เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 43 สายเลือดมังกร

    ตามที่หยางหยุนเทียนเข้าใจในอุปนิสัยของหลงเฉินและวิธีการแก้แค้นตระกูลไป๋ของเขา   จึงเป็นไปได้ว่าหลงเฉินอาจเป็นคนที่ใฝ่หาการแก้แค้นแม้จะเป็นความบาดหมางเพียงเล็กน้อย


    หยางหยุนเทียนเกือบทำให้หลงเฉินต้องตายในคราวนี้ และผู้นำตระกูลหยางยังให้สิทธิ์การตัดสินใจกับเขา  หยางหยุนเทียนจึงตระหนักว่าตนเองคงไม่มีโอกาสได้อยู่อย่างปลอดภัย


    เขารู้ดีว่าคนอย่างหลงเฉินคงไม่ปล่อยให้คนที่เป็นภัยต่อชีวิตเขาอยู่ใกล้ตัวอย่างแน่นอน


    แต่ทว่า คำพูดของหลงเฉินกลับทำให้เขาประหลาดใจอย่างมาก


    เมื่อคนอื่น ๆ ในตระกูลหยางได้ยินคำพูดของหลงเฉิน  พวกเขาต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก หยางหลิงชิงถึงกับยิ้มออกมาด้วยความปีติยินดีขณะที่นางมองหลงเฉินด้วยสายตาอ่อนหวาน


    เหตุผลที่หลงเฉินให้อภัยหยางหยุนเทียนนั้นเรียบง่ายนัก  ประการแรกคือการตายของหยางจ้าน แม้ไม่คาดคิดว่าเขาจะฆ่าตัวตาย แต่ก็เป็นความจริงที่หยางจ้านตายเพราะเขา เมื่อทำให้บุตรชายของหยางหยุนเทียนต้องตาย  ก็เป็นธรรมดาที่หยางหยุนเทียนจะต้องการแก้แค้น


    ดังนั้น เขาจึงไม่คิดว่าการกระทำของหยางหยุนเทียนในคืนนี้เป็นเรื่องประหลาดแม้แต่น้อย


    ประการที่สอง หยางหยุนเทียนเป็นพ่อของหยางหลิงชิง  หลงเฉินและหยางหลิงชิงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และเขายังชื่นชอบญาติผู้นี้ของเขาอย่างมาก  ดังนั้น เขาจึงไม่อยากมีปัญหากับหยางหยุนเทียนอีก


    และประการที่สามซึ่งสำคัญมากที่สุด ตั้งแต่นี้ต่อไป หยางหยุนเทียนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอีกต่อไปแล้ว


    หยางหยุนเทียนเงยหน้าขึ้นมองหลงเฉินอย่างไม่เชื่อสายตา


    “เจ้าแน่ใจรึ? เจ้าอยากจะจบเรื่องทั้งหมดจริง ๆ รึ?”


    หลงเฉินพยักหน้าและเอ่ยขึ้น


    “ข้าแค่หวังว่าท่านจะรักษาสัญญา ข้าไม่อยากเตรียมตัวรับมือการโจมตีของท่านตลอดเวลาที่อยู่ในตระกูลหยาง  หากเป็นเช่นนั้นข้าคงต้องฆ่าท่านเสียตั้งแต่ตอนนี้”


    เมื่อมองไปที่เด็กหนุ่มตรงหน้าและคิดว่าเขาช่างเปลี่ยนแปลงไปจากที่ผ่านมาได้รวดเร็วเหลือเกิน หยางหยุนเทียนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง


    ความสามารถของหลงเฉินนั้นเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้  ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงพยักหน้าและเอ่ยขึ้น


    “ข้า... หยางหยุนเทียนจะรักษาสัญญาไว้ให้มั่น”


    ผู้นำตระกูลหยางมองไปที่หลานของตนด้วยความรู้สึกโล่งใจ  เขาพยักหน้าเงียบ ๆ และเอ่ยขึ้น


    “เอาล่ะ ในเมื่อเรื่องทุกอย่างก็คลี่คลายลงแล้ว เช่นนั้นในภายภาคหน้า ทุกคนในตระกูลหยางจะต้องร่วมมือร่วมใจกันในการต่อสู้กับตระกูลไป๋  หากมีใครพยายามขัดขวางคนในตระกูลด้วยกันเอง ข้าจะเป็นคนแรกที่จะลงโทษคนผู้นั้น!”


    เขากวาดตามองไปรอบ ๆ  จากนั้นผู้นำตระกูลก็ถอนหายใจอีกครั้ง


    “ข้าเหนื่อยแล้ว ทุกคนกลับไปพักผ่อนเถอะ อย่างไรเสีย หากไม่มีคำสั่งของข้าอย่าได้ออกไปนอกบ้านตระกูลหยาง  เข้าใจไหม?”


    ทุกคนพยักหน้ารับและต้องการกลับไปพักผ่อน  แต่แล้วหลงเฉินก็เอ่ยขึ้นในทันที


    “ท่านตา ได้โปรดรอก่อน  ข้ามีบางอย่างที่อยากพูด”


    ขณะที่เขาพูดขึ้น เขาก็มองไปที่หยางเสวี่ยชิง อย่างไรก็ตาม นางคงรู้สึกอับอายและเสียใจอย่างมากในคืนนี้  นางจึงไม่เงยหน้าขึ้นมาเลย


    ผู้นำตระกูลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    “เฉินเอ๋อร์ หากเจ้ามีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ พวกเราทุกคนยินดีรับฟัง”


    “ท่านตา ก่อนที่พ่อข้าจะตาย เขาต้องการให้ข้าเปลี่ยนแซ่เป็นแซ่หลง และข้าหวังว่าท่านจะยินยอมให้ข้าได้ทำตามคำสั่งเสียสุดท้ายของเขา  จากวันนี้ไป ข้าหวังว่าทุกคนจะเรียกข้าว่าหลงเฉิน”


    เมื่อหลงเฉินพูดเรื่องนี้ขึ้นมา  ทุกคนต่างรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย โดยเฉพาะหยางเสวี่ยชิง  ร่างกายของนางสั่นเทาแต่ยังคงไม่กล้าเงยหน้าขึ้น


    ที่ผ่านมา หลงเฉินไม่มีอำนาจหรือตำแหน่งใด ๆ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถพูดถึงคำสั่งเสียของหลงฉิงหลานต่อหน้าผู้อื่นได้  อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เกิดเรื่องคืนนี้ขึ้น และความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มมากขึ้น เขาจึงตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะพูดมันออกมา


    ผู้นำตระกูลหยางมองเขาด้วยสายตาเป็นกังวลและเอ่ยขึ้น


    “เฉินเอ๋อร์ เจ้าอยากจะละทิ้งตระกูลหยาง? เป็นเพราะพวกเราไม่ดีต่อเจ้างั้นรึ?”


    หลงเฉินส่ายศีรษะ


    “ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เลือดครึ่งหนึ่งในร่างกายข้ายังมาจากตระกูลหยาง และความจริงที่ว่าข้าเป็นคนตระกูลหยางก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเช่นกัน  ข้าเพียงอยากใช้แซ่ของท่านพ่อ แค่เปลี่ยนชื่อเล็กน้อยเท่านั้น”


    ในแง่หนึ่ง มันคือคำสั่งเสียของหลงฉิงหลาน และอีกแง่หนึ่ง เป็นเพราะหลงเฉินยืนกรานหนักแน่น  เช่นนั้นแล้ว จึงเห็นได้ชัดว่าไม่มีเหตุผลให้ผู้นำตระกูลหยางตอบปฏิเสธ ยิ่งไปกว่านั้น หลงเฉินก็ไม่ได้มีความต้องการที่จะออกจากตระกูลหยาง  เขาจึงยินยอม


    “ในเมื่อมันเป็นคำสั่งเสียของหลงฉิงหลาน  เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าเถอะ”


    ในที่สุดเขาก็ได้ทำตามคำสั่งเสียของหลงฉิงหลาน  หลงเฉินพยักหน้าด้วยความตื่นเต้นดีใจ ในเวลานี้ ทุกคนเริ่มทยอยกันกลับไป  ก่อนที่หยางชิงเสวียนจะจากไป เขาหันกลับมาหาผู้นำตระกูลและเอ่ยขึ้น


    “ท่านพ่อ ท่านเหนื่อยมามากแล้ววันนี้ พักผ่อนให้มาก  ท่านยังต้องรับสิทธิ์การปกครองในวันพรุ่งนี้ และพวกเรามิอาจรู้ได้ว่าตระกูลไป๋จะสร้างปัญหาอะไรอีกหรือไม่”


    ผู้นำตระกูลหยางส่ายศีรษะ


    “ให้ข้าได้พักสงบจิตสงบใจสักพัก  เสวียนเอ๋อร์ เจ้ากลับไปเถอะ”


    หยางชิงเสวียนทำได้เพียงพยักหน้า


    ทว่าคืนนี้กลับเป็นคืนที่มิอาจข่มตาหลับลงได้เลย


    หลังจากที่หลงเฉินร่ำลาคนอื่น ๆ เขาก็เดินกลับไปยังที่พัก  ไม่นานหลังจากที่เขาเริ่มออกเดิน เขาก็พบว่าหยางเสวี่ยชิงกระโดดข้ามกำแพงออกไป  ทั้ง ๆ ที่ผู้นำตระกูลหยางห้ามมิให้ผู้ใดออกจากบ้านตระกูลหยางโดยไม่มีคำสั่ง นางจะลืมข้อนี้ภายในชั่วพริบตาได้อย่างไร?


    ความสำเร็จยิ่งใหญ่ของหลงเฉินในวันนี้คือการทำให้ผู้หญิงคนนี้มองเขาใหม่


    หลังจากสิบหกปีผ่านไป   ในที่สุดหลงเฉินก็รู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างพวกเขา  ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีมาก เมื่อเห็นหยางเสวี่ยชิงออกจากบ้านตระกูลหยางไป  หลงเฉินจึงรู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง ดังนั้นเขาจึงแอบตามนางออกไป


    “เสี่ยวซี เจ้าคิดว่านางกำลังไปไหนน่ะ?”


    “ไปให้พ้น ข้าไม่อยากคุยกับเจ้า!”


    หลงเฉินรู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นเยียบที่ไหลไปตามแผ่นหลัง  ก่อนหน้านี้ เป็นเพราะเขากลัวว่าการกระทำของนางจะทำให้นางเองต้องเจ็บตัว  ดังนั้นเขาจึงพูดบางอย่างที่ทำร้ายจิตใจออกไป หลงเฉินไม่คิดว่านางจะยังจำได้ เขาจึงทำได้เพียงเกลี้ยกล่อมนาง


    “เสี่ยวซีจ๋า ตอนนั้นข้าพูดอะไรผิดไปก็จริง คิดเสียว่าข้าเป็นลาโง่ก็แล้วกัน ตกลงไหม? โฮ่ง ๆ ๆ ๆ!”


    หลิงซีหัวเราะคิกคัก


    “นั่นมันเสียงหมาเห่าต่างหาก เจ้าโง่ ลาต้องร้องแบบนี้สิ ฮี่ ๆ ๆ ๆ”


    “อ้าว... งั้นเจ้าก็เป็นลาสินะ”


    “...ไปให้พ้นหน้าข้าเลย!”


    “ไว้ชีวิตข้าเถอะน้า...”


    ในที่สุดเขาก็เกลี้ยกล่อมหลิงซีได้สำเร็จ ดังนั้นหูของเขาจึงไม่ต้องทนกับความทุกข์เศร้าของนางอีกต่อไป  กระบี่หลิงซีกลายร่างเป็นต่างหูหมุดและเสียบกลับเข้าไปที่หูของเขา ทำให้นางสามารถทรมานเขาได้ตลอดเวลาที่นางต้องการ


    อย่างไรก็ตาม เวลานี้เขาเห็นว่าหยางเสวี่ยชิงมุ่งหน้าออกจากเมือง  หลงเฉินจึงตามนางไปด้วยความรีบเร่ง


    หลังจากเดินไปเป็นเวลานาน  เขาก็รู้สึกว่าถนนเส้นนี้ช่างคุ้นตานัก  เมื่อคิดดูดี ๆ แล้ว เขาก็พบว่ามันคือหลุมศพของหลงฉิงหลาน!


