รุ่งเช้า
เซเลียออกจากห้องของตนแล้วมาที่โรงอาหาร นางกวาดตามองหาชายหนุ่มแล้วส่ายหน้า
เมื่อนางรับอาหารแล้วร่างบางพลิ้วกายไปยังโต๊ะอาหารเพื่อร่วมกับเพื่อนของนาง
ที่โต๊ะอาหารต่างเม้าท์มอยเรื่องของชายหนุ่มปราบ พวกนางทั้งหลายต่างชื่นชมในความองอาจของชายหนุ่มที่สามารถล้มอสรพิษมังกรได้ ทั้งยังรอบรู้เรื่องราวมากมาย
“ พวกเจ้าได้ข่าวรึไม่ “ หญิงสาวผู้หนึ่งเอ่ย
“ ข่าวใดรึ “ เซเลียเอ่ย
“ ปราบร่วมกับจอมยุทธชายหลายคนออกไปทำภารกิจเมื่อคืน “ นางเอ่ย
“ ทำไมภารกิจถึงไม่มีในกระดานข่าว “ เซเลียเอ่ย
“ อาจเป็นเรื่องส่วนตัวก็ได้ รึอาจเป็นภารกิจลับ “ หญิงสาวอีกคนเอ่ย
“ อาจเป็นได้ “ เซเลียเอ่ย
เหล่าจอมยุทธชายทั้งหลายกำลังการสร้างอุโมงค์เดินทางกว้างราวสิบห้าเมตรที่มั่นคงยาวประมานสามสิบกิโลเมตรเข้าไปในเขตป่า ทั้งยังติดตั้งป้อมปืนเป็นระยะพร้อมกับขึงรั้วไฟฟ้าแรงสูงที่สามารถสังหารอสูรระดับยี่สิบได้
ชายหนุ่มลอยตัวกลางฟ้าดินตรวจดูแนวก่อสร้างอย่างเร่งรีบหลังจากที่เขาเสียเวลาไปกับการดูดซับพลังปราณจากบ่อน้ำปราณต้นกำเนิดที่เขาค้นพบเมื่อคราที่ไปไล่ล่าอสรพิษมังกร แม้นจะเสียเวลาไปนับวันแต่เขาก็สร้างดาราหยินหยางที่เก้าได้แล้ว มันจึงเป็นการเสียเวลาที่คุ้มค่า
ชายหนุ่มกวาดตามองทั่วอาณาทั้งยังส่งสัมผัสออกตรวจสอบพื้นที่ เขาพยักหน้าช้าๆเมื่อเหล่าอสูรทั้งหลายมิมีทีท่าว่าจะเข้ามาในอาณา
ชายหนุ่มทะยานร่างออกกำหนดเขตแดนด้วยพลังปราณของเขาให้กับเหล่าอสูรทั้งหลายว่าอย่าได้ล้ำเข้ามา
เหล่าอสูรทั้งหลายเมื่อสัมผัสได้ถึงอาณาเขตที่ชายหนุ่มสร้างขึ้นพวกมันพลันกู่ร้องอย่างมิพอใจ แต่จะทำเช่นใดได้เมื่อชายหนุ่มนั้นมีพลังที่สูงกว่า
เขาทะยานร่างมาถึงยังบ่อน้ำปราณต้นกำเนิดแล้วทำการกำหนดอาณาเขตให้กับเหล่าอสูร
ชายหนุ่มมองยังโดมที่ถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุชั้นเยี่ยมที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งสามารต้านทานการโจมตีของอสูรระดับสูงได้ ป้อมปืนถูกติดตั้งอยู่รายรอบทั้งระบบเรดาร์ตรวจการณ์แลจรวดนำวิถี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกคนที่มาที่นี่จะปลอดภัย
ราวสามวันทุกอย่างเสร็จสิ้น
