บรรยากาศทั่วทั้งอาคารอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยจมดิ่งอยู่ในภวังค์ความเงียบผ่านไปหลายนาที ในที่สุดก็กลับมาครึกครื้นเหมือนเดิม
“ท่านผู้อำนวยการไปไหน?” “ไม่รู้สิดูเหมือนจะเกิดเรื่องใหญ่!” “เดาไม่ออก แต่... โคตรเท่เลย!” “ถ้านายบรรลุขั้นจู้จีสักวันนายก็ดูเจ๋งแบบนี้!”
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง รถศึกวงล้อเพลิงก็มาถึงศาลผู้ฝึกตนในเมืองจิงตู
มันร่อนลงจอดแถวๆ เขตพระราชวังต้องห้ามที่อยู่ข้างศาลผู้ฝึกตนอย่างเงียบๆดูเหมือนคนรอบข้างจะมองไม่เห็นมัน...พื้นที่โล่งกว้างหลายพันตารางเมตรประหนึ่งหลุดออกมาอีกโลกหนึ่ง...รั้วเหล็กลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ ตราดาบและโล่ที่อยู่ตรงกลางผืนหญ้าเขียวขจีด้านหลังที่มีดอกเบญจมาศสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมขึ้นแซมระดะตรงใจกลางคืออาคารว่าการสไตล์ตะวันตกงามสง่าของศาลผู้ฝึกตน... ทว่ากลับไม่มีสายตามนุษย์ธรรมดาชายตามองสถานที่อันใหญ่โตโอฬารนี้แม้แต่น้อย
“วิชาเคลื่อนย้ายมวลสารสินะ...” เชียนเริ่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆดวงตาเจือแววอิจฉารำไร เขาปลดเสื้อคลุมด้านนอกออก และเดินเข้าไปด้านในทันที
“ทำไมกัน! ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเขาเป็นคนลงมือ!พวกนายยังตัดสินให้เขาพ้นความผิดอีกงั้นเหรอ! ?” บนทางเดินพื้นหินสีขาวยืดยาวผู้ชายวัยรุ่นสี่คนกำลังถือป้าย “ราชการมืดบอด!” “ความยุติธรรมอยู่ไหน!”“เอากฎหมายยุติธรรมคืนมา!” ยืนประท้วงอยู่ และพยายามฝ่ากำแพงผู้ฝึกตนบอดี้การ์ดในชุดสูทสิบกว่าคนเข้าไป
ถึงแม้วัยรุ่นชายพวกนั้นจะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายมนุษย์แต่อารมณ์เคียดแค้นเกลียดชังที่พุ่งพล่านมากเกิน ทำให้ใบหน้ามีขนงอกออกมาเต็มไปหมดพร้อมกับไอสีดำรั่วไหลออกมา พากันตะโกนเสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
“ผู้ฝึกตนชาวมนุษย์ขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางมาบังคับใช้กฎหมายที่เมืองของพวกเรา!พวกเราตระกูลซ่งที่เป็นตระกูลปีศาจผู้ฝึกตนอาศัยอยู่ที่นั่นมาสามสิบกว่าปี!ปฏิบัติตามกฎหมายมาตลอด! จ่ายภาษีตรงเวลาตลอด!แต่เขาเข้ามาแย่งสมบัติประจำตระกูลของพวกเราแล้วจากไปดื้อๆ ! ศาลผู้ฝึกตนยังเมินเฉยอยู่อีกเหรอ?!”
“ร้องเรียนไปที่รัฐบาลประจำเมืองก็ไม่มีใครตอบกลับ!เรียกร้องไปยังมณฑลก็ไม่มีใครชี้แจง! ตอนนี้มาถึงศาลผู้ฝึกตนก็ไม่ปล่อยให้พวกเราเข้าไป! มีความยุติธรรมเหลืออยู่บ้างไหม? มีกฎหมายไว้ทำอะไรกันแน่!”
“ถ้าพวกนายยังคิดว่ายุคสมัยนี้ใช้กำลังเป็นใหญ่ พวกเราจะกลับไปตอนนี้เลย!แล้วจะฆ่าล้างบางให้หมด! แม่ง! ถ้าพวกนายไม่ใช้เหตุผล ก็อย่าหาว่าพวกเราไม่ใช้เหตุผลแล้วกัน!”
