ประตูศิลาบานมหึมาที่เคยปิดสนิท บัดนี้แง้มเปิดออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นความมืดมิดอันลึกล้ำภายในหอจารึกดารา เสียงกลไกโบราณเสียดสีกันแผ่วเบา ก่อนจะหยุดนิ่งลงพร้อมกับฝุ่นผงที่ร่วงกราวลงมาจากเพดาน ทีมเหยี่ยวเหล็ก ศาสตราจารย์อาร์มิเทจ และผู้ช่วยหนุ่มทั้งสอง ยืนตะลึงงันอยู่หน้าทางเข้า กลิ่นอับชื้นของกาลเวลาและพลังงานอันเข้มข้นที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านออกมา ปะทะผิวกายจนรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แปลกประหลาด
อัศวินดาราทองคำ ผู้พิทักษ์ตนสุดท้าย ร่างกายกำยำที่สูงกว่าสองเมตรครึ่ง เกราะสีทองอร่ามที่เคยสะท้อนแสงเป็นประกาย บัดนี้แตกร้าวและหมองคล้ำ มันยืนตระหง่านอยู่เพียงชั่วครู่ราวกับรูปสลัก ก่อนที่รอยปริแยกจะลุกลามไปทั่วร่างราวกับใยแมงมุม จากนั้น ร่างนั้นก็ค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีทองละเอียดลออ ค่อยๆ ลอยขึ้นไปในอากาศแล้วจางหายไปต่อหน้าต่อตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งจนแทบจะบดขยี้โสตประสาท
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่กัดกินเข้าไปถึงไขกระดูก บาดแผลฉกรรจ์จากการต่อสู้อันดุเดือดเมื่อครู่ยังคงส่งกลิ่นคาวเลือดจางๆ และควันจากการระเบิดยังคงกรุ่นลอยอ้อยอิ่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือความรู้สึกทึ่งพรืด เกือบจะไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปยังนักดาบสวมหน้ากากปริศนาในนาม "เบลด" ผู้ซึ่งยืนนิ่งสงบราวกับต้นสนที่ไม่หวั่นไหวต่อพายุฝน
พลังอันเหนือความคาดหมายของเขานั่นเองที่สามารถยืนหยัดต้านรับการโจมตีระดับ A อันบ้าคลั่งของอัศวินดาราทองคำได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และยังสามารถสร้างความเสียหายรุนแรงจนเปิดโอกาสให้ทีมเหยี่ยวเหล็กคนอื่นๆ สามารถร่วมกันโค่นมันลงได้ในที่สุด หากปราศจากเขา การต่อสู้ครั้งนี้คงจบลงด้วยความพ่ายแพ้และความตายอย่างไม่ต้องสงสัย
“ขะ...ขอบคุณพระเจ้า... ขอบคุณสวรรค์จริงๆ…” ศาสตราจารย์อาร์มิเทจพึมพำออกมาเป็นคนแรก เสียงของเขาสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัดจนต้องยกมือขึ้นพยุงแว่นตาที่เกือบจะหลุดออกจากดั้งจมูก พลางยกแขนเสื้อที่ขาดวิ่นขึ้นปาดเหงื่อกาฬที่ไหลซึมอาบหน้าผากซึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยและประสบการณ์
