ตอนที่หกสิบห้า น้ำที่ตกลงบนผืนทราย
แม้จะเป็นแค่ความคาดหวังตรงหน้า และไม่ได้เงินนั้นไปจริงๆคนรวยก็ยังคิดมาก วอเรนบัฟเฟตก็ยอมรับว่าหลายครั้งว่าเขาทำให้บริษัทเสียรายได้ไปนับพันล้านโดยไม่ได้ลงทุนไปในบางสิ่งเช่นกัน
แต่ความผิดพลาดของเขาออกไปในแนวทาง”ไม่กระทำ”มากกว่า”กระทำ”
แนวคิดของคนรวย แม้ดูเป็นเรื่องของ”การไม่กระทำ”เงินทั้งหมด อยู่กลางอากาศ พวกเขาก็เสียอกเสียใจ ราวกับเสียเงินนั้นไปจริงๆ
พวกเขามองว่าเงินนั้นแทบจะมาอยู่ในกระเป๋าของพวกเขาแล้วหากลงทุนทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไปเพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆในการทำธุรกิจระดับพวกเขานั่นเอง
แน่นอนคนธรรมดาทำธุรกิจอย่างวอเรนบัฟเฟตไม่ได้จากเทคนิค
”รู้จักคนทำธุรกิจเป็นการส่วนตัว”
ที่ทำให้เขาพบปะพูดคุยกับคนบริหารกิจการนั้นจริงๆ
และคัดคนที่ไม่น่าเชื่อถือออกไปหรือคัดกิจการที่ดูไม่น่าจะอยู่รอดได้ในอีกสิบปีข้างหน้าออกไป
สาเหตุอย่างหนึ่งอาจจะเพราะคนรวยสามารถมองในระยะยาวได้มากกว่าคนจน การที่พวกเขาจะคำนวณเรื่องเงินในอนาคตว่าเป็นเงินของพวกเขาแล้วจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เหมือนกับการหายใจ
ส่วนคนจนจะคิดว่าพลาดแล้วก็พลาดไปแต่คนอย่างวอเรนบัฟเฟต มองว่าเป็นเงินจริงๆที่เขาควรได้ทำให้แม้จะผ่านมาหลายสิบปีก็ยังเสียใจอยู่เช่นนั้นนั่นเอง
ผมก็ทำธุรกิจเช่นนั้นเช่นกัน
ผมรู้จักไป่มู่หลิง
“เป็นการส่วนตัว”
และได้ข้อมูลล่วงหน้ามาว่าจะมีคนที่กลับมาจากโลกเซียนในเร็วๆนี้
ทำให้สามารถมองเหตุการณ์ล่วงหน้าฉวยโอกาสรับความเปลี่ยนแปลงเอาไว้ได้ก่อน
คนที่ไม่มีเงินทุน ไม่มีข้อมูลนั้น เป็นได้แค่เหยื่อในระบบทุนนิยมเท่านั้นล่ะ
“โอกาสเหมือนน้ำที่สาดไปบนผืนทรายน่ะน้องมู่หลิงน้ำหกลงพื้นไหลซึมและไม่ย้อนกลับมา คิดให้ดีดีก่อนตัดสินใจลงไป”
อ้าวป้าหม่าพยายามเกลี้ยกล่อมเพราะยังอยากได้เงินห้าล้านหยวนที่ลบอยอยู่บนอากาศเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อยจากพันล้านหยวน
โอ๊ะ ที่พวกโบรกเกอร์แต่ละคนดูเป็นคนไร้คุณธรรมเพราะอย่างนี้เองหรือนี่?