จอมยุทธกลุ่มแรกถูกนำเข้ามาด้วยรถหุ้มเกราะภายในอุโมงค์ที่ทอดยาวไปสามสิบกิโลเมตร พวกเขาต่างงุนงงว่านี่มันคืออะไรเหตุใดจึงได้ลึกลับยิ่งนัก แต่เมื่อพวกเขามาถึงร่างของพวกเขาพลันสะท้านเพราะพลังปราณที่แสนบริสุทธิ์บีบรัดทั่วกายา พวกเขาต่างงุนงงสงสัยว่ามันเกิดสิ่งใดขึ้น
เมื่อพวกเขาทั้งหมดถูกนำไปยังบ่อน้ำปราณต้นกำเนิดขนาดใหญ่ราวสามสิบจ้าง พวกเขาแทบสิ้นสติเพราะเขาไม่อยากจะเชื่อว่าบ่อน้ำปราณต้นกำเนิดนี้จะมีจริง มันเป็นเพียงเรื่องราวที่เล่าขานมาเนิ่นนามันเป็นเพียงตำนานให้คนหนุ่มสาวได้รับรู้ว่ามีสิ่งที่ยอดเยี่ยมอยู่ในโลกของการฝึกฝน
ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายนั้นล้วนสร้างตัวขึ้นจากบ่อน้ำปราณต้นกำเนิด พวกเขากล้าแกร่งเก่งกาจเหนือกว่าผู้ใดเพราะผ่านบ่อน้ำปราณต้นกำเนิด
“ ตูมม “ เสียงกระโจนลงยังบ่อน้ำปราณต้นกำเนิดดังลั่น พวกเขาทั้งเวียนว่าย ทั้งดื่มกินมันอย่างมีความสุข
ปราบพยักหน้าช้าๆ แล้วออกจากโดมเข้าไปป่าลึกเพื่อสำรวจพื้นที่
ชายหนุ่มให้แปลกใจยิ่งเมื่อเขาพบเห็นซากของอารยะธรรมของมนุษย์ในเขตอสูร
“ อสูรบุกเข้าเมือง “ ชายหนุ่มพึมพำ
“ มิน่าเล่าตาเฒ่าหวงถึงส่งข้ามาที่นี่ “ เขาพึมพำ
“ คงอยากให้ข้าตรวจสอบอารยะธรรมนี้สินะ “ ชายหนุ่มเอ่ย
“ อือ “ เสียงครางทุ้มต่ำดังเล็ดลอดออก
ชายหนุ่มเหลียวมองยังต้นเสียงแล้วคลี่ยิ้มออก
“ ลิงยักษ์ขั้นสิบแปด “ ชายหนุ่มพึมพำ
เขาระเบิดพลังออก “ ครืนน “
ลิงยักษ์สัมผัสได้ถึงพลังที่กล้าแกร่งมันเร่งกระโจนร่างหนีอย่างรวดเร็ว
“ ระดับสิบแปดก็ยังมิใช่คู่มือรึ “ ชายหนุ่มพึมพำ
“ แล้วระดับใดจึงจะใช่ “ เขาพึมพำ
“ ยี่สิบ “ ชายหนุ่มพึมพำ
ปราบทะยานร่างออกเพื่อสร้างอาณาเขตสำหรับตรวจสอบอารยะธรรมโบราณอย่างรวดเร็ว
ราวสองชั่วโมงเขาจึงกลับมาที่เขตของบ่อน้ำปราณต้นกำเนิด เขาเข้าตรวจสอบยังของเหลวในบ่อน้ำปราณอย่างรวดเร็ว
“ มันไม่ลดลงเลยแม้นแต่น้อย นี่ก็เท่ากับว่าพลังของบ่อน้ำปราณนี่สูงกว่าจอมยุทธของที่นี่มากนัก “ ชายหนุ่มพึมพำ
แผนการที่วางเอาไว้สำหรับบ่อน้ำปราณต้นกำเนิดก็คือ ให้ทุกคนได้ลงแช่ร่างเพื่อยกระดับรากฐานของพลังแล้วปรับกายา การแช่ร่างจะทำได้เพียงคนละหนึ่งครั้งและเมื่อได้รับสิทธิ์แล้วทุกคนจะต้องเข้าใช้ห้องฝึกฝนโดยการวางหินปราณฟ้าดินเพื่อทำการฝึกฝน กฎนี้รวมไปถึงพลเมืองของเมืองออร์คด้วยเช่นกัน
