วันที่สองสำหรับชีวิตในนิกายเปลวเพลิงโชติช่วง ลั่วอู่หลินนั่งอยู่บนกิ่งไม้กิ่งเดิมชมบรรยากาศตอนพระอาทิตย์ขึ้นแสนสวยงามบริเวณด้านหลังตำหนักใหญ่ ก่อนที่จะกระโดดลงและเดินไปยังด้านนอก เนื่องจากวันนี้เขาหมายที่จะสำรวจนิกายดูเสียหน่อยว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
ในขณะเดียวกันทั้งหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงเองก็คล้ายว่าจะมีความคิดในแบบเดียวกัน ทั้งสามจึงเลือกที่จะเดินทางออกไปพร้อมกันเสียเลย
"ศิษย์น้องอย่างที่ตกลงกันเอาไว้ เพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยทำสวนสมุนไพรเดี๋ยวข้าจะเลี้ยงอาหารเจ้าหนึ่งมื้อ เจ้าสามารถเลือกซื้ออาหารที่อยากกินได้เลย"หยางเหม่ยกุ้ยกล่าว
ลั่วอู่หลินก็พลันยกยิ้มให้ "หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่เกรงใจศิษย์พี่แล้ว"
ทั้งสามเดินสำรวจนิกายแม้จะเพียงขุนเขาของศิษย์สายนอกที่พวกเขาเข้าไปได้แต่ก็ถือว่ามีอะไรให้ตื่นตาตื่นใจไม่น้อย โดยเฉพาะการแบ่งสาขาของศิษย์ทั้งนักสู้และนักปรุงโอสถที่จะถูกแบ่งตั้งแต่เป็นศิษย์สายนอก อีกทั้งยังมีสนามประลองและสถานที่รับเดิมพันที่คนแน่นอยู่ตลอดเวลา
ลั่วอู่หลินเห็นแล้วก็อดที่จะสนใจไม่ได้เพราะว่าไม่เพียงแต่เป็นสนามประลองการต่อสู้เท่านั้น แต่ยังมีสนามประลองการปรุงโอสถด้วย ซึ่งแต่ละคนที่ขึ้นประลองต่างมีพลังในการต่อสู้และท่วงท่าวิธีการการปรุงโอสถที่ไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง
'ที่นี่สมแล้วที่เป็นนิกายระดับสูง แค่ศิษย์สายนอกยังเป็นระดับจักรพรรดิขึ้นที่หนึ่งไปจนถึงขั้นที่ห้า และด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้สามารถใช้เพียงแค่ศิษย์สายนอกแค่ยี่สิบคนก็น่าจะทำลายดินแดนระดับต่ำได้อย่างไม่ยากเย็น ขนาดนี่เป็นเพียงขุมกำลังลำดับสามเท่านั้น ข้าไม่อยากจะคิดเลยว่าขุมกำลังระดับหนึ่งอย่างตระกูลสวีจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน'ลั่วอู่หลินคิดในใจ
ในขณะที่ลั่วอู่หลิน หยางเหมยกุ้ย และหลี่อิงกำลังเดินสำรวจนิกายอยู่นั้น แน่นอนด้วยความหล่อเหลาและความงดงามของพวกเขาทั้งสามคนย่อมทำให้ศิษย์ทั้งชายหญิงต่างมองตามด้วยสายตาหลงไหล แต่เมื่อพวกเขาเห็นหยกของหลินชิงหลวนที่ทั้งสามห้อยเอาไว้ ศิษย์สายนอกต่างไม่มีใครเลยที่กล้าหาญพอที่จะเข้าไปใกล้หรือตีสนิทพวกเขาแม้แต่คนเดียว
"ยังเหลืออีกสี่ภารกิจ พวกเราไปทำพร้อมกันเลยดีหรือไม่"เมื่อเดินมาถึงยังหอภารกิจซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายของนิกายที่พวกเขาเดินผ่าน หยางเหมยกุ้ยในฐานะของศิษย์พี่ใหญ่จึงเอ่ยปากชักชวน ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหลี่อิง และลั่วอู่หลินก็ไม่ได้คัดค้านอะไร
ทั้งสามเลือกภารกิจกำจัดกองโจร กำจัดสัตว์อสูร รวมไปถึงรวบรวมสมุนไพร มาทั้งหมดสิบภารกิจด้วยด้วยกัน อีกทั้งยังเลือกที่มันอยู่ในละแวกเดียวกันอีกด้วยเพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลามากเกินไป
เมื่อตกลงกันได้ พวกเขาก็ไม่รอช้าและออกเดินทางทันที โดยที่ไม่ได้รับรู้เลยว่าหลินชิงหลวนผู้เป็นอาจารย์และชายหนุ่มอีกหนึ่งคนกำลังเฝ้ามองพวกเขาจากที่ไกลๆ
"นั่นคือศิษย์กลุ่มแรกของเจ้า?"
