ตอนที่ 39 ปีศาจของลาปลาซ
เก้าร่างต่างแข็งค้างราวกับถูกสาปกลายเป็นหิน ปลายดาบของราชันพิษกลืนโลกาพลันส่องประกายเพียงเสี้ยว ก๊าซ~ เสียงสุดน่าขนหัวลุกพลันดังขึ้นก่อนร่างของกาติรัสจะหายวับในพริบตา ภายใต้สายตาทั้งสิบคู่ไม่มีใครเห็นตัวเขาแม้เพียงเงาราวกับหายไปเสียเฉยๆ ทว่า เพียงสามลมหายใจผ่านไปพลันปรากฏภาพที่ทำให้รู้สึกสั่นสะท้านไปถึงสุดขั้วของวิญญาณ ปรากฏร่างของชายหนุ่มประมาณยี่สิบสามสิบคนยืนประกบชายชุดดำทั้งเก้า ตัวตนรูปร่างของมันดูเหมือนจะไม่มีความเสถียร ภาพที่เห็นนั้นดูสั่นไหวและขาดช่วงราวกับภูติผีหายวับไปมา
การแสดงที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มขึ้นก่อนรอยยิ้มของชายหนุ่มจะแปรเปลี่ยนเป็นฉีกยิ้มกว้างจนปากจะถึงหัว ชายชุดดำทั้งเก้าและลาซิเฟียพลันรู้สึกได้ถึงเส้นขนที่ต่างลุกชูชันขึ้นด้วยความสยดสยอง ทั่วร่างสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวแต่ทว่าสิ่งที่น่าชวนสยองและทำให้ขวัญผวายิ่งกว่านั้นคือการเริงระบำที่เพิ่งจะเริ่มขึ้น จังหวะการเริงระบำมิได้รวดเร็วมันเกือบเข้าขั้นช้าเสียด้วยซ้ำและนั่นคือสาเหตุที่ทำให้มันน่ากลัว!! รอยยิ้มฉีกกว้างเทียมใบหูและใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างชวนสยดสยองพลางเริงระบำต่อไป ชายชุดดำทั้งเก้าที่ได้แต่มองดูภาพลักษณ์ที่หายวิบวับไปมาพลันเกิดความหวาดกลัวจนแทบประสาทกิน
บางคนถึงกับกุมขมับพลางก้มหน้ามองแต่พื้น คนที่มีสติที่สุดดูเหมือนจะเป็นลี่จุ้ย "อย่าไปกลัว! มันเป็นเพียงภาพลวงตา!!" แม้มันจะกล่าวเช่นนั้นหากแต่ตอนนี้ทั่วทั้งร่างต่างสั่นไหวระริกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาของมัน สั่นเสียจนราวกับจะล้มพับได้ทุกเมื่อ แม้ใบหน้าจะแสดงความกริ้วโกรธแต่ทว่ามันยังไม่สามารถกลบความรู้สึกกลัวได้เลยสักนิด
เวลานี้ราวกับเทพมรณะและเทพแห่งการระบำได้เข้าสิงสู่ร่างชายหนุ่ม การเคลื่อนที่ไม่สามารถคาดเดา แรงกดดันที่รู้สึกต้านทานไม่ได้ เรือนร่างนับยี่สิบสามสิบร่างต่างเอ่ยพูดออกมา "สามชีวิต" เสียงสุดน่าพรั่นพรึงพลันกล่าวพูดอย่างพร้อมเพรียง
ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ....
เสียงตัดผ่านบางอย่างสิ่งบางอย่างดังขึ้นอย่างถี่ระรัว สิ่งที่ชวนให้ขวัญผวาคือกาติรัสนับยี่สิบสามสิบคนที่ทำท่าตัดอากาศทุกร่างเงา ใบหน้าของพวกมันภายใต้ชุดสีดำสนิทล้วนแสดงออกมาไม่ต่างกัน ความหวาดกลัวที่ปรากฏพลางดวงตาเบิกโพลงปานถลนออกมา ทว่า มีเพียงสามคนที่แตกต่างทั่วทั้งร่างเริ่มปรากฏโลหิตสีแดงสดไหลอาบออกมาผ่านรอยตัดที่เฉียบเนียนนับพันพันรอย!!
ฉูดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
โลหิตสีแดงฉานพลันแตกกระจายพลันพุ่งทะลักออกมาอาบท่วมบริเวณโดยรอบพลางเสียงของชิ้นเนื้อที่ตกกระทบพื้นดัง ตุบ ตุบ ตุบ ร่างกายของชายชุดดำสามคนพลันถูกสับเป็นชิ้นๆในชั่วเสี้ยววินาที ทุกชิ้นส่วนล้วนมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับกล่องเก็บของสี่เหลี่ยม เรือนร่างของกาติรัสพลันปรากฏคราบโลหิตบนเสื้อผ้า มันเป็นโลหิตที่ซาดกระเซ็นเข้ามาโดน ชายชุดดำอีกหกคนที่เหลือ ทันทีที่ได้เห็นชายชุดดำสามคนตกตายภายในพริบตา ความหวาดกลัวพลันพุ่งทะยานสู่สวรรค์ พวกมันตกตายโดยไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ!!
ลาซิเฟียที่เป็นประจักษ์ในเหตุการณ์พลันเบิกตาโพลง ชายหนุ่มคนนี้สังหารผู้อื่นโดยไม่กระพริบตา ทุกการลงดาบล้วนไม่มีความปราณี แม้เขาจะรู้ว่าอีกฝั่งอ่อนแอกว่าตนอย่างมาก เขาก็ไม่มีความปราณี!! แม้เธอจะมีประสบการณ์ถึงสิบภพชาติถึงกระนั้นเธอก็ไม่แน่ใจว่าสามารถกระทำแบบเขาได้หรือไม่ ใบหน้านั่นกลับเผยความสุขยามได้หลั่งเลือดสังหารศัตรู "ขะ...เขาเป็นใครกันแน่?"
ชายชุดดำอีกหกคนกลับตื่นตะลึงอย่างที่สุด ยากจะเชื่อเหตุการณ์เบื้องหน้า ชายสามคนที่เพิ่งตายไปล้วนต่างเป็นศิษย์ภายใน เลเวลของพวกเขาสูงถึงหนึ่งพันแปดร้อย แต่พวกเขากลับตกตายในพริบตา ความหวาดกลัวกลืนกินจิตใจจนขาทั้งสองมิอาจก้าวออก คำถ้อยของลี่จุ้ยกลับย้อนหาตัวมันเอง ภาพลวงตา ภาพลวงตา ภาพลวงตา เสียงของตนเองทวนย้ำซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ชายหนุ่มที่ราวกับเป็นตัวแทนของเทพมรณะพลันเอ่ยขึ้น "พวกเจ้าเป็นใคร" ปากกล่าวพลางปลายดาบหักชี้เข้าหาเหล่าศัตรู พวกมันตกเป็นเป้าหมายอย่างพร้อมเพรียงก่อนชายหนุ่มจะทำการเชือดไก่ให้ลิงดูพลันปรากฏหยดน้ำสีม่วงเข้มขึ้นตรงปลายดาบหัก หยดน้ำสีม่วงเข้มพลันร่วงหล่นจากปลายดาบหักก่อนกระทบเข้ากับหน้าผากของชายชุดดำคนหนึ่ง
ซ่า ซ่า ซ่า ซ่า
เสียงดังบาดแก้วหูราวกับน้ำตกหลายพันชั้น หยดน้ำสีม่วงเข้มพลันสร้างรอยกลวงโบ๋ตามขนาดน้ำที่หยดไป มันเป็นพิษระดับจักรพรรดิ... แค่เพียงสัมผัสพลันกลืนกินเนื้อหนังไม่เว้นแม้แต่กระดูก!!
