ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 102 สัญญาใจ

            “เฮ้อ... นี่มันอะไรกันอีกแล้ววะ! ยอมแพ้อีกแล้วเหรอ! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!?”

            “นี่มันตกลงกันไว้ก่อนหรือเปล่าเนี่ย! หรือตระกูลตงสอดมือเข้ายุ่งอีกแล้ว!!”

            “ไม่นะ! ข้าพนันข้างคิมบีโฮ!! ไม่!!”

            “ยอมแพ้บ้าอะไร!! พวกเจ้าไม่เห็นคลื่นสะท้อนตอนอยู่ข้างในปราการน้ำแข็งนั่นหรือ?! หรือว่าพวกเจ้าหลบตาตอนพวกมันกำลังสู้กัน!!”

             

            เสียงอื้ออึงจากทั่วทั้งอัฒจันทร์ซัดเข้ามาเหมือนพายุฤดูร้อน แถมไม่มีทีท่าว่าจะซาลงง่าย ๆ

            เสียงพวกนั้นน่ะเหรอ?

            ไม่ใช่แค่เสียงบ่นหรือเสียงด่าเหมือนตอนทีมบอลแพ้รอบแบ่งกลุ่ม

            มันคือเสียงโวยวายของคนที่รู้สึกเหมือนตัวเองโดนหลอกซ้ำ ๆ แบบไม่เกรงใจศีลธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น

             

            บางคนลุกขึ้นมาชี้หน้าผม บางคนชี้ไปที่พวกตระกูลตง ราวกับหาต้นตอของเรื่องวุ่นวายนี้ให้ได้แล้วจะได้ลงไม้ลงมือให้หายแค้น

            กลิ่นปราณจากการสลายหายไปของปราการน้ำแข็งที่น่าจะแรงจนฉุนจมูก

            ตอนนี้ถูกกลบหมดด้วยกลิ่นของความวุ่นวายแบบที่หาคำเรียกหรู ๆ ไม่เจอ

             

            ผมยืนอยู่ตรงนั้น เงียบ ๆ เหมือนเสาหินกลางลมพายุ

            ผมได้ยินทุกเสียงนั่นแหละ

            แต่ไม่มีเสียงไหนทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดได้เลย

            ไม่ใช่เพราะผมใจหินหรอกนะ

            แต่เพราะผมเริ่มชินกับการเป็นตัวร้ายในสายตาคนอื่นไปแล้วต่างหาก มันใช้ครั้งแรกของผมที่ไหนที่โดนตั้งคำถามในทำนองนี้

            ตลกร้ายชะมัด..

             

            “ไอ้แซ่หลิว!”

            เสียงคำรามจากอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลตงดังลั่นทะลุความวุ่นวายมาอย่างชัดเจน

            เสียงนั้นเจือด้วยความโกรธระดับที่สามารถเห็นควันลอยคลุ้งอยู่บนหัวได้เลย

            ตงเสวี่ยซานยืนอยู่ตรงขอบอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลตง ดวงตาแดงก่ำจนแทบจะกลายเป็นคบเพลิงเคลื่อนที่

            หน้าหมอนั่นบิดเบี้ยวเหมือนคนที่เก็บคำว่า 'แค้น' ไม่ลง

            แต่ก็ดันต้องกลืนมันอยู่ดี..

            พวกผู้อาวุโสกับหัวหน้าตระกูลตงที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย สีหน้าแต่ละคนเหมือนคนถูกป้ายสีแดงทั้งที่ยังไม่ได้เปิดศึกจริง

            สำหรับตระกูลตง ผมก็คงไม่ต่างกับคนที่เพิ่งเดินขึ้นเวทีและตบหน้าพวกมันออกอากาศในเวทีออสการ์หรอก

            น่าจะเจ็บและอายน่าดู

             

            ผมหันไปสบตากับตงเสวี่ยซานที่อยู่บนอัฒจันทร์

            ไม่ได้ส่งสายตาท้าทายหรอกนะ และไม่ได้ยิ้มด้วย

            แค่จ้องกลับไปนิ่ง ๆ ด้วยสายตาที่กดดันไม่ต่างจากที่ฝ่ายนั้นมองตอบกลับมา

            เป็นสายตาที่บอกว่า 'เจ้าคือรายต่อไป เตรียมตัวไว้ให้ดี'

            ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าหมอนั่นเข้าใจแน่ ๆ เพราะแววตาที่มันส่งกลับมาน่ะ ร้อนแรงยิ่งกว่าลูกไฟจากเตาหลอม แค้นจนแทบจะลุกขึ้นมาเผาเวทีให้มอดทั้งหลังแล้วมั้ง

            และใช่.. หมอมันก็เหมือนกำลังคิดวิธีจะฆ่าผมเป็นร้อย ๆ พัน ๆ วิธีอยู่ในหัวและกำลังเลือกวิธีที่ดีที่สุดอยู่

            แต่ขอทีเถอะ..

