวประสานเสียงกันพร้อมเพรียงยิ่ง แม้ศิษย์พี่ฉวนจะเคยพูดถึงที่พักว่ามีราคาแพง แต่ผู้ใดจะคาดว่ากระท่อมเก่าผุพังกลับแพงเพียงนี้
ควรรู้ว่าเงิน 100 ตำลึง สามารถเช่าบ้านหลังใหญ่ในเมืองหลวง ที่มีสระบัวและสวนสวยในบ้านได้ถึงครึ่งปี แถมยังมีเงินเหลือเสียด้วยซ้ำ !
“ใช่ หากเ้าไม่มีจ่ายก็ต้องย้ายออกไป” โจวจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญ แต่เมื่อเหลือบมองเสี่ยวจือจืออีกครั้ง ก็ตัดสินใจอ่อนข้อให้เป็ครั้งสุดท้าย “ข้าให้โอกาสเ้ายืดเวลาได้เจ็ดวัน หาเงินมาจ่ายเสีย หรือมิเช่นนั้นก็ต้องออกไป นี่เป็กฎ ข้ามิอาจไม่ทำตามได้”
“ขอบคุณพี่โจวจื่อมากเ้าค่ะ วันนี้คุณหนูจะไปรับภารกิจที่เรือนผู้เฒ่าเหอพอดี จริงไหมเ้าคะคุณหนู?” เสี่ยวจือจือหันมาเอ่ยกับนายสาว ซึ่งผู้เป็นายก็พยักหน้ารับรัวราวนกจิกข้าว
“ถูกแล้ว.. ถูกแล้วเ้าค่ะ ศิษย์พี่โจว ข้าจะไปวันนี้เลย” มู่เชียนยิ้มกว้างขณะเหงื่อแตกพลั่ก ...คิดถึงเงินที่ท่านอาหญิงและท่านปู่มอบให้ติดตัวมา ทั้งหมดรวมกันมีเพียงสองร้อยกว่าตำลึงเท่านั้น นางไม่อาจนำเงินก้อนนี้มาใช้กับค่าเช่าบ้านได้
่สายมู่เชียนและสาวใช้จึงออกจากที่พัก มุ่งสู่เรือนของผู้เฒ่าเหอทันที
เรือนภารกิจแห่งสำนักนอกเป็เพียงเรือนขนาดเล็กชั้นเดียว หน้าซุ้มเรือนมีแปลงสมุนไพรปลูกอยู่อย่างระเกะระกะ ทว่ามู่เชียนกลับมองพวกมันอย่างแปลกใจอยู่บ้าง
‘สมุนไพรเหล่านี้ราคามิใช่น้อย หากเกิดอยู่ในเรือนตระกูลมู่ คงถูกประคบประหงมอย่างดีไปแล้ว’ มู่เชียนเหลือบตามองซ้ำอีกครั้งพลางประเมินถึงความร่ำรวยของหมู่ตึกพฤกษา หากนางไม่มีความรู้เื่สมุนไพร อาจหลงคิดว่าพวกมันเป็แค่วัชพืชไร้ราคาเท่านั้น
ภายในตัวเรือนมีชายชรารูปร่างสูงใหญ่นั่งอยู่ เครื่องแบบผู้เฒ่าของสำนักถูกซักจนซีดจาง ใบหน้ากลมแดงปลั่งอาจเพราะสุราในมือก็เป็ได้
“คารวะผู้เฒ่าเหอเ้าค่ะ” เมื่อนายสาวโค้งคำนับอย่างสุภาพ สาวใช้ตัวน้อยด้านหลังก็โค้งกายลงเช่นกัน
‘เหอชง’ พิจารณาเด็กสาวทั้งสอง ผู้เป็นายใบหน้าขาวสะอาดทว่าจืดชืดนัก ชุดกระโปรงสีเขียวเข้มช่วยให้นางดูสุขุมภูมิฐาน ส่วนเด็กสาวที่เป็บ่าวยืนซ้อนมือเยื้องไปทางด้านหลังอย่างเชื่อฟัง แววตาเด็กน้อยแม้จะพยายามเก็บอาการแต่ก็ดูแตกตื่นตามประสาผู้ไม่เคยเผชิญโลกกว้าง วงหน้านั้นงามเด่นนัก แม้จะยังเล็กกลับไม่อาจปกปิดความเย้ายวนตามธรรมชาติได้ ยิ่งเมื่อพิจารณาระดับฝึกตนของสาวใช้ ผู้เฒ่าเหอก็ยิ่งแปลกใจ
“ปราณธาตุน้ำบริสุทธิ์ขั้นหนึ่งดาวในวัยนี้ กลับนำมาเป็ข้ารับใช้ ตระกูลของเ้าช่างสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว !!” ชายชราขมวดคิ้วหันไปเอ่ยกับมู่เชียนอย่างไม่พอใจ เทียบกับเสี่ยวจือจือ..เขาไม่นึกสนใจเด็กสาวที่มีรูปลักษณ์แสนธรรมดาเช่นนี้
‘ผู้มีพร์สูงส่งล้วนมีรูปลักษณ์งดงาม’ ความจริงข้อนี้เป็ที่รู้กันทั่วไป
เหอชงถึงขั้นคิดไปเองว่า มู่เชียนคงเป็ทายาทตระกูลใหญ่ที่ใช้อิทธิพลข่มขู่อัจฉริยะไว้รับใช้ ผู้เฒ่าเช่นเขาอยู่ในสำนักธรรมะย่อมไม่อาจนิ่งดูดาย จึงตั้งใจจะช่วยเหลือต้นกล้าชั้นดีอย่างนาง
“เ้าชื่ออะไร ?” สายตาของเหอชงชัดเจนว่าตั้งใจเอ่ยถามเสี่ยวจือจือ
มู่เชียนยิ้มออกมา นางไม่ได้โกรธที่ถูกเขามองข้ามกลับเป็เสี่ยวจือจือเสียอีกที่มีท่าทางตื่นกลัวเลิ่กลั่ก และนั่นทำให้เหอชงยิ่งมองมู่เชียนในแง่ร้ายขึ้นไปอีก
