แม้ว่าจะยอมจ่าย “ค่าตั๋วเดินทาง” ไปแล้ว แต่ตอนที่นึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังจะต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับแปดอันน่าสะพรึงกลัวตัวนั้นอีกครั้ง ในใจของหยางเหยาก็ยังอดไม่ได้ที่จะเกิดความประหม่า
“ยอดฝีมือ มิทราบว่าควรจะเรียกเจ้าว่าอย่างไรดี?”
เขาครุ่นคิดในใจว่า ตนก็จ่ายเงินไปแล้ว การทำความรู้จักกับเซี่ยฝูคุนไว้ก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใดกระมัง?
“เซี่ยฝูคุน”
เซี่ยฝูคุนไม่ได้ใส่ใจนัก ตอบกลับแบบขอไปที
“เช่นนั้นพี่คุน เจ้ามั่นใจหรือไม่? แม้ข้าจะรู้ว่าเจ้ามีพรสวรรค์ บรรลุขอบเขตห้าวหาญตั้งแต่วัยเยาว์ ทว่า... อย่างไรเสียสัตว์อสูรตัวนั้นก็เป็นถึงระดับแปดเชียวนะ...”
เมื่อได้ยินคำพูดของหยางเหยา เซี่ยฝูคุนก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมาทันที
อันใดกัน นี่เจ้ากำลังสงสัยในความแข็งแกร่งของข้าหรืออย่างไร?
“เจ้าจะไม่เข้าไปก็ได้นะ ทว่าต้องขออภัยด้วย ข้าไม่คืนเงิน”
ได้ยินคำพูดของเซี่ยฝูคุน สีหน้าของหยางเหยาก็เปลี่ยนไปในทันที นี่เขาหลงมาขึ้นรถเถื่อนเสียแล้วหรือนี่!
เซี่ยฝูคุนไม่สนใจหยางเหยาอีก เขาพูดทักทายพวกเยี่ยชิงหว่านเล็กน้อย ก่อนจะก้าวนำเข้าไปในเทือกเขาหมิงซานอย่างไม่ลดละ
ตอนเห็นเซี่ยฝูคุนและคนอื่นๆ ก้าวเข้าไปในเทือกเขาหมิงซานอย่างไม่ลังเล สีหน้าของหยางเหยาก็เปลี่ยนไปมา ในใจคล้ายกำลังต่อสู้ดิ้นรนอยู่อย่างหนัก ก่อนจะกัดฟันแล้ววิ่งตามหลังพวกเซี่ยฝูคุนไปในที่สุด
เซี่ยฝูคุนเหลือบมองหยางเหยาด้วยสายตาเย้ยหยัน แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ในตอนนี้เขาเพียงต้องมั่นใจในเรื่องเดียวเท่านั้น นั่นคือห้ามถูกสัตว์อสูรระดับแปดในเทือกเขาหมิงซานฆ่าตายในทันที ขอเพียงเขายังมีลมหายใจอยู่ สถานการณ์ย่อมสามารถพลิกผันได้ในพริบตา
อย่างไรเสีย ต่อให้สัตว์อสูรระดับแปดที่เขาอัญเชิญออกมาไม่อาจต่อกรกับสัตว์อสูรในเทือกเขาหมิงซานได้ แต่หากเขาถูกบีบคั้นจนถึงขีดสุด สัตว์อสูรระดับเก้าสักตัวเป็นอย่างไร... อยากจะลองทำความรู้จักดูบ้างหรือไม่เล่า?
...
เมื่อเข้าสู่เทือกเขาหมิงซาน กลุ่มของเซี่ยฝูคุนต่างสัมผัสได้ว่าขนทั่วร่างลุกซู่ไปหมด ความรู้สึกอันตรายสายหนึ่งเข้าปกคลุมพวกเขาไว้ประดุจม่านหมอกอันมืดมิด ชวนให้รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวอย่างยิ่ง
“สัตว์อสูรระดับแปดแห่งหมิงซานตัวนั้นน่าจะอยู่แถวนี้ ช่วงนี้ไม่มีใครกล้าเข้ามาในเทือกเขาหมิงซานเลย ข้าเองก็เพียงเสี่ยงโชคดูว่าจะผ่านไปได้หรือไม่ ทว่าดูเหมือนจะถูกพบตัวเสียก่อน สัตว์อสูรตัวนั้นไล่กวดข้ามาจนถึงที่นี่ คาดว่าคงยังวนเวียนอยู่แถวนี้ไม่ไปไหนไกล”
หยางเหยาอธิบายแก่พวกเซี่ยฝูคุน
เมื่อได้ยินคำพูดของหยางเหยา เซี่ยฝูคุนก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นในตัวหยางเหยาเพิ่มขึ้นไม่น้อย
ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตชั้นยอดคนหนึ่ง สามารถหนีรอดจากเงื้อมมือสัตว์อสูรระดับแปดมาได้? ทั้งยังสามารถควักเอาหยกดำลึกลับที่มีค่าถึงหนึ่งพันแต้มหลอมรวมออกมาได้หน้าตาเฉยอีก คนผู้นี้ภูมิหลังครอบครัวย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่?