อ๊ากกกกกกก
เสียงกรีดร้องราวกับผุดออกจากขุมนรก มันไม่ได้ตกตายในทันทีราวกับอยากให้ได้ลิ้มรสความทรมานที่ไม่อาจจินตนาการก่อนตาย ชายชุดดำที่รู้สึกทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น เพียงเสี้ยววินาทีที่ได้สัมผัสกับพิษระดับจักรพรรดิ มันรู้สึกทรมานยิ่งกว่ากระไรดีราวกับถูกเปลวเพลิงนรกแผดเผาทำลายจากภายใน ปากพลันอ้ากว้างจนกรามค้างหากแต่มันเป็นปฏิกิริยาที่แสดงออกมาหลังจากตายไปแล้วทั่วร่างเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นซีดเซียวจนผอมแห้งราวกับหนังหุ้มกระดูก ร่างกายแห้งเหือดราวกับไม่มีน้ำพลางกลิ่นอายของพิษที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของซากศพ
ความสยดสยองของร่างศพที่ตกตายพลันสร้างความรู้สึกหวาดกลัวไปจนสุดขั้วของวิญญาณ!! ลี่จุ้ยที่เห็นสภาพศิษย์พี่ตกตายด้วยความทรมานพลันสติแตกในทันที "อ้าาาาาาา ว้าาาาาาาา" น้ำเสียงตื่นตะลึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัว
ลาซิเฟียที่เก็บคำเอาไว้ไม่ได้พลันกล่าวออกมา "ตะ...ตายแล้วหรอ" สภาพศพหลังตกตายช่างน่าสะพรึงกลัว ดูไม่ออกเลยว่าศพเป็นของผู้ใด ใบหน้าล้วนบิดเบี้ยวผิดรูปจนกลายเป็นอัปลักษณ์และผิวหนังที่ผอมแห้งยิ่งกว่าพวกซากศพ
"บอกจุดประสงค์ของพวกเจ้ามาสามประการ" เสียงของเทพมรณะเอื้อนเอ่ย
หกชีวิตต่างเหลือรอดเพียงห้าก่อนพวกมันจะแย่งกันเอ่ยคำราวกับนกแตกรัง "พวกเรามาฆ่าท่าน" "พวกเราเล็งธิดาที่อยู่ข้างท่าน" "พวกเราเพียงมารับคำสั่งมา"
หลายเสียงหลายคำตอบตีปนเปกันเสียก่อนเสียงสายตัดอากาศจะดังขึ้น ฉับ------
ฉูดดดดดดดดดดดด
หนึ่งแขนพลันขาดกระเด็นพลางปลายดาบที่อาบชโลมไปด้วยพิษ เพียงสามลมหายใจใบหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นความทรมานอย่างที่สุด ตาเหลือกพลางน้ำลายฟูมปากก่อนร่างกายจะเหือดห้างจนกลายเป็นหนังคุ้มกระดูก มันตกตายด้วยความทรมานเป็นความทรมานที่มิอาจจินตนาการได้
"บอกจุดประสงค์ของพวกเจ้ามาสามประการ" เสียงกล่าวจบก่อนกาติรัสจะพบว่ามีคนที่มีกลิ่นอายคล้ายคลึงกับคนที่เจอหน้าประตูพรรค มันเป็นกลิ่นอายของลี่จุ้ยนั่นเอง เมื่อคิดได้ดังนั้นยี่สิบสามสิบเรือนร่างพลันเชือดเฉือนอย่างรวดเร็ว
"ดะ เดี๋..."
ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ
เสียงตัดผ่านเนื้อหนังพลันดังขึ้นอย่างถี่ระรัว ปลายดาบล้วนอาบไปด้วยพิษ ร่างทั้งห้าชีวิตต่างถูกสับละเอียดจนกลายเป็นชิ้นเนื้อมนุษย์ โลหิตอาบนองบริเวณราวกับบ่อน้ำขัง ผืนหญ้าสีเขียวแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานอย่างน่าสยดสยอง ต้นไม้โดยรอบต่างเต็มไปด้วยรอยคาบเลือดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวของชายหนุ่มเอง เสื้อผ้าอาภรณ์ต่างอาบชโลมไปด้วยโลหิตทั่วทั้งร่าง ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยดเลือดยิ่งทำให้ชายหนุ่มดูเป็นที่น่าหวาดกลัวมากขึ้น ใบหน้าเวลานี้นิ่งเฉยมิได้แย้มยิ้มอย่างที่ผ่านมาก่อนริมฝีปากจะเปิดออก "ในเมื่อตัวการมาเองข้าก็ไม่จำเป็นต้องถามไถ่ให้มากความ"
สิ้นเสียงพลันสบัดดาบหักจนเกิดเสียงดัง ฟึ่บ คราบโลหิตที่เคยอาบชโลมพลันซาดกระเส็นไปยังบริเวณโดยรอบจนหมดจด ดาบหักกลับมาขาวสะอาดดังเดิม ชายหนุ่มพลันชายตามองหญิงสาวด้วยใบหน้าแย้มยิ้มก่อนเอ่ยกล่าว "ใบหน้าแบบนั่นสงสัยคงอยากจะมีเรื่องจะถามไถ่ข้าเป็นภูเขาเลยละสิ"
ใบหน้าลาซิเฟียยามนี้ไม่ต่างไปจากสาวน้อยขี้กลัวเลย ใบหน้าแสดงความหวาดผวาอย่างที่สุด การเคลื่อนไหว การใช้ศาสตราวุธ จังหวะการหายใจ การป้องกันจุดอ่อน การต่อสู้ของเขาเรียกได้ว่า "สมบูรณ์แบบ" แม้อีกฝั่งจะอ่อนแอกว่าอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มก็ไม่แม้แต่จะลดการป้องกันลงราวกับมันอยู่ในสายเลือดเป็นสิ่งที่ต้องกระทำเสมอกระทั่งเธอ "ราชันผู้พิชิต" ผู้ชำนาญศาสตราวุธทุกแขนงในระดับปรมาจารย์!! เธอยังมีความรู้สึกว่าไม่อาจเทียบเคียงกับเขาได้เลยเป็นความต่างชั้นที่ชัดเจน!!
"การใช้แรงล้วนไม่สูญเปล่าเลยสักนิด ทะ...ท่านเป็นใครกันแน่" ลาซิเฟียที่เอ่ยถามออกไปอย่างอดไม่ได้ เธอมีประสบการณ์นับสิบภพชาติ ชั่วสิบชีวิตล้วนได้พานพบคนเก่งกาจมามากมายไม่เว้นแม้กระทั่ง "ทายาทเทพบรรพกาล" พวกที่ได้ชื่อว่ามีพลังเกือบเทียบเท่ากับเหล่าเทพบรรพกาล
ยังไม่มีใครไม่มีใครเลยสักคน ไม่มีใครที่แข็งแกร่งที่ทรงพลังได้เทียบเท่ากับชายหนุ่มตรงหน้าเลย กล้าการันตีได้เลยว่าต่อให้มีเลเวลเทียบเท่ากับเขาหรือมีค่าพลังที่สูงส่งกว่าเขาอย่างห่างชั้น มันก็ไม่อาจลบความห่างชั้นของฝีมือไปได้
"เจ้ามีเวทย์ประเภทน้ำไหม" กาติรัสเอ่ยถามพลางเปรยมองทุกสัดส่วนของตนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
