บทที่51 ตระกูลหรง
พอเลิกเรียนวันนี้ท่านพ่อก็ไปกับเถ้าแก่อู๋คงจะไปจัดการเรื่องไร่ธัญพืชและฝากเธอให้กลับบ้านกับอาหรงเสีย ตอนแรกอาหรงเสียก็จับมือเธอเดินดีอยู่หรอกแต่เพราะพรของอันผิง ถ้าตอนไหนเขาต้องการโชว์เสน่ห์ตัวเอง ตอนนั้นก็เดินสะดุดโน่นนี่ไปตามทางจนพี่สาวสือแอบกระซิบว่า
“ท่าทางอาของเจ้าจะซุ่มซ่ามสงสัยเป็นคุณชายที่คงแก่เรียนมากเกินไป”
แม้จะกระซิบกัน แต่เพราะเดินมาด้วยกัน ใกล้เพียงนี้อาหรงเสียย่อมได้ยิน เขาทำได้แค่ยิ้มแห้งให้เด็กๆ ส่วนพวกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็แอบหัวเราะกับท่าทางของอาหรงเสีย
เอานะท่านอาหรงเสีย ทนไปก่อนสักพักนะเจ้าคะถ้าท่านเลิกนิสัยคุณชายจอมล่อลวงได้เมื่อไหร่ ก็คงไม่เป็นไร เมื่อกลับถึงบ้านพี่สาวสือก็กล่าวลาอันผิงและท่านอาหรงเสีย
ทั้งบ้านจึงเหลือสองคนด้วยท่านแม่ยังต้องดูแลการผลิตเต้าหู้ขายออกสู่ตลาด เมื่อลงตัวก็คงกลับมาอยู่บ้านในห้องครัวมีซาลาเปาเห็ดหอมอยู่ในซึ้งแค่อุ่นกินก็ได้แล้ว
ทั้งบ้านมีอยู่สองคน และเธอยังไม่ได้รับอนุญาตให้จุดไฟก็ต้องเป็นอาหรงเสียผู้นี้ เขาดูทำสีหน้าลำบากใจ ลองอยู่นานจนหน้าดำก็ติดไฟไม่ได้สักที เสียตัวจุดไปก็หลายตัว
อาหรงเสียเองก็ดูท้อใจ เขานั่งลงบนพื้นอย่างไม่มีมาดอาจเพราะอันผิงจ้องมองอยู่ เมื่ออาหรงเสียหันมาเห็นหลานตัวน้อยที่มองเขาตาปริบๆก็เหมือนมีแรงฮึดขึ้นมา อันผิงเองก็สงสาร สุดท้ายก็ทำเรื่องไร้สาระโดยใช้พรขอให้จุดไฟติด แน่นอนว่าท่านอาหรงเสียนั้นดีใจมาก
“ผิงเอ๋อร์หลานข้า ไฟ ไฟติดแล้ว”
อันผิงพยักหน้า แสดงกิริยาเหมือนกับที่อันหยางทำอะไรได้
“ท่านอาเก่งมากเจ้าค่ะ”
ก็ไม่รู้ว่ามันถ่ายทอดทางพันธุกรรมไหม อาผู้ซึ่งมาดเยอะก็ยืดอกยืดคอตัวเองอย่างอันหยางเวลาทำอะไรได้ และแน่นอนเธอก็ทำ
สรุปพวกเราอาหลานก็ได้กินซาลาเปาเห็ดหอมกันเสียที
เมื่อกินเสร็จอาหรงเสียก็เก็บถ้วยชามที่ใส่ซาลาเปาไปล้าง อืมดูท่าอาหรงเสียก็ไม่ใช่ไม่เอาการเอางาน จากนั้นเขาก็เอาตำราของท่านพ่อมานั่งอ่าน
ส่วนอันผิงนั่งอยู่ที่โต๊ะเตี้ยของตัวเอง ในใจกำลังนึกถึงที่ดิน ที่อยู่ติดกับไร่สวนของครอบครัวตนเองที่ท่านพ่อซื้อเพิ่มมาอีกเยอะ ซึ่งน่าจะเอาไว้เตรียมปลูกโมลี่ฮวาทุกครั้งท่านพ่อซื้อที่ครั้งหนึ่ง เธอก็จะขอพรให้ดินอุดมสมบูรณ์ครั้งหนึ่งและท่านพ่อก็ซื้อเพิ่มเรื่อยๆ