เซี่ยฝูคุนเลียริมฝีปากตนเองโดยไม่รู้ตัว
เอาเถิด เขาเริ่มจะหมายหัวหยางเหยาไว้ในใจแล้ว กำลังครุ่นคิดว่าเมื่อใดจะหาโอกาสรีดไถของล้ำค่าที่คล้ายหยกดำลึกลับนั่นจากหยางเหยามาได้อีก...
เทือกเขาหมิงซานนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก หากกลุ่มของพวกเขาปรารถนาจะข้ามผ่านไป อย่างน้อยต้องใช้เวลาประมาณสามวัน และหลังจากนั้นอีกสามวันจึงจะเข้าสู่เมืองลั่ว และใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายของเมืองลั่วมุ่งหน้าสู่สำนักศึกษาอ้าวติง
เพียงแต่ว่า ภายในสามวันข้างหน้านี้ จะสามารถเดินออกมาจากเทือกเขาหมิงซานไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่นั้น นอกจากเซี่ยฝูคุนแล้ว คนที่เหลือต่างก็อกสั่นขวัญแขวน ต้องเข้าใจด้วยนะว่า นั่นมันสัตว์อสูรระดับแปดเชียวนะ!
“สัตว์อสูรระดับแปดตัวนั้น คงไม่ใช่ว่าได้กลิ่นอายพลังของข้าแล้วหวาดกลัวจนมุดหัวหลบอยู่ในถ้ำมิกล้าออกมาหรอกนะ?”
หลังจากเดินทางมาได้ประมาณสองชั่วยาม นอกจากความรู้สึกอันตรายอันน่าอึดอัดใจแล้ว พวกเขาก็ไม่เห็นร่องรอยของสัตว์อสูรเลยแม้แต่น้อย เซี่ยฝูคุนจึงหัวเราะร่าพลางเอ่ยโอ้อวดตนเองออกมา
เมื่อได้ยินคำของเซี่ยฝูคุน ทุกคนต่างก็นิ่งเงียบไป
และในตอนนั้นเอง หยางเหยาก็มองไปยังยอดเขาที่อยู่ตรงหน้าพลางชะงักงันไปทันที ฝีเท้าหยุดกึก ร่างกายเริ่มสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง
“เป็นอันใดไป?”
เซี่ยฝูคุนมองหยางเหยาด้วยความฉงน
“ฉางอวี่เซวียน อัญเชิญของกินออกมาสักหน่อยเถิด พวกเราพักผ่อนกันก่อน”
“ได้เลย!”
ฉางอวี่เซวียนตอบรับ ก่อนจะเสกเต้าหู้เหม็นออกมาสิบกว่าจานในทันที
ในขณะนั้นเอง หยางเหยาก็ยกมืออันสั่นเทาขึ้นชี้ไปยังยอดเขาเตี้ยๆ ที่อยู่ไม่ไกลนัก
“มัน มันปรากฏตัวแล้ว”
น้ำเสียงของหยางเหยาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวอย่างขีดสุด เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้น ต่างก็รีบหันไปมองตามทิศทางที่หยางเหยาชี้ไปโดยพร้อมเพรียง
ท่ามกลางสายตาของทุกคน
บนยอดเขาเตี้ยๆ ที่อยู่ไม่ไกลนัก งูยักษ์ขนาดมหึมากว่าสิบเมตรตัวหนึ่ง ส่วนหัวของมันนูนเด่นขึ้นมาคล้ายกับมีบางสิ่งกำลังจะงอกออกมาจากภายในร่างกาย อีกทั้งที่บริเวณส่วนท้องของมัน ยังมีกรงเล็บที่มีลักษณะคล้ายตีนไก่หลายคู่ยึดเกาะยอดเขาไว้อย่างแน่นหนา
“มังกร?”