พวกปลาซิวปลาสร้อย... เชียนเริ่นมองผ่านๆ เท้าเดินไปข้างหน้าไม่หยุด
อาจเป็นเพราะท่าทางของเขาดูอำนาจบาตรใหญ่ตอนนี้เขาเดินเข้าใกล้สองสามคนที่กำลังประท้วงในระยะสองสามเมตรพวกเขาต่างหยุดชะงักลงทันที แววตาสีหน้าดูล่อกแล่ก และพากันก้มหน้าไม่พูดจา
“คำนับท่านอาวุโส!” เมื่อเชียนเริ่นเดินผ่าน เจ้าหน้าที่บริเวณนั้นก็โค้งตัวกล่าวทักทายแต่เขาไม่ชายตามองแม้แต่น้อย
เสียงตะโกนโหวกเหวกก่อนหน้านี้เงียบสงัดลงภายในพริบตาเหลือเพียงเสียงรองเท้าหนังของเชียนเริ่นที่ดังกระทบพื้นเป็นจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว
“ท่านอาวุโสมีธุระที่นี่เหรอครับ?” ผู้ฝึกตนในชุดสูทมองหน้ากันจากนั้นหนึ่งในนั้นก็ก้าวออกมาเอ่ยถามเสียงแผ่ว
แม้เขาจะอยู่ด้านหลังเชียนเริ่น แต่ขณะเอ่ยปากถามร่างกายกลับก้มโค้งลงไปเอง
“พาฉันไปหาร่างแยกของท่านเทียนฉายเจินเหรินเดี๋ยวนี้ฉันมีเรื่องสำคัญรายงาน” เชียนเริ่นเดินไม่หยุดพลางเอ่ยเสียงขรึม
“เอ่อ คือว่า...” ผู้ฝึกตนที่เดินตามอยู่ด้านหลังตอบกลับพูดสีหน้าลำบากใจ“ร่างกายของท่านอัยการสูงสุด... ไม่ได้อยู่ที่นี่ครับ...”
เชียนเริ่นหันขวับกลับมามอง อีกฝ่ายสะดุ้งโหยงพลันถอยกรูดไปสองสามก้าวก่อนพูดอย่างระมัดระวัง “หากท่านต้องการ ผม ผมสามารถทำนัดให้ท่านได้ครับ...แต่อย่างเร็วที่สุดก็หลังจากนี้สามเดือน...”
“ฉันจะรอที่นี่ ตอนนี้!” เชียนเริ่นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น“เตรียมห้องฝึกตนให้ฉันหนึ่งห้อง และรีบทำนัดให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
“รับทราบครับ”
...
เวลาสองเดือนครึ่งคล้อยผ่าน
สวีหยางอี้ไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเชียนเริ่นแม้แต่น้อยเขาในตอนนี้กำลังง่วนอยู่กับการฝึกวิชาเวทตามคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์
สารตั้งต้นกึ่งของแข็งลอยขึ้นลงเปลี่ยนรูปร่างไปมาอยู่กลางเตาหลอมเบื้องหน้าเขาสายพลังปราณสายหนึ่งเชื่อมต่อกับใบอู่ฟางข้างๆแต่เขาก็ยังชั่งใจไม่ใส่ส่วนผสมนี้ลงไป
หนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา สวีหยางอี้ฝึกฝนแต่ขั้นตอนนี้มาตลอดแม้สุดท้ายจะไม่สำเร็จ แต่เขาก็รู้สึกเหมือนเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้านหน้าของเขา มีกระดาษสีขาวหนึ่งแผ่นและปากกาหนึ่งด้ามวางอยู่ เขายังไม่รู้ช่วงเวลาที่แน่ชัดในการใส่วัตถุดับตัวสุดท้ายเข้าไปดังนั้น... ในระหว่างนั้นเขาจึงจับเวลาแต่ละวิฯ อยู่ในใจ!