“ข้า... ข้านึกว่าพวกเราจะไม่รอดกลับออกไปเสียแล้วจริงๆ พลังของผู้พิทักษ์ตนนั้นมัน... มันน่าสะพรึงกลัวเกินไป เกินกว่าที่ข้อมูลของเราระบุไว้มากนัก!” เขาหอบหายใจอย่างหนัก มองไปยังจุดที่อัศวินดาราทองคำเคยยืนอยู่ด้วยแววตาที่ยังไม่หายหวาดผวา ก่อนจะหันมาทางทีมเหยี่ยวเหล็กด้วยรอยยิ้มที่อ่อนล้า
“ขอบคุณพวกท่านจริงๆ ทีมเหยี่ยวเหล็ก พวกท่านปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง... คุณเบลด” ศาสตราจารย์กล่าวพลางหันไปมองนักดาบสวมหน้ากากด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง ความยำเกรงที่ฉายชัด และความสงสัยใคร่รู้ที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า “พลังดาบของคุณ... มันช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ไม่เคยมีบันทึกใดกล่าวถึงนักดาบที่มีความสามารถเช่นนี้มาก่อนเลย”
“เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเราอยู่แล้วครับ ศาสตราจารย์” คร็อก หัวหน้าทีมเหยี่ยวเหล็กตอบ พยายามเก็บอาการเหนื่อยล้าและประเมินความเสียหายของแขนกลข้างซ้ายซึ่งบัดนี้มีประกายไฟสีฟ้าแลบแปลบปลาบออกมาเป็นระยะๆ พร้อมกับเสียงซี๊ดซ๊าดเบาๆ
“แต่ก็ต้องยอมรับตามตรงว่า ถ้าไม่ได้เบลดช่วยพลิกสถานการณ์ พลิกกระดานในจังหวะสำคัญเมื่อครู่ พวกเราคงกลายเป็นเศษเหล็กอัดกระป๋องกับกองเลือดเปรอะพื้นไปแล้วจริงๆ” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่แฝงไว้ด้วยความเหนื่อยอ่อนและยอมรับในความจริงข้อนั้น
ซิลค์ นักแม่นปืนสาวหนึ่งเดียวในทีม ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก พลางทรุดตัวลงนั่งพิงผนังอย่างหมดแรง ปืนไรเฟิลพลังงานกระบอกยาวของเธอวางพาดอยู่บนตัก คราบเขม่าและรอยไหม้ปรากฏให้เห็นหลายจุด "หมอนั่น... ไอ้หุ่นกระป๋องนั่น มันอึดกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะคะหัวหน้า เกือบจะยิงสกัดการเคลื่อนไหวของมันไม่ทันอยู่หลายครั้ง"
บาร์ก ชายร่างยักษ์ผู้ใช้โล่พลังงานขนาดใหญ่ พยักหน้าเห็นด้วย แขนขวาของเขามีรอยไหม้เป็นทางยาวจากการปะทะกับดาบพลังงานของอัศวินดารา "จริงอย่างที่ซิลค์ว่าครับ ถ้าไม่ได้เบลดคอยดึงความสนใจและหาช่องโจมตีให้ พวกเราคงโดนมันไล่ทุบทีละคนแน่ๆ"
หลี่ชิง ในตอนนี้ เพียงแค่พยักหน้ารับคำขอบคุณเล็กน้อย ดวงตาภายใต้หน้ากากยังคงจับจ้องไปยังประตูที่เปิดอ้าออกสู่ความมืดมิดเบื้องใน เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่พลังงานอันเกรี้ยวกราดของอัศวินดารา แต่เป็นพลังงานที่สงบนิ่ง ลึกล้ำ และเก่าแก่ยิ่งกว่า