เธอจึงรู้สึกว่าขอพรเดิมๆ ซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ก็เกิดอาการเสียดายพรถึงแม้ตอนนี้จะมีอยู่เยอะมากก็ตามที ก็นะผ่านมากี่เดือนแล้วล่ะอันผิงเลยจัดการขอพรแบบรวบรัดทีเดียว โดยให้ที่ดินตั้งแต่บ้านเธอ ไม่ว่าด้านหลังด้านหน้า ด้านข้าง จนไปถึงตีนเขา ส่วนด้านหน้าก็นับไปอีก 40หมู่ ให้ดินอุดมสมบูรณ์ปลูกอะไรก็งาม
อันผิงค่อนข้างมั่นใจว่า เดี๋ยวท่านพ่อก็ต้องซื้อที่ดินไปเรื่อยๆเป็นแน่ ก็เลยขอมันไปเสียทีเดียวเลยละกัน ถ้าใครบังเอิญมาซื้อด้วยก็ถือว่าได้โชคไปด้วยก็แล้วกัน
ตอนนี้ต้นกล้าโม่ลี่ฮวาก็พร้อมแล้ว รอเวลาที่จะลงดินเสร็จจากเรื่องไร่ธัญพืชท่านพ่อก็คงจะกลับมาจัดการปลูกโม่ลี่ฮวาต่อและอดไม่ได้จะเหลือบไปมองญาติที่โผล่มา นั่งอ่านหนังสืออย่างสงบตอนอาหรงเสียนิ่งอ่านหนังสือ ก็ดูดีไม่น้อยความจริงเธอก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องญาติของท่านพ่อมากนัก
ก่อนหน้านี้ไม่คิดจะตรวจหา เพราะมีอยู่กันแค่นี้ก็สบายดีแต่ตอนนี้ต่อมอยากรู้เริ่มทำงาน สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ใช้การค้นหาประวัติของตระกูลหรง
‘ตระกูลหรง เดิมทีเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นในราชสำนักทำความดีความชอบ ได้บรรดาศักดิ์สืบทอดกันมายาวนานและแต่ละรุ่นก็มีคนเก่งสืบทอดกันมาเรื่อย จนมาตกในรุ่นท่านปู่ทวด ซึ่งเป็นบิดาของหรงฮุ่ย ซึ่งก็คือมารดาของอันหาน ได้เลือกข้างผิด สนับสนุนอ๋องท่านหนึ่งแต่รัชทายาท ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน โค่นล้มอำนาจอ๋องท่านนั้นได้จึงทำให้ตระกูลหรงโดนร่างแหไปด้วย
เมื่อองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ แน่นอนว่าย่อมไม่เก็บเสี้ยนหนามไว้หาเรื่องยึดทรัพย์สินตระกูลหรงและปลดออกจากยศถาบรรดาศักดิ์ที่เคยได้รับสืบทอดกันมายังดีไม่ห้ามลูกหลานไม่ให้สอบขุนนาง แต่กว่าจะไต่เต้าขึ้นมาก็คงลำบากเพราะมิตรสหายในอดีตไม่คบค้า
เรื่องนี้ก็อย่างเช่นคนตรงหน้านี้ อาหรงเสียเดิมทีเขาก็ถือว่าเป็นคนเก่งคนหนึ่ง