ผ่านไปสิบวัน
เมื่อทุกคนรับสิทธิ์ครั้งแรกไปแล้ว ชายหนุ่มได้วางลักษณ์ผนึกเหนือบ่อน้ำปราณต้นกำเนิด
หลายคนต่างพากันบ่นว่าชายหนุ่มขี้งก ทั้งๆที่มันเป็นของฟรีทำไมพวกเขาต้องจ่ายเงินด้วย กว่าที่จะพูดคุยกันรู้เรื่องก็เล่นเอาเหงื่อตก เพราะผู้คนนั้นอยากจะได้แต่ของฟรี จนชายหนุ่มต้องตะโกนว่าของฟรีไม่มีในโลก
หลังจากที่หัวเสียอยู่นานปราบได้กลับมายังที่พัก เขาเร่งเข้าไปในห้องของเขาเพื่อพักผ่อน เพราะการกางอาณาเขตของเขานั้นใช้พลังงานไปมากมาย
รุ่งเช้าอีกวันชายหนุ่มออกจากห้องของเขาแล้วมายังโรงอาหาร
เขาต้องพบเจอกับเพลิงโทสะของผู้คน ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้า
“ มันดีแล้วไม่ใช่หรือที่พวกเจ้ามีสถานที่ไว้ฝึกฝน นั่นเพราะเป็นข้าพวกเจ้าจึงมีโอกาสก้าวหน้า หากเป็นคนอื่นพวกเจ้าคิดว่าเขาจะบอกพวกเจ้าหรือไม่ “ ชายหนุ่มเอ่ยแล้วเดินออกจากโรงอาหาร
ปราบรู้สึกว่าสิ่งที่เขานั้นมันไร้สาระสิ้นดี เพราะความหวังดีของเขาจึงทำให้ตนเองกลายเป็นตัวปัญหา
ชายหนุ่มทะยานร่างไปยังบนหลังคนของหอสังเกตการณ์ เขานั่งเอ้อระเหยมองทัศนียภาพของแดนดิน
แม้นว่าจะมีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นเขาก็หาได้สนใจมันไม่ เขาทำเพียงนั่งดูเหล่าจอมยุทธตัวปัญหาเข้าต่อสู้กับอสูรที่บุกเข้ามา
“ ฮื่อห์ “ เขาถอนหายใจออกอย่างแรง
“ ไว้ก้าวเป็นปราณนภาเมื่อไรคงต้องออกจากกองบัญชาการฯ “ เขาพึมพำ
ชายหนุ่มนั่งมองยังการต่อสู้อย่างดุเดือดแล้วได้แต่ส่ายหน้า “ พึ่งพากำลังของชุดเกราะมากเกินไป “ เขาพึมพำ
“ หากไร้ชุดเกราะแล้วก็เสมือนกับไร้ชีวิต “ ชายหนุ่มเม้นปากแน่นแล้วส่ายหน้า
“ สถานการณ์ไม่สู้ดีเท่าใด “ เขาพึมพำ
ปราบนำปืนสไนเปอร์ดัดแปลงออกมา แล้วประทับบ่า
“ เปรี้ยงง “ กระสุนสังหารถูกลั่นออกไป
“ ตูมม “ หัวของอสูรร่างยักษ์ระเบิดออกเป็นจุณ
“ โฮกก “ อสูรทั้งหลายต่างร้องคำรามลั่นก่อนที่จะเคลื่อนกายย้ายหนีอย่างรวดเร็ว
“ เปรี้ยงง เปรี้ยงง “ เสียงปืนดังขึ้นหลายนัดติดพร้อมกับส่งร่างของเหล่าอสูรระดับตกตายลงพร้อมกัน
จอมยุทธมากมายต่างมองยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนหอสงเกตการณ์แล้วยิ้มให้
“ หึ “ ชายหนุ่มแค่นเสียงใส่