ข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน

    ตอนที่ 46 ไม่กล้าขยับ

    เมื่อเห็นรอยยิ้มของเฉินเหมียวเหมี่ยว ความรู้สึกที่ลึกซึ้งบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในใจของม่อเสวียนหมิง


    มันเป็นสัมผัสที่บางเบา ราวกับหิมะที่พัดผ่านในหัวใจของเขา รู้สึกเย็นน้อย ๆ ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหว ราวกับว่าความอึดอัดและความระอาตอนล้างผักเมื่อครู่ ได้ถูกรอยยิ้มนี้ทำให้สลายหายไปหมดแล้ว


    ช่างเถอะ เห็นแก่ที่นางมีความสุข เขาจะไม่คิดมากเรื่องที่นางใช้ให้ล้างผักก็แล้วกัน


    ม่อเสวียนหมิงส่งจานผักให้ผู้อาวุโสอิ๋งที่อยู่ทางด้านหลัง ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ๆ เฉินเหมียวเหมี่ยว


    เขาสะกดไอพลังเอาไว้ จึงทำให้ดูเหมือนคนธรรมดาทั่วไปไม่มีสิ่งใดพิเศษ แต่เมื่อตกอยู่ในสายตาของเหล่าอสูร ก็ราวกับลมมรณะที่พัดมา ฟ้าดินต่างปั่นป่วนเพราะคนผู้นี้


    กระต่ายสีชมพูคุกเข่าลงเป็นตัวแรก ก่อนจะหมอบลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทา 


    ก่อนจะตามมาด้วย หมู วัว นกอีกสองตัวนั่นก็เช่นกัน


    แต่ศิษย์สำนักฮั่วชิงกลับไม่อาจสัมผัสถึงได้แต่อย่างใด ตี๋ชิงเหยาเมื่อได้ยินเจ้าตัวเล็กเอ่ยคำว่า ‘เหมียวเหมี่ยว’ ออกมา ในที่สุดก็พอจะเดาฐานะของเฉินเหมียวเหมี่ยวได้แล้ว เพราะเรื่องราวของนางแพร่กระจายไปทั่วทั้งแคว้นต้าฉู่ แม้แต่คนธรรมดาก็ยังรู้เรื่องของนางเช่นกัน ดังนั้นมีหรือที่เหล่านิกายต่าง ๆ และผู้บำเพ็ญเพียรจะไม่รู้


    ตี๋ชิงเหยาหยุดร้องไห้ทันที ดวงตาของนางเป็นประกายฉับพลัน พลางรีบเอ่ย “เหมียวเหมี่ยว? เจ้าคือเฉินเหมียวเหมี่ยวใช่หรือไม่ เฉินเหมียวเหมี่ยวคือคนที่กล้าตบหน้าตระกูลเฉินและคืนความยุติธรรมให้กับตัวเอง ดังนั้นเรือนหลังนี้จึงเป็นเรือนที่องค์ชายสามทรงประทานให้เจ้าใช่หรือไม่ อสูรมารเหล่านี้นิกายอวี่โซ่วก็เป็นผู้มอบให้เจ้างั้นหรือ?”


    มิน่าล่ะ แค่เรือนหลังเล็ก ๆ ถึงได้มีอสูรมารระดับแดนสร้างแก่นมากมายเพียงนี้!


    ที่แท้ก็เป็นเพราะนิกายอวี่โซ่วนี่เอง!


    ยังมีของวิเศษที่ปกปักรักษาเรือนหลังนี้จากสายฟ้าอีก ต้องเป็นของที่นิกายอื่นมอบให้นางเป็นแน่


    อ๊ะ! ถ้าเช่นนี้ นิกายอวี่โซ่วก็ชั่วร้ายเกินไปแล้ว ตระหนี่ถี่เหนียวกับสำนักฮั่วชิงของพวกเขา แต่เหตุใดถึงใจกว้างกับเฉินเหมียวเหมี่ยวเพียงนี้กัน?