ลาซิเฟียที่ได้ยินดังนั้นพลันปิดตาก่อนปรากฏกลุ่มก้อนน้ำที่พุ่งออกมาจากความว่างเปล่าบริเวณฝ่ามือ ซู้มมมมม เส้นสายขนาดใหญ่ซึ่งกอปรมาจากปริมาณน้ำจำนวนมากพลันพุ่งผ่านร่างของชายหนุ่มก่อนจะหยุดลง ร่างกายเปียกชุ่มก่อนหญิงสาวจะทำให้เกิดลมพายุ อื้ออึง อื้ออึง อื้ออึง สายลมพัดผ่านก่อนร่างกายที่เปียกชุ่มจะกลับกลายเป็นแห้งสนิท
ลาซิเฟียสามารถใช้เวทมนตร์ได้โดยไม่ต้องกล่าวร่ายเรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริง ทว่า ต่อหน้าคนยุคสมัยนี้หากเธอไม่กล่าวร่ายคงไม่ต่างอะไรไปกับตัวประหลาด ต่อให้เทพมนุษย์องค์ปัจจุบันยังต้องกล่าวร่ายบทเวทย์ก่อนใช้งานเลย
ลาซิเฟียทำสิ่งที่ชายหนุ่มต้องการได้โดยเพียงฟังประโยคเดียว กาติรัสพึงพอใจพอสมควร ใบหน้าแย้มยิ้มกลับมาเป็นนิ่งเฉยดังเดิมก่อนสายตาอันคมกริบของทั้งคู่จะสบตากัน ผู้ที่สงสัยที่สุดเห็นทีจะเป็นลาซิเฟีย หญิงสาวพลันเอ่ยถาม "ท่านทราบได้อย่างไรว่าเมื่อครู่เป็นเวทมนตร์ "หวนกำเนิด" " เสียงใสเพราะชวนน่าฟังกลับแฝงไปด้วยความหวั่นเกรง
กาติรัสที่ได้ยินดังนั้นพลันพยักหน้าเล็กน้อย เป็นคำถามที่อยู่ในการคาดเดา ชายหนุ่มพลางเอ่ยปากกล่าว "นิทานการเดินทางของจ้าวแห่งมวลมนุษย์กลับมีหญิงสาวอยู่คนหนึ่งที่แปลกประหลาดอย่างที่สุด เธอมีอายุเพียงสิบห้าปี ทักษะการคำนวณของเธออยู่ในระดับที่จ้าวแห่งมวลมนุษย์ยอมรับเป็น "ปีศาจของลาปลาซ" เป็นปีศาจจากทฤษฎีของลาปลาซหนึ่งในองค์ปฐมเทพแห่งยุคปฐมเทพ มันถูกเล่าขานกันผ่านตำนานจารึกสวรรค์ เป็นหนึ่งในตัวตนที่ไม่ควรตอแยด้วย ความสามารถของปีศาจแห่งลาปลาซแทบจะถูกยอมรับในฐานะของ เทพบรรพกาลองค์ที่สิบ สุดท้ายแล้วฉากจบของเธอกลับกลายเป็นใช้มหาเวทย์ "หวนกำเนิด" หนีไปเกิดใหม่ซึ่งใช้เวลาเพียงสิบลมหายใจในการร่ายมัน"
"และในนิทานของหลายหลายตัวตนระดับตำนานต่างมีหญิงสาวที่มีฝีมือการคำนวณเรียกได้ว่าอยู่ในระดับจักรพรรดิปรากฏออกมาเสมอและฉากจบของเธอคือการใช้ มหาเวทย์ "หวนกำเนิด" เสมอเช่นกัน "
ปีศาจของลาปลาซ มันเป็นจักรพรรดิแห่งการคำนวณ เป็นที่แน่ชัดว่ายิ่งคำนวณเร็วเท่าใด มหาเวทย์ที่ใช้ก็ใช้เวลาร่ายน้อยลงเท่านั้น
มหาเวทย์ "หวนกำเนิด" เป็นเวทย์เกิดใหม่ที่ไม่อาจคาดเดาเวลาในการไปเกิดใหม่ได้ สิ่งที่น่าแปลกประหลาดคือมันจะสามารถใช้ได้ตอนอายุสิบห้าปีหรือมากกว่าเท่านั้น มันเป็นหนึ่งในบทเวทย์ปรมันต์ เป็นบทเวทย์ที่สามารถแหกกฏสังสารวัฏ ผู้ใช้บทเวทย์หรือผู้ครอบครองความรู้ของบทเวทย์ปรมันต์ต่างถูกฆ่าตายตั้งแต่สมัยยุคแห่งทวยเทพกันไปหมดแล้ว เนื่องจากบทเวทย์ปรมันต์ล้วนมีความสามารถในการเขย่าโครงสร้างของอนันตภพ และเป็นบทเวทย์ที่มีบทย่อยมากกว่าแปดหมื่นสี่พันล้านบทและเป็นบทมหาเวทย์ที่ต้องร่ายแบบต้นกำเนิดเท่านั้น!!!
