สองวันต่อมาท่านเสนาบดีได้รับมอบหมายให้สืบคดีโจรป่าที่มาปล้นฆ่าชาวบ้านที่อยู่เมืองฮองพานซึ่งอยู่ถัดไปจากเมืองหุ่ยเชียงเพียงนิดเดียว การที่ท่านเสนาฯต้องมาด้วยตนเอง เพราะกลุ่มโจรป่าเป็ผู้มีวรยุทธ์สูงมาก และพวกเขากระทำต่อชาวบ้านอย่างโหดร้ายทารุณ
เมื่อท่านเสนาฯและบริวารเดินทางมาถึงเมืองหุ่ยเชียงท่านเสนาฯเกิดอาการกำเริบ เนื่องจากตนเคยได้รับาเ็ยังไม่ทันหายดี ก็รีบเดินกำลังภายในรักษาองค์หญิงฉานชิงในคราวนั้นทำให้อยู่ดีๆท่านเสนาฯก็สลบไป ทหารองครักษ์จึงรีบมาตามหมอที่ใกล้ที่สุด ซึ่งก็คือร้านหมอของอ้วนชางพอดีอ้วนชางจึงรีบไปดูอาการท่านเสนาฯให้
อ้วนชางรู้สึกเป็ห่วงท่านเสนาฯเป็อย่างมาก อีกทั้งรู้ว่าท่านเสนาฯมีอาการกำเริบเพราะช่วยรักษาตนในตอนนั้นในใจอยากรีบรักษาให้โดยเดินกำลังภายในแบบชาวยุทธ์ แต่อ้วนชางไม่อาจเปิดเผยตนได้จึงทำการรักษาแบบหมอทั่วไปคือจัดให้กินยาบำรุงกำลังและดำเนินการฝังเข็มให้เท่านั้น
ผ่านไปสองชั่วยามท่านเสนาก็ฟื้นเป็ปกติ อ้วนชางตรวจอาการให้อีกครั้งเมื่อเห็นว่าท่านเสนาฯไม่เป็อะไรแล้ว ก็รีบขอตัวกลับร้านหมอ “เขามีอาการดีขึ้นแล้ว งั้นข้าขอตัวนะ”
“ขอบคุณมากขอรับ” องครักษ์กล่าว
ท่านเสนาฯแม้ฟื้นแล้ว แต่ด้วยท่านนั้นมีสภาพอ่อนเพลียมาก จึงเห็นหน้าหมอไม่ชัดปากกล่าวขอบคุณหมอด้วยเสียงอันแ่เบา “ขอบคุณมาก ท่านหมอ” แล้วเขาก็นอนหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ท่านเสนาฯฟื้นเป็ปกติดูแข็งแรงขึ้นต่างจากเมื่อวาน ท่านเสนาฯเป็ห่วงชาวบ้านจึงรีบออกเดินทางต่อไปยังเมืองฮองพานเพื่อสืบคดีนั้น
ร้านหมออ้วนชางมีชาวบ้านเข้ามารักษาไม่ขาดสายเนื่องจากค่ารักษาไม่แพงอีกทั้งถ้าใครไม่มีอัฐ ก็ให้นำผักผลไม้ที่ปลูกอยู่มาให้แทนแต่หากใครไม่มีจริงๆก็ให้มาช่วยงานที่ร้านเป็การตอบแทนสำหรับผู้เฒ่าผู้แก่ที่ไม่มีอัฐก็รักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายข่าวของหมออ้วนชางแพร่กระจายทำให้ผู้รู้ข่าวเข้ามารักษาที่นี่เป็จำนวนมาก
จนมีวันหนึ่งที่ชาวยุทธ์คนหนึ่งได้รับาเ็สาหัส อ้วนชางก็รีบช่วยชีวิตชาวยุทธ์คนนั้นไม่มีอัฐติดตัว ได้แต่มอบขลุ่ยหยกให้ไว้เพื่อเป็ค่าตอบแทน
********************************************************
ทางด้านหลินยี่ที่อยู่ประจำในตำหนักขององค์หญิง นางได้แต่นั่งรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทั้งที่ตนสำรวจมาจากเมืองนานกิงและทั้งที่องค์หญิงสืบมาได้อีกทั้งคอยรอรับข่าวสารจากองค์หญิงที่ตอนนี้ยังอยู่ที่เมืองหุ่ยเชียง หลินยี่นั่งวิเคราะห์ตลอดเวลาทำให้รู้สึกเมื่อยและเริ่มเบื่อ จึงผ่อนคลายโดยการเดินสำรวจไปรอบๆที่ประทับขององค์หญิงฉานชิง
