‘เลิกตั้งใจเรียนดีกว่า’ เสียงที่ดังในความคิดสรุปการตัดสินใจครั้งใหญ่ของธารา หลังจากใช้เวลาพิจารณาไม่ถึง 1 นาที
่ปีสุดท้ายของมัธยมที่เด็กนักเรียนขมักเขม้นกวดวิชาอย่างเดิมพันชีวิต เพราะตัวเลขคะแนนสอบกำหนดชีวิตในอนาคต เด็กหนุ่มฟุบหน้าลงไปกับสมุดแบบเรียนของสถาบันกวดวิชา ปล่อยให้เสียงเล็คเชอร์เนื้อหาวิชาเคมีในจอโทรทัศน์ลอยผ่านหูไปเหมือนเพลงกล่อม หนึ่งห้องโต๊ะนั่งเรียงรายนักเรียนในเครื่องแบบนั่งกันแออัด จอโทรทัศน์นำเสนอบทเรียนจากไฟล์วีดีโอ กระจายตามมุมต่างๆของห้องอยู่เก้าตัว ในโทรทัศน์อาจารย์กำลังตอบคำถามของนักเรียนในคลาสเรียนสดอย่างออกรสชาติ ส่วนนักเรียนในสาขาต่างจังหวัดอย่างธาราและคนอื่นๆในห้องนี้ก็มีวาสนาได้เพียงเรียนกับไฟล์วีดีโอ
ขณะที่กำลังเคลิ้ม จิตสำนึกจวนร่วงหล่นสู่ห้วงภวังค์ ความรู้สึกบางอย่างกระตุ้นส่งมาจากิัที่ท้ายทอยจนชวนวาบซ่านไปทั้งร่าง สะดุ้งเหลียวมาทิศที่น่าจะเป็ที่มาของสิ่งกระตุ้นนั้น ปลายปากกานั่นเอง ทิ้งรอยหมึกสีน้ำเงินไว้ที่ท้ายทอยของเขาหนึ่งจุด เ้าของปากกาทำหน้าตาดุๆแบบกลั้นยิ้มมาทางเขา ธารายิ้มตอบอย่างง่วงๆ
“โรคี้เีกำเริบเหรอ” เด็กสาวนั่งติดกับเขาพูด
เด็กหนุ่มปรือตายิ้ม ตอบด้วยเสียงยานคาง “อื้มม”
เด็กสาวเอื้อมมือมาขยุ้มผมรองทรงสูงที่เริ่มยาวของเขาอย่างมันส์มือ “อุตส่าห์ขยันได้เกรดสี่มายัน ม.ห้า ทำไมปีสุดท้ายที่ควรขยันที่สุดถึงมาปล่อยทิ้งอย่างงี้ล่ะ ฮะ!”
เด็กหนุ่มเอื้อมมือใหญ่ของเขามาคว้ามือเล็กของอีกฝ่าย ขนาดมือที่เหมาะกับเด็กหนุ่มความสูงร้อยแปดสิบหก ไหล่กว้างและสรีระแบบนักมวยสากลประจำโรงเรียน มือใหญ่ประสานกุมมือเล็กนั้นไว้ ในใจรู้สึกหวิวหวามเล็กน้อย
“ี้เีแล้ว เบื่อแล้ว” เขาตอบง่ายๆ
“ถามจริงๆเถอะ” เด็กสาวก้มหน้าลงมาสบตาของเด็กหนุ่ม “ถึงเธอจะรู้ตัวว่าหัวไว เรียนดีโดยไม่ต้องพยายามมาก แต่ทำไมจู่ๆเธอถึงไม่อยากเข้าคณะแพทย์แล้วล่ะ เห็นเมื่อก่อนตั้งใจมุ่งมั่นมาตลอดเลยนี่”
“เหนื่อย” เด็กหนุ่มตอบแบบประหยัดพลังที่สุด “แพทย์เรียนหกปี ไม่มีปิดซัมเมอร์”
“เนี่ยนะ เหตุผล” เด็กสาวขมวดคิ้วมุ่น ท่าทางตอนเธอขมวดคิ้วทำใจเขาหวิวเช่นกัน เธอมักขมวดมิ้วตอนแสดงความเป็ห่วงกับเขา อาจด้วยเหตุนี้เขาจึงหาเื่ทำให้เธอห่วงบ่อยๆ “โรคี้เีนี่รักษายังไงดี ต้องบิดหูมั้ย”
“ยอมแล้วค้าบบ” เด็กหนุ่มดึงมืออีกฝ่ายมาที่โต๊ะตัวเอง เกยคางทาบแล้วถูอ้อนแบบลูกแมว ตอเคราสากๆทำให้เธอจั๊กจี้หัวเราะคิกคัก หน้าแดงระเรื่อเล็กน้อยอย่างขวยเขิน