ศาสตราจารย์อาร์มิเทจไม่รอช้า เมื่อเห็นว่าผู้พิทักษ์ถูกกำจัดลงแล้ว ดวงตาของเขาก็ลุกวาวด้วยความตื่นเต้นอีกครั้ง ความเหนื่อยล้าเมื่อครู่ดูเหมือนจะปลิวหายไปสิ้น เขาปรี่เข้าไปยังประตูที่เปิดออกอย่างกระตือรือร้นราวกับเด็กหนุ่มที่ค้นพบของเล่นชิ้นใหม่ "เข้าไปกันเถอะครับ! อย่าให้เสียเวลาไปมากกว่านี้เลย!" ผู้ช่วยของเขาสองคนรีบตาลีตาเหลือกเก็บอุปกรณ์และก้าวตามไปติดๆ
"เฮ้อ... ให้ตายสิคนแก่คนนี้" คร็อกส่ายหน้าอย่างระอา แต่ก็อดที่จะยิ้มออกมาบางๆ ไม่ได้ "ซิลค์ บาร์ก คุ้มกันทางเข้าไว้ก่อน ตรวจสอบรอบๆ ให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรซุกซ่อนอยู่ ข้ากับเบลดจะตามศาสตราจารย์เข้าไปดูข้างในเอง เผื่อมีอะไรไม่ชอบมาพากล"
"รับทราบค่ะหัวหน้า!" "ได้เลยครับหัวหน้า!" ทั้งสองตอบรับอย่างแข็งขัน
หลี่ชิงพยักหน้าอีกครั้งแล้วเดินตามคร็อกเข้าไปในหอคอย แสงสว่างจากไฟฉายบนหมวกของคร็อกและแสงเรืองรองจากตัวหลี่ชิงเอง สาดส่องนำทางเข้าไปในความมืด ภายในนั้นยิ่งน่าทึ่งและโอ่อ่ากว่าที่จินตนาการไว้มากนัก ผนังโค้งสูงจรดเพดานที่มองไม่เห็นยอด สลักลวดลายดวงดาว กลุ่มดาว และจักรวาลอันซับซ้อนอย่างน่าอัศจรรย์ แสงสว่างนวลตาที่ไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดใดๆ ที่ชัดเจน เล็ดลอดออกมาจากผลึกประหลาดขนาดต่างๆ ที่ฝังอยู่ตามผนังเป็นระยะๆ ราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน แท่นศิลาจารึกสูงท่วมหัว
แผ่นจารึกโลหะมันวาว และม้วนบันทึกโบราณที่ทำจากวัสดุที่ไม่รู้จัก ตั้งเรียงรายอยู่เต็มไปหมด อากาศภายในเย็นสบายและบริสุทธิ์อย่างน่าประหลาด ราวกับว่ากาลเวลาได้หยุดนิ่งอยู่ที่นี่มานับพันปี และที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ ณ ใจกลางห้องโถงอันกว้างใหญ่ มีแบบจำลองระบบสุริยะขนาดมหึมาลอยหมุนอยู่กลางอากาศอย่างช้าๆ
ดาวเคราะห์แต่ละดวงสร้างขึ้นจากโลหะและอัญมณีหลากสีสันที่ส่องประกายระยิบระยับในตัวเอง พวกมันโคจรรอบดวงอาทิตย์จำลองที่ทำจากผลึกสีทองขนาดใหญ่ซึ่งแผ่รัศมีอันอบอุ่นออกมาอย่างต่อเนื่อง
"เหลือเชื่อ... นี่มัน... นี่มันยิ่งกว่าที่ตำราโบราณบันทึกไว้เสียอีก!" ศาสตราจารย์อาร์มิเทจถึงกับพูดไม่ออก เขาเดินไปรอบๆ แบบจำลองระบบสุริยะนั้นราวกับต้องมนต์สะกด มือไม้สั่นเทาด้วยความตื่นเต้น ผู้ช่วยทั้งสองของเขาก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน พวกเขารีบหยิบอุปกรณ์บันทึกภาพและเครื่องสแกนพลังงานออกมาทำงานทันที "เทคโนโลยีระดับนี้... ความเข้าใจในดาราศาสตร์และพลังงานจักรวาลได้อย่างลึกซึ้งถึงเพียงนี้เชียวรึ! พวกเขา... อารยธรรมโบราณนี้... พวกเขาทำได้อย่างไรกัน?"