    “เฉินเหมียวเหมี่ยว บนตัวของเจ้ายังมีของวิเศษอื่นอีกใช่หรือไม่ ที่นิกายดาวเหนือมอบให้เจ้า หรือจากนิกายเทียนเอี้ยน เจ้าเอาออกมาเถอะ ข้ายอมซื้อด้วยเงินสองเท่า อย่างไรซะเจ้าก็ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ ของวิเศษเหล่านั้นอยู่กับเจ้าก็ไร้ประโยชน์ ไม่สู้เอามันมาใช้ให้เกิดประโยชน์จะดีกว่า!”


    เมื่อเห็นท่าทางร้อนรนของตี๋ชิงเหยา เฉินเหมียวเหมี่ยวก็ยิ่งรู้สึกว่าคนผู้นี้สมองคงจะมีปัญหา


    ม่อเสวียนหมิงเดินมาหยุดข้างกายของเฉินเหมียวเหมี่ยว “เจอเรื่องยุ่งยากงั้นหรือ?”


    “เปล่าหรอก” เฉินเหมียวเหมี่ยวส่ายหน้า ไม่สนใจตี๋ชิงเหยาอีก ก่อนจะหันไปมองเหล่าอสูร “ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าทำความดีชดใช้ความผิด ส่งคนออกไปจากเรือนซะ”


    ตี๋ชิงเหยาไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง นางถลึงตาทันทีพลางเอ่ยเสียงดัง “ช้าก่อน เฉินเหมียวเหมี่ยว เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดอย่างนั้นหรือ ข้ายอมจ่ายให้เจ้าสองเท่า ถือว่าข้าขอร้องเจ้าละ หรือจะถือว่าข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าก็ได้”


    “หนี้บุญคุณของเจ้าไม่จำเป็นหรอก”


    “เจ้า!... เฉินเหมียวเหมี่ยว ข้าขอร้องเจ้าถึงเพียงนี้ เหตุใดเจ้าต้องตัดไมตรีเช่นนี้ด้วย”


    “เพราะข้าไม่มีของวิเศษจริง ๆ”


    “เจ้าจะต้องโกหกให้ได้เลยอย่างนั้นหรือ ของวิเศษอยู่ในมือเจ้าก็เหมือนไข่มุกที่ถูกฝุ่นละอองบดบัง เหตุใดเจ้าต้องดื้อรั้นเช่นนี้ด้วย?” ตี๋ชิงเหยาหลังจากรู้ฐานะของเฉินเหมียวเหมี่ยว ท่าทางวางอำนาจบาตรใหญ่ก็กลับมาอีกครั้ง 


    “หากเจ้าไม่ขายให้ข้า ภายภาคหน้าหากมีผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นรู้เข้า พวกเขาจะต้องลงมือแย่งชิงของของเจ้าไปอย่างแน่นอน เหตุใดเจ้าต้องเสี่ยงชีวิตตัวเองเช่นนี้ด้วย พวกเขาไม่ได้มีเมตตาเช่นข้าหรอกนะ ไม่แน่ แม้แต่ชีวิตของเจ้าก็อาจจะรักษาไว้ไม่ได้อีก”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวจ้องหน้าตี๋ชิงเหยาพลางหัวเราะเยาะ “ต่อให้ในมือข้ามีของวิเศษอยู่ ข้าก็ไม่ให้เจ้าหรอก สู้เอาไปให้หมูกินซะยังดีกว่า”


    เจ้าหมู “อู๊ดอู๊ด!” 


    ‘มีเรื่องดีเช่นนี้ด้วยหรือ?’


    ตี๋ชิงเหยาถูกตอกหน้าจนเกือบจะพูดไม่ออก นางเอ่ยด้วยความเกรี้ยวกราด “เจ้า!... เฉินเหมียวเหมี่ยว เจ้าไร้ซึ่งเมตตาธรรม มิน่าล่ะ เจ้าถึงไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ สวรรค์คงรู้ถึงนิสัยของเจ้า จึงได้ลงโทษเจ้าเช่นนี้!