“อย่าสิธารา คนอยู่กันเยอะแยะ” เด็กสาวว่า
“อื้ม” ธาราครางตอบอย่างเซื่องซึม แต่แล้วก็ชิงหอมแก้มอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วราวงูฉก เธอตีมือใส่แต่เขาก็ฉากศีรษะหลบได้อย่างสบาย ปฏิกิริยาตอบสนองที่ว่องไวแบบนักมวย ริมฝีปากบางยิ้มระรื่นอยู่ตลอด จมูกโด่งโดดเด่นรับกับใบหน้า
“ตาบ้า!” เด็กสาวบ่น หน้าแดงขึ้นกว่าเดิม ยกมือขึ้นกอดอกปิดชื่อธันยา ที่ปักด้วยสีน้ำเงินที่อกข้างขวา ความเป็สาวแบบ่ปลายวัยรุ่นก่อเค้าเว้าโค้งเห็นผ่านนอกเสื้อได้ลางๆ ธันยาเป็หญิงสาวหน้าสวยแบบคมๆ ตาโตแฝงความดุเวลาทำหน้าปรกติ แต่เวลายิ้มช่างชวนให้มอง ในขณะที่นักเรียนชายส่วนใหญ่เห่อผู้หญิงที่หน้าเหมือนดาราหนังผู้ใหญ่ญี่ปุ่น ธาราก็ชอบธันยาในแบบของเขา
ธารารวบหนังสือและปากกายัดลงกระเป๋าเป้ รูดซิป สะพาย ยกโต๊ะติดเก้าอี้ที่พับได้ขึ้นเพื่อเตรียมจะลุก
“จะไปไหน” ธันยาถามอย่างแปลกใจ
ธารายิ้มให้อีกฝ่ายไม่ตอบคำ แต่เพราะส่วนสูงและการที่มัวแต่จ้องหน้าอีกฝ่ายทำให้ไม่สังเกตุตอนลุกขึ้น หัวกระแทกกับทีวีเบื้องบนจนจอะเื เสียง ปึง! ดังลั่นห้องชนิดที่ทำเด็กนักเรียนหญิงหลายคนสะดุ้ง จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักอย่างห้ามไม่อยู่
“ซุ่มซ่ามจริง!” ธันยาตีมือเขา หันไปมองรอบห้อง หน้าแดงอายแทนแฟนหนุ่ม ก่อนจะยกโต๊ะเบียดตัวลอดช่องว่างลุกขึ้นมาเขย่งและดึงให้อีกฝ่ายก้มหัวลงเพื่อดูว่าศีรษะของเขาเป็อะไรมากมั้ย ธาราเพียงยกนิ้วโป้งเป็การบอกว่าสบายมาก ผงกศีรษะให้กับนักเรียนคนอื่นที่นั่งแถวเดียวกันอย่างมีมารยาท ก่อนจะพยายามเบียดตัวผ่านแล้วเดินออกประตูกระจกของห้องไป
ธารานั่งละเลียดเครปด้วยสายตาที่เหม่อลอย สอดไส้กล้วยและไข่รสชาติโปรดของเขา ราคาถูกสุดคุ้มขายโดยรถเข็นหน้าตึกสถาบันกวดวิชา เขานั่งโต๊ะม้าหินอ่อนพลางทอดถอนใจ เสียดายเวลาและพลังงานที่อุตส่าห์ตั้งใจเรียนเกินจำเป็ เนื่องจากความเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เขา้าคือการได้เป็จิตแพทย์ แต่พอได้ทราบว่าขอบข่ายงานของจิตแพทย์เป็อย่างไร เขาก็ต้องส่ายหน้าเมื่อไม่ตรงความ้าตัวเอง