จึงทำให้ตระกูลหรงต้องย้ายถิ่นฐาน ทุกสายตระกูลหรงแยกจากกันส่วนตระกูลหลักของท่านปู่ทวดจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ต่างเมืองต่อมาท่านปู่ทวดตรอมใจจนตาย ตอนนี้จึงเหลือเพียงท่านยายทวด และลูกหลานสายตรงเดิมทีเพราะมียศถาบรรดาศักดิ์ มีทั้งที่ดิน ทรัพย์สินมากมาย แต่ทุกอย่างกลับเก็บรักษาไว้ไม่ได้
ตอนนี้จึงเป็นเพียงครอบครัวบัณฑิตที่ตกยากยังดีว่าท่านย่าหรงฮุ่ยมารดาของอันหาน ซึ่งตอนครอบครัวรุ่งเรืองได้แต่งกับเสนาบดีฉู่ เลยนำสินเดิมออกมามอบให้ครอบครัวเดิมของตน ทำให้พวกเขามีเงินทองที่จะไปตั้งรกรากกันที่ลั่วหยาง
ซึ่งเรื่องที่เกิดนี้ อันหานอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น
เดิมทีรายได้ก็มาจากหลวง ไร่สวนก็ได้รับพระราชทานมาเรื่อยๆตั้งแต่ต้นตระกูล รายได้จากการให้เช่าที่ ปลูกพืชผักก็มากโขอยู่ไหนจะร้านค้าในเมืองที่เปิดให้เช่า แล้วรอเก็บเงินทรัพย์สมบัติเงินทองก็เก็บสะสมมารุ่นต่อรุ่น มีอยู่มากมาย
แต่เพราะก้าวพลาด ทุกอย่างไม่ทันได้ยักย้าย ทุกอย่างก็หายไปกับตามีเพียงลูกสาวที่เอาสินเดิมออกมาให้ ให้คิดก็ปวดใจ จากนี้ตระกูลสิ้นอำนาจถึงจะแต่งออกแต่ตอนนี้ก็ไร้คนหนุนหลัง
เงินที่คนเป็นลูกสาวให้นั้น จึงนำไปซื้อบ้านที่ลั่วหยาง
และแม้ที่แห่งนี้จะห่างไกลจากเมืองหลวงมากแต่ข่าวคราวก็ยังมาถึงที่นี่ คนเราพอล้มคนก็ข้ามอยู่อย่างนั้น พอหันมาค้าขาย แต่ก็ต้องลองผิดลองถูกกันไป ตอนนี้ตระกูลหรงที่ลั่วหยางนั้นสภาพคล่องทางการเงินย่อมไม่ดีนัก’
จากการส่องประวัติ จึงทำให้อันผิงรู้เพิ่มเติมว่าฐานะท่านพ่อก็ไม่ธรรมดา แต่ทำไมถึงระหกระเหินมาไกลเช่นนี้ถ้าดูจากป้ายวิญญาณที่กราบไหว้ ก็คงไม่แคล้ว พอท่านย่าเสีย เมียใหม่ก็ยึดอำนาจยิ่งถ้าฝั่งนั้นมีลูกชาย สถานะของท่านพ่อยิ่งย่ำแย่
เพราะผู้ชายสมัยนี้นั้น สนใจแต่ทำงานนอกบ้าน อ่านมาหลายเรื่องเพียงคิดแต่ว่า หาเมียใหม่ ลูกก็จะมีคนเลี้ยงดู แต่ไม่ได้ดูเลยว่าเมียใหม่นั้นรักลูกจากเมียเก่าจากใจจริงหรือไม่
มองแต่ภาพลักษณ์ที่เมียใหม่แสดงให้เห็นตรงหน้าเท่านั้น ทำไมคนเป็นพ่อถึงไม่เข้าใจนะต่อให้มาเป็นแม่แต่ความจริงจะรักลูกของเมียเดิมได้เท่ากับรักลูกของตนอย่างนั้นหรือทำไมไม่สงสัยตรงนี้กันบ้างนะ
อ้า เธอก็แค่นึกถึงนิยาย และก็แค่อินเท่านั้น