เขาลองจับเวลาดู หากผิงไฟเกินสิบนาที วัตถุปรุงยาสามชนิดที่หลอมรวมกันเป็นสารตั้งต้นกึ่งของแข็งนี้จะไหม้เกรียมสุดท้ายก็ใช้การไม่ได้ ปราศจากพลังชีวิตลงเหลือแม้แต่น้อยอธิบายได้ว่าจะต้องใส่ใบอู่ฟางลงไปภายในเวลาสิบนาที
หลังจากได้สารตั้งต้นกึ่งของแข็ง เขาก็สร้างเซ็ตเส้นขีดนับเวลาขึ้นมาโดยมีเวลารวมทั้งหมดสิบนาที เพราะเป็นเวลาก่อนที่สารตั้งต้นจะไหม้เกรียม...จากนั้นก็แบ่งเวลาสิบนาทีออกเป็นสิบเซ็ตย่อย แต่ละเซ็ตย่อยมีหกสิบหน่วยซึ่งจะได้ทั้งหมดหกร้อยหน่วย หรือหกร้อยวินาที...หมายความว่าเขาจะต้องทดลองใส่ใบอู่ฟางหกร้อยครั้ง ใส่เข้าไปตอนวินาทีที่หนึ่ง...วินาทีสิบ... หรือวินาที่ร้อย จนกว่าจะเจอช่วงเวลาใส่ใบอู่ฟางที่เหมาะสม
บนกระดาษด่านหน้า มีชุดรอยขีดห้าเส้นเกินหนึ่งร้อยกลุ่ม ซึ่งในหนึ่งวันเขาฝึกได้เต็มที่สิบสองถึงสิบสามกลุ่ม จนกระทั่งตอนนี้ เขาลองฝึกมาแล้วกว่าห้าร้อยกว่ากลุ่มราวกับการฝึกแบบนี้เป็นชีวิตประจำวันของเขาไปแล้ว
“ห้าร้อยแปดสิบสอง... ห้าร้อยแปดสิบสาม...” เขาหลับตานับเลขอยู่ดีๆแล้วอยู่ๆ ก็ลืมตาขึ้น “ตอนนี้แหละ”
จิตใจของเขาผ่านการฝึกฝนขัดเกลาในรูปแบบเฉพาะมาหนึ่งเดือนเต็มมีเพียงสมาธิอันแน่วแน่ไร้สุขทุกข์เจือปน และในที่สุดเขาก็ปัดมือขึ้นเบาๆวัตถุดิบปรุงยาชนิดสุดท้ายก็ลอยเข้าไปในเตาหลอมทันที
“ซู่...” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น ใบอู่ฟางลอมละลายเป็นของเหลวสีดำทันทีเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพ่งสายตามองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเตาหลอมอย่างพินิจ
ก่อนหน้านี้ แต่ละครั้งที่ผ่านมา เกิดระเบิดทุกครั้งแต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป หยดของเหลวสีดำไม่แตกตัวเหมือนครั้งก่อนๆมันห่อหุ้มดอกจื่อหยาง ไม้เทียนฉาว และผลจูตันเข้าเป็นวัตถุเดียวกันอย่างพอดี! รูม่านตาของสวีหยางอี้พลันหดเกร็งอย่างลุ้นระทึก!
แววตาไหวกระเพื่อมขึ้นเล็กน้อยเขามองการเปลี่ยนแปลงเบื้องหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
สำเร็จแล้วงั้นเหรอ?!
วินาทีที่ห้าร้อยแปดสิบสี่!
แววตาของเขาเปล่งประกายขึ้นจากความดีใจ ภายในใจจดจำตัวเลขนี้ไว้อย่างขึ้นใจ!
ความสำเร็จมาอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่ก็สมเหตุสมผลในตัวมันเอง
เมื่อรู้แบบแผนก็เริ่มคุ้นชิน แต่ก็ไม่ได้หมายถึงชินชาหรือไม่ตื่นเต้นเพียงแต่คุ้นชินกับความล้มเหลว ชินชากับความผิดพลาดและอัดแน่นด้วยความกระหายความสำเร็จอยู่ในใจ
นาทีนี้ความรู้สึกของเขากลับไปเป็นเหมือนช่วงเริ่มฝึกก่อนหน้านี้สองสามเดือนปรารถนาความสำเร็จราวกับต้นกล้าหญ้าอ่อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่แทงหน่อขึ้นมากลางใจ
ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นฉับพลัน ถาโถมเขามาอย่างกะทันหันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยาก เขาได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองราวกับเต้นตุบตุบอยู่ข้างใบหูอารมณ์พลุ่งพล่านจนไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังยืนอยู่
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่เขายืนขึ้นคล้ายมีแสงฟ้าแลบสว่างวาบขึ้นกลางห้วงสมองประหนึ่งโลกทั้งใบถูกลบเลือนไปภายในเสี้ยววินาที เหลือทิ้งไว้แค่ตัวเขาคนเดียว
พลังปราณที่อยู่ในทะเลลมปราณของเขาประหนึ่งถูกบางอย่างควบคุมเขายังไม่ทันเพ่งพลังจิตมันก็เดือดพล่านขึ้นมา!