เซี่ยฝูคุนอึ้งไปครู่หนึ่ง ไฉนสัตว์อสูรตัวนี้ถึงมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับมังกรในตำนานบนโลกมนุษย์นัก? ทว่าดูเหมือนจะอัปลักษณ์กว่าอยู่สักหน่อย
“ข้านึกออกแล้ว!”
เยี่ยชิงหว่านสูดลมหายใจเข้าลึก
“มิน่าเล่าที่นี่ถึงถูกเรียกว่าหมิงซาน ที่แท้ก็เพราะมีหมิงหลงอยู่นี่เอง!”
“หมิงหลง?”
เซี่ยฝูคุนชะงักไป ทันใดนั้น เสียงของระบบหลอมปีศาจก็ดังขึ้นในหัวของเขา
“ติ๊ง ติ๊ง!”
“ยินดีด้วยโฮสต์ ค้นพบสัตว์อสูรระดับแปดขั้นท้ายหมิงหลง”
จากนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับหมิงหลงก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเซี่ยฝูคุน
หมิงหลงนั้น เหมือนกับมังกรดำของชิงมู่ตวน ไม่ใช่มังกรที่แท้จริง มังกรนั้นโดยสันดานมักมากในกาม เรื่องนี้ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมทราบดี และหมิงหลงกับมังกรดำเหล่านี้ ล้วนเป็นผลผลิตที่พวกมันทิ้งไว้ระหว่างที่ออกไปหาความสำราญภายนอก หากจะพูดให้เข้าใจง่าย หมิงหลงตัวนี้ก็คือบุตรนอกสมรสตัวหนึ่งนั่นเอง
เพียงแต่ว่า ในตอนที่หมิงหลงกำลังจะก้าวข้ามจากระดับแปดไปสู่ระดับเก้านั้น มันจะมีโอกาสในการทะลวงคอขวดปรากฏขึ้นมาครั้งหนึ่ง
และหากประสบความสำเร็จในการเข้าสู่ระดับเก้า มันจะสลัดคำว่าหมิงทิ้งไป และกลายร่างเป็นมังกรที่แท้จริงได้ในที่สุด
แต่เห็นได้ชัดว่าหมิงหลงตัวนี้ล้มเหลว ดังนั้นแม้ตามร่างกายจะปรากฏลักษณะเด่นของเผ่าพันธุ์มังกรอยู่บ้าง แต่ก็ยังห่างชั้นกันไกลนัก ไม่อาจเทียบเคียงกันได้เลย
ถึงแม้ว่าหมิงหลงตัวนี้จะไม่ใช่มังกรที่แท้จริง แต่มันกลับมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่เซี่ยฝูคุนต้องการ เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการหลอมเซียนในม่านหมอก
เมื่อถึงช่วงขั้นท้ายๆ สัตว์อัญเชิญระดับสูงที่หลอมรวมจากระบบหลอมปีศาจ มักต้องการสัตว์อสูรที่มีระดับสูงกว่าตัวมันเองมาเป็นวัตถุดิบในการหลอมรวม ใครใช้ให้สัตว์อัญเชิญที่หลอมมาจากระบบหลอมปีศาจสามารถต่อสู้แบบหนึ่งต่อห้าได้เล่า?
เดิมทีเซี่ยฝูคุนยังคงครุ่นคิดอยู่ว่าจะไปหาสัตว์อสูรที่มีสายเลือดมังกรได้จากที่ใด คิดไม่ถึงเลยว่าหมิงหลงตัวนี้จะมาส่งให้ถึงที่
ต่างจากความกังวลและหวาดกลัวของพวกฉางอวี่เซวียนและหยางเหยาในตอนนี้ เพราะเซี่ยฝูคุนนั้น... กำลังตื่นเต้นอย่างสุดขีดเชียวล่ะ!
“พับผ่าสิ คงมิใช่ว่าเต้าหู้เหม็นที่ข้าอัญเชิญออกมาจะไปล่อมันมาหรอกนะ...”
ฉางอวี่เซวียนมองหมิงหลงที่อยู่ตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นสัตว์อสูรระดับแปด จนเข่าแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น
ส่วนทางด้านหยางเหยา หลังจากนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก็หันไปมองทางเซี่ยฝูคุน
เขาสัมผัสได้รางๆ ว่า...
เจ้าหมอนี่ เหตุใดถึงดูราวกับเก็บเงินได้หรืออย่างไร? สีหน้าที่ดูมีความสุขถึงเพียงนี้ มันหมายความว่ากระไรกัน?