ขณะที่ศาสตราจารย์และผู้ช่วยกำลังตื่นเต้นกับการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่และเริ่มบันทึกข้อมูลอย่างขะมักเขม้นราวกับกลัวว่าทุกสิ่งจะอันตรธานหายไป คร็อกก็เดินสำรวจรอบๆ ห้องโถงอย่างระมัดระวัง ดวงตาภายใต้หมวกเหล็กกวาดมองทุกซอกทุกมุมเพื่อประเมินสถานการณ์และความปลอดภัย เขาไม่ได้สนใจความรู้โบราณมากเท่ากับความเป็นไปได้ที่จะมีกับดักหรือผู้พิทักษ์ตนอื่นซ่อนตัวอยู่
ส่วนหลี่ชิงนั้น สายตาของเขากลับไม่ได้จับจ้องไปที่แบบจำลองระบบสุริยะอันน่าตื่นตา หรือจารึกโบราณอื่นๆ แต่กลับจับจ้องไปยังแท่นศิลาต้นหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประตูทางเข้า บนนั้นมีสัญลักษณ์รูปดาบสลักไว้อย่างเด่นชัด มันเป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่เขาเห็นบนเกราะของอัศวินดาราทองคำ และบนบานประตูศิลาบานนอก
คราวนี้เขามองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนยิ่งขึ้นภายใต้แสงสว่างที่เพียงพอ มันไม่ใช่แค่รูปดาบธรรมดาๆ แต่เป็นดาบยาวเรียวที่มีลักษณะเฉพาะตัว ปลายดาบแหลมคม ด้ามจับดูโบราณและสลักลวดลายที่มองไม่ออกว่าเป็นอะไร และที่สำคัญที่สุดคือ มีอักขระโบราณบางอย่างสลักอยู่บนใบดาบจางๆ ซึ่งดูคล้ายกับภาษาที่เขาไม่เคยเรียนรู้ แต่กลับรู้สึก... คุ้นเคยอย่างประหลาด
‘ทำไม... ทำไมข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ดาบเล่มนี้ กับอักขระพวกนี้จัง...’ ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัวของหลี่ชิง ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแห่งความสับสนและความสงสัยในใจ มันเหมือนกับความทรงจำที่ขาดหายไป เหมือนกับภาพเลือนรางที่พยายามจะมองให้ชัดแต่ก็ทำไม่ได้ เขายื่นมือออกไปสัมผัสกับสัญลักษณ์ดาบนั้นอย่างช้าๆ ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามรอยสลักอันเย็นเฉียบ ทันใดนั้น เขารู้สึกถึงกระแสพลังงานอุ่นๆ ไหลผ่านปลายนิ้วเข้ามาในร่างกาย เป็นความรู้สึกที่อ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยพลังอันบริสุทธิ์
วูบ!
ภาพบางอย่างวาบเข้ามาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว – ภาพของดาบเล่มหนึ่งที่ส่องแสงเรืองรอง... ภาพของมือที่กำลังกวัดแกว่งดาบเล่มนั้นอย่างชำนิชำนาญ... เสียงโลหะกระทบกัน…
เขาสะดุ้งเล็กน้อย รีบชักมือกลับ ความรู้สึกคุ้นเคยนั้นยิ่งชัดเจนขึ้น แต่ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก มันคืออะไรกันแน่? ความทรงจำจากชาติที่แล้ว? หรือเป็นผลจากคลาส "ดาบ" ที่เขาปลุกพลังได้? คลาสที่ไม่มีใครเคยมี ไม่มีใครเข้าใจ แม้แต่ระบบก็ยังไม่สามารถระบุระดับของสกิลได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้นเอง! ความเงียบสงบภายในหอจารึกดาราก็ถูกทำลายลงอย่างฉับพลัน!
ปรี๊ดดดดดด! ปรี๊ดดดดดด! ปรี๊ดดดดดด!
อุปกรณ์สื่อสารที่ติดตั้งอยู่บนข้อมือของคร็อกส่งเสียงเตือนภัยดังลั่นขึ้นมาอีกครั้ง! แต่คราวนี้เสียงดังและถี่กว่าเดิมมาก แสงสีแดงฉานกะพริบวูบวาบจนน่าตกใจ!