แม้กระทั่งผู้ที่ได้ฉายาว่า "ราชาแห่งจอมเวทย์" ยังต้องใช้เวลากว่าแปดหมื่นสี่พันปีในการร่ายบทเวทย์ปรมันต์ซึ่งแน่นอนผลตอบแทนของมันสามารถเขย่าโครงสร้างของอนันตภพ!!!! สิ่งที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่านั่นลาซิเฟียสามารถคำนวณและร่ายมันออกมาอย่างสมบูรณ์ในเวลาแค่ "สิบลมหายใจ"
ลาซิเฟียที่ได้ยินถ้อยคำของกาติรัสเกี่ยวกับฉายา เทพบรรพกาลองค์ที่สิบ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นดูไม่ได้ทั่วร่างเริ่มสั่นระริกก่อนเอ่ยขึ้น "เทียบชั้นไม่ได้หรอก เหล่าเทพบรรพกาลน่ะเป็นสิ่งที่ข้าเทียบชั้นด้วยไม่ได้หรอก!!!" น้ำเสียงสั่นเครือราวกับเธอกำลังฝืนเล่ามันออกมา
"ข้าไม่ได้สนใจเรื่องนั่น หลังจากนั่นปีศาจของลาปลาซซึ่งเป็นหนึ่งในปีศาจจากทฤษฎีขององค์ปฐมเทพลาปลาซ น่าตกใจที่เป็นเพียงหญิงสาวที่สะสวยคนหนึ่งและเป็นหญิงสาวที่กำลังมีบ่อกักเก็บพลังเวทย์บาดเจ็บสาหัสเสียด้วย ตอนนี้ต่อกรไม่ได้แม้กระทั่งเจ้าพวกมนุษย์ธรรมดาๆ ไปเจออะไรเข้ามาละ"
ประโยคคำถามสุดท้ายแม้เขาจะรู้แก่ใจว่าลาซิเฟียไปพบเจอกับอะไรมา เขาก็ยังเอ่ยถามด้วยใบหน้าซื่อใสแน่นอน เธอจับโกหกเขาไม่ได้
อึก...
ลาซิเฟียไม่อยากจะพูดถึงมันเลย เป็นสัตว์ประหลาดตัวจริงเสียงจริงแม้การกลับมาเกิดใหม่ครั้งนี้จะเพิ่มเลเวลได้อย่างรวดเร็วแล้วก็ตาม ทั้งที่สามารถต่อกรกับสัตว์อสูรเลเวลหนึ่งหมื่นได้อย่างสบายๆ ทว่า ต่อหน้าเจ้าอสูรกายสีขาวนวลนั่น เธอกลับต้องทุ่มกำลังทั้งหมดจนกระทั่งต้องฝืนใช้ "ยืมพลังทั่วโลก" ช่างน่าเจ็บใจจริงๆ ทั้งที่ยอมทุ่มกำลังทั้งหมดแล้วก็ยังไม่สามารถสังหารมันได้อีกที่น่าตกใจกว่านั่นคือมังกรที่ปรากฏตัวออกมาในภายหลัง หากมันคิดจะโจมตีเธอ เธอคงตกตายไปนานแล้ว ช่วงเวลานั้นทั่วร่างต่างบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถร่ายเวทย์ได้เลย จะหนีโดยใช้มหาเวทย์ "หวนกำเนิด" ก็ไม่ได้
ใบหน้าหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นข่มขื่น กาติรัสกลับแตกต่างเขาแย้มยิ้มออกมาดูเหมือนเขาจะแกล้งเธอได้สำเร็จ ฝ่ามือขวาพลันเอื้อมออกไปก่อนชายหนุ่มจะกล่าวกับหญิงสาวที่ล้มพับอยู่ตรงหน้า "ลุกขึ้นมาสิ ค่อยคุยกันระหว่างเดินทางไปงานรื่นเริงก็ได้"
...สเตตัสปัจจุบัน...
ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์
เลเวล:5,346 พลังกาย:160,025 พลังเวทย์:759,889 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