พอมีเงินมาเกี่ยวข้องแล้ว ไม่ว่าอะไรก็กล่าวออกไปได้นั่นเอง
“คุณมีหน้าที่ตกปลาขึ้นมา พวกเรามีหน้าที่ขอดเกล็ดเอง”
อย่างที่ชอบกล่าวกัน
ผมเลยนับถือพวกไป่มู่หลิงหรือคนที่กลับมาจากโลกเซียนมากๆที่มีความสามารถในการสร้างความร่ำรวยได้ในเวลาง่ายๆ
ท่าทางจะขอแบ่งความร่ำรวยแค่ห้าล้านหยวนก็ท่าทางจะไม่ได้แฮะ
อ้าวป้าหม่าได้แต่ยอมแพ้และส่งสัญญาณให้อาหู่แก้ไขสัญญาตรงข้อนั้นใหม่
“ชั้นไม่มีวันพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนอย่างคุณ”
ไป่มู่หลิงกล่าวอย่างหนักแน่น
ทำให้ไป่ซู่พยายามจะเกลี้ยกล่อมด้วยความรักอย่างการจะตบหน้าอีกครั้งจนอ้าวป้าหม่าต้องยกมือขึ้นกล่าวแทรกไว้ก่อน
ด้วยเครื่องปริ๊นท์ส่วนตัวและสัญญาไม่ยาวมากนักไม่ถึงสิบนาทีก็สำเร็จ
“ตกลงตามนี้ พวกเราจะเอาสำเนาสัญญานี้ส่งไปตามบริษัทของพวกเราที่คนที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองฝ่ายว่าทางสกุลไป่จะไม่ช่วยเหลือไป่มู่หลิงและทางสกุลอ้าวจะไม่ขัดขวางไป่มู่หลิงการลงทุนโดยส่วนตัวของผมจะจ้างผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านการลงทุนและการวางแผนงบประมาณมาดูแลกองทุนของผมที่เสี่ยวชุยเป็นผู้กำกับดูแลอีกทีหนึ่งตกลงตามนี้”
ผมยื่นสำเนาเอกสารหลายๆแผ่นไปให้คนรอบๆอ่านๆ
และยื่นปากกาให้ไป่มู่หลิงและเสี่ยวชุ่ยอ่านและตรวจทาน
“สัญญาฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่ตัวไป่มู่หลิงฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่ผมและอีกฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่ตู้เซฟธนาคารที่เสี่ยวชุ่ยและอาหุ่ร่วมกันกำหนดและสำเนาของสัญญาจะแจกจ่ายไปทั่วๆแก่คนที่เกี่ยวพันกับธุรกิจของพวกเราสองตระกูลตกลงตามนี้?”
“ชั้นชนะเดิมพันของคุณอย่างแน่นอน”
ไป่มู่หลิงกล่าวอย่างเชื่อมั่น
ที่มีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้นที่ชะตากรรมของตนเองกลับมาอยู่ในมือของตัวเธอเองอีกครั้ง
ใบหน้าอ้าวป้าหม่าที่เธอเห็นนั้นผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็กลับมาด้วยความมั่นใจและใบหน้าที่เย่อหยิ่งอยู่เหนือผู้คนอีกครั้ง
อ้าวป้าหม่าก็เซ็นสัญยาหลังจากตรวจดูความเรียบร้อยส่วนเอกสารเคลือบเก็บไว้อย่างดี
รวมทั้งถ่ายเอกสารเป็นแบบดิจิตอลเก็บไว้ที่แหล่งเก็บข้อมูลออนไลน์อีกทางหนึ่ง
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ คุณอาไป่คุณอาหญิงผมไปล่ะ อาจจะไม่กลับมาในประเทศสักครึ่งปีเป็นอย่างต่ำ”
“เดี๋ยวก่อนอ้าวป้าหม่าเธอไม่ต้องทำถึงขั้นนั้นก็ได้”
ไป่ซู่รีบกล่าวไม่ต้องการที่จะทำให้คนในวงการธุรกิจมองว่าเขาข่มขู่อ้าวป้าหม่าจนออกนอกประเทศไป
อ้าวป้าหม่าโบกมือไปมาในขณะที่กำลังขึ้นรถกลับสู่เครื่องบินส่วนตัว
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ คุณลุงไป่ความจริงผมมีแผนขยับขยายกิจการออกนอกประเทศก่อนหน้านี้แล้ว สัญญากับน้องไป่มู่หลิงแค่เร่งเวลาขึ้นเท่านั้นเอง”
อ้าวป้าหม่ากล่าวอย่างมั่นใจและบรรดาลูกน้องนั้นกลับขึ้นรถตาม
เสี่ยวชุ่ยโอบกอดและกล่าวลากับไป่มู่หลิงอย่างไม่อยากแยกจากแต่ก้ต้องทำตามสัญญาสองเพื่อนสนิทจึงให้กำลังใจกันอยู่สักพัก
ส่วนไป่ซู่คิดว่า
สกุลอ้าวจะก้าวไปอีกขั้นในการทำธุรกิจระดับโลกแล้วหรือนี่?