ตามที่หยางหยุนเทียนเข้าใจในอุปนิสัยของหลงเฉินและวิธีการแก้แค้นตระกูลไป๋ของเขา จึงเป็นไปได้ว่าหลงเฉินอาจเป็นคนที่ใฝ่หาการแก้แค้นแม้จะเป็นความบาดหมางเพียงเล็กน้อย
หยางหยุนเทียนเกือบทำให้หลงเฉินต้องตายในคราวนี้ และผู้นำตระกูลหยางยังให้สิทธิ์การตัดสินใจกับเขา หยางหยุนเทียนจึงตระหนักว่าตนเองคงไม่มีโอกาสได้อยู่อย่างปลอดภัย
เขารู้ดีว่าคนอย่างหลงเฉินคงไม่ปล่อยให้คนที่เป็นภัยต่อชีวิตเขาอยู่ใกล้ตัวอย่างแน่นอน
แต่ทว่า คำพูดของหลงเฉินกลับทำให้เขาประหลาดใจอย่างมาก
เมื่อคนอื่น ๆ ในตระกูลหยางได้ยินคำพูดของหลงเฉิน พวกเขาต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก หยางหลิงชิงถึงกับยิ้มออกมาด้วยความปีติยินดีขณะที่นางมองหลงเฉินด้วยสายตาอ่อนหวาน
เหตุผลที่หลงเฉินให้อภัยหยางหยุนเทียนนั้นเรียบง่ายนัก ประการแรกคือการตายของหยางจ้าน แม้ไม่คาดคิดว่าเขาจะฆ่าตัวตาย แต่ก็เป็นความจริงที่หยางจ้านตายเพราะเขา เมื่อทำให้บุตรชายของหยางหยุนเทียนต้องตาย ก็เป็นธรรมดาที่หยางหยุนเทียนจะต้องการแก้แค้น
ดังนั้น เขาจึงไม่คิดว่าการกระทำของหยางหยุนเทียนในคืนนี้เป็นเรื่องประหลาดแม้แต่น้อย
ประการที่สอง หยางหยุนเทียนเป็นพ่อของหยางหลิงชิง หลงเฉินและหยางหลิงชิงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และเขายังชื่นชอบญาติผู้นี้ของเขาอย่างมาก ดังนั้น เขาจึงไม่อยากมีปัญหากับหยางหยุนเทียนอีก
และประการที่สามซึ่งสำคัญมากที่สุด ตั้งแต่นี้ต่อไป หยางหยุนเทียนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอีกต่อไปแล้ว
หยางหยุนเทียนเงยหน้าขึ้นมองหลงเฉินอย่างไม่เชื่อสายตา
“เจ้าแน่ใจรึ? เจ้าอยากจะจบเรื่องทั้งหมดจริง ๆ รึ?”
หลงเฉินพยักหน้าและเอ่ยขึ้น
“ข้าแค่หวังว่าท่านจะรักษาสัญญา ข้าไม่อยากเตรียมตัวรับมือการโจมตีของท่านตลอดเวลาที่อยู่ในตระกูลหยาง หากเป็นเช่นนั้นข้าคงต้องฆ่าท่านเสียตั้งแต่ตอนนี้”
เมื่อมองไปที่เด็กหนุ่มตรงหน้าและคิดว่าเขาช่างเปลี่ยนแปลงไปจากที่ผ่านมาได้รวดเร็วเหลือเกิน หยางหยุนเทียนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ความสามารถของหลงเฉินนั้นเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงพยักหน้าและเอ่ยขึ้น
“ข้า... หยางหยุนเทียนจะรักษาสัญญาไว้ให้มั่น”
ผู้นำตระกูลหยางมองไปที่หลานของตนด้วยความรู้สึกโล่งใจ เขาพยักหน้าเงียบ ๆ และเอ่ยขึ้น
“เอาล่ะ ในเมื่อเรื่องทุกอย่างก็คลี่คลายลงแล้ว เช่นนั้นในภายภาคหน้า ทุกคนในตระกูลหยางจะต้องร่วมมือร่วมใจกันในการต่อสู้กับตระกูลไป๋ หากมีใครพยายามขัดขวางคนในตระกูลด้วยกันเอง ข้าจะเป็นคนแรกที่จะลงโทษคนผู้นั้น!”
