ดวงตาเข่อซิงถึงกับแข็งค้าง เช่นเดียวกับทหารทุกนายที่ทั่วบริเวณ เมื่อเห็นว่าร่างสี่ร่างที่ควรจะดิ่งลงปะทะผืนน้ำ กลายเป็นศพลอยอนาถรอให้คลื่นสาดซัดเข้าสู่ชายฝั่ง กลับรอดชีวิตได้ราวกับปาฏิหาริย์ในนิทานปรัมปรา
เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อ แต่ดวงตานับพันคู่ที่ประจักษ์เหตุการณ์คือหลักฐานที่ยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ฝันไป และสิ่งที่เกิดขึ้นคือเรื่องจริง
ในห้วงวินาทีที่ร่างทั้งสี่โดนแรงดึงดูดให้ร่วงจากนภากาศสู่ห้วงสมุทร ทันใดนั้น คล้ายกับว่ามีบางสิ่งที่ขนาดใหญ่ยักษ์โผล่พ้นขึ้นจากผืนน้ำเบื้องล่างอย่างน่าอัศจรรย์ ก่อเกิดเป็นคลื่นขนาดยักษ์แผ่กระเพื่อมทั่วทิศทาง แม้แต่เข่อซิงที่ยืนอยู่บนหน้าผาสูงหลายร้อยเมตรยังสัมผัสความเปียกชื้นไม่น้อย
คลื่นน้ำลูกแล้วลูกเล่าโหมซัดปะทะหน้าผาหิน เกิดเป็นม่านละอองน้ำกว้างใหญ่ บดบังครรลองสายตา จนเข่อซิงไม่อาจมองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นที่ผืนน้ำเบื้องล่างกันแน่ เพื่อหาคำตอบ เจ้าเมืองไคชุนจึงโบกมือสองสามครา ใช้พลังปราณปัดกวาดละอองน้ำให้หายวับไปในพริบตา
เมื่อมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจน เข่อซิงพลันตระหนักได้ว่าตนเป็นฝ่ายโดนต้มเสียจนเปื่อย ร่างศัตรูทั้งสี่ที่ควรโดนวารีเกรี้ยวกราดปลิดชีพ กลับมีสัตว์ยักษ์ตัวหนึ่งโผขึ้นจากใต้สมุทร ขนาดของมันใหญ่โตถึงขนาดบรรทุกคนได้นับร้อย รูปร่างคล้ายสิงโตทะเล ทว่าที่ด้านข้างกลับปรากฏปีกใหญ่สีดำ ลำตัวนุ่มเพียงพอที่จะกลายเป็นเบาะรองรับร่างทั้งสี่ก่อนจะสัมผัสกับพื้นน้ำชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด
“นั่นมัน…ราชสีห์สมุทรล่องเมฆา สัตว์วิเศษระดับห้า! เจ้าพวกนั้นมันเป็นใครกันแน่ เหตุใดสัตว์วิเศษชั้นสูงเช่นนี้ถึงโผล่มาช่วยพวกมัน”
หลายพริบตาผ่านไป เมื่อเข่อซิงเรียกคืนสติที่หลุดลอยจากสิ่งที่เห็นกลับคืนมาได้ จึงอุทานออกมาอย่างตกตะลึงระคนคับแค้น ก่อนที่ความเจ็บใจจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี เมื่อได้ยินเสียงของจางเหว่ยซึ่งบัดนี้เอนกายอย่างสบายอารมณ์ บนแผ่นหลังนุ่มนิ่มของราชสีห์สมุทรล่องเมฆาลอยตามสายลมมา
“ขอบคุณที่เล่นด้วยกันตลอดราตรีที่ผ่านมานะท่านเจ้าเมือง แต่ตอนนี้พวกข้าขอลาก่อน แล้วเจอกันใหม่!”
