ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 การวิวัฒนาการครั้งที่ห้า ทหารอสูรระดับสาม

            “น้าเจียง น้าไม่รู้หรอกค่ะ”

            “พวกสัตว์อสูรในทุ่งร้างน่ะ ทำอะไรจืออวี๋กับเสี่ยวไป๋ไม่ได้เลยสักนิด”

            “หอกเดียวจอดทุกตัว พวกมันไม่มีโอกาสแม้แต่จะตอบโต้ด้วยซ้ำ”

            เมื่อได้ยินคำพูดที่ดูจะเกินจริงไปบ้างของหลินจิงเหยาแม้คุณพ่อคุณแม่ของเจียงจืออวี๋จะยังคงเป็นห่วง แต่โดยรวมแล้วพวกท่านก็เบาใจลงมาก

            ถึงทั้งคู่จะไม่เคยไปทุ่งร้างแต่ก็มีความรู้เรื่องผู้ฝึกยุทธ์และสัตว์อสูรมากพอพวกท่านรู้ดีว่าลูกสาวตัวเองเก่งกาจประมาณไหน

            ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสองแม้จะก้าวข้ามขีดจำกัดของคนธรรมดาไปไกลแล้ว แต่ถ้าจะบอกว่าไร้เทียมทานในทุ่งร้างก็ดูจะเป็นการเพ้อฝันไปหน่อย

            ต่อให้พื้นที่ใกล้เมืองผู้ฝึกยุทธ์จะมีแค่สัตว์อสูรระดับทหารอสูรและแทบไม่มีระดับแม่ทัพอสูรปรากฏตัวเลยก็ตาม

            แต่ขึ้นชื่อว่าทหารอสูรมันก็ยังมีทหารอสูรระดับสามอยู่ไม่ใช่เหรอ?

            “ไปทุ่งร้าง ต้องระวังให้มากที่สุดนะลูก”

            แม่เจียงมองเจียงจืออวี๋ด้วยสายตาที่เป็นห่วง

            เจียงจืออวี๋ทำเพียงพยักหน้ารับและไม่ได้พูดอะไรมากนัก

            เรื่องบางเรื่องเธอก็ไม่อาจบอกพ่อแม่ได้ทั้งหมดสิ่งไหนปิดบังได้ก็ควรปิดไปก่อน ไว้รอให้ปิดไม่มิดแล้วค่อยสารภาพก็ยังไม่สาย

            พวกเขาเดินกลับบ้านกันอย่างเชื่องช้าทุกอย่างดูเหมือนจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง

            ในแต่ละวันชีวิตของเจียงจืออวี๋มีแต่การฝึกฝนและฝึกฝนอย่างมากก็แค่มีออกไปเดินเล่นกับหลินจิงเหยาบ้างเป็นครั้งคราว

            ส่วนไป๋ฉางเซิงนั้นวันๆ เอาแต่กินแล้วก็นอนพยายามสะสมแต้มวิวัฒนาการที่จำเป็นสำหรับการวิวัฒนาการครั้งถัดไปอย่างเต็มที่

            จนกระทั่งในวันที่สี่ไป๋ฉางเซิงฝืนกลั้นใจกลืนปลาคาร์ปมังกรชุดสุดท้ายที่เริ่มส่งกลิ่นเน่าเสียลงไปในท้อง

            ทันทีที่เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นอีกครั้งแต้มวิวัฒนาการของเขาก็สะสมครบหนึ่งพันแต้มในที่สุด!

            [ยินดีด้วยโฮสต์ เงื่อนไขการวิวัฒนาการครั้งที่ห้าครบถ้วนแล้วต้องการเริ่มการวิวัฒนาการหรือไม่?]

            “เริ่มเลย!”

            นับจากการวิวัฒนาการครั้งที่สี่ก็ผ่านมานานกว่าหนึ่งเดือนแล้วยิ่งความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเวลาที่ต้องใช้ในการวิวัฒนาการแต่ละครั้งก็ดูจะนานขึ้นตามไปด้วย

            เขารอคอยโอกาสนี้มานานจนไม่อยากจะรอแม้แต่วินาทีเดียว

            และทันทีที่เขายืนยันการวิวัฒนาการความรู้สึกหนาวเหน็บอันคุ้นเคยก็จู่โจมเข้ามาทันที

            แม้จะอยู่ในตัวบ้านแต่ไป๋ฉางเซิงกลับรู้สึกเหมือนร่างกายถูกแช่แข็ง

            ร่างที่ค่อนข้างใหญ่โตของเขาขดตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว

            ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ทำให้เจียงจืออวี๋ที่กำลังนั่งสมาธิเตรียมฝึกฝนอยู่สะดุ้งตกใจ