เขากวาดตามองไปรอบ ๆ จากนั้นผู้นำตระกูลก็ถอนหายใจอีกครั้ง
“ข้าเหนื่อยแล้ว ทุกคนกลับไปพักผ่อนเถอะ อย่างไรเสีย หากไม่มีคำสั่งของข้าอย่าได้ออกไปนอกบ้านตระกูลหยาง เข้าใจไหม?”
ทุกคนพยักหน้ารับและต้องการกลับไปพักผ่อน แต่แล้วหลงเฉินก็เอ่ยขึ้นในทันที
“ท่านตา ได้โปรดรอก่อน ข้ามีบางอย่างที่อยากพูด”
ขณะที่เขาพูดขึ้น เขาก็มองไปที่หยางเสวี่ยชิง อย่างไรก็ตาม นางคงรู้สึกอับอายและเสียใจอย่างมากในคืนนี้ นางจึงไม่เงยหน้าขึ้นมาเลย
ผู้นำตระกูลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เฉินเอ๋อร์ หากเจ้ามีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ พวกเราทุกคนยินดีรับฟัง”
“ท่านตา ก่อนที่พ่อข้าจะตาย เขาต้องการให้ข้าเปลี่ยนแซ่เป็นแซ่หลง และข้าหวังว่าท่านจะยินยอมให้ข้าได้ทำตามคำสั่งเสียสุดท้ายของเขา จากวันนี้ไป ข้าหวังว่าทุกคนจะเรียกข้าว่าหลงเฉิน”
เมื่อหลงเฉินพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ทุกคนต่างรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย โดยเฉพาะหยางเสวี่ยชิง ร่างกายของนางสั่นเทาแต่ยังคงไม่กล้าเงยหน้าขึ้น
ที่ผ่านมา หลงเฉินไม่มีอำนาจหรือตำแหน่งใด ๆ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถพูดถึงคำสั่งเสียของหลงฉิงหลานต่อหน้าผู้อื่นได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เกิดเรื่องคืนนี้ขึ้น และความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มมากขึ้น เขาจึงตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะพูดมันออกมา
ผู้นำตระกูลหยางมองเขาด้วยสายตาเป็นกังวลและเอ่ยขึ้น
“เฉินเอ๋อร์ เจ้าอยากจะละทิ้งตระกูลหยาง? เป็นเพราะพวกเราไม่ดีต่อเจ้างั้นรึ?”
หลงเฉินส่ายศีรษะ
“ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เลือดครึ่งหนึ่งในร่างกายข้ายังมาจากตระกูลหยาง และความจริงที่ว่าข้าเป็นคนตระกูลหยางก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ข้าเพียงอยากใช้แซ่ของท่านพ่อ แค่เปลี่ยนชื่อเล็กน้อยเท่านั้น”
ในแง่หนึ่ง มันคือคำสั่งเสียของหลงฉิงหลาน และอีกแง่หนึ่ง เป็นเพราะหลงเฉินยืนกรานหนักแน่น เช่นนั้นแล้ว จึงเห็นได้ชัดว่าไม่มีเหตุผลให้ผู้นำตระกูลหยางตอบปฏิเสธ ยิ่งไปกว่านั้น หลงเฉินก็ไม่ได้มีความต้องการที่จะออกจากตระกูลหยาง เขาจึงยินยอม
“ในเมื่อมันเป็นคำสั่งเสียของหลงฉิงหลาน เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าเถอะ”
ในที่สุดเขาก็ได้ทำตามคำสั่งเสียของหลงฉิงหลาน หลงเฉินพยักหน้าด้วยความตื่นเต้นดีใจ ในเวลานี้ ทุกคนเริ่มทยอยกันกลับไป ก่อนที่หยางชิงเสวียนจะจากไป เขาหันกลับมาหาผู้นำตระกูลและเอ่ยขึ้น
“ท่านพ่อ ท่านเหนื่อยมามากแล้ววันนี้ พักผ่อนให้มาก ท่านยังต้องรับสิทธิ์การปกครองในวันพรุ่งนี้ และพวกเรามิอาจรู้ได้ว่าตระกูลไป๋จะสร้างปัญหาอะไรอีกหรือไม่”
ผู้นำตระกูลหยางส่ายศีรษะ
“ให้ข้าได้พักสงบจิตสงบใจสักพัก เสวียนเอ๋อร์ เจ้ากลับไปเถอะ”
หยางชิงเสวียนทำได้เพียงพยักหน้า
ทว่าคืนนี้กลับเป็นคืนที่มิอาจข่มตาหลับลงได้เลย
หลังจากที่หลงเฉินร่ำลาคนอื่น ๆ เขาก็เดินกลับไปยังที่พัก ไม่นานหลังจากที่เขาเริ่มออกเดิน เขาก็พบว่าหยางเสวี่ยชิงกระโดดข้ามกำแพงออกไป ทั้ง ๆ ที่ผู้นำตระกูลหยางห้ามมิให้ผู้ใดออกจากบ้านตระกูลหยางโดยไม่มีคำสั่ง นางจะลืมข้อนี้ภายในชั่วพริบตาได้อย่างไร?