จิตแพทย์เน้นลงวินิจฉัยโรคและให้การรักษาที่เป็รูปธรรม มีเกณฑ์การประเมินที่จับต้องได้ ทว่าสิ่งที่เขา้าคือเปิดประตูจิตมนุษย์เข้าไปัักับความบิดเบี้ยวในนั้นให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อจะได้คลายข้อสงสัยจากค่ำคื่นที่เขาเสียพ่อและแม่ให้กับความบ้าคลั่ง เขารู้ว่าแนวทางตาม APA Schizophrenia guideline ไม่สามารถอธิบายเงาหมาป่าสีดำและคลื่นน้ำทะลักที่เขาประสบในมโนภาพได้ ในขณะที่ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ หรือการทดสอบทางจิตวิทยาของรอชาร์ดดูจะเข้าใกล้ประสบการณ์ดังกล่าวมากกว่า
คณะที่เขาอยากจะเข้าจริงๆคือคณะจิตวิทยาซึ่งไม่ได้ใช้คะแนนสอบสูงเหมือนคณะเข้ายากอันดับหนึ่งอย่างแพทย์ ธาราเสียดาย น่าจะมีคนแนะแนวเื่นี้ให้เขาั้แ่ประถมต้น จะได้เอาเวลาตั้งใจเรียนไปนอนหรือเล่นเกมให้หนำใจ
“ว่าไงพ่อคนซุ่มซ่าม”
ธาราสะดุ้งกับเสียงทักของธันยาจนเครปคำเล็กๆร่วงจากปาก ธันยาหย่อนตัวลงนั่งบนม้าหินอ่อนข้างๆเขา “ขณะที่คนอื่นตั้งใจเรียนกันอยู่ ออกมาทำอะไรล่ะเนี่ย”
“อากาศดีนะ” ธาราชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้า ยามโพล้เพล้มองไม่เห็นดวงตะวัน แต่ก็ยังไม่สิ้นแสง ทาสีม่านฟ้าเปรอะเมฆด้วยสีเทาอมม่วง หย่อมแสงแสดจางๆเคล้าขอบฟ้าทางทิศตะวันตก ดีที่ไม่ใช่เมืองกรุง ตึกสูงยังไม่บดบังทัศนียภาพเท่าไหร่ นกพิราบยืนเรียงแถวเกาะบนสายไฟ คนเดินผ่านใต้บริเวณนั้นอาจเสี่ยงกับะเิขี้นกจากฟากฟ้า
“ท้องฟ้าสวย แต่คะแนนสอบจะออกมาไม่สวยเอานะ” ธันยาว่า เอื้อมมือไปใช้นิ้วบีบจมูกเขาเล่น
“ไม่สนแล้ว พูดจริงๆ” ธาราตอบ ยื่นเครปสลับให้เธอกิน แต่ธันยาใช้นิ้วหยิกเครปโยนไปที่พื้น นกพิราบสี่ห้าตัวบินลงมาจากสายไฟเพื่อแย่งกันจิกกินเศษเครปพอดีคำ เ้าตัวใหญ่พองขนไล่ตัวเล็กพลางจิกสลับแหงนหน้าเขมือบลงคอบางจังหวะ
“ถามจริง ไม่อยากเป็จิตแพทย์แล้วเหรอ” ธันยาถามแฟนหนุ่มด้วยสีหน้าจริงจังยิ่งขึ้น “ฉันไม่ได้จะพูดแทงใจดำเธอนะ แต่เธอไม่อยากได้ทำงานที่สามารถรักษาคนที่มีปัญหาอาการทางจิตเหมือนแม่เธอแล้วเหรอ ฉันนึกว่างานนี้มันมีความหมายกับเธอเสียอีก”
ธารามองหน้าเธอนิ่ง อยากจะยิ้มให้เธอเหมือนเคยแต่ปากกลับไม่ยอมยิ้มตามใจนึก พ่นลมออกจมูกก่อนจะตอบไปว่า “ยิ่งฉันลองอ่านข้อมูลโรคจิตเภทเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าอาการที่แม่ฉันเป็ในคืนนั้นมันขัดแย้งกับธรรมชาติของโรค”
“แต่เธอก็เคยเล่าว่ามีเคสผู้ป่วยจิตเภทขาดยา แล้วนึกว่าลูกตัวเองเป็หมู ฆ่าลูกแล้วเอาไปต้ม คล้ายๆกับแม่ของเธอนี่” ธันยาพูด เอื้อมมือไปััมือเขาข้างที่ไม่ได้ถือห่อเครป “ถ้าลำบากใจ ไม่คุยก็ได้นะเื่นี้”