“ซ่า... ซ่า... แจ้งเตือนฉุกเฉินระดับสูงสุด! แจ้งเตือนฉุกเฉินระดับสูงสุด! ตรวจพบการปรากฏของเกทมิติระดับ S เหนืออ่าวตงไห่! ยืนยันพิกัดใกล้เคียงมหานครเซี่ยงไฮ้! มอนสเตอร์ที่ตรวจพบเบื้องต้น: เลเวียธานแห่งห้วงลึก และฝูงไซเรนคลั่งจำนวนมหาศาล! ระดับภัยคุกคาม: ทำลายล้างนคร! ขอกำลังเสริมระดับจักรพรรดิทุกหน่วยที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเข้าประจำตำแหน่งและรับมือสถานการณ์โดยด่วนที่สุด! ย้ำ! ขอกำลังเสริมระดับจักรพรรดิ! นี่ไม่ใช่การฝึกซ้อม!”
เสียงประกาศอันตื่นตระหนกและเต็มไปด้วยความสิ้นหวังจากศูนย์บัญชาการใหญ่ดังออกมาจากลำโพงเล็กๆ บนข้อมือของคร็อก พร้อมกับภาพข่าวสดที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอโฮโลแกรมขนาดเล็กที่ฉายขึ้นมา ทำให้ทุกคนในหอจารึกดาราถึงกับหยุดนิ่งราวกับถูกสาป! แม้แต่ศาสตราจารย์อาร์มิเทจที่กำลังหลงใหลอยู่กับความรู้โบราณก็ยังหันขวับมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด
"เกท... ระดับ S งั้นรึ?!" คร็อกอุทานเสียงหลง ใบหน้าของเขาซีดเผือดในทันที เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผาก "บ้าไปแล้ว! นี่มัน... นี่มันระดับเดียวกับหายนะครั้งใหญ่ที่ทำลายล้างเมืองหลวงเก่าเมื่อห้าสิบปีก่อนเลยนะ!"
"เลเวียธานแห่งห้วงลึก?! ฝูงไซเรนคลั่ง?!" บาร์กที่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนดังมาจากข้างนอกรีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาสมทบพร้อมกับซิลค์ "นี่มันเรื่องจริงเหรอวะหัวหน้า?! มอนสเตอร์ระดับตำนานพวกนั้นน่ะนะ?!"
"จริงยิ่งกว่าจริง! แกดูภาพนี่สิ!" คร็อกตอบเสียงเครียดจัด พลางยกข้อมือให้ทุกคนดูภาพบนหน้าจอโฮโลแกรม
ภาพบนหน้าจอแสดงให้เห็นความโกลาหลอลหม่านที่อ่าวตงไห่อย่างชัดเจน คลื่นยักษ์สูงเท่าตึกหลายชั้นกำลังโหมกระหน่ำซัดเข้าหาชายฝั่งของมหานครเซี่ยงไฮ้อย่างบ้าคลั่ง เงาร่างมหึมาของอสูรทะเลเลื้อยยาวหลายร้อยเมตรกำลังอาละวาดอยู่กลางทะเล ครีบหลังของมันแหลมคมราวกับใบมีดโกนขนาดใหญ่โผล่พ้นผิวน้ำขณะที่มันเคลื่อนไหว
ส่วนหัวของมันมีดวงตาสีแดงก่ำหลายสิบคู่ และปากที่อ้าออกเผยให้เห็นฟันแหลมคมนับพันซี่ และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือฝูงมอนสเตอร์นางเงือก หรือ "ไซเรนคลั่ง" นับแสนนับล้านตัว ที่มีใบหน้างดงามแต่แววตาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและกระหายเลือด พวกมันกำลังโจมตีกองเรือรบและแนวป้องกันของเหล่าฮันเตอร์ที่ตั้งมั่นอยู่บริเวณชายฝั่งอย่างไม่คิดชีวิต เสียงระเบิดจากปืนใหญ่และมิสไซล์ เสียงกรีดร้องโหยหวนของเหล่าไซเรน
เสียงคำรามอันกึกก้องของเลเวียธาน ดังผสมปนเปกันจนกลายเป็นเสียงแห่งความวินาศสันตะโรที่น่าขนหัวลุก