ทางด้านฝ่าา แม้จะรู้ว่าองค์หญิงทรงไม่อยู่ในตำหนัก ในพระทัยทรงคิดถึงองค์หญิงฉานชิงมากเนื่องจากพระองค์มักจะมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับน้องสาวเสมอ แต่องค์หญิงฉานชิงทรงไม่ชอบเข้าเฝ้าฝ่าาแบบเป็ทางการเพราะไม่อยากเป็เป้าสายตาและไม่อยากให้ใครรับรู้ว่าฝ่าาพบองค์หญิงฉานชิงบ่อยๆจนทำให้เป็ที่อิจฉาในบรรดาองค์หญิงทั้งหลายองค์หญิงฉานชิงจึงทูลขอให้ฝ่าาเป็ฝ่ายปลอมตัวเป็องครักษ์เสด็จมาพบองค์หญิงฉานชิงด้วยพระองค์เองโดยเื่นี้รู้เพียงแค่องค์หญิงฉานชิงคนเดียวเท่านั้น(บริวารที่อยู่ที่ประทับองค์หญิงฉานชิงทั้งหมดไม่มีใครรู้)
ความคิดถึงน้องสาวในตอนนี้ ทำให้ฝ่าาทรงตัดสินพระทัยปลอมพระองค์เป็องครักษ์แล้วเสด็จมาที่ที่ประทับองค์หญิงฉานชิงเพื่อรำลึกถึงความหลัง ตัวฝ่าานั้นทรงมีวรยุทธ์เช่นกันร่างกายกำยำทำให้พระองค์ทรงดูสง่าผ่าเผย เมื่อแต่งกายเป็องครักษ์บุคคลภายนอกเห็นก็ไม่เป็ที่สงสัย อีกทั้งพระองค์ทรงเป็คนที่ฉลาดมากและเป็คนเก็บสีหน้าเก่งมากเพราะพระองค์ทรงเผยความรู้สึกต่อหน้าบรรดาขุนนางไม่ได้
เมื่อฝ่าาทรงมาถึงที่ประทับขององค์หญิงก็มาเจอเข้ากับหลินยี่
หลินยี่นั้นไม่เคยเข้าเฝ้าฝ่าาเลยแม้เพียงสักครั้ง จึงไม่รู้ว่าองครักษ์ผู้นี้เป็ฝ่าาปลอมตัวมาแม้นางจะมีวิชาการมองคน แต่ฝ่าาเป็คนเดียวที่ดูยากมาก เพราะพระพักตร์ไม่แสดงออกใดๆจึงทำให้หลินยี่ไม่อาจทำนายได้เลย
ก่อนหน้านี้องค์หญิงฉานชิงทรงบอกทุกคนในที่ประทับว่าหลินยี่มีอำนาจสามารถสั่งการได้ทุกคนที่อยู่ที่นี่และมอบให้หลินยี่เป็ผู้ดูแลอย่างเต็มตัวหลินยี่มีความจำดีมาก ทำให้นางรู้ทันทีว่าฝ่าาที่แต่งกายเป็องครักษ์เป็ชายแปลกหน้าไม่ได้อยู่ที่ประทับแห่งนี้แน่นอนหลินยี่จึงกล่าวเสียงแข็งไปว่า “ท่านเป็ใครเป็องครักษ์ที่ประจำตำหนักไหน”
บริวารที่อยู่ที่ประทับองค์หญิงฉานชิงทุกคนรู้แค่ว่าฝ่าาที่ปลอมตัวนี้เป็องครักษ์ประจำตัวฝ่าาคนหนึ่ง
องครักษ์ขององค์หญิงคนหนึ่งได้แนะนำฝ่าาที่ปลอมตัวอยู่ให้หลินยี่รู้จัก“นี่คือองครักษ์ประจำตัวฝ่าา เขาได้รับหน้าที่ให้เป็ผู้ส่งข่าวสารจากฝ่าามาให้องค์หญิงฉานชิงโดยตรงขอรับแม่นางหลินยี่”
หลินยี่กลัวว่าจะมีเื่สำคัญจริงๆ จึงรีบถามว่า “ฝ่าาทรงทราบว่าองค์หญิงไม่อยู่ รึว่า…พระองค์มีสารสำคัญที่จำเป็ต้องรีบส่งให้องค์หญิงรับทราบจริงๆใช่หรือไม่”
ฝ่าาทรงยังไม่ตอบใดๆ
“ก็ได้ ข้าชื่อหลินยี่ องค์หญิงทรงมอบหมายให้ข้าดูแลที่นี่และหากใครมีธุระกับพระองค์ สามารถฝากสารมาที่ข้า ข้าจะส่งข่าวบอกพระองค์ผ่านพิราบสื่อสาร”