“ฉันโอเค” ธาราพยายามยิ้มให้เธอ รู้สึกใจเต้นแรงขึ้นเมื่อนึกถึงความทรงจำสยองในคืนนั้นเมื่อตอนห้าขวบ “จู่ๆคนเราจะเสียสติถึงขั้นหลอนหลงผิดฆ่าใครในชั่วข้ามคืนไม่ได้หรอก มันต้องมีอาการนำมาก่อนระยะหนึ่ง หูแว่ว นอนไม่หลับ ระแวง หลงผิด พูดคนเดียว ทีละนิดแล้วพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่คืนนั้นแม่ฉันเหมือนโดนใครเข้าสิงหรือครอบงำอยู่ อาการของแม่ฉันอาจจะซับซ้อนกว่าโรคจิตเภทธรรมดา”
“แม่เธออาจจะมีอาการนำมาก่อนแต่เธอไม่รู้รึเปล่า อย่าลืมว่าตอนนั้นเธอเพิ่งห้าขวบนะ”
“ก็จริง” ธาราพยักหน้าอย่างครุ่นคิด ภาพที่ตนเองคล้ายถอดจิตใจตัวเองเข้าไปอยู่จิตใจของแม่แล้วเจอกับฝูงหมาป่าเงารายล้อมยังประทับแน่นอยู่ในความทรงจำชัดทุกรายละเอียด สายน้ำที่ทะลักเข้ามาสลายเงานั้นจนหมดสิ้นคือสิ่งที่เขายังไม่ทราบความหมายและไม่เคยเล่าให้ใครฟัง แม้แต่คนที่ไว้ใจที่สุดอย่างธันยา เพราะภาพที่เห็นอาจจะเป็เพียงจินตนาการของเด็กห้าขวบที่สร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับความะเืใจอย่างรุนแรง “แม่ฉันอาจจะเป็จิตเภทจริงๆก็ได้ กรรมพันธุ์ก็เป็สาเหตุสำคัญ วันหนึ่งฉันอาจจะเป็บ้าเหมือนแม่ก็ได้”
ความห่วงใยสะท้อนผ่านการลูบมืออย่างแ่เบาและสายตาที่จ้องมองมาของธันยา “ไม่ต้องกลัวนะ จะเป็อะไรฉันก็อยู่เคียงข้างอยู่แล้ว โรคแบบนี้ถ้ามียามันก็คุมอาการได้อยู่แล้ว ถ้าลืมหรือไม่ยอมกินยาฉันก็จะคอยบิดหูเธอ”
“ขอบคุณนะ ธันยา”ธาราหันไปสบตากับอีกฝ่ายแช่นิ่ง รู้สึกถึงความอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาจากกลางอก “ใบหูฉันแข็งแกร่งเพราะเธอ”
ธันยาหลุดหัวเราะคิกคัก ยื่นมิดไปบิดหูอีกฝ่ายจนม้วนอย่างหมั่นเขี้ยว “นี่แน่ะ ไอ้คนซุ่มซ่าม ไอ้คนี้เี ไอ้คนลืมแม้กระทั่งวันสอบ นี่แน่ะ!”
“โอ๊ย! ใครก็ได้ช่วยด้วยครับ” ธาราแกล้งร้อง ภาพเด็กหนุ่มสูงร้อยแปดสิบหกโดนสาวน้อยรังแกช่างหาดูได้ยาก ธันยาหยุดบิดหูแล้วกลับมาถามอย่างจริงจังอีกครั้ง “แล้วตกลงเธออยากเข้าคณะอะไร”
“คณะจิตวิทยาของ ม.จังหวัดเรา” ธาราตอบอย่างมั่นใจ
ธันยาพ่นลมออกจมูก ส่ายหน้าอย่างช้าๆเน้นๆราวกับคุณแม่ที่เอือมระอาต่อความไม่รอบคอบของลูกชาย “ม.จังหวัดเราไม่มีคณะจิตวิทยานะธารา มีแต่คณะมนุษย์ศาสตร์เมเจอร์จิตวิทยา”
“นั่นแหละ”ธาราพยักหน้ายิ้มๆ
ธันยาก้มหน้ามองพื้น คิ้วขมวดมุ่นราวกับครุ่นคิดอย่างหนัก หากสองตาเธอเป็แว่นขยายก็คงรวมแสงแดดเป็ลำเข้มข้นเผาใบไม้แห้งที่พื้นไหม้ไปแล้ว เด็กสาวนิ่งไปครู่หนึ่งจนอีกฝ่ายสงสัย มองพื้นตรงนั้นตามก็ไม่เห็นอะไรน่าสนใจ ก้มศีรษะแหงนแหน้ามองอีกฝ่าย ก่อนจะถาม “คิดอะไรอยู่”
“ฉันตัดสินใจแล้ว”ธันยาพูดอย่างหนักแน่นราวกับคิดทบทวนมานานหลายเดือน “ฉันจะเข้าคณะมนุษย์เมเจอร์จิตวิทยาเหมือนเธอ”
ธาราเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ “เธอไม่ต้องตามฉันถึงขนาดนั้นก็ได้ เธออยากเข้าแพทย์ก็ตั้งใจต่อไปเถอะ”
“ทำไม เบื่อที่เราตัวติดกันแบบนี้เหรอ” ธันยาค้อนขวับ “อยากอยู่ห่างฉันใจจะขาดละสิ”
“เปล่า”ธาราตอบพลางถอนหายใจ การรับมืออารมณ์ของผู้หญิงที่แปรปรวนดั่งคลื่นลม บ่อยครั้งเหนื่อยกว่าซ้อมมวยเสียอีก “แบบนี้เหมือนฉัน เอ่อ… ขัดขวางอนาคตเธอน่ะ”ธาราเกาศีรษะแกรกๆอย่างเขินๆ รู้สึกรวบรวมคำพูดลำบาก “ใครก็อยากเรียนหมอทั้งนั้น”
“ห่วงตัวเองก่อนเถอะธารา” ธันยาเบะปาก “ใครจะจดเล็กเชอร์แทนเธอตอนเผลอหลับ ใครจะคอยเช็คให้ว่าเธอลงทะเบียนถูกกระบวนวิชาใครจะปลุกเธอให้ไปสอบ ถามจริง ถ้าฉันไปเรียนคณะแพทย์ที่ยุ่งมากและเวลาว่างน้อยนิด ปล่อยเธอไปดูแลตัวเองทุกอย่าง เธอจะเรียนจบมั้ย นี่ยังไม่รวมตอนที่เธอไม่สบายนะ ยาก็ไม่รู้จักหาซื้อกินเอง ฉันต้องคอยเฝ้าดูเธอกลืนยาแล้วดื่มน้ำตามกับมือ วันไหนฉันไม่อยู่ด้วยเธอก็ไม่รู้จักหาอะไรกินเอง กินแต่กระเพาไก่ไข่ดาวร้านป้าไก่ใต้หอ”
“ี้เีออกไปซื้อ”ธาราแก้ตัว
“นั่นแหละ มีอีกหลายเื่เลย เพื่อนสนิทคนอื่นก็ไม่มี ถ้าฉันพูดก็คงพูดไม่หมด ถามจริงเถอะ ถ้าเธอไปเรียนคณะมนุษย์คนเดียว เธอจะทำยังไงถ้าไม่มีฉัน”
“ก็หาใหม่ไง”ธาราตอบพร้อมรอยยิ้มยียวน
เขานึกว่าหล่อนจะทำท่ากระฟัดกระเฟียดใส่เหมือนทุกที แต่ผิดคาด คราวนี้เธออ้าปากเหวอคล้ายใในคำตอบ ก่อนจะเม้มปากนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เพียงครู่เดียวเรือนร่างก็เริ่มสั่นเทา น้ำตาที่คลอหน่วยไหลเป็เม็ดหยดลงมาตามแก้มเนียนๆทั้งสองข้าง ธาราเอามือก่ายหน้าผาก สบถด่าตัวเองเบาๆ ก่อนจะรีบเอามือตัวเองเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่าย “ฉันล้อเล่นหรอกน่า อย่าคิดมากสิ”
อีกฝ่ายยังไม่ตอบ สูดน้ำมูกสะอื้นฮักๆ แล้วค่อยตอบด้วยเสียงสั่นเครือ “ใช่สิ ฉันมันไม่มีค่า หล่อๆอย่างเธอหาผู้หญิงเมื่อไหร่ก็ได้นี่ ขนาดสาวฮ็อตอย่างแพรวลดายังชอบเธอเลยนี่”