            ทันทีที่เท้าขาวเนียนก้าวลงบนพื้นเจียงจืออวี๋ก็ขมวดคิ้วแน่น

            ทั้งที่เป็นเดือนมิถุนายนซึ่งมีอากาศร้อนจัดแต่รอบตัวของไป๋ฉางเซิงในตอนนี้กลับหนาวเหน็บราวกับอยู่ในช่วงกลางฤดูหนาวถึงขั้นมีเกล็ดน้ำแข็งเริ่มเกาะตัวจางๆ

            เมื่อเธอยื่นมือไปลูบตัวไป๋ฉางเซิงเธอก็สัมผัสได้ชัดเจนว่าเขากำลังสั่นสะท้าน

            ความผิดปกตินี้ทำให้หัวใจของเจียงจืออวี๋เต้นผิดจังหวะ

            “นี่คือ... การกลายพันธุ์รอบสาม?”

            เธอพึมพำกับตัวเองแต่ลึกๆ ในใจกลับมีความรู้สึกประหลาดบางอย่างเกิดขึ้น

            การกลายพันธุ์รอบสามนั้นหาได้ยากยิ่งในโลกนี้

            ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่งูเกล็ดขาวซึ่งมีสายเลือดผสมจนแทบไม่มีราคาจะสามารถกลายพันธุ์รอบสามได้?

            สถานการณ์แบบนี้ต่อให้เป็นในชาติปางก่อนของเธอ เธอก็ไม่เคยเห็นมาก่อน

            แต่ความจริงตั้งอยู่ตรงหน้าแล้วไม่ใช่เรื่องที่ว่าเธอจะเชื่อหรือไม่เชื่อ

            เมื่อดูจากท่าทางของไป๋ฉางเซิง ก็เห็นได้ชัดว่ากำลังแบกรับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แม้แต่สติก็เริ่มจะเลือนลางหากไม่มีพลังจากภายนอกเข้ามาช่วยประคองให้เขากลายพันธุ์ได้สำเร็จต่อให้รอดชีวิตมาได้ พลังเลือดก็คงได้รับความเสียหายอย่างหนัก!

            เมื่อคิดได้ดังนั้นเจียงจืออวี๋จึงสะบัดมือเรียกขวดยาสีทองออกมาจากแหวนมิติ

            “ยาอัคคีทองคำ ผลงานของนักเล่นแร่แปรธาตุระดับห้าภายในบรรจุพลังธาตุไฟที่รุนแรงมาก สามารถช่วยชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกายได้ราคาขวดละหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นเหรียญพันธมิตร”

            “เดิมทีฉันเตรียมไว้ใช้ตอนทะลวงระดับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามเพื่อปูรากฐานให้มั่นคง”

            “แต่ตอนนี้ นายจำเป็นต้องใช้มันมากกว่าฉัน”

            “อ้าปากสิ”

            เจียงจืออวี๋ดึงจุกขวดยาออกพลังงานความร้อนอันบ้าคลั่งก็เอ่อล้นไปทั่วทั้งห้องทันทีเกิดเป็นความต่างที่ชัดเจนกับความหนาวเหน็บที่แผ่ออกมาจากตัวไป๋ฉางเซิง

            ไป๋ฉางเซิงที่สติใกล้จะดับวูบเมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจืออวี๋ เขาก็ไม่ได้ระแวดระวังใดๆและตัดสินใจอ้าปากออกโดยสัญชาตญาณ

            เมื่อยาอัคคีทองคำไหลเข้าสู่ปากพลังธาตุไฟอันบ้าคลั่งก็แพร่กระจายไปทั่วร่างของไป๋ฉางเซิงทันที

            จากหนาวสุดขั้วกลายเป็นร้อนสุดขีดเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วพริบตา

            ร่างที่เคยสั่นเทาจนต้องขดตัวเพราะความหนาวในตอนนี้ไป๋ฉางเซิงกลับรู้สึกเหมือนมีไฟกำลังเผาผลาญอยู่ภายในร่างกาย

            ทว่าก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรความหนาวเหน็บเดิมก็กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้ง

            ผ่านไปไม่กี่วินาทีความร้อนระอุก็จู่โจมกลับมาใหม่

            สลับกันไปมาเช่นนี้จนไป๋ฉางเซิงรู้สึกว่าร่างกายเริ่มชาหนึบแต่โชคดีที่ระดับการเปลี่ยนแปลงระหว่างร้อนและหนาวนี้ยังอยู่ในระดับที่เขาพอจะทนรับได้

            สติเริ่มกลับมาแจ่มใสอีกครั้งและเขาก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบแว่วๆ

            [ยินดีด้วยโฮสต์ กลืนกินยาอัคคีทองคำ ได้รับค่าพลังเลือด 0 แต้ม ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 141 แต้ม]