“สาวน้อย..เมื่อเ้าบรรลุนักยุทธ์แล้วก็สามารถหลุดพ้นสถานะคนทั่วไป มาเป็ศิษย์ข้าดีหรือไม่ ?” ผู้ชราคิดว่าตนเองกำลังทำความดี ไหนเลยจะคาดว่าจะได้รับคำปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
“ไม่เอาเ้าค่ะ !” เสียงใสลนลานอย่างเห็นได้ชัด “ข้าอยู่ในสถานะนี้ได้เพราะโอกาสที่คุณหนูมอบให้ ข้าจะขออยู่รับใช้ข้างกายนางผู้เดียวตลอดไป !”
เสี่ยวจือจือทราบดีว่าคุณหนูปรารถนาให้นางเข้าเป็ศิษย์ของสำนักมาโดยตลอด แต่นั่นย่อมหมายความว่านางจะไม่อาจติดตามรับใช้เ้านายอันเป็ที่รักได้ สถานที่แห่งนี้เสี่ยวจือจือไม่ไว้ใจใคร... ชีวิตนางก็ไม่เหลือใครแล้วเช่นกัน เด็กสาวมอบความศรัทธาและความเชื่อมั่นให้มู่เชียนเพียงผู้เดียวเท่านั้น
“คุณหนู ข้าไม่เอานะเ้าคะ” สาวใช้ตัวน้อยส่ายหน้ารัวเร็ว ขณะกำชายเสื้อผู้เป็นายไว้แน่น
มู่เชียนก้มมองชายเสื้อยับย่นของตน แล้วพ่นลมหายใจออกมา…แม้จะรู้ว่าเด็กคนนี้ติดนางมาก ทว่าคนที่ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานจะฝึกยุทธ์จนสำเร็จขั้นสูงได้อย่างไร
“เอาเถิด ๆ ข้าไม่บังคับเ้าหรอก” มือเรียวบางลูบศีรษะสาวใช้ ปราณอี้เจ๋อที่เล็ดลอดออกมาทำให้เด็กสาวสงบลงทันใด “ขออภัยเ้าค่ะผู้เฒ่าเหอ เด็กคนนี้ติดข้ายิ่งนัก อีกอย่างนางยังเล็กมาก เอาไว้อีกสักสองสามปีค่อยพูดกันเถิดเ้าค่ะ”
มู่เชียนย่อตัวลงอย่างสง่างาม น้ำเสียงไพเราะเอ่ยสุภาพทว่าแต่หนักแน่นยิ่งนัก
‘คนเช่นนี้หากตัดสินใจแล้วย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ..ที่สำคัญแม่หนูนี่มิได้้าความช่วยเหลือ’ เหอชงนึกละอายใจที่ด่วนตัดสินคนด้วยอคติส่วนตัว
“จือจือ.. ยังไม่ขอบคุณผู้เฒ่าเหอที่เอ็นดูเล่า ?” เสียงหวานไพเราะจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเอ่ยออกจากปากของผู้มีรูปลักษณ์แสนธรรมดา รอยยิ้มเบาสบายบนใบหน้าคล้ายผู้สูงส่งที่ไม่ใส่ใจความคิดผู้ใด มารยาทและจิตใจกว้างขวางทำให้เหอชงประทับใจอย่างมาก เขาไม่สนใจการคารวะจากสาวใช้ตัวน้อยอีกต่อไป
“สาวน้อย เ้าแซ่มู่หรือ ?” เหอชงเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง บนป้ายศิษย์สายนอกของนางมีคำว่ามู่สลักไว้
“ผู้น้อยมู่เชียน ส่วนนางคือเสี่ยวจือจือ ไม่ได้แนะนำก่อนตัวช่างเสียมารยาท…”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร.. พิธีการไร้สาระ ไม่จำเป็สำหรับชาวยุทธ์อย่างเราหรอก” คำพูดส่วนก็ส่วนคำพูด มีใครบ้างไม่ชอบการยกย่องให้เกียรติกัน ดูรอยยิ้มกว้างขวางของชายชราผู้นี้ก็รู้แล้ว
เหอชงเฝ้าสำนักสายนอกมาสามสิบกว่าปีพบแต่พวกกักขฬะไร้มารยาท ได้พบหญิงสาวอ่อนน้อมสุภาพจึงรู้สึกเอ็นดูมากเป็พิเศษ ชายชรามองมู่เชียนด้วยดวงตาชอบใจพลางสำรวจปราณในร่างนาง... ทันใดนั้นผู้ชราก็พลันตกตะลึงตาค้าง
“เดี๋ยว ...เ้า...!! ธาตุผสมเกิน 5 ธาตุ อีกเพียงครึ่งก้าวก็เป็นักยุทธ์ 7 ดาว ! นี่มันเื่อะไรกัน ตัวประหลาดอย่างเ้ามาทำอะไรที่นี่ ?! ”
เหตุเพราะมิได้ใช้หินทดสอบพลังปราณ ปราณธาตุผสมปนเปกันมากมายเช่นนี้ทำให้เหอชงไม่อาจจับััได้ชัดเจนว่า มู่เชียนปราณธาตุกี่ชนิดใดกันแน่…
ทว่า...ปราณธาตุผสมมากมาย กลับบรรลุระดับนักยุทธ์ 7 ดาว ?!