“บ้าเหรอ หาใหม่เหนื่อยจะตาย ไม่หาหรอก และฉันก็ไม่ได้ชอบแพรวลดาด้วย”ธาราพยายามปลอบ แต่ดูเหมือนยิ่งชักใบให้เรือเสีย อีกฝ่ายเริ่มเปล่งเสียงร้องไห้กระซิกออกมา นักเรียนที่เดินผ่านไปมาบริเวณนั้นเริ่มหันมามองกัน บ้างซุบซิบ บ้างทำเป็เหมือนไม่มอง ธาราคิดไม่ออกว่าจะปลอบยังไง ยกมือยกไม้อย่างอยู่ไม่สุข
“เป็เมนส์เหรอ” ธาราถามซื่อๆ สังเกตุจากอารมณ์ที่แปรปรวนผิดปกติ
“อีบ้า!”ธันยาแหวใส่จนอีกฝ่ายสะดุ้ง “ไม่ต้องมาโทษเมนส์ฉันเลย โทษตัวเองนั่นแหละ”
“ขอโทษ จ้า ขอโทษ” ธาราอ้อนเสียงอ่อน รู้สึกว่าแค่นี้ไม่พอ น่าจะพูดอะไรเพิ่มสักหน่อย แต่คิดไม่ออกจริงๆว่าอะไรควรพูด ธารารู้สึกเหนื่อยสาหัสทุกครั้งที่ต้องพูดปลอบให้แฟนสาวกลับมาอารมณ์ดี เลยงัดไม้ตายประจำออกมาใช้นั่นก็คือสวมิญญาลูกแมว ใช้ใบหน้าถูกไซร้กับไหล่สลับกับใบหน้าของเธอ ซึ่งก็ได้ผลทุกครั้งไป จากที่กำลังร้องไห้ก็พลันหลุดหัวเราะคิกคักออกมา “พอเลย แมวั์ตัวนี้ อ้อนเก่งจริงเชียว หายงอนแล้วก็ได้”
ธันยาหงายฝ่ามือขึ้นรออย่างเป็ที่รู้กัน ธาราทำหน้ายิ้มระรื่นเอาคางตัวเองเกยบนฝ่ามือเธอ ปล่อยให้แฟนสาวเกาคางเล่นเหมือนเกาคางแมวตัวหนึ่ง
“แมวั์ตัวนี้หน้าตาหล่อนะเนี่ย”ธันยาพูดพร้อมกับรอยยิ้ม ปล่อยมือออกจากคางของเขา
“หายงอนแล้วใช่มั้ย” ธาราถาม ยื่นนิ้วก้อยไปรอ อีกฝ่ายพยักหน้ายื่นนิ้วก้อยตัวเองมาเกี่ยวเช่นกัน จากนั้นก็เปลี่ยนเป็สีหน้าจริงจัง พูดด้วยน้ำเสียงคล้ายๆดุ
“เธอทำให้ฉันต้องโดดเรียนมาด้วยเลยเห็นมั้ย ก็ได้ วันนี้ฉันจะยอมให้วันหนึ่ง แต่อย่าเพิ่งได้ใจนะ ฉันไม่ปล่อยให้เธอกลับไปนอนหรือเล่นเกมจนี้เีเสียผู้เสียคนหรอก เธอจะต้องใช้เวลาว่างให้เป็ประโยชน์ ค่ำนี้ไปซ้อมมวยที่โรงยิมก็แล้วกัน ฉันจะไปดูด้วย”
“แต่ครูโรมบอกว่าเทอมนี้ไม่ต้องไปซ้อมแล้ว”ธาราเพียรอธิบาย “ครูให้ฉันทุ่มเทอ่านหนังสือสอบ”
“ก็เธอไม่สนคะแนนสอบแล้วนี่” ธันยาย้อนจนอีกฝ่ายไปไม่เป็
“แต่ยังไงฉันก็ไม่มีลงแข่งอยู่แล้ว” ธาราไม่ยอมแพ้ สู้เพื่ออุดมการณ์แห่งความี้เี “ชอบเห็นแฟนเจ็บตัวเหรอ”
“ไม่เกี่ยวกับแข่งหรือไม่แข่ง เธอต้องไปซ้อมเพื่อจะไม่เป็คนี้เีเกินไป เข้าใจมั้ย” ธันยาพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “แล้วอีกอย่างั้แ่เธอต่อยมวยมา ฉันก็แทบไม่เคยเห็นเธอโดนต่อยเลย”
“คร้าบ เข้าใจแล้ว” ธารารับคำเสียงอ่อน เหมือนเด็กน้อยที่โดนแม่สั่งสอน
“ดีมาก”ธันยาพูดอย่างพึงพอใจก่อนจะโน้มหน้ามากระซิบข้างหูเขาอย่างเขินๆ “เธอพูดถูกอย่างหนึ่ง ฉันเป็วันนั้นของเดือนด้วยแหละ”
ธาราตบขาตัวเองดังฉาด ร่ำร้องในใจว่า ‘กูว่าแล้ว!!’