    หลงเฉินไม่เคยพาหยางเสวี่ยชิงมาที่นี่มาก่อน  แต่นางกลับหามันเจอ เพราะอิทธิพลของนางในตระกูลหยาง  การหาหลุมศพที่อยู่นอกเมืองคงถือเป็นเรื่องง่าย


    ไม่นานนัก หยางเสวี่ยชิงก็หยุดอยู่ตรงหน้าหลุมศพของหลงฉิงหลาน  นางยืนนิ่งและทอดสายตา ส่วนหลงเฉินก็มองนางจากระยะไกล


    เขาไม่รู้เลยว่าผู้หญิงคนนี้มาทำอะไรที่นี่


    ไม่น่าเชื่อว่าหยางเสวี่ยชิงจะไม่พูดอะไร  นางเพียงนั่งลงกับพื้น เอนตัวพิงป้ายหลุมศพและมองดวงดาวบนท้องฟ้า  แสงดาวส่องกระทบดวงตาและใบหน้าขาวนวลของนาง ทำให้นางดูงดงามยิ่งนัก


    เมื่อเห็นว่าผู้เป็นมารดากำลังเอนตัวพิงป้ายหลุมศพของบิดาพลางมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างเปี่บมไปด้วยอารมณ์  ทันใดนั้น หลงเฉินรู้สึกตราตรึงในหัวใจเป็นอย่างมาก สำหรับตัวเขา มันเป็นภาพอันแสนงดงามที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน


    “นางกำลังพูดกับตัวเอง”


    หลิงซีเอ่ยขึ้น


    “นางพูดว่าอะไร?”


    หลงเฉินถามด้วยความสงสัย


    หลิงซีนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงของหยางเสวี่ยชิง


    “...หากในอดีตท่านไม่ปฏิบัติต่อข้าเช่นนั้น ไยข้าต้องเกลียดชังท่านด้วย? และข้าจะเกลียดลูกของตัวเองได้อย่างไร?  หลงฉิงหลาน ท่านเป็นคนวิกลจริตในสายตาข้า...”


    หลงเฉินผงะไปทันที  เช่นนั้นแล้วในสายตาของหยางเสวี่ยชิง  หลงฉิงหลานเป็นคนวิกลจริตงั้นหรือ? ทำไมนางถึงคิดเช่นนั้น?  หลงเฉินคิดมาตลอดว่าการที่หยางเสวี่ยชิงทอดทิ้งเขาและพ่อเป็นเพราะความไม่เอาไหนของหลงฉิงหลาน  เขาไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องราวที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้


    หลงเฉินจับจ้องไปที่สีหน้าอันเจ็บปวดของหยางเสวี่ยชิง  ในขณะเดียวกัน หลิงซีก็ยังคงถ่ายทอดคำพูดของนางต่อไป


    “...ท่านตามหาไปทั่วแคว้นว่านเกา จนในที่สุดท่านก็ได้พบกับสตรีที่มีร่างกายเช่นข้า เพื่อที่ท่านจะได้มีลูกหลานสืบสกุลตามที่ท่านต้องการ  ข้ารู้ว่าท่านเป็นผู้นำที่เหนือกว่าจินตนาการของข้ามากนัก แต่ท่านไม่มีสิทธิ์ทำร้ายความรู้สึกของข้าเช่นนี้...”


    “วันนี้... ในที่สุดเฉินเอ๋อร์ก็พูดออกมาว่าเขาต้องการใช้แซ่หลงและท่านก็เป็นผู้ชนะอีกเช่นเคย  ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าคงไม่มีพลังมากพอที่จะสู้กับท่าน บางทีในจิตใจของท่าน ผู้หญิงธรรมดา ๆ อย่างข้าคงไม่คู่ควรกับคนสูงศักดิ์เช่นท่านกระมัง”


    คำพูดของหยางเสวี่ยชิงทำให้หลงเฉินประหลาดใจอย่างมาก


    จนกระทั่งวันนี้ เขาเพิ่งรู้เหตุผลที่หยางเสวี่ยชิงเย็นชาและตีตัวออกหากจากเขา  ไม่ใช่เพราะนิสัยของนาง หากแต่หลงฉิงหลานทำร้ายความรู้สึกนางมากเหลือเกิน


    หลงเฉินตระหนักว่าหลงฉิงหลานมาจากสถานที่อันยอดเยี่ยม ดังนั้นตัวตนของเขาย่อมสูงส่งอย่างแน่นอน  ยิ่งไปกว่านั้น พลังวิชาของหลงฉิงหลานจะต้องอยู่เหนือขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดอย่างที่ทุกคนคิด และเป็นเพียงสิ่งที่เขาตั้งใจแสดงให้เห็นเมื่อเขาอยู่ในเมืองพฤกษาหมอกเท่านั้น


    หลงเฉินคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น  พลังวิชาของหลงฉิงหลานถูกหยกมังกรทำลายลง ทว่าเขาไม่เต็มใจที่จะจากไปเช่นนั้น  เขาจึงคิดที่จะมีทายาทซึ่งมีร่างกายที่สามารถใช้หยกมังกรได้ แล้วเขาก็ได้พบกับหยางเสวี่ยชิงในที่สุด


    สิ่งที่เกิดขึ้นลำดับต่อมาก็เป็นไปตามที่หยางเสวี่ยชิงพูด  แต่หลังจากที่หยางเสวี่ยชิงได้รู้ความจริง นางก็มิอาจทนรับความจริงที่ว่าตนเป็นเพียงคนอุ้มท้องทารกที่เขาต้องการเท่านั้น


    หลงเฉินเป็นสมบัติล้ำค่าที่สำคัญที่สุดของหลงฉิงหลาน  อย่างไรก็ตาม สำหรับหยางเสวี่ยชิงแล้ว หลงเฉินเป็นเพียงผู้ที่พรากความสุขและความรักของนางไป  ยิ่งหลงฉิงหลานให้ความสำคัญกับหลงเฉิน นางก็ยิ่งจงเกลียดจงชังเขามากขึ้น


    นี่คือสาเหตุที่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้  หลงเฉินเคยอยู่ในฐานะที่ถูกเพิกเฉย แต่เมื่อเขาเริ่มเปล่งประกาย  หยางเสวี่ยชิงจึงได้รู้ว่านางทำผิดพลาดไปเสียแล้ว


    เช่นนั้นแล้ว นางจึงเป็นเพียงผู้หญิงที่น่าสงสารคนหนึ่งเท่านั้น


    ตอนนั้นเองที่ความเกลียดชังที่เขามีต่อหยางเสวี่ยชิงได้อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น


    หลงเฉินรู้สึกโล่งใจอย่างที่สุด  คนสองคนในตระกูลหยางที่เขาเคยมีเรื่องบาดหมางด้วย ทั้งหยางหยุนเทียนและหยางเสวี่ยชิงต่างก็ไม่ใช่ศัตรูของเขา และคนตระกูลหยางจะไม่กลั่นแกล้งกันอีกต่อไป  หากแต่จะร่วมแรงร่วมใจเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นสิ่งที่หลงเฉินเฝ้ารอคอยมาตลอด


    ‘ท่านพ่อ ข้าเข้าใจในความพยายามของท่าน แต่ท่านทำผิด ท่านติดค้างนางอย่างแท้จริง’


    ‘แต่ข้า... หลงเฉิน จะช่วยท่านชดใช้ความผิดที่ท่านก่อไว้เอง’


    เมื่อเขานึกไปถึงทั้งชีวิตของหยางเสวี่ยชิงทั้งชีวิต  ดวงตาของเขาก็เริ่มแดงก่ำ นางเป็นเพียงผู้หญงที่น่าสงสาร เมื่อนางคิดว่านางได้เจอกับรักแท้ นางกลับถูกปฏิบัติเหมือนกับผู้หญิงที่ใช้อุ้มท้องทารกเท่านั้น และเมื่อตระหนักได้ว่าในที่สุดนางก็สามารถไขว่คว้าหาความสุขกลับคืนให้ตนเองได้อีกครั้ง นางก็ถูกหักหลัง และเกือบต้องสูญเสียทั้งบิดาและพี่ชายของตนเองไป


    เมื่อคิดถึงสิ่งที่หลงฉิงหลานปฏิบัติต่อนางในอดีต  หลงเฉินเองก็รู้สึกผิดด้วยเช่นกัน


    “นางร้องไห้อย่างน่าสงสารเหลือเกิน หลงเฉิน ข้าเองก็น้ำตาจะไหลแล้ว...”


    ภายใต้แสงจันทร์ หยางเสวี่ยชิงร่ำไห้อย่างเจ็บปวด  เสียงสะอื้นของนางทำให้หลิงซีรู้สึกเสียใจไปกับนางด้วย ขณะที่หลงเฉินกำหมัดแน่นและถอนหายใจ


    “ถึงเวลาลบความเกลียดชังที่ข้าเคยมีต่อนางแล้ว...”


    ***************************