ฝ่าาทรงฟังแล้ว ทำให้รู้ว่าองค์หญิงทรงไว้ใจหลินยี่เป็อย่างมากเพราะให้หลินยี่ดูแลและรับรู้ข้อมูลทุกอย่างเลยตอนนี้ฝ่าาทรงตัดสินพระทัยผิดพลาดจริงๆ เพราะความจริงแล้วพระองค์ทรงไม่ได้มีธุระอะไรเลยเพียงแค่จะมารำลึกความหลังเฉยๆ แต่ตอนนี้ทรงแต่งกายเป็ทหารองครักษ์อยู่ ไม่สามารถตอบอะไรแบบนั้นได้อีกทั้งอยากรู้จักหลินยี่ให้มากขึ้น พระองค์ทรงมองออกว่าหลินยี่เป็คนฉลาดมีไหวพริบปฏิภาณเลยอยากคุยด้วยสักครั้ง จึงตรัสไปว่า “งั้นไปคุยด้านในเถิด เื่นี้ไม่อาจแพร่งพราย”
หลินยี่พยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วรีบนำทางเข้าไปคุยด้านในสองต่อสอง
ฝ่าาแกล้งตรัสว่า “ฝ่าามีรับสั่งให้ข้ามาเรียนการส่งนกพิราบสื่อสารเพื่อติดต่อองค์หญิงฉานชิงเอง”
“ได้ งั้นข้าจะสอนท่าน” หลินยี่จึงจำต้องสอนฝ่าาแต่ในระหว่างที่อยู่ด้วยกันนั้นทำให้ทั้งสองคุยกันอย่างถูกคอแบบเป็กันเอง
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา
ฝ่าาทรงรู้สึกสบายพระทัยเมื่ออยู่กับหลินยี่จึงมักหาข้ออ้างมาพบหลินยี่อยู่เรื่อยๆทำให้ทั้งสองสนิทกันจนกระทั่งหลินยี่หลุดปากเล่าเื่ความสัมพันธ์ระหว่างท่านเสนาฯกับองค์หญิงฉานชิงให้ฝ่าาฟัง
ตอนนี้ฝ่าาทรงรับรู้แล้วว่าองค์หญิงฉานชิงและท่านเสนาฯต่างมีใจให้แก่กัน
และการพบกันระหว่างฝ่าาและหลินยี่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก จนทำให้หลินยี่และฝ่าามีใจต่อกันจนถึงขั้นบอกรักกัน
“ข้ารักท่านนะ หลินยี่”ฝ่าาที่ปลอมตัวเป็องครักษ์สารภาพรัก
“เอ่อ มันไม่เร็วไปงั้นหรือ”หลินยี่เขินจนหน้าแดง
“ท่านไม่ได้รักข้างั้นหรือ”ฝ่าาตรัสย้อนถาม
“รักก็รัก แต่พวกเรายังไม่รู้จักกันดีพอ” หลินยี่รีบปิดปากตัวเองเพราะเผลอบอกรักไป
ฝ่าาทรงสวมกอดหญิงสาวด้วยความดีพระทัย จนหลินยี่ใ
“ท่านกำลังล่วงเกินข้าอยู่นะ” หลินยี่กล่าวเตือน
“ข้าคิดถึงเ้าทุกวันเลยรู้มั้ย” ฝ่าาทรงจูบหน้าผากหญิงสาวเบาๆ
หลินยี่รับรู้ถึงความจริงใจและความอ่อนโยนของฝ่ายชายจึงเผลอกอดตอบอย่างลืมตัว “ข้าก็คิดถึงท่านแต่ข้าว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรานั้นค่อยเป็ค่อยไปเถิด”
“ข้าจะไม่เร่งรัดเ้า ขอเพียงเ้าให้โอกาสทหารตำแหน่งเล็กอย่างข้าบ้าง”
“ข้าเองก็เป็เพียงลูกพ่อค้าไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในวังแห่งนี้หรอก ข้ายังดูต่ำต้อยกว่าเ้าเสียอีกอีกอย่างข้ารักที่ตัวท่าน หาใช่ทรัพย์สินลาภยศไม่” หลินยี่กล่าว
“ข้าดีใจมากหลินยี่หากข้าพร้อมเมื่อไหร่จะรีบสู่ขอเ้าจากพ่อเ้า” ฝ่าาตรัสคำมั่น
หลินยี่พยักหน้า และยิ้มอย่างเขินอาย
ฝ่าาจึงทรงหอมแก้มหญิงสาว ก่อนที่จะเดินกลับที่ประทับและกล่าวว่า “นี่ถือเป็ค่ามัดจำนะข้าขอตัวก่อน หลินยี่”
ฝ่าาเสด็จจากมา พร้อมกับความรู้สึกที่มีความสุขอันล้นเหลือและนี่ก็ถือว่าเป็ครั้งแรกที่มีผู้หญิงมารักพระองค์อย่างชายคนรักจริงๆไม่ใช่เข้าหาเพราะพระองค์ทรงเป็ประมุขของแผ่นดิน