            ตัวเลขนี้ถือเป็นจำนวนแต้มวิวัฒนาการที่มากที่สุดที่ไป๋ฉางเซิงเคยได้รับจากการกลืนกินเพียงครั้งเดียว

            ขนาดตอนที่เขากลืนกินเครื่องในของราชันหมาป่ากระดูกเหล็กยังได้รับแต้มวิวัฒนาการเพียงแค่หนึ่งร้อยยี่สิบแต้มเท่านั้น

            ของราคาหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นเหรียญนี่มันคุณภาพตามราคาจริงๆ

            และเมื่อฤทธิ์ของยาอัคคีทองคำแสดงผลอย่างเต็มที่ความหนาวเย็นที่เคยปกคลุมตัวไป๋ฉางเซิงก็ค่อยๆ ถูกกดทับจนเลือนหายไปในที่สุด

            [การวิวัฒนาการครั้งนี้เสร็จสิ้น ใช้แต้มวิวัฒนาการไปทั้งสิ้น 1,000แต้ม]

            [ยินดีด้วยโฮสต์ วิวัฒนาการครั้งที่ห้าสำเร็จแล้ว]

            [ค่าพลังเลือดที่ต้องการสำหรับการวิวัฒนาการครั้งถัดไป: 10,000 แต้ม แต้มวิวัฒนาการ 2,000 แต้ม]

            หลังจากสิ้นสุดเสียงแจ้งเตือนชุดใหญ่ไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกเบาสบายไปทั้งตัว

            การวิวัฒนาการครั้งที่ห้าช่วยดึงขีดจำกัดสูงสุดของค่าพลังเลือดขึ้นไปถึงหนึ่งหมื่นแต้มนั่นหมายความว่าอย่างน้อยในระยะเวลาอันสั้นนี้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องที่ค่าพลังเลือดจะเต็มจนขัดขวางการพัฒนาอีกต่อไป

            และตอนนี้เขาได้ก้าวเข้าสู่ธรณีประตูของทหารอสูรระดับสามอย่างเต็มตัวแล้ว

            แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของระดับ แต่พลังระดับนี้ก็ทำให้เขาก้าวข้ามสัตว์อสูรไปมากกว่าแปดถึงเก้าส่วนแล้ว

            นับตั้งแต่ทะลุมิติมาจนถึงตอนนี้ผ่านไปเพียงไม่นานแต่ความเร็วในการเลื่อนระดับของเขานั้น แม้แต่เจียงจืออวี๋ที่อยู่ข้างๆก็ยังตามไม่ทัน!

            ในใจของไป๋ฉางเซิงเต็มไปด้วยความฮึกเหิมเขาหันไปมองเจียงจืออวี๋ และพบว่าเธอก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน

            เหมือนจะรับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจของไป๋ฉางเซิงมุมปากของเจียงจืออวี๋ยกขึ้นเล็กน้อย

            “ก้าวสู่ระดับสามเร็วนะเนี่ยความเร็วในการเพิ่มพลังเลือดของนายนี่เหนือกว่าฉันจริงๆ”

            “แต่มันก็แค่นั้นแหละ”

            “ทหารอสูรก็ยังเป็นแค่ทหารอสูรไว้นายก้าวขึ้นสู่ระดับแม่ทัพอสูรได้เมื่อไหร่ ค่อยมาอวดเก่งดีกว่านะ”

            น้ำเสียงของเจียงจืออวี๋ราบเรียบแต่คำพูดของเธอกลับทำให้ไป๋ฉางเซิงใจสั่น

            “พวกเราทำพันธสัญญาวิญญาณกัน ยิ่งความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นความรู้สึกถึงใจของกันและกันก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น”

            “ในระดับที่สูงส่งมากๆ เราอาจจะสื่อสารกันผ่านเสียงในใจได้โดยตรงเลยด้วยซ้ำ”

            “ตอนนี้นายเข้าสู่ระดับสามแล้ว ฉันเลยพอจะจับความรู้สึกได้ลางๆว่านายอยากจะสื่ออะไร”

            นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงจืออวี๋พูดกับไป๋ฉางเซิงยาวขนาดนี้

            ก่อนหน้านี้เจียงจืออวี๋ไม่เคยให้ความสำคัญกับไป๋ฉางเซิงมากนักมองเขาเป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงวิญญาณตัวหนึ่ง

            แต่หลังจากได้เห็นการกลายพันธุ์รอบสามด้วยตาตัวเองและความเร็วในการเติบโตที่เหนือกว่าเธอในที่สุดเจียงจืออวี๋ก็ละทิ้งความดูแคลนที่มีต่อไป๋ฉางเซิงและยอมรับเขาในฐานะเพื่อนร่วมทางอย่างแท้จริง

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน