“เฮ้อ... นี่มันอะไรกันอีกแล้ววะ! ยอมแพ้อีกแล้วเหรอ! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!?”
“นี่มันตกลงกันไว้ก่อนหรือเปล่าเนี่ย! หรือตระกูลตงสอดมือเข้ายุ่งอีกแล้ว!!”
“ไม่นะ! ข้าพนันข้างคิมบีโฮ!! ไม่!!”
“ยอมแพ้บ้าอะไร!! พวกเจ้าไม่เห็นคลื่นสะท้อนตอนอยู่ข้างในปราการน้ำแข็งนั่นหรือ?! หรือว่าพวกเจ้าหลบตาตอนพวกมันกำลังสู้กัน!!”
เสียงอื้ออึงจากทั่วทั้งอัฒจันทร์ซัดเข้ามาเหมือนพายุฤดูร้อน แถมไม่มีทีท่าว่าจะซาลงง่าย ๆ
เสียงพวกนั้นน่ะเหรอ?
ไม่ใช่แค่เสียงบ่นหรือเสียงด่าเหมือนตอนทีมบอลแพ้รอบแบ่งกลุ่ม
มันคือเสียงโวยวายของคนที่รู้สึกเหมือนตัวเองโดนหลอกซ้ำ ๆ แบบไม่เกรงใจศีลธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น
บางคนลุกขึ้นมาชี้หน้าผม บางคนชี้ไปที่พวกตระกูลตง ราวกับหาต้นตอของเรื่องวุ่นวายนี้ให้ได้แล้วจะได้ลงไม้ลงมือให้หายแค้น
กลิ่นปราณจากการสลายหายไปของปราการน้ำแข็งที่น่าจะแรงจนฉุนจมูก
ตอนนี้ถูกกลบหมดด้วยกลิ่นของความวุ่นวายแบบที่หาคำเรียกหรู ๆ ไม่เจอ
ผมยืนอยู่ตรงนั้น เงียบ ๆ เหมือนเสาหินกลางลมพายุ
ผมได้ยินทุกเสียงนั่นแหละ
แต่ไม่มีเสียงไหนทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดได้เลย
ไม่ใช่เพราะผมใจหินหรอกนะ
แต่เพราะผมเริ่มชินกับการเป็นตัวร้ายในสายตาคนอื่นไปแล้วต่างหาก มันใช้ครั้งแรกของผมที่ไหนที่โดนตั้งคำถามในทำนองนี้
ตลกร้ายชะมัด..
“ไอ้แซ่หลิว!”
เสียงคำรามจากอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลตงดังลั่นทะลุความวุ่นวายมาอย่างชัดเจน
เสียงนั้นเจือด้วยความโกรธระดับที่สามารถเห็นควันลอยคลุ้งอยู่บนหัวได้เลย
ตงเสวี่ยซานยืนอยู่ตรงขอบอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลตง ดวงตาแดงก่ำจนแทบจะกลายเป็นคบเพลิงเคลื่อนที่
หน้าหมอนั่นบิดเบี้ยวเหมือนคนที่เก็บคำว่า 'แค้น' ไม่ลง
แต่ก็ดันต้องกลืนมันอยู่ดี..
พวกผู้อาวุโสกับหัวหน้าตระกูลตงที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย สีหน้าแต่ละคนเหมือนคนถูกป้ายสีแดงทั้งที่ยังไม่ได้เปิดศึกจริง
สำหรับตระกูลตง ผมก็คงไม่ต่างกับคนที่เพิ่งเดินขึ้นเวทีและตบหน้าพวกมันออกอากาศในเวทีออสการ์หรอก
น่าจะเจ็บและอายน่าดู
ผมหันไปสบตากับตงเสวี่ยซานที่อยู่บนอัฒจันทร์
ไม่ได้ส่งสายตาท้าทายหรอกนะ และไม่ได้ยิ้มด้วย
แค่จ้องกลับไปนิ่ง ๆ ด้วยสายตาที่กดดันไม่ต่างจากที่ฝ่ายนั้นมองตอบกลับมา
เป็นสายตาที่บอกว่า 'เจ้าคือรายต่อไป เตรียมตัวไว้ให้ดี'
ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าหมอนั่นเข้าใจแน่ ๆ เพราะแววตาที่มันส่งกลับมาน่ะ ร้อนแรงยิ่งกว่าลูกไฟจากเตาหลอม แค้นจนแทบจะลุกขึ้นมาเผาเวทีให้มอดทั้งหลังแล้วมั้ง
และใช่.. หมอมันก็เหมือนกำลังคิดวิธีจะฆ่าผมเป็นร้อย ๆ พัน ๆ วิธีอยู่ในหัวและกำลังเลือกวิธีที่ดีที่สุดอยู่
แต่ขอทีเถอะ..