"เซี่ยงไฮ้... ถ้าพวกมันบุกขึ้นฝั่งได้สำเร็จ... เมืองทั้งเมืองจะไม่เหลือซากแน่..." ซิลค์ที่ตามเข้ามาสมทบพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ใบหน้าของเธอซีดขาวราวกับกระดาษ
"แล้ว... แล้วใคร... ใครจะหยุดมันได้ล่ะครับ?" ผู้ช่วยศาสตราจารย์คนหนึ่งถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัว ดวงตาของเขาเบิกกว้างจับจ้องไปยังภาพความหายนะนั้น
"ระดับ S แบบนี้..." คร็อกกัดฟันแน่นจนกรามสั่น "มีเพียง... มีเพียงท่านจักรพรรดิเท่านั้น! แต่... ใครกันล่ะ? จักรพรรดิองค์ไหนที่อยู่ใกล้เซี่ยงไฮ้ที่สุดในตอนนี้?! ใครจะไปทันเวลา?!"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักๆ และเสียงสัญญาณเตือนที่ยังคงดังต่อเนื่อง ทุกคนต่างจ้องมองภาพความหายนะบนหน้าจอด้วยความรู้สึกอับจนหนทางและสิ้นหวัง มันเป็นภัยพิบัติในระดับที่คนธรรมดาหรือแม้แต่ฮันเตอร์ระดับสูงอย่างทีมเหยี่ยวเหล็กก็ไม่อาจต้านทานได้
แต่แล้ว... ฉับพลันนั้นเอง ภาพบนหน้าจอโฮโลแกรมก็ตัดไปยังมุมมองใหม่! กล้องจากโดรนสอดแนมความเร็วสูงตัวหนึ่งจับภาพไปยังจุดศูนย์กลางของความโกลาหล!
ท่ามกลางพายุคลื่นอันบ้าคลั่งและฝูงอสูรไซเรนที่กรีดร้องอย่างโหยหวน ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งลอยเด่นอยู่เหนือผิวน้ำที่ปั่นป่วน! เขาสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ที่ไม่มีรอยเปื้อนแม้แต่น้อย เรือนผมสีทองสว่างของเขาสะบัดไหวตามแรงลม แสงสว่างอันเจิดจ้าและอบอุ่นแผ่ออกมาจากร่างของเขาราวกับดวงอาทิตย์ดวงที่สองจุติลงมาบนโลก! รัศมีแห่งแสงนั้นสาดส่องขับไล่ความมืดมิดและความหวาดกลัวให้จางหายไปในทันที!
"ท่าน... ท่านหลงเทียนอี้!" บาร์กตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดีใจและความหวังอย่างสุดขีด จนแทบจะทรุดตัวลงคุกเข่า "จักรพรรดิอันดับหนึ่ง! จักรพรรดิแสง! ท่านมาแล้ว! ท่านมาจริงๆ ด้วย!"
ทุกคนในหอจารึกต่างจ้องมองภาพนั้นอย่างไม่กะพริบตา ลมหายใจของพวกเขาเหมือนจะหยุดไปชั่วขณะ พวกเขาเห็นแสงสว่างอันเจิดจ้านั้นแผ่ขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมพื้นที่หลายตารางกิโลเมตร แสงนั้นไม่ได้แผดเผาหรือทำลายล้าง แต่เป็นแสงแห่งการชำระล้างอันบริสุทธิ์
ฝูงไซเรนคลั่งนับหมื่นนับแสนตัวที่สัมผัสกับแสงนั้นต่างกรีดร้องออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของพวกมันจะสลายกลายเป็นธุลีแสงสีทองแล้วลอยหายไปในอากาศอย่างง่ายดาย!
จากนั้น จักรพรรดิแสง หลงเทียนอี้ เพียงแค่ยกมือขวาขึ้นช้าๆ นิ้วเรียวชี้ไปยังร่างมหึมาของเลเวียธานที่กำลังคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ทันใดนั้น หอกแสงสีทองขนาดมหึมาที่ยาวกว่าร้อยเมตรก็ก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่าเหนือร่างของเขา มันส่องประกายเจิดจรัสจนแสบตา ก่อนจะพุ่งทะยานลงไปราวกับสายฟ้าฟาด!