    ที่เจ้าบอกว่าตระกูลเฉินทารุณเจ้า แท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะเจ้ากลับผิดเป็นถูกเสียเอง คนใจดำมหิตอย่างเจ้า สมควรแล้วที่ตอนนี้จะอยู่ตัวคนเดียว เจ้าคิดว่าเหล่าผู้อาวุโสของนิกายเทียนเอี้ยนจะสนับสนุนเจ้าอย่างนั้นหรือ? อย่าได้คิดเพ้อฝันไปหน่อยเลย พวกเขาก็แค่รับปากส่ง ๆ ก็เท่านั้น ไม่มีทางคอยสนับสนุนเจ้าหรอก และยิ่งไม่มีทางหนุนหลังเจ้าอย่างแน่นอน!


    หากเจ้ายังพอฉลาดอยู่บ้างก็นำของวิเศษออกมาขายให้ข้าซะดี ๆ ไม่อย่างนั้น วันหน้าในโลกบำเพ็ญเพียรของดินแดนตงโจวแห่งนี้ จะต้องไม่มีที่ให้เจ้ายืนเป็นแน่!”


    คำพูดเหล่านี้สำหรับเฉินเหมียวเหมี่ยวแล้ว นางกลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านใด ๆ ทั้งสิ้น และหาได้ใส่ใจไม่ เพราะอย่างไรเสียนางก็ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้อยู่แล้ว


    อีกอย่าง นางก็ไม่เคยคิดว่าแค่ของที่เฉินปู้เมี่ยทิ้งเอาไว้ให้จะทำให้นิกายใหญ่ ๆ คอยช่วยเหลือนางอยู่แล้ว


    คนอย่างนางไม่เคยคิดที่จะพึ่งพาผู้อื่น หากจะพึ่งก็ต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น


    เฉินเหมียวเหมี่ยวฉีกยิ้มกว้างพลางเอ่ย “พูดจบหรือยัง จบแล้วก็เชิญไปได้ ข้ายังต้องไปเตรียมมื้อค่ำต่อ”


    ตี๋ชิงเหยาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า นางขบกรามแน่นก่อนจะมองไปทางเจ้าตัวเล็ก


    “เจ้าก็ด้วย เจ้าเด็กน้อย เจ้าติดตามคนที่ไร้มโนธรรมเช่นนี้ ไม่กลัวว่าต่อไปจะเดินทางผิดและถูกคนครหาหรืออย่างไร ถึงตอนนั้นหากเจ้าถูกคนนับหมื่นนับพันชี้หน้าด่า เจ้าจะต้องเสียใจเป็นแน่!”


    เจ้าตัวเล็ก “???”


    เจ้าตัวเล็กไม่เคยเห็นคนที่ไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อน เขาโกรธจนแยกเขี้ยวออกมา กำลังคิดจะสั่งสอนสตรีผู้นี้สักหน่อย ทว่าอึดใจต่อมาเฉินเหมียวเหมี่ยวก็ตบเข้าที่ใบหน้าของตี๋ชิงเหยาเสียก่อน


    ต่อให้ไม่มีชุดคลุมขาวช่วยเสริมแรง ด้วยแรงของเฉินเหมียวเหมี่ยวเองก็ยังคงน่ากลัวอยู่ดี แก้มขาว ๆ ของตี๋ชิงเหยาบวมปูดขึ้นมาทันตาเห็น


    “โอ๊ย...”


    ตี๋ชิงเหยาล้มลงไปกองกับพื้นอยู่พักใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น “เจ้า...เจ้า...เฉินเหมียวเหมี่ยว เจ้ากล้าตบข้างั้นหรือ!?”


    แค่คนไร้ค่าที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้!


    คิดว่าอาศัยของวิเศษที่นิกายต่าง ๆ มอบให้ แล้วจะทำตัวโอหังเช่นไรก็ได้อย่างนั้นหรือ?