แต่อันผิงก็สงสัยอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าท่านพ่อมีญาติทางฝั่งแม่ซึ่งหมายถึงท่านย่าหรงฮุ่ยอย่างนี้แถมได้สินเดิมของท่านย่าหรงฮุ่ยไปด้วย แล้วทำไมท่านพ่อไม่ไปพึ่งล่ะ ยิ่งตอนที่อันผิงป่วยด้วยแล้วเมื่อสงสัยก็ต้องค้นหาต่อไป จนบางทีก็คิดว่า พรข้อนี้ที่ขอ ในหัวข้อการค้นหานี้ถ้าไปอยู่ในโลกปัจจุบัน นี่เป็นนักสืบได้สบายๆ เลยนะ ก็ได้แต่คิดมันก็ต่างวาระกันอยู่ดี
เมื่อค้นหาเรื่องตรงนี้ที่สงสัย จึงได้ความว่า
‘อันหานเคยพาอันหลานไปหาเมื่อครั้งที่ออกจากตระกูลฉู่แม้จะคาดหวังความช่วยเหลือ แต่ก็นานเหลือเกินเพราะเมื่อท่านย่าหรงฮุ่ยเสียเมื่ออันหานเก้าขวบ ก็ไม่เคยได้ติดต่อกันอีกเลยแต่เกินความคาดหมาย ทางตระกูลหรงจึงได้มอบเงินช่วยเหลือมา 10 ตำลึงทองยายทวดที่ตอนนี้ก็ยังรู้สึกผิดที่สินเดิมของลูกสาวความจริงควรเพิ่มพูนแต่กลับลดน้อยถอยลง’
อืม เจอญาติทั้งที ฐานะญาติก็ไม่สู้ดี ครอบครัวตัวเองก็เพิ่งจะมีฐานะขึ้นสวรรค์ก็ส่งญาติมาพบปะทันที หรือนี่คือภารกิจของคนมีพร
งานนี้เห็นทีเธอต้องโกงบ้างแล้ว ถึงแม้ที่ผ่านมาอาจจะโกงนะแต่ว่าค่อยๆ ให้เป็นไปตามธรรมชาติ
แต่ครั้งนี้เธอจะใช้พรขอให้โม่ลี่ฮวาของครอบครัวอันนั้นโตไว ออกเร็วกว่าธรรมชาติของมันที่ควรจะเป็นพอลงดินหนึ่งอาทิตย์ให้แข็งแรงก่อน จากนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์ก็ออกดอกเลยธุรกิจชาจะได้เกิดไวขึ้นหน่อย
อีกอย่างเธอเคยค้นดูแล้วละแวกนี้ไปอีกไกลมาก ก็ไม่มีต้นโมลี่ฮวาเลยแล้วใครจะรู้ล่ะว่ามันออกดอกออกผลอย่างไร คิดเสร็จก็กระหยิ่มอยู่ในใจและลอบมองอาหรงเสียอีกรอบ ญาติเธอคนนี้ดูไปดูมาก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่เพราะความจริงแล้ว ถ้าพ่อแม่เธอไม่อยู่
ถ้าเป็นคนไม่ดีสักหน่อย คงจะสำรวจทั่วบ้านไปแล้วแต่นี่ท่านอาคนนี้กลับไม่ทำเช่นนั้น เขาก็นั่งอยู่ในห้องโถงนี้กับเธอ ไม่ได้ไปไหน
“ผิงเอ๋อร์หลานข้า มีอะไรไม่เข้าใจหรือ” แต่เพราะคงเผลอมองคนเป็นอานานไปหน่อย อาหรงเสียจึงละสายตาจากหนังสือหันมาถามเธอ
อันผิงจึงทำทีเป็นชี้หนังสือในมือ อาหรงเสียจึงล่ะจากหนังสือในมือเดินตรงมาแล้วก็อ่านให้ฟัง จากนั้นอาหรงเสียก็ไม่ได้กลับไปที่เก้าอี้เขาก็นั่งสอนเธออ่านไปทีละตัวอย่างใจเย็น โหมดนี้ช่างเหมือนอันหยางพี่ใหญ่ของเธอเสียจริง