แต่ไม่มีความผิดปกติใดอื่นเกิดขึ้น สวีหยางอี้ครุ่นคิดอยู่สามวิฯก่อนเพ่งจิตสำรวจภายใน
ภายในร่างกายเปลี่ยนเป็นสภาวะโปร่งแสงสวีหยางอี้ตกใจเมื่อพบว่าพลังปราณที่เดือดพล่านอยู่นั้นสูญเสียการควบคุมแต่ดูเหมือน... เริ่มก่อร่างสร้างฐานเป็นอะไรบางอย่าง!
ริ้วพลังปราณถักทอเกี่ยวพันกันไขว้ไปไขว้มาและค่อยๆเลื้อยลามขึ้นมาตามเส้นลมปราณภายในร่างกายคล้ายเถาวัลย์ต้นไม้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วมันเลื้อยเกาะไปตามเส้นลมปราณน้อยใหญ่เป็นลวดลายน่าพิศวง
ไม่ถึงหนึ่งนาทีพลังปราณที่เลื้อยขึ้นมาเกี่ยวพันตามเส้นลมปราณก็หายเกลี้ยงจากทะเลลมปราณ... ตอนนีดวงตาของสวีหยางอี้ลุกวาวขึ้นในบัดดล!
“นี่มัน!”
เมื่อพลังปราณไหลออกไปจนหมด เหลือแต่เพียงทะเลลมปราณที่ว่างเปล่าทว่ากลับเผยบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ก้นทะเล... อะไรบางอย่างที่กำลังกระเพื่อมอยู่
ไม่มีเวลาให้เขาสังเกตไปมากกว่านี้วินาทีถัดมาพลังปราณทั่วร่างกายก็ถักทอขึ้นระลอกสุดท้าย!เวลานี้เขาสัมผัสได้ถึงเส้นสายพลังปราณที่พองตัวอยู่ใต้ชั้นผิวของตัวเองทั่วร่างกาย!
ดวงตาวาวประกายไร้ความตื่นตระหนกเพราะว่าการพองตัวในลักษณะนี้ไม่ได้สร้างความเจ็บปวด หรือระเบิดร่างตัวเองแต่ว่าเป็นความรู้สึกสบายตัวอย่างพิลึกยิ่งนัก
พลังปราณภายในร่างกายเลื้อยถักทอไปตามเส้นลมปราณเส้นเดิมและเส้นใหม่ทั่วร่างกายถักสานขึ้นเป็น... เตาหลอมโอสถรูปร่างคงที่ทับซ้อนอยู่ในร่างภายใต้ชั้นผิว!
“พรึบ...” อยู่ๆ ทะเลลมปราณที่ว่างเปล่าโหรงเหรงก็บังเกิดดวงแสงสีแดงราวดวงตะวันสุกสว่างกลางราตรีอันมืดมิด
เสี้ยวพริบตานี้เอง คล้าย “เตาหลอม” ในร่างกายสวีหยางอี้รับคำสั่งบางอย่างและแล้วมันก็ค่อยๆ เริ่มทำงานขึ้น
เขายังไม่ได้กำหนดทำอะไรแต่มันกลับเริ่มโคจรพลังปราณภายในร่างด้วยตัวของมันเอง!
“เพลิงหลอมโอสถ...” ดวงตาสวีหยางอี้แวววาวรำไร ภายในใจทั้งคาดหวัง กังวล และตื่นเต้น
แม้ก่อนหน้านี้เขาจะตระหนักและเข้าใจพลังของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ไว้อย่างคร่าวๆแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้กลับเหนือความคาดหมายของเขายิ่งนัก!
เขาเข้าใจหลักการที่ว่า ‘ธรรมชาติของเตาหลอม ร่างกายคือโอสถ’แต่ไม่คิดไม่ฝันว่าคัมภีร์วิชาเวทเล่มนี้จะเปลี่ยนโครงสร้างภายในร่างกายตัวเองเป็นเตาหลอมแบบนี้!
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า...ในเสี้ยววินาทีที่เขาจุดเพลิงหลอมโอสถขึ้น พลังปราณในร่างกายเขาก็เดือดพล่านอย่างรุนแรง!รู้สึกเหมือนกำลังหลอมอะไรสักอย่างอยู่!
