23 1-2
ตอนที่ 31 ไม่มีใครมองนางในแง่ดี(1)
หันเห็นว่าไป๋หลี่หานคว้าจับมือของเขาแน่นเซี่ยอี้เฉินเนื้อตัวสั่นเทาไปทั้งร่างด้วยความหวาดกลัวจัดแข้งขาอ่อนระทวยแทบยืนไม่อยู่ พอเห็นอีกฝ่ายคลายมือของตนออก ก็รีบทิ้งตัวคุกเข่า ก้มศีรษะจรดแทบพื้นดินขดตัวเก็บแขนเก็บขาหวาดผวาอยู่เช่นนั้น
ไป๋หลี่หานเอ่ยขานวาจาไม่หวานไม่เค็มกล่าวเสียงนิ่งว่า
“เสนาบดีเซี่ยไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้เพียงว่าบุตรสาวของท่านรู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้น แถมนี่ก็แค่ครั้งแรกใครบ้างไม่เคยทำผิด? เรื่องในคราวนี้ถือซะว่าไม่เคยเกิดขึ้นเสียแล้วกัน”
คล้อยหลังกล่าวจบเขาก็หันไปมองทางเซี่ยถงเล็กน้อย
“ขอบพระคุณยิ่งแล้วขอบพระคุณยิ่งแล้วสำหรับน้ำใจอันเหลือล้นของท่าน!”
เซี่ยอี้เฉินโขกศีรษะขอบคุณด้วยความซึ้งใจ
เซียถงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเพิ่มเติมคือเผยสีหน้าแววความประหลาดใจออกมาตะกี้ยังเคลื่อนไหวลองภูมิกับข้าอยู่เลย ไฉนตอนนี้กลับปล่อยไปไม่เอาความ? เจ้านี่หาใช่ว่าสมองผิดปกติกระมัง?
เมื่อเห็นสีหน้าการแสดงออกของเซียถงเสมือนไก่ฉงนใจเช่นนั้นไป๋หลี่หานก็คลี่รอยยิ้มสีบางเผยออกมา ดูคล้ายจะพึงพอใจไม่น้อย จากนั้นค่อยหันไปทักทามเหล่าองครักษ์และพาพวกคนเหล่านั้นจากออกไป
ไป๋หลี่หานจากไปแล้วเซี่ยอี้เฉินจึงค่อยลุกขึ้นจากพื้นริมฝีปากชักกระตุกอย่างแรงเมื่อหันไปจ้องมองเซียถงสายตาของเขามีมอบให้แก่นางช่างเย็นชาสุดหยั่งถึงนัก
ยามนี้ก็กลางค่ำกลางคืนแล้วเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ไปทีหนึ่ง ทำท่าทีช่วยไม่ได้นักและหมุนตัวเดินจากออกไปทั้งใบหน้าทะมึนตึง
“คุณหนูท่าน...ท่านตั้งใจลงมือกับท่านราชาหมาป่าสวรรค์จริงๆ รึ?”
อิ๋งเอ๋อร์วิ่งตรงเข้าหาคุณหนูของตนโดยไวส่งสายตาล่อกแล่ก ขณะเอ่ยกล่าวพลางยกมือยกไม้ถูกไถไปมาด้วยความกังวลทั้งยังกล่าวอีกว่า
“คุณหนู มันจบแล้ว!พวกเราจบเห่แล้ว! เขาจะต้องกลับไปคิดหาวิธีจัดการกับคุณหนูแน่นอน!”