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อมีอะไรหรือ"
"อืม ข้าเพียงคิดว่าเจ้าเลือกศิษย์ได้ดีมากเลยทีเดียว หญิงสาวจากตระกูลหยางจักรพรรดิขั้นเก้าด้วยวัยเพียงหกสิบปีนับว่าไม่ธรรมดาถือเป็นยอดอัจฉิรยะเหนือกว่าเจ้าศิษย์โง่เง่าของพ่อมากนัก ส่วนเจ้าหนูที่สะพายกระบี่นั่นแม้จะด้อยลงมาแต่ก็ถือว่ามีพรสวรรค์ที่ดีเยี่ยม แล้วก็เด็กคนสุดท้าย.........."เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็พลันเงียบเสียงไป
"หืม.....อู่หลินน่ะหรือเจ้าค่ะ เด็กคนนั้นถือว่ามีพรสวรรค์สูงส่งเอามากๆ น่าจะพอๆกับเจ้าหญิงน้อยตระกูลสวีในวัยเดียวกันเลยก็ว่าได้ เขามีปัญหาอะไรงั้นหรือเจ้าคะ??"หลินชิงหลวนเอ่ยปากถาม
"ปัญหาน่ะไม่มีหรอก พ่อเพียงแค่เด็กที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ที่มาย่อมไม่ธรรมดา อีกทั้งพ่อยังรู้สึแปลกๆเมื่อได้เห็นเขา เอาเป็นว่าจับตาดูเอาไว้สักระยะก็แล้วกัน หวังว่าพ่อจะคิดมากไปเอง"ชายคนดังกล่าวพูดจบก็หายไป หลินชิงหลวนเมื่อได้ยินสิ่งที่บิดาตนพูดก็ขมวดคิ้วเข้าด้วยกันอย่างช่วยไม่ได้
ใช่! นางลืมไปเสียสนิทเลยว่าพรสวรรค์กับอายุของลั่วอู่หลินนั้นมันขัดกันเอาเสียมากๆและด้วยพลังปราณธาตุแสงที่มันหาได้ยากยิ่ง อู่หลินคนนี้จะเป็นคนธรรมดาๆไปได้อย่างไร หากไม่ใช่เด็กที่เกิดมามีโชคดีมากอย่างที่สองก็คือมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งนางคิดหวังว่าอยากให้เป็นอย่างแรกมากกว่า ไม่เช่นนั้นเกรงว่าตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงอาจจะเกิดความโกลาหลมากมายเพราะศิษย์คนนี้เป็นแน่แท้
ตัดกลับมาที่ลั่วอู่หลินและศิษย์พี่ของเขาอีกสามคนที่ทะยานร่างออกมาจากตำหนักด้วยความเร็วเกินบรรยายได้ ตอนนี้เบื้องหน้าของพวกเขาคือเทือกเขาขนาดใหญ่ที่มีหิมะปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ
เมื่อพบเห็นสถานที่เช่นนั้น ทั้งหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงถึงกับทำหน้าถอดสีในทันที ผู้ใช้ปราณเพลิงอย่างพวกเขาไม่ถูกกับสภาพอากาศเช่นนี้อย่างยิ่ง ผิดกับลั่วอู่หลินที่เฉยๆกับสภาพอากาศเช่นนี้มาก
"ถึงว่าทำไมในนกายภารกิจปราบกองโจรถึงได้ไม่ค่อยมีใครทำมากนัก ที่แท้ก็เพราะภูมิอากาศและพื้นที่มันไม่เหมาะกับผู้ฝึกตนเปลวเพลิงอย่างศิษย์ในนิกายของพวกเรานี่เอง"หยางเหม่ยกุ้ยกล่าว ทั้งหลี่อิงและลั่วอู่หลินพยักหน้าเชิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง
ลั่วอู่หลินจึงใช้พลังปราณของตนกางม่านแสงคุ้มกันเอาไว้ให้ศิษย์พี่ทั้งสองทันที เพราะนี่คือหน้าที่ของเขาในฐานะผู้ใช้ปราณแห่งแสง