ผมมีแค่วิธีเดียว..
คือชนะมันก็เท่านั้น..
ผมไม่พูดอะไรกับตงเสวี่ยซานทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะหมดคำจะพูด
แต่เพราะไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกแล้วต่างหาก แค่หมุนตัวแล้วเดินลงจากเวทีไปเฉย ๆ ก็พอ เพราะสายตาของผมพูดแทนไปหมดแล้ว
ผมเดินออกมาจากสนามประลอง ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง
เสียงโวยวายของฝูงชนค่อย ๆ จางหายไปทีละนิด
ยิ่งพอก้าวพ้นประตูสนามออกมา
มันก็เหลือแค่เสียงลมพัดเบา ๆ กับเสียงฝีเท้าตัวเองกระทบพื้นหินเท่านั้น
แสงแดดที่กำลังโรยตัวลงที่ปลายฟ้า ย้อมทุกอย่างเป็นสีส้มอมชมพูเหมือนจงใจกลบความระอุในใจให้เย็นลงนิดนึงก็ยังดี
ผมเดินเงียบ ๆ แต่ในหัวกลับยังเต็มไปด้วยภาพของทงบีโฮ โดยเฉพาะสายตาคู่นั้นของมัน..
แววตาที่ทั้งแค้น ทั้งเจ็บ และเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ผมรู้สึกคุ้นอย่างบอกไม่ถูก
มันเป็นน้ำหนักของสายตาที่ผมเคยเห็นจากพ่อบุญธรรมของผม.. ยี่ฟู่..
ที่ผมพยายามโน้มน้าวทงบีโฮ.. ก็เพราะไม่อยากให้เป็นเหมือนกับยี่ฟู่ของผม
เขาทิ้งคนที่เขารักเพื่อไปทำภารกิจเพื่อทวีป..
ยอมแฝงตัวเข้าไปในพรรคมารราตรีค้ำฟ้า แสร้งแกล้งทำและสังหารคนไปมากก็เพื่อก้าวหน้าในพรรคมาร.. ทำไปทั้งหมดก็เพื่อสำนัก
การที่ท่านสังหารคนโฉดหนึ่งคน แต่ความแค้นกลับตามติดหลังมานับสิบ ชีวิตที่เหลือของท่านในตอนนี้ก็ไม่ต่างกับแบกความแค้นของครอบครัวที่เขาเคยคร่าชีวิตเอาไว้เต็มแผ่นหลัง
ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น..
ไม่อยากให้มีใครมีความแค้นติดตัว..
ไม่ว่าจะจากการถูกกระทำ..
หรือเป็นผู้ถูกกระทำเสียเอง..
ไม่อยากให้บีโฮมันกลางเป็นช่างซื่อคนที่สอง
แม้จะคนกรณีก็ตามที
ไม่นานนัก ผมก็เดินมาถึงเรือนรับรองของตระกูลซุน
บอกตรง ๆ ว่ามันเหมือนเดินหลุดออกมาจากสมรภูมิแล้วโผล่มาในไร่สวนแสนสงบ
กลิ่นหอมจาง ๆ ของเครื่องหอมลอยปะปนอยู่ในอากาศ เสียงลมพัดใบไม้ไหวแผ่วเบาเหมือนจะกล่อมให้ผมลืมความคิดฟุ้งซ่านให้ระบายออกไป
ในบ้านผมไม่เห็นใคร
ไม่แน่.. โหวหวังมันอาจใช้โอกาสนี้ไปเที่ยวหอบุปผาก็ได้ใครจะรู้
ในห้องของผม..
โต๊ะไม้กลางห้องมีถ้วยชาวางอยู่พร้อมสรรพ ห้องยังสะอาดเรียบกริบราวกับมีใครเก็บทุกซอกทุกมุมจนไม่มีฝุ่นให้เห็นแม้แต่นิดเดียว
แล้วเธอก็โผล่มา..
หลินซินยืนรออยู่ตรงนั้น สีหน้าโล่งใจแบบที่ดูแล้วเผลอจะถอนหายใจตามด้วยซ้ำ
เธอยิ้มบาง ๆ แต่แววตากลับพูดเสียงดังยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ ว่าเธอรู้สึกยินดีที่ผมกลับมา
“นายน้อยกลับมาแล้ว..