“เจ้านั่น...ดูจะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร”
แม้ว่านางจะเพิ่งถูกไป๋หลี่หานลองภูมิไปหมาดๆแต่เซียถงกลับไม่รู้สึกถึงแรงจิตสังหารใดๆ จากตัวอีกฝ่ายเลย อย่างน้อยที่สุดเขาเองก็เคยช่วยเหลือนางอยู่สองถึงสามครั้ง ทั้งยังเหตุการณ์เมื่อครู่หากไป๋หลี่หานไม่กล่าวขัดจังหวะออกมาได้ทันเวลานางเองคงปลิดชีพองค์รัชทยาทลงไปแล้วจริงๆ
แน่นอน เซียถงมิได้กลัวว่าผู้คนทั่วทั้งจักรวรรดิตงหลี่แห่งนี้จะหันคมดาบ ตั้งตัวเป็นศัตรูกับนางแต่เรื่องราวดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อท่านแม่ของนางเต็มๆ หากลองครุ่นพินิจให้ดีตัวนางเองก็หุนหันพลันแล่นเกินไปจริงๆ ในคราวนี้ จะอย่างไรนางหาใช่ตัวคนเดียวอย่างชีวิตก่อนหน้า จะทำอะไรควรคิดหน้าคิดหลังมากกว่านี้สุดท้ายนี้ ทั้งชีวิตของนางมีแม่แค่คนเดียว จะให้ไม่ห่วงเลยคงเป็นไปได้เช่นกัน
“คุณหนู ราชาหมาป่าสวรรค์ผู้คนล้วนกล่าวขานถึงบุคลิกนิสัยอันโหดเหี้ยม ฆ่าคนไม่เลือกหน้าไม่เคยสนชายหรือหญิง! คุณหนูสร้างความขุ่นเคืองแก่อีกฝ่ายในวันนี้เกรงว่าจะต้องระวังมากขึ้นในอนาคตดีกว่าเจ้าค่ะ!”
คู่คิ้วอิ๋งเอ๋อร์ขมวดย่นถักหาแทบชนกันใบหน้าน้อยๆ ของนางดูเป็นกังวลไม่น้อยเลย
“อืม ข้าจะระวัง”
สำหรับความกังวลที่อิ๋งเอ๋อร์กำลังวิตกอยู่ในขณะนี้เซียถงกลับหาได้นำพามาใส่ใจไม่เลยแต่คงต้องกลับไปแบบนั้นเพื่อความสบายใจของอีกฝ่าย หลังจากสนทนาเสร็จสรรพนางก็เดินทางกลับเรือนพักด้านหลังจวนตามปกติ
พอเดินผ่านสวนฝั่งหลังของจวนเสนาบดีนางก็เดินไปพบกับองค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่และเซี่ยเสวี่ยเหลียน
ไป๋หลี่เย่โอบกอดเอวของเซี่ยเสวี่ยเหลียนกำลังเดินออกไปทางประตูด้านหลังของจวนลักษณ์ท่าทางระหว่างทั้งสองดูใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก
พอเหลือบไปสังเกตเห็นเซียถงที่เดินผ่านมาไป๋หลี่เย่ก็มิได้มีเจตนาสร้างปัญหาดั่งที่เคย เพียงเหล่หางตามองเล็กน้อยและรีบดึงเซี่ยเสวี่ยเหลียน เร่งฝีเท้าเดินจากออกไปโดยเร็ว
เซียถงเหลียวมองแผ่นหลังของทั้งคู่ที่เดินไกลห่างจากออกไปหัวคิ้วทั้งสองข้างบนใบหน้าของนางพลันขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับสัมผัสได้ถึงความผิดแปลกไปจากทั่วไปเล็กน้อย โดยกมลสันดานของเซี่ยเสวี่ยเหลียนอย่างนางมีหรือจะไม่พูดจาดูถูกถากถางตนยามที่พบเจอกัน? นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์โดยแท้ที่เกิดขึ้นจริง
อย่างไรเสียเซียถงก็มิได้ใส่ใจอะไรนัก และพาอิ๋งเอ๋อร์กลับเรือนพักไป
วันต่อมา เซียถงตื่นขึ้นตั้งแต่รุ่งสางหยิบมีดสั้นที่ซ่อนในแขนเสื้อออกมา และหาหินสักก้อนมาลับเพิ่มเสริมความคมจากนั้นค่อยเรียกให้อิ๋งเอ๋อร์ยกอาหารเช้าเข้ามา
“คุณหนูอาหารเช้ามาแล้วเจ้าค่ะ รีบทานตั้งแต่ยังร้อนๆ อิ่มแล้วจะได้มีแรงสู้ศึกในวันนี้!”