ความสำเร็จยิ่งใหญ่ของหลงเฉินในวันนี้คือการทำให้ผู้หญิงคนนี้มองเขาใหม่
หลังจากสิบหกปีผ่านไป ในที่สุดหลงเฉินก็รู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างพวกเขา ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีมาก เมื่อเห็นหยางเสวี่ยชิงออกจากบ้านตระกูลหยางไป หลงเฉินจึงรู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง ดังนั้นเขาจึงแอบตามนางออกไป
“เสี่ยวซี เจ้าคิดว่านางกำลังไปไหนน่ะ?”
“ไปให้พ้น ข้าไม่อยากคุยกับเจ้า!”
หลงเฉินรู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นเยียบที่ไหลไปตามแผ่นหลัง ก่อนหน้านี้ เป็นเพราะเขากลัวว่าการกระทำของนางจะทำให้นางเองต้องเจ็บตัว ดังนั้นเขาจึงพูดบางอย่างที่ทำร้ายจิตใจออกไป หลงเฉินไม่คิดว่านางจะยังจำได้ เขาจึงทำได้เพียงเกลี้ยกล่อมนาง
“เสี่ยวซีจ๋า ตอนนั้นข้าพูดอะไรผิดไปก็จริง คิดเสียว่าข้าเป็นลาโง่ก็แล้วกัน ตกลงไหม? โฮ่ง ๆ ๆ ๆ!”
หลิงซีหัวเราะคิกคัก
“นั่นมันเสียงหมาเห่าต่างหาก เจ้าโง่ ลาต้องร้องแบบนี้สิ ฮี่ ๆ ๆ ๆ”
“อ้าว... งั้นเจ้าก็เป็นลาสินะ”
“...ไปให้พ้นหน้าข้าเลย!”
“ไว้ชีวิตข้าเถอะน้า...”
ในที่สุดเขาก็เกลี้ยกล่อมหลิงซีได้สำเร็จ ดังนั้นหูของเขาจึงไม่ต้องทนกับความทุกข์เศร้าของนางอีกต่อไป กระบี่หลิงซีกลายร่างเป็นต่างหูหมุดและเสียบกลับเข้าไปที่หูของเขา ทำให้นางสามารถทรมานเขาได้ตลอดเวลาที่นางต้องการ
อย่างไรก็ตาม เวลานี้เขาเห็นว่าหยางเสวี่ยชิงมุ่งหน้าออกจากเมือง หลงเฉินจึงตามนางไปด้วยความรีบเร่ง
หลังจากเดินไปเป็นเวลานาน เขาก็รู้สึกว่าถนนเส้นนี้ช่างคุ้นตานัก เมื่อคิดดูดี ๆ แล้ว เขาก็พบว่ามันคือหลุมศพของหลงฉิงหลาน!