ฉัวะะะะะ!
หอกแสงสีทองนั้นเสียบทะลุผ่านเกล็ดอันแข็งแกร่งราวกับเพชรของเลเวียธาน ทะลวงผ่านชั้นไขมันและกล้ามเนื้อ เข้าไปถึงแก่นกลางของร่างอสูรทะเลได้อย่างง่ายดายราวกับแทงเต้าหู้! เสียงกรีดร้องโหยหวนสุดท้ายของเลเวียธานดังก้องไปทั่วท้องทะเล ก่อนที่ดวงตาสีแดงก่ำทั้งหมดของมันจะค่อยๆ มัวแสงลง
ร่างมหึมาของมันชักกระตุกอย่างรุนแรงสองสามครั้ง ก่อนที่จะค่อยๆ จมดิ่งหายลงไปในห้วงลึกอันมืดมิดของอ่าวตงไห่ ทิ้งไว้เพียงระลอกคลื่นที่ค่อยๆ สงบลง และความเงียบที่เข้ามาแทนที่เสียงอึกทึกครึกโครมเมื่อครู่
ภาพการต่อสู้... หรือควรเรียกว่า "การชำระล้าง" จบลงอย่างรวดเร็วและน่าทึ่งจนแทบไม่น่าเชื่อ! จักรพรรดิแสง หลงเทียนอี้ เพียงคนเดียว สามารถหยุดยั้งภัยพิบัติระดับ S ที่คุกคามจะทำลายล้างมหานครเซี่ยงไฮ้ได้ด้วยพลังอันเหนือจินตนาการ!
"สุดยอด... นี่มัน... เกินคำบรรยายจริงๆ..." คร็อกพึมพำออกมาอย่างหมดแรง เข่าของเขาอ่อนลงจนแทบจะทรุด แต่ก็ยังฝืนยืนอยู่ได้ "นี่สินะ... พลังของจักรพรรดิอันดับหนึ่ง... พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกได้..."
"แค่... แค่ยืนเฉยๆ ก็ฆ่ามอนสเตอร์ได้เป็นหมื่นเป็นแสน... แค่ชี้นิ้วก็สังหารเลเวียธานได้ในพริบตา..." ซิลค์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความยำเกรงอย่างสุดซึ้ง "พวกท่าน... พวกท่านจักรพรรดิ... อยู่คนละมิติกับพวกเราจริงๆ..."
หลี่ชิงยืนนิ่งงันราวกับรูปปั้น เขาจ้องมองภาพของหลงเทียนอี้บนหน้าจอโฮโลแกรมด้วยหัวใจที่เต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขารู้สึกได้ถึงพลังอันบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ที่แผ่ออกมาจากจักรพรรดิแสง แม้จะผ่านหน้าจอก็ตาม มันเป็นพลังที่แตกต่างจากพลังทำลายล้างอันดิบเถื่อนของเขาโดยสิ้นเชิง พลังของหลงเทียนอี้คือพลังแห่งการปกป้อง พลังแห่งความหวัง พลังที่ส่องสว่างและชำระล้าง... มันเป็นพลังในระดับที่เขายังไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้
‘ช่องว่าง... ช่องว่างระหว่างตัวข้ากับจักรพรรดิอันดับหนึ่งนั้นมัน... มันมหาศาลเกินไปจริงๆ...’ หลี่ชิงคิดในใจ เลเวล 54 ของเขาในตอนนี้ พลังดาบ 70% ที่เขาแสดงออกมา หรือแม้กระทั่งพลังทั้งหมด 100% ที่เขายังคงซ่อนเร้นเอาไว้ มันเทียบไม่ได้เลยกับเศษเสี้ยวธุลีของพลังที่หลงเทียนอี้แสดงออกมาเมื่อครู่นี้ด้วยซ้ำไป การโจมตีที่รุนแรงที่สุดของเขา อาจจะทำได้แค่สร้างรอยขีดข่วนบนเกล็ดของเลเวียธานเท่านั้น
แต่ทว่า แทนที่จะรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง หรือหวาดกลัวต่อพลังอันห่างชั้นนั้น ความรู้สึกที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจของหลี่ชิงกลับเป็นความทะเยอทะยานที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม! เปลวไฟในดวงตาของเขาภายใต้หน้ากากลุกโชนขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน! เขาไม่ได้ต้องการแค่แข็งแกร่งเพื่อแก้แค้นให้กับครอบครัว หรือเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ อีกต่อไปแล้ว
เขาต้องการพลังระดับนั้น! พลังที่จะสามารถปกป้องผู้คนนับล้านได้ด้วยตัวคนเดียว! พลังที่จะสามารถหยุดยั้งหายนะระดับ S ได้อย่างง่ายดาย! พลังที่จะสามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดได้อย่างแท้จริง! ไม่ใช่แค่ในเงามืด แต่เป็นที่ประจักษ์ต่อทุกคน!