อิ๋งเอ๋อร์ยกชามอาหารวางไว้บนโต๊ะเบื้องหน้าเซียถง
รายการอาหารยังคงเดิมเติมตามปกติโจ๊กชามหนึ่งคู่กับผักดองเป็นเครื่องเคียง ก็มิทราบเช่นกันหรอกว่านี่จงใจกลั่นแกล้งกันรึเปล่า แต่เป็นถึงบุตรสาวคนโตแห่งจวนเสนาบดีที่มีสถานะมั่นคั่งในระดับหนึ่งมื้อเช้าในแต่ละวัน มันมีเพียงแค่นี้จริงๆ งั้นรึ?
คล้อยหลังรับประทานอาหารเสร็จนางก็พาอิ๋งเอ๋อร์เดินผ่านลานหน้าเรือนพักของตน ขณะจะก้าวย่างออกไปก็บังเอิญไปพบเซี่ยเสวี่ยเหลียนโดยไม่ตั้งใจ
เซี่ยเสวี่ยเหลียนกำลังยืนอยู่แถวบริเวณนั้นพอนางเห็นเซียถงเดินออกมา ก็ถึงขั้นเบะปากปั้นสีหน้ารังเกียจและกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงขยะแขยงยิ่งว่า
“เซียถงยืนให้ห่างจากข้าเสีย แค่เห็นก็จวนจะอ้วกออกมาอยู่แล้ว! ข้าขอเตือนสักอย่างทันทีที่ขึ้นสนามประลอง แนะให้เจ้ารีบยอมแพ้เสียดีกว่าอย่าทำให้อับอายขายขี้หน้าจนลามมาถึงจวนเสนาบดีของข้า!”
เซียถงเหลียวแลเพียงปรายหางตามองเท่านั้น นางไม่อยากร่วมเสวนากับอีกฝ่ายให้เสียเวลาเปล่าเมินเฉยต่อทุกการกระทำของเซี่ยเสวี่ยเหลียน พาอิ๋งเอ๋อร์เดินผ่านออกไปทำราวกับเป็นธาตุอากาศไม่มีตัวตน
พอมาถึงสนามประลองก็แออัดเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา และทันทีที่ทุกคนเห็นเซียถงปรากฏตัวขึ้นมาพวกเขาเหล่านั้นก็เริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันได้ทันที
“เจ้าลองเดาดูหรือไม่ว่าใครกันที่จะคว้าอันดับหนึ่งของงานชุมนุมลมปราณครั้งนี้ไป? องค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่หลัวซี หรือสาวน้อยมากพรสวรรค์จากตระกูลเซี่ย”
“เซียถงจักต้องพ่ายลงแก่องค์รัชทายาทแน่นอนในรอบนี้องค์รัชทายาทมีพลังความแข็งแกร่งยิ่งยวด แต่จะอย่างไรเขาก็น่าจะพลาดท่าให้กับหลัวซีในท้ายที่สุด”
“งานชุมนุมลมปราณในครั้งนี้หลัวซีเป็นผู้ชนะโดยไม่ต้องสงสัย ตั้งแต่รอบแรกจนตอนนี้ เขายังเอาแต่ใช้ก้านกุหลาบกำราบคู่แข่งทั้งสิ้น ยังไม่มีใครเห็นเขาเอาจริงเลยสักครั้งเดียว”
“ถูกต้องข้าเองก็คิดว่าเป็นหลัวซี ไม่เพียงความแข็งแกร่งที่น่ากลัวเกรงแต่รูปโฉมยังหล่อเหลาถล่มเมือง”