            ผมมีแค่วิธีเดียว..

            คือชนะมันก็เท่านั้น..

             

            ผมไม่พูดอะไรกับตงเสวี่ยซานทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะหมดคำจะพูด

            แต่เพราะไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกแล้วต่างหาก แค่หมุนตัวแล้วเดินลงจากเวทีไปเฉย ๆ ก็พอ เพราะสายตาของผมพูดแทนไปหมดแล้ว

             

            ผมเดินออกมาจากสนามประลอง ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง

            เสียงโวยวายของฝูงชนค่อย ๆ จางหายไปทีละนิด

            ยิ่งพอก้าวพ้นประตูสนามออกมา

            มันก็เหลือแค่เสียงลมพัดเบา ๆ กับเสียงฝีเท้าตัวเองกระทบพื้นหินเท่านั้น

            แสงแดดที่กำลังโรยตัวลงที่ปลายฟ้า ย้อมทุกอย่างเป็นสีส้มอมชมพูเหมือนจงใจกลบความระอุในใจให้เย็นลงนิดนึงก็ยังดี

             

            ผมเดินเงียบ ๆ แต่ในหัวกลับยังเต็มไปด้วยภาพของทงบีโฮ โดยเฉพาะสายตาคู่นั้นของมัน..

            แววตาที่ทั้งแค้น ทั้งเจ็บ และเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ผมรู้สึกคุ้นอย่างบอกไม่ถูก

            มันเป็นน้ำหนักของสายตาที่ผมเคยเห็นจากพ่อบุญธรรมของผม.. ยี่ฟู่..

            ที่ผมพยายามโน้มน้าวทงบีโฮ.. ก็เพราะไม่อยากให้เป็นเหมือนกับยี่ฟู่ของผม

            เขาทิ้งคนที่เขารักเพื่อไปทำภารกิจเพื่อทวีป..

            ยอมแฝงตัวเข้าไปในพรรคมารราตรีค้ำฟ้า แสร้งแกล้งทำและสังหารคนไปมากก็เพื่อก้าวหน้าในพรรคมาร.. ทำไปทั้งหมดก็เพื่อสำนัก

            การที่ท่านสังหารคนโฉดหนึ่งคน แต่ความแค้นกลับตามติดหลังมานับสิบ ชีวิตที่เหลือของท่านในตอนนี้ก็ไม่ต่างกับแบกความแค้นของครอบครัวที่เขาเคยคร่าชีวิตเอาไว้เต็มแผ่นหลัง

            ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น..

            ไม่อยากให้มีใครมีความแค้นติดตัว..

            ไม่ว่าจะจากการถูกกระทำ..

            หรือเป็นผู้ถูกกระทำเสียเอง..

             

            ไม่อยากให้บีโฮมันกลางเป็นช่างซื่อคนที่สอง

            แม้จะคนกรณีก็ตามที

             

            ไม่นานนัก ผมก็เดินมาถึงเรือนรับรองของตระกูลซุน

            บอกตรง ๆ ว่ามันเหมือนเดินหลุดออกมาจากสมรภูมิแล้วโผล่มาในไร่สวนแสนสงบ

            กลิ่นหอมจาง ๆ ของเครื่องหอมลอยปะปนอยู่ในอากาศ เสียงลมพัดใบไม้ไหวแผ่วเบาเหมือนจะกล่อมให้ผมลืมความคิดฟุ้งซ่านให้ระบายออกไป

            ในบ้านผมไม่เห็นใคร

            ไม่แน่.. โหวหวังมันอาจใช้โอกาสนี้ไปเที่ยวหอบุปผาก็ได้ใครจะรู้

             

            ในห้องของผม..

            โต๊ะไม้กลางห้องมีถ้วยชาวางอยู่พร้อมสรรพ ห้องยังสะอาดเรียบกริบราวกับมีใครเก็บทุกซอกทุกมุมจนไม่มีฝุ่นให้เห็นแม้แต่นิดเดียว

            แล้วเธอก็โผล่มา..

             

            หลินซินยืนรออยู่ตรงนั้น สีหน้าโล่งใจแบบที่ดูแล้วเผลอจะถอนหายใจตามด้วยซ้ำ

            เธอยิ้มบาง ๆ แต่แววตากลับพูดเสียงดังยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ ว่าเธอรู้สึกยินดีที่ผมกลับมา

            “นายน้อยกลับมาแล้ว..

            หลินซินโล่งใจยิ่งนักเจ้าค่ะ”

            เสียงของหลินซินเบามาก..