“เจ้าพวกโอหังบัดซบ! อย่าคิดว่าจะหนีรอดได้ตลอดรอดฝั่ง ข้าจะรายงานเรื่องนี้ต่อจักรพรรดิเฟยหลง และถึงตอนนั้น ทหารนับล้านทั่วทั้งจักรวรรดิเหลียนหยางจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินตามล่าตัวพวกเจ้าได้แน่!” เมื่อจนปัญญาที่จะไล่ตามต่อ เข่อซิงจึงทำได้เพียงกัดฟันอย่างเดือดดาล เปล่งเสียงตะโกนไล่หลัง
“แล้วพวกข้าจะรอ” จางเหว่ยตอบกลับด้วยสีหน้ายียวนกวนอวัยวะเบื้องล่างเป็นการทิ้งท้าย
สงครามน้ำลายจบลงพร้อมกับเหตุการณ์มหัศจรรย์ฉากต่อไปพลันเปิดม่านขึ้น เมื่อราชสีห์สมุทรล่องเมฆาโผล่ร่างพ้นน้ำเต็มตัว สองปีกใหญ่ก็เริ่มกระพือขึ้นลง แรงลมใต้ปีกโหมกระทบพื้นน้ำ ก่อเกิดเป็นคลื่นลูกใหญ่อีกคำรบหนึ่ง แผ่พุ่งอย่างบ้าคลั่งไร้แบบแผน
หลังจากนั้นเพียงชั่วพริบตา ราชสีห์สมุทรล่องเมฆาก็ค่อย ๆ โบยบินขึ้นจากผิวน้ำ ไต่ระดับความสูงสู่ท้องนภา เป็นภาพที่หากมิได้ประจักษ์ด้วยตาตัวเองคงยากที่จะเชื่อว่าสิ่งนี้คือเรื่องจริง และเพียงไม่นาน เกาะไคชุนที่เคยตั้งเด่นตระหง่านกลางผืนสมุทร กลับกลายเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ก่อนที่จะหายไปจากครรลองสายตาในที่สุด
นอกจากพลังปราณแล้ว ในจักรวรรดิเหลียนหยางยังมีสิ่งมหัศจรรย์สุดแสนพิสดารอีกมากมายที่ทำให้มนุษย์โลกอย่างอเล็กซ์และฮันเตอร์ตกตะลึงอย่างไม่จบสิ้น หนึ่งในนั้นคือสัตว์วิเศษ ดั่งเช่นราชสีห์สมุทรล่องเมฆาที่พวกเขากำลังขี่มันล่องเวหาอยู่ในตอนนี้
ทั่วเขตแดนจักรวรรดิเหลียนหยางอันกว้างใหญ่ไพศาล เหล่าสรรพสัตว์น้อยใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นสามประเภท ประเภทแรกคือสัตว์ธรรมดา เฉกเช่นอาชาที่ใช้ขี่สัญจร หรือวัวควายที่ใช้ในการเกษตรกรรมทั่วไป
ประเภทที่สองคือสัตว์วิเศษ แน่นอนว่าคำว่าวิเศษไม่ได้นำมาต่อท้ายอย่างไร้เหตุผล แต่ความวิเศษของสัตว์ประเภทนี้คือมีพลังปราณในตัว และสามารถใช้พลังปราณออกมาได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น วิหคสารทิศ ที่พวกมันถ่ายเทพลังปราณไปมาซึ่งกันและกัน เกิดเป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วทุกตารางนิ้วของจักรวรรดิเหลียนหยาง จนถูกนำมาใช้เป็นอุปกรณ์สื่อสารระยะไกลที่ทุกคนต้องพึ่งพา
เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ สัตว์วิเศษแต่ละชนิดก็มีระดับพลังปราณที่แตกต่างกันออกไป เพียงแต่การแบ่งระดับพลังปราณของสัตว์วิเศษมิใช่นักยุทธ์ฝึกหัดไปจนถึงเทพยุทธ์ผู้อยู่เหนือทั้งปวง ทว่าแบ่งออกเป็นลำดับขั้นง่าย ๆ จากหนึ่งไปถึงแปด