ทุกการปรากฏตัวของหลัวซีล้วนแต่สร้างประสบการณ์ความตราตรึงใจให้แก่ทุกคน เพียงสะบัดแขนเล็กน้อยก็สามารถโค่นคู่ต่อสู้ลงได้ในพริบตาทั้งยังคงความสุขุมนุ่มลึก เปรียบเสมือนเทพเซียนภายในใจใครหลายคนโดยเฉพาะกับหญิงสาวทั้งหลาย ในรอบชิงชนะเลิศ องค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่กล่าวได้ว่าเจอศึกหนักครั้งใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต
ส่วนเซียถงงั้นรึ? ไม่มีใครต่างคิดว่านางจะเอาชนะองค์รัชทยาทไป๋หลี่เย่ไปได้
เพราะสุดท้ายนี้ถึงนางจะเก็บซ่อนพลังความแข็งแกร่งอย่างไรก็น่าจะมีขีดกำจัดสูงสุดอยู่ที่ขอบเขตเสาหลักเขียวขั้นสูงเท่านั้น
ในขณะที่ไป๋หลี่เย่และหลัวซีล้วนมีพลังอยู่ที่ขอบเขตเสาหลักฟ้ากันหมดแล้ว
ดังนั้นจึงไม่มีใครมองเซียถงในแง่ดีเลยสำหรับการประลองในวันนี้
เช้าวันนี้ทั้งที่เป็นรอบการประลองระหว่างนางกับไป๋หลี่เย่ แต่ทุกคนกลับเอาแต่พูดถึงหลัวซีนี่แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่มีใครสนใจการประลองในที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้าเลยราวกับว่าพวกเขาทราบผลลัพธ์กันดีอยู่แล้ว
เพิ่งจะหาที่นั่งหย่อนก้นนั่งลงได้ไม่นานทันใดนั้นเซียถงก็เห็นเซี่ยหลู่เฟิงในชุดคลุมผ้าสีหยก รีบเร่งตรงมาหานาง
“ถงถงการประลองระหว่างเจ้ากับองค์รัชทายาทหลังจากนี้ หากเมื่อใดที่เจ้าตระหนักว่าตนไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้เลย ยามนั้นก็รีบประกาศยอมแพ้ให้ทันการณ์อย่าได้ฝืนตัวเองเข้าใจหรือไม่?”
เซี่ยหลู่เฟิงมีสีหน้าค่อนข้างวิตกกังวลมากในยามนี้เขาทราบดีว่า ไป๋หลี่เย่รังเกียจน้องสาวของเขาเพียงใดทั้งยังเคยเห็นอีกฝ่ายทำตัวแย่ๆ ใส่นางก็หลายครั้งก็เลยต้องรีบวิ่งมาเตือนก่อนจะถึงเวลาลงสนามจริง
เพราะในคราวนี้ศึกสัประยุทธ์ระหว่างเซียถงกับไป๋หลี่เย่ เขาไม่ทราบเลยว่าชายคนนั้นจะแอบมีแผนการสกปรกชั่วช้าอันใด ไว้เตรียมจัดการกับน้องสาวของเขาหรือไม่
“ไม่ใช่ข้าที่จะแพ้”
เซียถงเงยหน้าประกายแสงที่ส่องสะท้อนออกจากสายตาคู่นั้นของนาง ช่างเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ
เซี่ยหลู่เฟิงตะลึงงันไม่น้อยก่อนจะยกมือทั้งสองข้างอันแสนอบอุ่นตบลงบนไหล่ของเซียถง เฝ้ามองนางดูเป็นกังวล
“ถงถง จำเอาไว้ว่ามันมิได้สำคัญเลยว่าเจ้าจะชนะหรือแพ้ ตราบเท่าที่เจ้ายังปลอดภัย”