"ขอบคุณศิษย์น้อง พวกเราลงมือกันเถอะ เดี๋ยวต้องรีบไปหาบัวหิมะห้าร้อยปีอีก"หยางเหม่ยกุ้ยกล่าวก่อนที่พุ่งทะยานนำทั้งสองคนลงไป เมื่อลงมาถึงยังสถานที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองโจร ทั้งสามก็เหมือนจะรู้น่าที่กันเป็นอย่างดี
หลี่อิงคือแนวหน้า หยางเหม่ยกุ้ยจะโจมตีจากแนวหลัง ส่วนลั่วอู่หลินนั้นจะคอยคุ้มกันและเสริมกำลังให้ นี่ถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่สมบูรณ์แบบที่สุดเลยก็ว่าได้
"เปิดก่อนได้เปรียบ"หยางเหมยกุ้ยยกยิ้ม ในมือของนางปรากฏหอกที่ปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีชมพู ลั่วอู่หลินรับรู้ได้ทันทีว่าเปลวเพลิงนี้คือเปลวเพลิงอสูรอย่างไม่ต้องสงสัย
หญิงงามง่างหอกเล็งเป้าไปที่กองโจรในทันใด ในขณะที่นางจะพุ่งหอกนั้นจุดเปลวเพลิงสีชมพูนับร้อยจุดปรากฏบนฟากฟ้าและพุ่งเข้าไปพร้อมกับหอกเปลวเพลิงประดุจฝนสีชมพูที่โปรยปรายลงเบื้องล่าง
"ตูมๆๆๆ"
การระเบิดนับร้อยครั้งดังกังวาล บริเวรด้านล่างเหล่าโจรที่ตบะน้อยกว่าจักรพรรดิพากันตายตกไปตามๆกันส่วนระดับจักรพรรดิขึ้นไปนั้นไม่เจ็บสาหัสก็หนีรอดได้อย่างหวุดหวิด
"บ้าจริง พลังของเปลวเพลิงมันถูกสภาพอากาศที่นี่ลดทอนจนสำแดงพลังออกมาได้ไม่เต็มที่"หยางเหมยกุ้ยดูไม่ค่อยสบอารมร์มากนัก ด้านล่างหลี่อิงถือกระบี่วิ่งเข้าฟาดฟัน เหล่าโจรทั้งหลายอย่างไม่หยุดยั้ง ท่วงท่าของเขาทั้งแข็งกร้าวและงดงามจนแม้แต่ลั่วอู่หลินที่ไม่ได้สนใจในกระบี่มากนักยังต้องหลงไหล ในใจอดคิดไม่ได้หากว่าภรรยาของเขาอย่างลู่ฟางเยว่ออกจากด่านมาแล้วปะทะกระบี่กับศิษย์พี่รองคนนี้ ใครกันจะเป็นผู้ชนะ
ในขณะที่ลั่วอู่หลินและหยางเหมยกุ้ยกำลังมองดูหลี่อิงที่ร่ายรำกระบี่สังหารกองโจรอยู่นั้นเอง ภายในถ้ำที่อยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งกองโจมมากนักก็พลันเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่
ลั่วอู่หลินเร่งกวาดจิตสัมผัสของตนเองออกไปก่อนที่จะตะโกนเตือนออกไป "ศิษย์พี่รอง ออกมาจากตรงนั้นเดี๋ยวนี้สถานการณ์ไม่ปกติแล้ว"
หลี่อิงที่ได้ยินก็หรี่ตามองไปยังถ้ำ ก่อนที่เขาจะทะยานร่างกลับมายังข้างๆของลั่วอู่หลินและหยางเหมยกุ้ย ที่ตอนนี้กำลังสังเกตุการณ์ว่าสิ่งที่อยู่ในถ้ำนั้นคืออะไร
'คิดไม่ถึงว่ากองโจรจะมียอดฝีมือระดับบรรพชน'ลั่วอู่หลินคิดอยู่ในใจ ด้านหน้าถ้ำตอนนี้ปรากฏชายร่างกำยำหัวล้านที่มีรอยสักรูปแมงป่องสีดำอยู่ตรงใบหน้า ออร่าที่ชายคนนี้แผ่ออกมาเต็มไปด้วยความอหังการทั้งยังมีจิตสังหารที่รุนแรงเจือไว้
"ยอดฝีมือรดับบรรพชน!!"หลี่อิงและหยางเหมยกุ้ยเมื่อเห็นเช่นนั้นก็อดอุทานออกมาไม่ได้ นี่มัภารกิจระดับศิษย์สายนอกไม่ใช่หรือเหตุใดจึงมียอดฝีมือระดับนี้อยู่ในภารกิจได้กัน