            เบาจนเหมือนจะกลืนหายไปกับลม

            แต่เป็นน้ำเสียงที่เหมือนกับโยนความหนักใจออกไปผ่านปลายเสียง

             

            ผมเหลือบมองไปที่ขอบโต๊ะไม้ ขอบที่เคยคมตอนนี้มันดูมนลงเล็กน้อย

            แถมสีไม้ก็ซีดตรงมุม ๆ แบบที่ไม่ต้องเดาให้ยากเลยว่าใครเป็นคนขัดมันจนแทบลอก

            เดาไม่ยากหรอก..

            หลินซินนั่นแหละ.. ชัดเจนที่สุด ๆ

            ตอนผมไม่อยู่ เธอคงทำอะไรไม่ถูก เลยหยิบผ้ามาเช็ดนั่นถูนี่ไปเรื่อยจนขอบโต๊ะเริ่มเปลี่ยนสภาพอย่างที่เห็น

            แล้วนี่พวกเราก็อยู่กันมาเกินอาทิตย์..

            ขอบไม้มันเลยทู่ลงจนเป็นสภาพแบบนี้

             

            ผมยกมือแตะไหล่ของเธอเบา ๆ ก่อนจะพูดออกไปแบบเรียบ ๆ

            “ข้ากลับมาแล้ว”

            แม้ผมจะกินโอสถฯ ไปแล้วหนึ่งเม็ด..

            แต่ก็นั่นแหละ..

            ยายังไงก็ยังเป็นยา มันก็ยากอยู่ที่จะทำให้แรงที่เสียไปกลับมาในทันที

            ตอนพูดผมเลยต้องพยายามกลั้นเสียงไม่ให้ฟังดูเหนื่อย

             

            สาวใช้คนนี้น่ะ..

            ปากไม่ค่อยพูดหรอก แต่สายตา กับน้ำเสียง กับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเธอน่ะ มันบอกหมดแล้วว่าเธอห่วงขนาดไหน

            แปลกดีนะ..

            เวลาผมกลับมา ไม่ว่าจะเละเทะแค่ไหน เธอก็ยังอยู่ตรงนี้เสมอ

             

            “เช่นนั้น.. นายน้อยรอหลินซินสักประเดี๋ยว..เดี๋ยวหลินซินจะไปต้มน้ำให้นายน้อยได้อาบ และจักไปหยิบกล่องยามาทำให้แผลนายน้อย”

            เธอพูดพลางผายมือไปที่เก้าอี้ตัวยาวที่มุมห้อง

             

            ผมส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

            “ยังหรอก.. ข้าจะไปฝึกกับท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ต่อ”

            ผมว่าแล้วก็หยิบโอสถหมื่นทิพย์หกประการออกมายื่นให้หลินซินแบบไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร

            “ฝากเก็บไว้ให้ข้าหน่อย..

            สำรองไว้เผื่อในอนาคต..”

            ที่ผมฝากโอสถฯ ไว้กับหลินซิน

            ก็ด้วยเผื่อเอาไว้ก่อน

            ใครจะรู้..

            ในอนาคตผมอาจไม่อยู่ในสภาพที่จะยัดยาเข้าปากด้วยตัวเองได้

             

            หลินซินรับโอสถไปด้วยมือเบา ๆ แบบที่ดูออกว่าเธอถนอมของพวกนี้ยิ่งกว่าชีวิตตัวเองเสียอีก

            แล้วก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงที่ติดกังวลชัดเจน

            “นายน้อยจะไปฝึกต่อแล้วหรือเจ้าคะ? แต่ร่างกายของนายน้อย..

            ท่านยังไม่ได้ทำแผลเลยนะเจ้าค่ะ!”

            น้ำเสียงเธอมันแบบ..

            คนที่อยากห้ามแต่รู้ว่าห้ามไม่ได้ เลยทำได้แค่ถามให้รู้สึกว่ายังได้พูดอะไรบ้าง

             

            ผมถอนหายใจเบา ๆ แล้วตอบแบบไม่ต้องคิดนาน

            “ใช่..

            พรุ่งนี้รอบชิงแล้ว..

            ข้าไม่อาจพลาดแม้แต่ก้าวเดียว..

            หากข้าพลาด..

            ตระกูลตงคงไม่หวังให้ข้าเดินออกจากสนามแบบสบาย ๆ หลอก

            ข้าต้องทำตัวเองให้พร้อมที่สุด เลยต้องฝึกให้มาก ๆ”

             

            หลินซินทำหน้าครุ่นคิดนิดหน่อย แต่ไม่พูดอะไรออกมา

            สุดท้ายก็พยักหน้าเบา ๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบร้อยตามสไตล์เธอ

            “เช่นนั้น..