แต่พอเธอแสดงสีหน้าชื่นชมมากไปหน่อยเหมือนต่อมหว่านเสน่ห์ของอาหรงเสียจะทำงาน
“ผิงเอ๋อร์หลานของข้า อาคงเป็นที่ชื่นชมของเจ้าใช่หรือไม่อาเข้าใจจุดนี้ดี ลูกศิษย์คนไหนก็ล้วนชื่นชมอาผู้นี้ของเจ้าเสมอ”
อ้า สิ่งที่ชมในใจไปก่อนหน้านี้ขอคืนได้ไหม และไม่รู้ตัวอันผิงก็ถอนหายใจออกมา ทำเอาอาหรงเสียหัวเราะออกมาก่อนจะลูบหัวน้อยๆ ของอันผิงอย่างเอ็นดู
“หลานข้า ไม่เห็นด้วยกับอาผู้นี้พูดหรือ”
“ท่านพ่อข้าเก่งที่สุด” เป็นลูกที่ดีก็ต้องยกย่องท่านพ่อสิ
“หลานข้าคิดแบบนี้ ย่อมถูกต้องใครอื่นใดจะดีเท่าพ่อแม่ของเรา กตัญญูจะนำมาซึ่งความเจริญ” แต่น้ำเสียงอาหรงเสียดูเศร้าๆ
แต่ดีว่าท่านแม่กลับมาพอดีอาหรงเสียจึงเก็บอารมณ์กลายเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส ช่างพูดช่างคุยอย่างเดิมราวกับจิ้งจกเปลี่ยนสีอย่างไรอย่างนั้น ท่านแม่คงกลัวอาหรงเสียจะเบื่อจึงให้ลุงซานหลิวพาไปเดินดูไร่สวน
เมื่อมีเชิญ อาหรงเสียย่อมไม่ปฏิเสธ อันผิงก็ย่อมตามไปสังเกตการด้วยอ้างว่าจะไปดูต้นผิงกั่ว ที่ตอนนี้โตขึ้นบ้างแล้ว พูดแล้วก็อยากใช้พรเร่งโตแต่ว่าต้นพวกนี้ชาวบ้านรู้จัก จะทำอย่างนั้นมันก็ผิดธรรมชาติเกินไปนะสิเพราะจากที่อ่านระยะเวลา 7-8 ปี ถึงจะออกลูกสงสัยตอนนั้นเธอไม่โตเป็นสาวแล้วเหรอ ตอนขอก็คิดน้อยเกินไป ไม่ได้ศึกษาข้อมูลก่อน
เข้าใจแล้วในนิยาย ทำไมถึงจะต้องไปหาของในป่าได้มากมายเพราะบางอย่างถ้าปลูกเองใช้เวลานานเกินไป
ตอนนี้ก็อาศัยเก็บผิงกั่ว(แอปเปิ้ล) จากเหล่าต้นที่ตีนเขาที่เธอขอพรไว้ก่อนละกันเพราะออกตลอดปี เรื่องนี้สร้างความแปลกใจไม่เฉพาะหมู่บ้านหยางคนต่างหมู่บ้านเองก็เดินทางมาดูด้วยเช่นกัน พอคนแวะมาดูถ้าเจอตอนสุกก็ถูกเก็บกลับไปตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านหยางเองจะเก็บไปขายก็ไม่ทันคนที่มาเที่ยวดู
ลุงซานหลิวพาอาหรงเสียไปเดินดูผักสวนครัวอวบๆ ก่อน ที่ตอนนี้ท่านพ่อใช้ปุ๋ยคอกแล้วนะผักงามกว่าเดิมอีก และเธอก็ได้ยินท่านพ่อพูดกับอาจางฝายว่าจะทำเป็นปุ๋ยให้ชาวบ้านเอาไปทดลองผสมในดินก่อนปลูกผักเมื่อได้ผลดีอย่างบ้านอันแล้ว