พร์ฝืนชะตาฟ้า ! เ้าพวกสายในไม่ใช้เกี้ยวแปดคนหามมารับนางเข้าไปบูชา กลับปล่อยให้มาเร่ร่อนอยู่แถวเขตสำนักนอกทำอะไร ?!
“ทำอะไร ? อืมม… พวกเรามาหาค่าเช่าบ้านน่ะเ้าค่ะ” มู่เชียนพูดเสียงกลั้วหัวเราะ รอยยิ้มร่าเริงทำให้ใบหน้ากระจ่างใสน่าเอ็นดูขึ้นหลายส่วน
เหอชงอึ้งกับคำตอบตรงไปตรงมาของนาง .. ครู่หนึ่งก็ส่งเสียงหัวเราะดังลั่น
“ฮ่าฮ่าฮ่า … ดี !! นานแล้วที่ข้าไม่ได้พบคนน่าสนใจเช่นนี้”
เด็กสาวหน้าตาไม่โดดเด่นจนสามารถมองผ่านไปได้ในครั้งแรก ทว่ายิ่งได้พูดคุยยิ่งได้รู้จัก กลับยิ่งทำให้คนรู้สึกชื่นชอบนาง เหอชงรู้สึกแปลกใจว่าเมื่อไหร่กันที่ตนสามารถสนิทสนมกับใครได้รวดเร็วเช่นนี้
นิสัยเปิดเผยตรงไปตรงมา อ่อนน้อม เฉลียวฉลาด ปราณในร่างก็โดดเด่นแบบไม่เคยพบพาน เป็ต้นกล้าที่ยอดเยี่ยมเหนือกว่าทุกคนเขาเคยเห็น เหอชงพูดคุยกับเด็กสาวหลายเื่สนุกสนานจนแทบลืมตัว
“ที่แท้เ้าค่อนข้างขาดแคลนหินปราณ ทั้งยังไม่เชี่ยวชาญศาสตร์การต่อสู้... อย่างนั้นภารกิจที่เหมาะกับเ้าคงเป็การตามหาสมุนไพรในป่าทมิฬ ตอนนี้มีคำสั่งตามหาสมุนไพรหลายอย่างที่ผลตอบแทนน่าสนใจ…”
ท่านผู้เฒ่าเหอเริ่มเอ่ยถึงรายชื่อสมุนไพรในภารกิจที่เหมาะสมกับพวกนางออกมา มู่เชียนหันไปพยักหน้าให้สาวใช้ เสี่ยวจือจือจึงรีบหยิบกระดาษและแท่งถ่านออกมามอบให้เพื่อให้นายสาวได้จดบันทึกอย่างรวดเร็ว
“ระวังหน่อยล่ะ สมุนไพรล้ำค่าล้วนมีสัตว์อสูรคุ้มครอง ยิ่งผลตอบแทนสูงอันตรายก็ยิ่งมาก โดยเฉพาะ ‘ว่านอสรพิษ’ ...แม้ค่าตอบแทนจะสูงถึง 10 หินลมปราณต่อ 1 ต้น แต่สมุนไพรชนิดนั้นมี ‘อสรพิษแสงจันทร์’ คอยเฝ้าหลายสิบตัว พวกมันตัวเล็กทว่าล้วนอยู่ในระดับยอดอสูร ศิษย์เก้าในสิบคนที่เคยรับภารกิจนี้ล้วนาเ็สาหัสกลับมา … ทางที่ดีเ้าเลือกชนิดอื่นดีกว่า”
“ข้าจะระวังตัวเ้าค่ะ ขอบคุณผู้เฒ่าเหอ” เด็กสาวยิ้มพลางพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย มีเพียงเสี่ยวจิ้งเท่านั้นที่รู้ว่าภายในใจของมู่เชียน นางได้เลือกเป้าหมายแล้ว !