ด้วยเหตุนี้วิหคสารทิศที่มีพลังปราณเพียงกระจ้อยร่อยจึงจัดเป็นสัตว์วิเศษระดับหนึ่ง ในขณะที่ราชสีห์สมุทรล่องเมฆา ซึ่งมีขนาดใหญ่โตไม่น้อยหน้าวาฬสีน้ำเงินในโลกมนุษย์ พลังปราณของมันสามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับท้องสมุทรบริเวณหลายกิโลเมตรรอบตัวได้ด้วยคลื่นยักษ์ รวมถึงช่วยเสริมแรงให้ร่างใหญ่ยักษ์ของมันสามารถโบยบินเหนือท้องนภาได้ดุจวิหค อีกทั้งยังพบเห็นได้ยากยิ่ง ทั่วเขตแดนจักรวรรดิเหลียนหยางน่าจะมีจำนวนไม่เกินสิบ จึงถูกประเมินไว้สูง ในฐานะสัตว์วิเศษระดับห้า
ส่วนสัตว์ประเภทที่สามในจักรวรรดิเหลียนหยางคือ ‘สัตว์อสูร’ สัตว์ประเภทนี้เรียกได้ว่าเหมือนกับสัตว์วิเศษแทบทุกประการ ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือมันไม่ยอมศิโรราบ เป็นข้ารับใช้ต่อมนุษย์ผู้ใดโดยเด็ดขาด ไม่เพียงเท่านั้น หากบังเอิญพบเจอมนุษย์ ก็พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ หมายสังหารอย่างโหดเหี้ยมทันที
เมื่อราชสีห์สมุทรล่องเมฆาโผบินออกจากเกาะไคชุนได้ครู่หนึ่ง บทสนทนาแรกบนท้องนภายามเช้าตรู่ก็เริ่มต้นขึ้น โดยเป็นจางเหว่ยที่กล่าวกับสตรีร่างโปร่งเพรียวบางนางหนึ่ง ผู้ที่ยามนี้ผมยาวประบ่าสีดำเข้มของนางเปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำทะเล แลดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจทำลายความงดงามที่มีลงได้เลย ดวงตาเรียวคมสีเดียวกับเส้นผมยังคงทอประกายให้เหล่าบุรุษได้หลงใหล ภายใต้อาภรณ์สีฟ้าน้ำทะเล ถักทอลวดลายอย่างประณีต
“เจ้านี่ยังรู้ใจข้าเสมอ นำพาให้เจ้าราชสีห์สมุทรล่องเมฆารับตัวพวกข้าได้พอเหมาะพอเจาะตามที่นัดไว้เลยนะ หลานเฟิน” น้ำเสียงของจางเหว่ยยังคงแฝงความทะเล้นไว้เช่นเคย ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีเล็ก ขณะที่มือหนึ่งเอื้อมไปขยี้ศีรษะสตรีเจ้าของนามหลานเฟินซึ่งน่าจะอยู่ในวัยใกล้เคียงกับเขาด้วยท่าทีเอ็นดู
เมื่อโดนมือของจางเหว่ยรุกราน ผมที่เปียกฟูอยู่แล้วยิ่งทวีความยุ่งเหยิง หากเป็นสตรีทั่วไปคงต้องค้อนกลับมาวงใหญ่ หรือไม่ก็พยายามสะบัดมือทิ้ง ทว่าหลานเฟินกลับยังคงนิ่งสงบ ตอบกลับจางเหว่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ไม่เย็นชา “ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะแผนการที่หัวหน้าวางไว้อย่างรอบคอบ หลานเฟินเพียงแค่ปฏิบัติตามเท่านั้น”
สดับคำตอบเช่นนี้ จางเหว่ยจึงค่อยหยุดมือที่ขยี้ศีรษะ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนกล่าวยิ้ม ๆ
“เฮ้อ หลานเฟิน เจ้ามีพรสวรรค์ในพลังปราณธาตุน้ำแท้ ๆ แต่ไม่มีพรสวรรค์เรื่องตามน้ำเลย จะรับคำชมข้าสักประโยคไม่ได้เลยหรือ”
“หลานเฟินขออภัยหัวหน้า” ศีรษะของหลานเฟินก้มต่ำลงอีกครา พลางกล่าว