ต้องบอกก่อนว่าแม้หยางเหมยกุ้ยจะอยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นเก้าแต่เมื่อเปรียบเทียบกับระดับบรรพชนที่อยู่ตรงหน้านี้ ก็ไม่ต่างอะไรจากเด็กที่อยู่เบื้องหน้าของผู้ใหญ่ เนื่องจากช่องว่างของพลังระดับจักรพรรดิและระดับบรรพชนนั้นมันห่างกันจนเกินไปจึงแทบจะไม่มีใครเลยที่สู้ข้ามขั้นได้ ต่อให้เป็นเพียงช่องว่างเพียงหนึ่งขั้นอย่างจักรพรรดิขั้นเก้ากับบรรพชนขั้นแรกก็ตามที
"ไม่ดีแน่! พวกเราต้องหนีเดี๋ยวนี้"ทั้งหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงปลดปล่อยวงเวทย์เทียนจินออกมาก่อนที่จะพุ่งไปคว้าร่างของลั่วอู่หลินและทะยานหนีไป
"ทำลายกองกำลังของข้าขนาดนี้ แล้วยังคิดจะหลบหนีหาได้ง่ายดายเช่นนั้นไม่"ชายคนดังกล่าว ปลดปล่อยวงแหวนเซียนเทียนหนึ่งวงของตนเองออกมาและพุ่งตามไป และด้วยความห่างชั้นของพลังเขาพุ่งไปดักหน้าพวกของลั่วอู่หลินหยางรวดเร็วและง่างหมดต่อยเข้าไปยังหลี่อิงหมายปลดชีพในหมดเดียว
"ตาย!!"
"เปรี้ยง!!"
หมัดของหัวหน้าโจรปะทะเข้ากับหลี่อิงจนกระเด็นไปไกล หยางเหมยกุ้ยเมื่อเห็นเช่นนั้นดวงตาพลันเบิกกว้างหอกเปลวเพลิงพุ่งกลับมายังมือของนางอีกครั้งก่อนที่จะพุ่งเข้าโจมตีหัวหน้าโจรในทันทีโดยมีลั่วอู่หลินลอยอยู่บนฟ้าคอยเสริมกำลังให้
"เปรี้ยง!"
การต่อสู้ของทั้งสองราวกับฟ้าถล่มดินทลาย เปลวเพลิงสีชมพูเป็นประกายวาบไหวในขณะเดียวกันอีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะยอมง่ายๆพลังปราณสีเหลืองทองปกคลุมไปทั่วร่างพร้อมกับปลดปล่อยหมัดใส่หยางเหมยกุ้ยไม่ยั้งเพื่อหมายจะสยบนางไว้ในกำมือ
"ตูม!"
"อัก!"
จากการปะทะกันอย่างรุนแรง หยางเหมยกุ้ยถอยหล่นออกมาพร้อมกับกระอักเลือดคำโตอย่างช่วยไม่ได้ เบื้องหน้าของนางคือหัวหน้าโจรที่บัดนี้แสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายและลอยเข้ามาใกล้
หยางเหมยกุ้ยเมื่อเห็นเช่นนั้นดวงตาก็พลันสั่นเทา นี่นางต้องมาตายเพราะภารกิจแรกจริงๆน่ะหรือ ยิ่งคิดยิ่งสมเพชตัวเองยิ่งนัก
"น่าเสียดายความงามเสียจริง หากเจ้าพลีกายรับใช้ข้าจะยอมไว้ชีวิตก็ได้นะ ว่าไงละสาวน้อย"หัวหน้าโจรกล่าวหน้าตาเต็มไปด้วยความโรคจิตและหื่นกระหายเมื่อมองเลือนร่างที่เย้ายวนของหญิงงาม
"เพล้ง!"
ตัวมันยังไม่ทันได้เข้าใกล้หยางเหมยกุ้ยไปได้มากกว่านี้ หลี่อิงที่คิดว่าตายไปแล้วก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังและฟาดกระบี่เพลิงเข้าใส่ที่หลังของมันอย่างจังจนเกินรอยแดงขนาดใหญ่เกิดขึ้นมา
"ฟันไม่เข้า!"หลี่อิงอดอูทานออกมาและถอยหล่นไป
หัวหน้าโจรที่เมื่อครู่สัมผัสกับความร้อนของเปลวเพลิงได้ก็หันไปมองชายหนุ่มที่กำลังถือกระบี่ด้วยแววตาประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายโดนหมัดของมันไปจังๆแล้วมันรอดมาได้อย่างไร อีกทั้งยังไร้ซึ่งบาดแผลอีกด้วย