หลงเฉินไม่เคยพาหยางเสวี่ยชิงมาที่นี่มาก่อน แต่นางกลับหามันเจอ เพราะอิทธิพลของนางในตระกูลหยาง การหาหลุมศพที่อยู่นอกเมืองคงถือเป็นเรื่องง่าย
ไม่นานนัก หยางเสวี่ยชิงก็หยุดอยู่ตรงหน้าหลุมศพของหลงฉิงหลาน นางยืนนิ่งและทอดสายตา ส่วนหลงเฉินก็มองนางจากระยะไกล
เขาไม่รู้เลยว่าผู้หญิงคนนี้มาทำอะไรที่นี่
ไม่น่าเชื่อว่าหยางเสวี่ยชิงจะไม่พูดอะไร นางเพียงนั่งลงกับพื้น เอนตัวพิงป้ายหลุมศพและมองดวงดาวบนท้องฟ้า แสงดาวส่องกระทบดวงตาและใบหน้าขาวนวลของนาง ทำให้นางดูงดงามยิ่งนัก
เมื่อเห็นว่าผู้เป็นมารดากำลังเอนตัวพิงป้ายหลุมศพของบิดาพลางมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างเปี่บมไปด้วยอารมณ์ ทันใดนั้น หลงเฉินรู้สึกตราตรึงในหัวใจเป็นอย่างมาก สำหรับตัวเขา มันเป็นภาพอันแสนงดงามที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“นางกำลังพูดกับตัวเอง”
หลิงซีเอ่ยขึ้น
“นางพูดว่าอะไร?”
หลงเฉินถามด้วยความสงสัย
หลิงซีนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงของหยางเสวี่ยชิง
“...หากในอดีตท่านไม่ปฏิบัติต่อข้าเช่นนั้น ไยข้าต้องเกลียดชังท่านด้วย? และข้าจะเกลียดลูกของตัวเองได้อย่างไร? หลงฉิงหลาน ท่านเป็นคนวิกลจริตในสายตาข้า...”
หลงเฉินผงะไปทันที เช่นนั้นแล้วในสายตาของหยางเสวี่ยชิง หลงฉิงหลานเป็นคนวิกลจริตงั้นหรือ? ทำไมนางถึงคิดเช่นนั้น? หลงเฉินคิดมาตลอดว่าการที่หยางเสวี่ยชิงทอดทิ้งเขาและพ่อเป็นเพราะความไม่เอาไหนของหลงฉิงหลาน เขาไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องราวที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้
หลงเฉินจับจ้องไปที่สีหน้าอันเจ็บปวดของหยางเสวี่ยชิง ในขณะเดียวกัน หลิงซีก็ยังคงถ่ายทอดคำพูดของนางต่อไป
“...ท่านตามหาไปทั่วแคว้นว่านเกา จนในที่สุดท่านก็ได้พบกับสตรีที่มีร่างกายเช่นข้า เพื่อที่ท่านจะได้มีลูกหลานสืบสกุลตามที่ท่านต้องการ ข้ารู้ว่าท่านเป็นผู้นำที่เหนือกว่าจินตนาการของข้ามากนัก แต่ท่านไม่มีสิทธิ์ทำร้ายความรู้สึกของข้าเช่นนี้...”
“วันนี้... ในที่สุดเฉินเอ๋อร์ก็พูดออกมาว่าเขาต้องการใช้แซ่หลงและท่านก็เป็นผู้ชนะอีกเช่นเคย ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าคงไม่มีพลังมากพอที่จะสู้กับท่าน บางทีในจิตใจของท่าน ผู้หญิงธรรมดา ๆ อย่างข้าคงไม่คู่ควรกับคนสูงศักดิ์เช่นท่านกระมัง”
คำพูดของหยางเสวี่ยชิงทำให้หลงเฉินประหลาดใจอย่างมาก
จนกระทั่งวันนี้ เขาเพิ่งรู้เหตุผลที่หยางเสวี่ยชิงเย็นชาและตีตัวออกหากจากเขา ไม่ใช่เพราะนิสัยของนาง หากแต่หลงฉิงหลานทำร้ายความรู้สึกนางมากเหลือเกิน