จากนั้นท่านพ่อก็จะขายเป็นกะบะล่ะ 10 อีแปะ ตอนนี้ท่านพ่อให้พี่น้องหลิวสามคนไปหาซื้อมูลวัว มูลไก่มาเพื่อผสมดินในอัตราส่วนที่ท่านพ่อคิดค้นเอาไว้
แม้ชาวบ้านจะสงสัย แต่มูลวัวพวกนี้ขายได้ พวกเขาย่อมขาย แม้จะชั่งละ 1อีแปะก็ตาม
อาหรงเสียเองก็ดูแปลกใจกับผักที่ต้นใหญ่เหล่านี้แต่เขาไม่ได้ถามมากความ พอจะไปดูสวนพริกก็ผ่านโรงเรือนเห็ดหอมที่ออกกลิ่นหอมอ่อนๆสีหน้าอาหลงเสียแปลกใจมาก
“ข้าผู้นี้ เพิ่งเคยได้เห็นคนเพาะเห็ดหอมได้มิใช่ว่ามันต้องเก็บตามป่าเขาหรือ”
“นายท่านหาน คิดวิธีเพาะได้ขอรับ” ลุงซานหลิวตอบอย่างภูมิใจ อาจเพราะท่านพ่อเพาะต้นพริกได้ก่อนแล้วตามมาด้วยเห็ดหอม เขาจึงมีความเลื่อมใสอย่างมาก
“ญาติผู้พี่ข้าเก่งยิ่งนัก”
“ใช่แล้วขอรับ”
จากนั้นก็ไปดูต้นพริกกันต่อ อาหรงเสียดูชมชอบมากอาจเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน จากท่าทีของเขาก็ดูไม่เห็นแววตาของความละโมบปรากฏขึ้นมา
ก็น่าจะไว้ใจได้ล่ะมั้ง
เมื่อเดินมาถึงตรงหน้าไร่ ท่านพ่อก็กลับมาแล้วและคุยงานกับพี่ซานหลิวที่ดูแลโรงเรือนเห็ดหอม ท่านอาหรงเสียแค่ทักทายและเดินกลับไปที่บ้านทำตัวรักษามารยาท เผื่อท่านพ่อจะสั่งงานอะไรพี่ซานหลิวผิดกับคนเป็นหลานที่ยิ้มแฉ่งยืนเนียนอยู่ข้างคนเป็นพ่อแทน
ซึ่งตอนนี้สามีสะใภ้หลิว หรือก็คือพี่ซื่อหลิว ก็มาร่วมฟังด้วยเรื่องไม่มีอะไรเกินความคาดหมาย นั่นก็คือการปลูกโม่ลี่ฮวานั่นเองซึ่งท่านพ่อบอกให้ทั้งสองคนไปเรียกคนงานที่ลงชื่อไว้มาทำการปลูกโม่ลี่ฮวาในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้
พี่น้องหลิวทั้งสองดูตื่นเต้นกับพืชชนิดใหม่พวกเขาคงสงสัยว่าเป็นพืชชนิดใดกันแน่เพราะพวกเขาเองตอนเข้าไปในบ้านไม่ได้เดินไปใกล้ตรงแปลงดอกไม้ของอันผิงมีเพียงอาจางฝายที่รู้เรื่องนี้ แต่เขาไม่ได้พูดกับใคร แม้แต่คนในครอบครัวเพราะไม่มีใครในครอบครัวจางมาขอดูโม่ลี่ฮวา
อาจางฝายก็ช่างดีแท้
กลับเข้าบ้านมา ก็เจออาหรงเสียนั่งอ่านหนังสืออยู่
มื้อเย็นวันนี้ไม่มีผลิตภัณฑ์ของครอบครัวอันเป็นส่วนประกอบในอาหารด้วยเพราะมีญาติมา ท่านแม่จึงซื้ออาหารเหลามาแทน รายการอาหารมีดังนี้ ปลาราดพริกไก่ย่างสามรส ขาหมูตุ๋น และหมูผัดพริก
ถึงแม้พริกจะถือเป็นผลิตภัณฑ์บ้านอันเหมือนกัน แต่ถ้าไม่ได้ทำเองก็ถือว่าไม่ใช่ก็แล้วกันนะ