จางเหว่ยแลเห็นเช่นนี้ก็ได้แต่มองด้วยสายตาจนใจ นับตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จักตราบจนวันนี้ นอกจากพลังปราณและฝีมือที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลานเฟินผู้นี้มิเคยแปรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เป็นสตรีที่เข้มแข็ง ซื่อตรง เย็นชา และที่สำคัญคือภักดีต่อเขายิ่งชีพ
สิ่งเหล่านี้ทำให้จางเหว่ยอดเป็นห่วงไม่ได้ เนื่องเพราะหลานเฟินไม่มีทางเอื้อนเอ่ยความทุกข์ในใจให้เขาได้รับฟัง นางเพียงเก็บซ่อนทุกอย่างไว้มิดชิด ก้มหน้ากัดฟันทำหน้าที่ตามคำสั่งเขาทุกประการ แม้จะต้องเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตก็ไม่เคยปริปากบ่น แม้มิได้มีความเสน่ห์หาแบบคนรัก ทว่าจางเหว่ยก็มองหลานเฟินเป็นน้องสาวที่เขารักที่สุดคนหนึ่ง จึงอยากให้หลานเฟินได้พบพานความสุขในชีวิตบ้าง
“อ้อ ข้าได้ยินเข่อซิงพูดว่าแม่ทัพสวรรค์สองคนกำลังตามมา ความเร็วของเจ้าพวกนั้นย่อมไม่ธรรมดา และตอนนี้หากต้องปะทะกับแม่ทัพสวรรค์ที่อยู่ในระดับมหาเซียนยุทธ์ขั้นสูงเพิ่มอีกสอง เกรงว่าคงเป็นงานที่ตึงมือไม่น้อย เช่นนั้นให้ราชสีห์สมุทรล่องเมฆาเร่งความเร็วเต็มอัตราได้เลย มุ่งหน้าสู่เมืองฉางโจว!” จางเหว่ยกำชับ ทว่าสุ้มเสียงมิได้เคร่งเครียด
“รับคำสั่งหัวหน้า” หลานเฟินตอบรับหนักแน่น ก่อนเอื้อมไปสัมผัสผิวกายของสัตว์วิเศษขนาดมหึมาอย่างแผ่วเบา ราชสีห์สมุทรล่องเมฆาส่งเสียงครางเล็กน้อย จากนั้นปีกกระพือความเร็วเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับในชั่วพริบตา
ในขณะเดียวกัน จางเหว่ยหันไปอีกทางหนึ่ง กล่าวเสียงดัง ให้อีกสองชายฉกรรจ์ หนึ่งชายชรา ที่นั่งห่างออกไปไม่ไกลนักบนหลังราชสีห์สมุทรล่องเมฆาได้ยิน พลางผายมือไปทางหลานเฟินเป็นเชิงแนะนำ
“ทุกคน! นี่หลานเฟิน หัวหน้าหน่วยอาคเนย์แห่งกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา และเป็นผู้ช่วยชีวิตพวกเราในคราวนี้”
สดับคำ ทั้งสามพร้อมใจลุกขึ้น สืบเท้าราวสิบก้าวมาถึงจุดที่จางเหว่ยกับหลานเฟินยืนอยู่ ก่อนก้มตัวเล็กน้อย กล่าวขอบคุณโดยพร้อมเพรียง ทว่าอีกฝ่ายกลับดูมิได้ยินดีกับคำขอบคุณเท่าไรนัก ตรงกันข้ามนางกลับกระสับกระส่าย ยืนบิดตัวไปมา ชัดเจนว่าสตรีนางนี้เข้าสังคมกับคนแปลกหน้าไม่เก่งโดยสิ้นเชิง