    หนำซ้ำยังกล้าตบนางอีกอย่างนั้นหรือ!?


    หมาบ้าอย่างตี๋ชิงเหยากล้าสาปแช่งแม้แต่เจ้าตัวเล็ก การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการล้ำเส้นเฉินเหมียวเหมี่ยว


    จากนั้นนางก็เดินไปหยิบไม้ท่อนหนึ่งมาจากลานหลังบ้านที่มีสภาพเละเทะ ค่อย ๆ ลากมันพลางก้าวเข้ามาหาตี๋ชิงเหยา แสงจันทร์ที่ตกกระทบด้านหลังของนาง ทำให้เวลานี้มองเห็นใบหน้าของนางได้เลือนราง มีเพียงดวงตาที่เป็นประกายคู่นั้นที่ยังคงจ้องเขม็งไปที่ตี๋ชิงเหยา


    เย็นเยียบ น่ากลัว


    “ตบเจ้ายังน้อยไปด้วยซ้ำ ฮ่าฮ่า ข้าจะนับหนึ่งถึงสาม ไสหัวออกไปซะ! ไม่อย่างนั้นข้าจะหักกระดูกของเจ้าด้วยมือข้าเอง”


    ตี๋ชิงเหยาชาวาบไปทั้งตัว แต่ก็ยังทำคอแข็งแล้วพูดจาท้าทาย “เจ้าคิดว่าข้ากลัวเจ้างั้นหรือ?”


    “หนึ่ง”


    เสียงนับหนึ่งของนางเบาหวิว แต่พวกหลี่อวิ๋นต่างตกใจจนสั่นสะท้านไปตั้งนานแล้ว เขารีบเข้าไปดึงตี๋ชิงเหยาพลางตะเบ็งเสียง “ศิษย์น้องเล็ก พวกเรารีบไปกันเถอะ!”


    “จะไปเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ข้าต้องได้ของวิเศษมาก่อน!”


    “โอ๊ย เร็วเข้า!”


    “สอง”


    หลี่อวิ๋นขนลุกไปทั้งตัว ไม่รอให้เฉินเหมียวเหมี่ยวนับถึงสาม ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก รีบแบกตี๋ชิงเหยาขึ้นบ่า พาศิษย์ทั้งหมดหนีออกไปด้วยสภาพทุลักทุเล


    “ปล่อยข้า! ปล่อย!”


    “โอ๊ย...”


    เสียงตะโกนด้วยความไม่พอใจของตี๋ชิงเหยายังคงดังก้องให้ได้ยิน คนทั้งกลุ่มถูกเฉินเหมียวเหมี่ยวขู่จนต้องหนีหัวซุกหัวซุน เจ้าตัวเล็กที่คลั่งไคล้เฉินเหมียวเหมี่ยวอยู่แล้ว ย่อมต้องประจบนางก่อนผู้ใด


    “เหมียวเหมี่ยวเก่งจังเลย!”


    เหล่าอสูรจึงรีบสนับสนุนทันที


    “มอมอมอ!”


    “อิ๋งอิ๋งอิ๋ง!”


    “@%#$#”


    ท่ามกลางเสียงดังโหวกเหวก เฉินเหมียวเหมี่ยวกลับเอ่ยอย่างระอา


    “เอาละ เจ้าตัวเล็กเลิกเล่นได้แล้ว เตรียมตัวไปกินข้าว เจ้ากระต่าย เจ้าเป็นลูกพี่ พาพวกน้อง ๆ เก็บกวาดลานหลังบ้านให้เรียบร้อย พรุ่งนี้ฟ้าสางข้าต้องเห็นทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่เช่นนั้น...”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวพูดไปก็นำชุดคลุมมังกรขาวมาพันบริเวณฝ่ามือไป ก่อนจะชูมือขึ้น


    ไม้กระบองที่หนาเท่าท่อนแขนพลันหักออก


    เหล่าอสูร “...”


    ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย

    คล้ายกับเรื่องข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน ที่คุณอ่าน