หลินซินโล่งใจยิ่งนักเจ้าค่ะ”
เสียงของหลินซินเบามาก..
เบาจนเหมือนจะกลืนหายไปกับลม
แต่เป็นน้ำเสียงที่เหมือนกับโยนความหนักใจออกไปผ่านปลายเสียง
ผมเหลือบมองไปที่ขอบโต๊ะไม้ ขอบที่เคยคมตอนนี้มันดูมนลงเล็กน้อย
แถมสีไม้ก็ซีดตรงมุม ๆ แบบที่ไม่ต้องเดาให้ยากเลยว่าใครเป็นคนขัดมันจนแทบลอก
เดาไม่ยากหรอก..
หลินซินนั่นแหละ.. ชัดเจนที่สุด ๆ
ตอนผมไม่อยู่ เธอคงทำอะไรไม่ถูก เลยหยิบผ้ามาเช็ดนั่นถูนี่ไปเรื่อยจนขอบโต๊ะเริ่มเปลี่ยนสภาพอย่างที่เห็น
แล้วนี่พวกเราก็อยู่กันมาเกินอาทิตย์..
ขอบไม้มันเลยทู่ลงจนเป็นสภาพแบบนี้
ผมยกมือแตะไหล่ของเธอเบา ๆ ก่อนจะพูดออกไปแบบเรียบ ๆ
“ข้ากลับมาแล้ว”
แม้ผมจะกินโอสถฯ ไปแล้วหนึ่งเม็ด..
แต่ก็นั่นแหละ..
ยายังไงก็ยังเป็นยา มันก็ยากอยู่ที่จะทำให้แรงที่เสียไปกลับมาในทันที
ตอนพูดผมเลยต้องพยายามกลั้นเสียงไม่ให้ฟังดูเหนื่อย
สาวใช้คนนี้น่ะ..
ปากไม่ค่อยพูดหรอก แต่สายตา กับน้ำเสียง กับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเธอน่ะ มันบอกหมดแล้วว่าเธอห่วงขนาดไหน
แปลกดีนะ..
เวลาผมกลับมา ไม่ว่าจะเละเทะแค่ไหน เธอก็ยังอยู่ตรงนี้เสมอ
“เช่นนั้น.. นายน้อยรอหลินซินสักประเดี๋ยว..เดี๋ยวหลินซินจะไปต้มน้ำให้นายน้อยได้อาบ และจักไปหยิบกล่องยามาทำให้แผลนายน้อย”
เธอพูดพลางผายมือไปที่เก้าอี้ตัวยาวที่มุมห้อง
ผมส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ยังหรอก.. ข้าจะไปฝึกกับท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ต่อ”
ผมว่าแล้วก็หยิบโอสถหมื่นทิพย์หกประการออกมายื่นให้หลินซินแบบไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร
“ฝากเก็บไว้ให้ข้าหน่อย..
สำรองไว้เผื่อในอนาคต..”
ที่ผมฝากโอสถฯ ไว้กับหลินซิน
ก็ด้วยเผื่อเอาไว้ก่อน
ใครจะรู้..
ในอนาคตผมอาจไม่อยู่ในสภาพที่จะยัดยาเข้าปากด้วยตัวเองได้
หลินซินรับโอสถไปด้วยมือเบา ๆ แบบที่ดูออกว่าเธอถนอมของพวกนี้ยิ่งกว่าชีวิตตัวเองเสียอีก
แล้วก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงที่ติดกังวลชัดเจน
“นายน้อยจะไปฝึกต่อแล้วหรือเจ้าคะ? แต่ร่างกายของนายน้อย..
ท่านยังไม่ได้ทำแผลเลยนะเจ้าค่ะ!”
น้ำเสียงเธอมันแบบ..
คนที่อยากห้ามแต่รู้ว่าห้ามไม่ได้ เลยทำได้แค่ถามให้รู้สึกว่ายังได้พูดอะไรบ้าง
ผมถอนหายใจเบา ๆ แล้วตอบแบบไม่ต้องคิดนาน
“ใช่..
พรุ่งนี้รอบชิงแล้ว..
ข้าไม่อาจพลาดแม้แต่ก้าวเดียว..
หากข้าพลาด..
ตระกูลตงคงไม่หวังให้ข้าเดินออกจากสนามแบบสบาย ๆ หลอก
ข้าต้องทำตัวเองให้พร้อมที่สุด เลยต้องฝึกให้มาก ๆ”
หลินซินทำหน้าครุ่นคิดนิดหน่อย แต่ไม่พูดอะไรออกมา
สุดท้ายก็พยักหน้าเบา ๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบร้อยตามสไตล์เธอ
“เช่นนั้น..