หลงเฉินตระหนักว่าหลงฉิงหลานมาจากสถานที่อันยอดเยี่ยม ดังนั้นตัวตนของเขาย่อมสูงส่งอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น พลังวิชาของหลงฉิงหลานจะต้องอยู่เหนือขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดอย่างที่ทุกคนคิด และเป็นเพียงสิ่งที่เขาตั้งใจแสดงให้เห็นเมื่อเขาอยู่ในเมืองพฤกษาหมอกเท่านั้น
หลงเฉินคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น พลังวิชาของหลงฉิงหลานถูกหยกมังกรทำลายลง ทว่าเขาไม่เต็มใจที่จะจากไปเช่นนั้น เขาจึงคิดที่จะมีทายาทซึ่งมีร่างกายที่สามารถใช้หยกมังกรได้ แล้วเขาก็ได้พบกับหยางเสวี่ยชิงในที่สุด
สิ่งที่เกิดขึ้นลำดับต่อมาก็เป็นไปตามที่หยางเสวี่ยชิงพูด แต่หลังจากที่หยางเสวี่ยชิงได้รู้ความจริง นางก็มิอาจทนรับความจริงที่ว่าตนเป็นเพียงคนอุ้มท้องทารกที่เขาต้องการเท่านั้น
หลงเฉินเป็นสมบัติล้ำค่าที่สำคัญที่สุดของหลงฉิงหลาน อย่างไรก็ตาม สำหรับหยางเสวี่ยชิงแล้ว หลงเฉินเป็นเพียงผู้ที่พรากความสุขและความรักของนางไป ยิ่งหลงฉิงหลานให้ความสำคัญกับหลงเฉิน นางก็ยิ่งจงเกลียดจงชังเขามากขึ้น
นี่คือสาเหตุที่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้ หลงเฉินเคยอยู่ในฐานะที่ถูกเพิกเฉย แต่เมื่อเขาเริ่มเปล่งประกาย หยางเสวี่ยชิงจึงได้รู้ว่านางทำผิดพลาดไปเสียแล้ว
เช่นนั้นแล้ว นางจึงเป็นเพียงผู้หญิงที่น่าสงสารคนหนึ่งเท่านั้น
ตอนนั้นเองที่ความเกลียดชังที่เขามีต่อหยางเสวี่ยชิงได้อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น
หลงเฉินรู้สึกโล่งใจอย่างที่สุด คนสองคนในตระกูลหยางที่เขาเคยมีเรื่องบาดหมางด้วย ทั้งหยางหยุนเทียนและหยางเสวี่ยชิงต่างก็ไม่ใช่ศัตรูของเขา และคนตระกูลหยางจะไม่กลั่นแกล้งกันอีกต่อไป หากแต่จะร่วมแรงร่วมใจเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นสิ่งที่หลงเฉินเฝ้ารอคอยมาตลอด
‘ท่านพ่อ ข้าเข้าใจในความพยายามของท่าน แต่ท่านทำผิด ท่านติดค้างนางอย่างแท้จริง’
‘แต่ข้า... หลงเฉิน จะช่วยท่านชดใช้ความผิดที่ท่านก่อไว้เอง’
เมื่อเขานึกไปถึงทั้งชีวิตของหยางเสวี่ยชิงทั้งชีวิต ดวงตาของเขาก็เริ่มแดงก่ำ นางเป็นเพียงผู้หญงที่น่าสงสาร เมื่อนางคิดว่านางได้เจอกับรักแท้ นางกลับถูกปฏิบัติเหมือนกับผู้หญิงที่ใช้อุ้มท้องทารกเท่านั้น และเมื่อตระหนักได้ว่าในที่สุดนางก็สามารถไขว่คว้าหาความสุขกลับคืนให้ตนเองได้อีกครั้ง นางก็ถูกหักหลัง และเกือบต้องสูญเสียทั้งบิดาและพี่ชายของตนเองไป
เมื่อคิดถึงสิ่งที่หลงฉิงหลานปฏิบัติต่อนางในอดีต หลงเฉินเองก็รู้สึกผิดด้วยเช่นกัน
“นางร้องไห้อย่างน่าสงสารเหลือเกิน หลงเฉิน ข้าเองก็น้ำตาจะไหลแล้ว...”
ภายใต้แสงจันทร์ หยางเสวี่ยชิงร่ำไห้อย่างเจ็บปวด เสียงสะอื้นของนางทำให้หลิงซีรู้สึกเสียใจไปกับนางด้วย ขณะที่หลงเฉินกำหมัดแน่นและถอนหายใจ
“ถึงเวลาลบความเกลียดชังที่ข้าเคยมีต่อนางแล้ว...”
***************************