เสียงฆ้องสามครั้งดังก้องทั่วสำนักชิงเหอในยามเช้าแทรกผ่านม่านหมอกที่ยังไม่ทันจางหายไปจากเนินเขาเบื้องหลังแสงแดดส่องกระทบอาคารเรือนหมื่นหลังที่ตั้งลดหลั่นไล่ลงมาตามไหล่เขาอย่างมีระเบียบงดงาม
เซียฉินลืมตาขึ้นช้า ๆ พลางสูดลมหายใจลึกก่อนจะเอ่ยกับตัวเองอย่างแผ่วเบา
“ในที่สุด…ก็ถึงวันอิสระเสียที”
วันนี้คือวันที่สำนักเปิดอนุญาตให้ศิษย์ภายนอกสามารถออกจากเขตสำนักได้อย่างเสรีหนึ่งวันในรอบสิบห้าวันเป็นโอกาสที่หลายคนใช้กลับบ้าน ซื้อของ หรือพักผ่อนแต่สำหรับเขา…มันคือเวลาทองของการล่า
เซียฉินสวมชุดธรรมดาสีเทาอ่อน มัดผมรวบง่าย ๆก่อนเดินออกจากห้องพักในเรือนศิษย์ภายนอกพร้อมเป้ใบหนึ่งที่เตรียมไว้ตั้งแต่คืนก่อน
เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปที่ตลาด ไม่ได้ไปโรงน้ำชาไม่แม้แต่แวะหาพวกเพื่อนในกลุ่ม
เป้าหมายของเขาคือ ป่าฉู่หมิง— ป่าเก่าแก่ทางทิศใต้ที่แม้จะไม่ลึกนักแต่ก็ขึ้นชื่อเรื่องพืชพันธุ์ที่มีฤทธิ์แรงโดยเฉพาะ…สมุนไพรพิษ
ครึ่งชั่วยามต่อมา
เสียงใบไม้ไหวลู่ไปตามแรงลมเย็นยะเยือกที่แทรกผ่านรากไม้หนาทึบเซียฉินก้าวเท้าเข้าสู่ป่าฉู่หมิงอย่างระมัดระวัง มือหนึ่งถือมีดสั้น อีกมือแบแผ่นยันต์จารึกไว้ด้วยรายชื่อสมุนไพรที่ต้องการ
“เถาโลหิตคราม…ใบเหมันต์มืด…รากหลบหลอน…”เขาพึมพำขณะเดินลึกเข้าไปในเขตที่เริ่มชื้นและคลุ้งกลิ่นเฉพาะตัว
สายตาคมของเขากวาดไปตามพงหญ้า เงาไม้ และรากไม้ใหญ่ก่อนจะหยุดที่พุ่มเตี้ย ๆ ที่มีเถาวัลย์สีแดงเข้มเลื้อยซ่อนตัวอยู่ใต้เงาใบไม้
“เถาโลหิตคราม”...มีจริงในที่แบบนี้ด้วยหรือ?
เซียฉินย่อตัวลง พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะค่อย ๆใช้ปลายมีดเฉือนเถาวัลย์อย่างเบามือ รอยตัดเผยให้เห็นของเหลวสีแดงคล้ำไหลซึมออกมากลิ่นคาวฉุนลอยแตะจมูกทันที
“กลิ่นเหมือนเลือดสัตว์ป่า…แต่เย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง” เขาขมวดคิ้วแต่สีหน้ากลับเป็นประกาย เขาหยิบขวดแก้วจากในเป้และเก็บตัวอย่างใส่อย่างระมัดระวัง
หลังกว่าสองชั่วยามเซียฉินเก็บสมุนไพรไปได้หลายชนิดทั้งที่คุ้นเคยและไม่เคยพบมาก่อนแต่ขณะที่กำลังจดบันทึกข้อมูลต้นหนึ่ง…เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
ฟึ่บ…
เสียงฝีเท้าเบา ๆ กดลงบนใบไม้แห้ง เซียฉินพลิกตัวกลับทันควันพลางคว้ามีดขึ้นตั้งท่า
แต่สิ่งที่เขาเห็น…คือเงาร่างของใครบางคนที่คุ้นตา
“แอบมาเล่นยาอีกแล้วรึ?” เสียงทุ้มเย็นเอ่ยขึ้น
เซียฉินคลายท่าเมื่อเห็นว่าเป็น ลู่เหมยฉิง
หญิงสาวในชุดคลุมสีน้ำเงินสะท้อนแดด ผูกผมไว้ลวก ๆ ข้างหลังเธอยืนกอดอกมองเขาด้วยแววตาที่อ่านยากเหมือนเคย
“ข้าไม่ได้เล่น…ข้าทดลอง” เซียฉินตอบเรียบ ๆ
ลู่เหมยฉิงถอนหายใจ “เจ้าใช้เถาโลหิตครามคู่กับรากหลบหลอนหรือไม่?”
“…รู้ได้ไง?” เขาขมวดคิ้ว
“กลิ่นมันแรงจนสัตว์อสูรยังหนี ขืนยังใช้สูตรพวกนี้ในสำนักเจ้าคิดว่าจะไม่มีใครสังเกตหรือ?”
เซียฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ
“ข้ารู้ว่าทางนี้มัน…ไม่ธรรมดา แต่อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งที่ข้าทำได้จริง ไม่ต้องแย่งตำรา ไม่ต้องฝึกวิชาระดับสูง แต่ใช้สมองใช้เวลา ใช้ความเข้าใจ…นั่นแหละ คือพลังที่แท้จริงของข้า”
ลู่เหมยฉิงเดินไปหยิบสมุนไพรต้นหนึ่งจากตะกร้าแล้วพูดเสียงเรียบ
“เจ้าใช้ใบนี้แทนรากหลบหลอน…ฤทธิ์มันอ่อนกว่าแต่คุมง่ายกว่ากลิ่นก็เบา ไม่สะดุดจมูกใครโดยไม่จำเป็น”
เซียฉินมองเธออย่างเงียบงัน“เหตุใดเจ้าต้องช่วยข้า?”
“ข้าช่วยไม่ใช่เพราะเห็นด้วยกับเจ้าทั้งหมด”เธอตอบเสียงนิ่ง “แต่ถ้าเจ้าจะเดินบนเส้นทางนี้ ก็อย่าเดินโดยไม่รู้ว่ามันมีหนาม”
เซียฉินพยักหน้าเบา ๆ ไม่ตอบโต้อะไรเขาไม่ได้มองเธอเป็นผู้สอนหรือผู้ชี้นำ แต่คำพูดเหล่านั้น…ก็ไม่ใช่ไร้ค่า
“เก็บสมุนไพรพอแล้วก็รีบกลับถ้ามืดแล้วมันจะอันตราย ” ลู่เหมยฉิงพูดพลางหันหลังให้ แล้วเดินลับไปกับสายลม
แสงแดดเอื่อยเฉื่อยทอดผ่านพงใบไม้เซียฉินมองไปยังรากสมุนไพรในมือตน ก่อนจะจดบันทึกต่อด้วยความเงียบ