“ส่วนหลานเฟิน นี่อเล็กซ์ ผู้กล้าในคำทำนายคนแรกที่ข้าพบที่เมืองไคชุน แม้ไร้ซึ่งพลังปราณแต่ถ้าได้เห็นฝีมือและวิธีการสัประยุทธ์ รับประกันได้เลยว่าเจ้าต้องตกตะลึง ส่วนนี่ฮันเตอร์ อีกหนึ่งผู้กล้าในคำทำนาย ควบตำแหน่งผู้ชนะเลิศศึกหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนคนล่าสุด ส่วนผู้เฒ่าคนนี้นามว่าลี่กัน ต่อไปนี้เขาจะเข้าเป็นหมอสมุนไพรให้กับหน่วยการแพทย์ของพวกเรา” จางเหว่ยกล่าวแนะนำ พลางผายมือไปที่เหล่าบุรุษทีละคน แม้ทุกคนจะเผยความเป็นมิตรด้วยเต็มที่ ทว่าหลานเฟินกลับยิ่งทำตัวไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม ก้มหน้างุด ใบหน้าขาวเริ่มมีเลือดฝาด ก่อนลงท้ายด้วยการการกล่าวตอบสั้น ๆ พลางโค้งตัวคำนับเป็นเวลาหลายวินาที
“หลานเฟินขอแสดงความเคารพต่อท่านผู้กล้าในคำทำนายทั้งสอง รวมถึงท่านผู้เฒ่าด้วย”
อเล็กซ์และฮันเตอร์คาดไม่ถึงว่าสตรีบุคลิกเย็นชาปานหยาดน้ำแข็งจะแสดงความเคารพพวกตนอย่างเหนือความคาดหมาย ทั้งคู่เผยรอยยิ้มเจือแววเกรงใจ รีบบอกให้หญิงสาวผู้นั้นเหยียดตัวขึ้น
“อยู่ ๆ ก็กลายเป็นผู้กล้าในคำทำนาย พวกข้าเองก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เช่นนั้นแล้วเจ้าปฏิบัติตัวกับพวกข้าตามปกติเถอะ” คนที่พูดคืออเล็กซ์ ผู้ยึดหลักการปฏิบัติตัวกันอย่างเท่าเทียม ไม่มีใครสูงศักดิ์กว่าใครอยู่เป็นนิจ
ได้ยินเช่นนั้น หลานเฟินจึงเหยียดตัวขึ้น ก่อนที่จางเหว่ยจะทำลายบรรยากาศอิหลักอิเหลื่อ ด้วยการเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง ว่าแท้จริงแล้วเขาแอบส่งสัญญาณบอกหลานเฟินให้มารอซุ่มอยู่ใต้น้ำ พร้อมกับราชสีห์สมุทรล่องเมฆา สัตว์วิเศษคู่ใจของเธอ ตั้งแต่รู้ว่าต้องปะทะกับเข่อซิง ด้วยเคล็ดวิชาธาตุน้ำสุดพิสดาร ระดับพยัคฆ์ขาวพสุธา ‘ลมหายใจมัจฉา’ ที่หลานเฟินครอบครอง ทำให้เธอสามารถหายใจและแหวกว่ายในน้ำราวกับปลาตัวหนึ่ง การซุ่มอยู่ใต้ผืนน้ำเพียงค่ำคืนหนึ่งมิใช่เรื่องยากแต่ประการใด
จางเหว่ยตระหนักดีว่าเข่อซิงเป็นพวกกัดไม่ปล่อย หากไม่สามารถสังหารได้ในชั่วพริบตา เจ้าเมืองไคชุนผู้นี้จะใช้กองกำลังทั้งหมดที่มีพลิกฟ้าตามล่าพวกตนอย่างแน่นอน แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ สุดท้ายเรื่องราวที่ทำให้เกาะไคชุนสั่นสะเทือนจึงลงเอยด้วยการที่หลานเฟินเป็นผู้พิทักษ์ที่ช่วยทุกคนไว้ได้อย่างพอดิบพอดี
เมื่อเรื่องราวทั้งหมดถูกไขกระจ่าง และต่างฝ่ายต่างทำความรู้จักกันพอสมควร ทั้งห้าคนจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามมุมต่าง ๆ บนแผ่นหลังราชสีห์สมุทรล่องเมฆาที่มีพื้นที่กว้างขวางหลายร้อยตารางเมตร อเล็กซ์ก็เช่นเดียวกัน แต่ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะเอนหลังลงคลายความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งคืน พลันชายหนุ่มอีกคนหนึ่งทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ ตามด้วยเสียงพูดเป็นภาษาอังกฤษ
“มีเวลาคุยกันสักที นายชื่อเล็กซ์ใช่ไหม รู้จักชั้นได้ยังไง?”