            หลินซินจักเตรียมอาหารไว้รอท่านยามฝึกเสร็จเจ้าค่ะ”

            แน่นอน.. ผมรู้ทันทีเลยว่าเธอเตรียมไว้แล้วแน่ ๆ

             

            ผมส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมพูดเสียงเรียบ

            “ไม่ต้องหรอก.. น่าจะเหมือนเมื่อวานนั่นแล..

            ข้าอาจฝึกถึงเช้าอีกก็ได้..

            เดี๋ยวใช้โอสถฯ ช่วยเอา”

             

            “ไม่ได้เจ้าค่ะ”

            หลินซินพูดสวนขึ้นมาทันที เสียงแข็งแบบที่ไม่ค่อยได้ยินจากเธอบ่อยนัก

            “พรุ่งนี้ก็รอบชิงชนะเลิศแล้ว..

            เรื่องฝึกของนายน้อย.. หลินซินไม่ห้ามได้ก็จริง!

            แต่เรื่อดูแลนายน้อย หลินซินมิอาจละเลย!

            หากนายน้อยยังดื้อ และฝืนฝึกถึงเช้าอีก..

            ยามกลับถึงเมืองนพบุรี!

            หลินซินจักนำเรื่องทั้งหมดไปกราบเรียนคุณท่าน!”

            คำว่า 'กราบเรียนคุณท่าน' นี่แหละ..

            พอได้ยินแล้วผมถึงกับชะงักในใจทันที

            โอเค..

            หลินซินของพวกนายกำลังขู่จะฟ้องท่านย่าผมซะแล้ว!

             

            และด้วยประโยคนั้นประโยคเดียว เล่นทำเอาผมอึ้งไปแวบนึง!

            เดี๋ยวนี้สาวใช้ของผมอัปเกรดขึ้นเรื่อย ๆ

            สงสัย! เพราะอยู่กับผมมานาน เธอเลยติดนิสัยแย่ ๆ จากผมไปแล้วสิเนี่ย!

             

            ผมหลุดยิ้ม แล้วก็ยกมือโบกเบา ๆ แบบยอมแพ้เชิงขำ ๆ

            “ขอรับ ๆ นายหญิง..

            เช่นนั้นผู้น้อยหลิวเจี้ยนคนนี้ก็ขอรบกวนนายหญิงช่วยเตรียมน้ำร้อนไว้ให้ด้วยก็แล้วกัน”

            พอพูดจบ ผมก็เอื้อมมือไปแตะบานประตูเบา ๆ ยังไม่ทันจะเปิดออกด้วยซ้ำ

             

            “นายน้อยจะไปทั้งอย่างนี้หรือเจ้าคะ”

            เสียงเรียบ ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง

             

            ผมหันกลับไป หลินซินยังยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้ายังเหมือนเดิม แต่แววตาเริ่มดุขึ้น

            “เลือดที่ข้อศอกยังไม่หยุดซึมเลยเจ้าค่ะ หากปล่อยไว้เกรงว่าจะลุกขึ้นใช้กระบี่ไม่ถนัดเอา”

             

            “ข้าไม่เป็นไร”

            ผมเอื้อมมือไปจับบานประตู ตั้งใจจะแง้มออกให้พ้นจากบรรยากาศอึดอัดตรงหน้า

            “ข้ากิน-!”

             

            “ไม่เจ้าค่ะ”

            เสียงของหลินซินขัดขึ้นเรียบ ๆ จนผมหันหน้ากลับมาเผลอกะพริบตา

             

            “ข้าเพิ่งกิน-!”

            ผมกำลังจะเถียงต่อแบบยังไม่ยอมแพ้เต็มปากเต็มคำ

            แต่..

             

            “หากนายน้อยยังดื้อ..!

            หลินซินจะถือกล่องยาเดินตามนายน้อยไปถึงเรือนฝึกของท่านผู้เฒ่าซุน”

             

            โอเค..

            ขู่ฟ้องท่านย่าก็ว่าแรงแล้ว นี่ยังจะเอายามานั่งโปะแผลต่อหน้าผู้เฒ่าวานรอีก

            ผมถอนหายใจ ยกมือขึ้นเล็กน้อยแบบยอมจำนนโดยไร้เงื่อนไข

            “เฮ้อ.. ข้ายอมแล้ว”

             

            “เชิญนั่งตรงนี้เจ้าค่ะ”

            เธอพูดเรียบ ๆ พร้อมเดินไปหยิบกล่องยา

            แต่ผมแอบเห็นเธอแอบยิ้มในตอนที่หันหลังเดิน

             

            นี่เธอ!

            กำลังเยาะเย้ยผมอยู่ใช่ไหม!