คล้ายว่า...เปลวไฟที่จุดขึ้นในร่างกายตัวเองกำลังแผดเผาสิ่งเจือปนในพลังปราณของเขา!
“หลอมสารสร้างปราณ สร้างฐานพลังร้อยวัน บ่มเพาะแกนพลังหลอมปราณสู่ภาวะแห่งจิต หลอมจิตคืนสู่ความว่างเปล่าหลอมความว่างเปล่าผนวกเข้ากับสุญตาธรรม... ขั้นเลี่ยนชี่เป็นขั้นของการเปลี่ยนแปลงสสารให้เป็นพลังปราณหลังจากนั้นค่อยสร้างฐานเป็นแก่นพลังอีกหนึ่งร้อยวันแต่ฉันเคยได้ยินจากเทียนเต้ามาว่าก่อนเข้าสู่ช่วงสร้างฐานหนึ่งร้อยวัน จำเป็นต้องหลอมพลังปราณให้บริสุทธิ์...”
พลังปราณส่งผลต่อความรุนแรงของพลังเวท พลังปราณยิ่งบริสุทธิ์พลังเวทก็ยิ่งรุนแรง ก่อนถึงขั้นสร้างฐานหนึ่งร้อยวัน ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีทุกคนล้วนผ่านการหลอมพลังปราณของตัวเองให้บริสุทธิ์แต่ก็ต้องดูว่าบริสุทธิ์แค่ไหน... โดยทั่วไประดับความบริสุทธิ์ของพลังปราณเกิน 50%ก็สามารถเลื่อนสู่ขั้นจู้จีได้แล้ว... หลังจากเลื่อนสู่ขั้นจู้จีระดับความบริสุทธิ์ของพลังปราณจะเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งระหว่างผู้ฝึกตนที่อยู่ในขั้นเดียวกัน”
แต่ตอนนี้...ระดับความบริสุทธิ์ของพลังปราณของเขายังไม่ได้มาตรฐานของขั้นเลี่ยนชี่ระดับปลายแต่การฝึกวิชาตามคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์กลับหลอมพลังปราณบริสุทธิ์ให้เขาเองอย่างอัตโนมัติ!
“ถ้ามันทำให้ฉันบรรลุระดับปลายในเร็ววันเห็นทีต้องหาข้อมูลการบรรลุขั้นจู้จีมาอ่านตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว”สวีหยางอี้ครุ่นคิดพลางมองมือตัวเองด้วยแววตาหลากอารมณ์จากนั้นก็กำหมัดแน่น“ฉันจะต้องทำให้ได้”
ก้าวแรกของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ แท้จริงแล้วคือการหลอมพลังปราณให้บริสุทธิ์นี่เองถือเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของการฝึก
“ทะเลลมปราณแปรสภาพ...” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆมองไปที่ทะเลลมปราณของตัวเอง อารมณ์คาดหวัง กังวล ตื่นเต้น ผสมปนเปเข้าด้วย
คาดหวังเพราะตัวเองจะกลายเป็นมหาปรมาจารย์โอสถเพียงหนึ่งเดียวในยุคสมัยนี้... ตื่นเต้นเพราะนี่เป็นมหาวิชาลับโบราณหลายพันปี... กังวลเพราะเส้นทางที่เขาเลือกเดินไม่เหมือนใคร!
เขาไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน หรือไม่เคยอ่านเรื่องแบบนี้มาก่อนในทะเลลมปราณไม่มีพลังปราณหลงเหลืออยู่แต่กลับถูกแปรสภาพและไหลเวียนอยู่ในเส้นลมปราณทั่วทั้งร่างโดยมีเพลิงหลอมโอสถที่ผุดขึ้นมาแทนที่ตรงจุดทะเลลมปราณเดิมเป็นพลังงานความร้อนขับเคลื่อนให้พลังปราณไหลเวียนภายในร่างอย่างไม่มีวันสิ้นสุดหรือพูดอีกอย่างก็คือ....
ทะเลลมปราณที่เปรียบเสมือนชีวิตของผู้ฝึกตน ต่อให้ถูกทำลายไปตัวเขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายถึงชีวิต!
เว้นเสียแต่ทำลายร่างเขาทิ้งทั้งร่าง เขาถึงจะไม่สามารถฝึกได้อีกต่อไป