เลิกคิ้วขึ้นมอง แน่นอนว่าคนที่เอ่ยไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ เรียกได้ว่าหลังผ่านราตรีสุดระห่ำอันยาวนาน นี่เป็นครั้งแรกที่ชาวอเมริกันทั้งสองมีโอกาสได้พูดคุยกันเสียที
“ถูกแล้ว ชั้นอเล็กซ์ อัศวนาวิน เป็นลูกครึ่งไทยอเมริกัน ยินดีที่ได้รู้จัก ส่วนคำตอบอื่นมันค่อนข้างยาวนะ นายแน่ใจว่าอยากจะฟัง?” อเล็กซ์ตอบกลับไปด้วยภาษาอังกฤษเช่นกัน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งข้ามมิติมาไม่ถึงสัปดาห์ แต่เขากลับรู้สึกว่าห่างไกลจากภาษาอังกฤษมานานเหลือเกิน
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ชั้นฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ จะยาวแค่ไหนก็เล่ามาได้เลย เมื่อครู่จางเหว่ยบอกว่าอีกแปดชั่วโมงเป็นอย่างน้อยกว่าจะถึงเมืองฉางโจว ยังไงพวกเราก็มีเวลาว่างเหลือเฟืออยู่แล้ว” ฮันเตอร์ตอบกลับยิ้ม ๆ พลางยื่นมือขวาออกไปตามธรรมเนียมการทักทายแบบอเมริกันชน
แลเห็นเช่นนั้น อเล็กซ์ก็อดไม่ได้ที่จะมียิ้มพรายผุดขึ้นบนใบหน้า การได้พบเจอเพื่อนร่วมภาษา ในดินแดนพิศวงที่เขาเป็นคนนอกเช่นนี้ ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นอย่างอธิบายไม่ถูก แม้อีกฝ่ายจะเป็นบุรุษจากยุคก่อนหน้าเขานับทศวรรษก็ตาม เขาจึงไม่รอช้า ตอบรับมือขวาข้างนั้นด้วยมือขวาของตน สองมือสอดประสาน เป็นสัญลักษณ์ว่าต้นไม้แห่งมิตรภาพต้นใหม่ได้งอกเงยขึ้นแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศอัศจรรย์พันลึก
“เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นที่…”
แล้วเรื่องราวมากมายก็พรั่งพรูออกจากปากอเล็กซ์ เริ่มตั้งแต่การที่เขารู้จักฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ ตั้งแต่ยังเป็นเด็กผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ ในฐานะนักมวยแชมป์โลกเฮฟวี่เวทไร้พ่าย ก่อนที่ฮันเตอร์จะหายตัวไปอย่างลึกลับ ไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลยทั้ง ๆ ที่กำลังอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพ จนเวลาล่วงผ่านไปนับทศวรรษ กระทั่งเข้าสู่ค.ศ.2038 เขาเติบโตขึ้น กลายเป็นนักประดิษฐ์อัจฉริยะ และหัวหน้ากองทัพหุ่นยนต์จักรกลนักล่าเผด็จการในนาม Dictator Slayer สุดท้ายโชคชะตาราวกับเล่นตลก นำพาให้เขาทะลุมิติมายังโลกยุทธภพเซี่ยงชานแห่งนี้พร้อมหุ่นยนต์คู่ใจหนึ่งตัว จนได้มาพบเจอกับฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ นักมวยในตำนานผู้หายสาบสูญอย่างไม่คาดฝัน
เมื่อความสงสัยทั้งหมดถูกคลี่คลายลง ฮันเตอร์ก็สลับฝั่งกลายเป็นผู้เล่าบ้าง ก่อนที่บทสนทนาสัพเพเหระมากมายจะหลั่งไหลตามมา ราวกับว่าต่างฝ่ายต่างกระหายการพูดคุยด้วยภาษาที่คุ้นเคยเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม รสชาติแสนอร่อยของบทสนทนาก็มิอาจต้านทานความเหนื่อยล้าที่สะสมมาอย่างหนักหน่วงได้ ทำให้คล้อยหลังจากนั้นเพียงครึ่งชั่วโมง หนังตาที่โดนสายลมเย็นบนท้องนภาโจมตีอย่างไม่ขาดสายก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ และสุดท้ายก็อเล็กซ์เผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัว ดำดิ่งสู่ห้วงนิทราในยามรุ่งอรุณ