‘จักรพรรดิแสง หลงเทียนอี้... สักวันหนึ่ง... ไม่ว่ามันจะยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด ข้าจะต้องไปให้ถึงระดับนั้นให้ได้! ข้าจะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้! แข็งแกร่งพอที่จะกำหนดชะตากรรมของตัวเองและปกป้องสิ่งที่สำคัญ!’ เขาปฏิญาณในใจอย่างหนักแน่น ดวงตาภายใต้หน้ากากทอประกายแห่งความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าจนแทบจะมองเห็นเป็นรูปธรรม สัญลักษณ์ดาบบนแท่นศิลาที่เขาสัมผัสเมื่อครู่ดูเหมือนจะสั่นสะเทือนเล็กน้อย ราวกับตอบรับต่อปณิธานอันแรงกล้าของเขา
"เอาล่ะ! ดูเหมือนว่าสถานการณ์ฉุกเฉินจะคลี่คลายไปได้ด้วยดีแล้ว เพราะท่านจักรพรรดิแสง" คร็อกพูดขึ้น ทำลายความเงียบที่ปกคลุมห้องโถงอยู่ครู่หนึ่ง เขาถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ก่อนจะตบไหล่ลูกทีมเบาๆ "แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้พวกเรารู้ว่าโลกภายนอกมันอันตรายแค่ไหน ภัยพิบัติระดับ S สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พวกเรารีบทำงานของเราในนี้ให้เสร็จสิ้น แล้วรีบกลับออกไปรายงานสถานการณ์กันเถอะ!"
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของหัวหน้าทีม ศาสตราจารย์อาร์มิเทจและทีมงานผู้ช่วยของเขารีบเร่งบันทึกข้อมูลและเก็บตัวอย่างที่สำคัญจากหอจารึกดาราให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เวลาของพวกเขามีจำกัด ส่วนทีมเหยี่ยวเหล็กก็คอยคุ้มกันและเตรียมเส้นทางกลับอย่างรอบคอบยิ่งกว่าเดิม
หลี่ชิงช่วยเก็บกวาดพื้นที่และระวังภัยรอบด้านตามปกติ เขาเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบและมีประสิทธิภาพเช่นเคย แต่ในใจของเขานั้นไม่ได้จดจ่ออยู่กับภารกิจตรงหน้าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว เขากำลังมองไปยังอนาคต มองไปยังเส้นทางที่ทอดยาวและเต็มไปด้วยขวากหนามสู่การเป็นจักรพรรดิ การได้ "สัมผัส" และ "เห็น" พลังอันยิ่งใหญ่เกินจินตนาการของจักรพรรดิอันดับหนึ่งในวันนี้ ได้จุดไฟแห่งความทะเยอทะยานในใจของเขาให้ลุกโชนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และมันจะกลายเป็นแรงผลักดันอันมหาศาลให้เขาก้าวข้ามทุกขีดจำกัดที่มีอยู่ของตัวเองต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง. เสียงเพรียกแห่งพลังยังคงก้องกังวานอยู่ในใจของเขา... เสียงของจักรพรรดิ…