หลินซินจักเตรียมอาหารไว้รอท่านยามฝึกเสร็จเจ้าค่ะ”
แน่นอน.. ผมรู้ทันทีเลยว่าเธอเตรียมไว้แล้วแน่ ๆ
ผมส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมพูดเสียงเรียบ
“ไม่ต้องหรอก.. น่าจะเหมือนเมื่อวานนั่นแล..
ข้าอาจฝึกถึงเช้าอีกก็ได้..
เดี๋ยวใช้โอสถฯ ช่วยเอา”
“ไม่ได้เจ้าค่ะ”
หลินซินพูดสวนขึ้นมาทันที เสียงแข็งแบบที่ไม่ค่อยได้ยินจากเธอบ่อยนัก
“พรุ่งนี้ก็รอบชิงชนะเลิศแล้ว..
เรื่องฝึกของนายน้อย.. หลินซินไม่ห้ามได้ก็จริง!
แต่เรื่อดูแลนายน้อย หลินซินมิอาจละเลย!
หากนายน้อยยังดื้อ และฝืนฝึกถึงเช้าอีก..
ยามกลับถึงเมืองนพบุรี!
หลินซินจักนำเรื่องทั้งหมดไปกราบเรียนคุณท่าน!”
คำว่า 'กราบเรียนคุณท่าน' นี่แหละ..
พอได้ยินแล้วผมถึงกับชะงักในใจทันที
โอเค..
หลินซินของพวกนายกำลังขู่จะฟ้องท่านย่าผมซะแล้ว!
และด้วยประโยคนั้นประโยคเดียว เล่นทำเอาผมอึ้งไปแวบนึง!
เดี๋ยวนี้สาวใช้ของผมอัปเกรดขึ้นเรื่อย ๆ
สงสัย! เพราะอยู่กับผมมานาน เธอเลยติดนิสัยแย่ ๆ จากผมไปแล้วสิเนี่ย!
ผมหลุดยิ้ม แล้วก็ยกมือโบกเบา ๆ แบบยอมแพ้เชิงขำ ๆ
“ขอรับ ๆ นายหญิง..
เช่นนั้นผู้น้อยหลิวเจี้ยนคนนี้ก็ขอรบกวนนายหญิงช่วยเตรียมน้ำร้อนไว้ให้ด้วยก็แล้วกัน”
พอพูดจบ ผมก็เอื้อมมือไปแตะบานประตูเบา ๆ ยังไม่ทันจะเปิดออกด้วยซ้ำ
“นายน้อยจะไปทั้งอย่างนี้หรือเจ้าคะ”
เสียงเรียบ ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง
ผมหันกลับไป หลินซินยังยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้ายังเหมือนเดิม แต่แววตาเริ่มดุขึ้น
“เลือดที่ข้อศอกยังไม่หยุดซึมเลยเจ้าค่ะ หากปล่อยไว้เกรงว่าจะลุกขึ้นใช้กระบี่ไม่ถนัดเอา”
“ข้าไม่เป็นไร”
ผมเอื้อมมือไปจับบานประตู ตั้งใจจะแง้มออกให้พ้นจากบรรยากาศอึดอัดตรงหน้า
“ข้ากิน-!”
“ไม่เจ้าค่ะ”
เสียงของหลินซินขัดขึ้นเรียบ ๆ จนผมหันหน้ากลับมาเผลอกะพริบตา
“ข้าเพิ่งกิน-!”
ผมกำลังจะเถียงต่อแบบยังไม่ยอมแพ้เต็มปากเต็มคำ
แต่..
“หากนายน้อยยังดื้อ..!
หลินซินจะถือกล่องยาเดินตามนายน้อยไปถึงเรือนฝึกของท่านผู้เฒ่าซุน”
โอเค..
ขู่ฟ้องท่านย่าก็ว่าแรงแล้ว นี่ยังจะเอายามานั่งโปะแผลต่อหน้าผู้เฒ่าวานรอีก
ผมถอนหายใจ ยกมือขึ้นเล็กน้อยแบบยอมจำนนโดยไร้เงื่อนไข
“เฮ้อ.. ข้ายอมแล้ว”
“เชิญนั่งตรงนี้เจ้าค่ะ”
เธอพูดเรียบ ๆ พร้อมเดินไปหยิบกล่องยา
แต่ผมแอบเห็นเธอแอบยิ้มในตอนที่หันหลังเดิน
นี่เธอ!
กำลังเยาะเย้ยผมอยู่ใช่ไหม!