“อานายนี่ชักจะเกินไปหน่อยแล้วนะ” จางตันเฟิงหันมาบ่นกับหานเซินด้วยสีหน้าท่าทางไม่พอใจ หลังจากหานอวี้เหมยลากหานห่าวออกไปจากห้อง
“ช่างเถอะ สำหรับฉัน พวกนั้นกลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว” หานเซินตอบเรียบ ๆ ก่อนจะเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่น “จริงสิ เมื่อกี้พวกเขาพูดถึงหลินเป่ยเฟิงจากเหมืองแร่ดีปไมน์…เขาเป็นใครเหรอ?”
ที่หานเซินสงสัยเพราะ ก่อนหน้านี้เขาเคยช่วยชีวิตคนชื่อหลินเป่ยเฟิงไว้ หลินเป่ยเฟิงคนนั้นเคยเดินทางข้ามน้ำข้ามภูเขามาจากฐานพักพิงอื่นจนเข้าเขตฐานพักพิงเกราะเหล็ก
“ก็เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่โชคดีสุด ๆ คนนึงไงล่ะ…” จางตันเฟิงอธิบายเรื่องของเหมืองแร่ดีปไมน์ให้หานเซินฟังสั้น ๆ
…เดิมที ดีปไมน์เป็นแค่บริษัทขนาดเล็กที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการขุดแร่ พวกเขาได้สัมปทานทำเหมืองและครอบครองเหมืองแร่อยู่ไม่กี่แห่ง ต่อมาดีปไมน์ซื้อดาวขยะขนาดกลางดวงหนึ่งเอาไว้ทิ้งของเหลือใช้ แต่แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็บังเอิญค้นพบว่า ดาวขยะแห่งนั้นคือแหล่งแร่ระดับสูงมูลค่ามหาศาล หลังจากหันมาทำธุรกิจขุดแร่ระดับสูงเต็มตัว ดีปไมน์ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด ภายในเวลาแค่ยี่สิบปี พวกเขากลายเป็นบริษัทที่มีอิทธิพลอันดับต้น ๆ ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ มีเครือข่ายใหญ่โตในดวงดาวขุดแร่หลายดวง…
“พ่อของหลินเป่ยเฟิงเป็นเจ้าของบริษัท นั่งแท่นบริหารกิจการ ส่วนลูกชายเพิ่งเข้าก็อดแซงก์ทัวรีได้ไม่นานเท่าไหร่ แต่ชื่อเสียงเรื่องใช้จ่ายฟุ่มเฟือยนี่ดังกระฉ่อน ใช้เงินเหมือนเป็นแค่ทิชชู ตู้เอทีเอ็มเรียกปะป๊า ไม่เคยมีคำว่าเสียดาย จนได้ฉายาว่าเทพเจ้าแห่งการแจกเงิน แต่ก็ช่วยไม่ได้ เขารวยมากอ่านะ และเพราะแบบนั้นก็เลยมีแต่คนอยากเข้าหา อยากทำความรู้จักเขา” จางตันเฟิงเล่าต่อ
“โห ชีวิตดีจังเลยแฮะ” หานเซินรำพึงรำพันเบา ๆ แล้วถอนหายใจ นึกอิจฉาวาสนาของนายหลินคนนั้น
จางตันเฟิงหัวเราะขำ “อิจฉาไปก็เท่านั้น นายก็รู้ แค่ได้เกิดเป็นคนก็เก่งโคตรแล้ว กว่าจะปฏิสนธิต้องเอาชนะสเปิร์มเป็นพันล้าน ไหนต้องพยายามโตต่อในท้องแม่อีกตั้งนานถึงจะได้ลืมตาดูโลก” จากนั้นจางตันเฟิงหยุดครู่หนึ่งก่อนเสริม “อืม…แต่ก็แปลกนะ ดีปไมน์ไม่ได้มีธุรกิจอะไรในดาวลูก้า แล้วเขามาทำอะไรที่นี่ล่ะ?”
.
.
ถัดไปไม่ไกล ที่ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ในร้านเดียวกัน เวลานี้ในห้องคึกคักไปด้วยเสียงพูดคุยทักทายของเหล่าผู้มีบทบาทในแวดวงธุรกิจ
นี่คืองานเลี้ยงของคุณนายหู แขกที่ถูกเชิญให้เข้าร่วมงานมีตั้งแต่นักธุรกิจใหญ่วัยเก๋าไปจนถึงหนุ่มสาวไฟแรงที่ล้วนก้าวเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีสเปซที่สองไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความโดดเด่นของกลุ่มผู้ประสบความสำเร็จที่แข่งกันเฉิดฉาย ศูนย์กลางความสนใจของงานเลี้ยงนี้กลับอยู่ที่เด็กหนุ่มอายุแค่ราว ๆ สิบหกสิบเจ็ดปีคนหนึ่ง
ถ้าหานเซินอยู่ที่นี่ก็คงจำได้ทันทีว่าชายหนุ่มคนนั้นคือหลินเป่ยเฟิง คนที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ หลินเป่ยเฟิงในวันนี้แต่งตัวดูดีสมกับเป็นทายาทเศรษฐีเหมืองแร่ระดับสูง เขาพูดคุยกับแขกคนอื่น ๆ ด้วยท่าทางเป็นกันเอง แต่ก็ดูทรงภูมิสมฐานะ มีออราที่ทำให้บรรดาสาว ๆ ในงานประทับใจจนไม่อาจละสายตา
หานอวี้เหมยกับหานห่าวพยายามหาจังหวะที่จะเข้าไปทักทายคุณชายหลินเป่ยเฟิงแบบเป็นส่วนตัว แต่หาเท่าไหร่ก็เหมือนไร้โอกาสเพราะผู้มีอำนาจจำนวนมากในงานต่างก็อยากใช้เวลาพูดคุยกับเขานาน ๆ กันทั้งนั้น ทั้งสองคนต้องรอเวลาจนถึงช่วงที่งานใกล้เลิก ในที่สุด เมื่อคุณชายหลินทำท่าจะออกจากอาคาร หานอวี้เหมยก็รีบจูงมือลูกชายตรงเข้าไปหา หวังจะพูดคุยสร้างความสนิทสนมกับลูกเศรษฐีอนาคตไกลคนนี้ให้ได้
ขณะนั้นเอง หานเซินและจางตันเฟิงก็บังเอิญเดินผ่านมาพอดี จางตันเฟิงเห็นหานห่าวจึงตั้งใจเข้าไปบอกลาเพื่อนร่วมกลุ่มก่อนกลับบ้าน แต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากพูดอะไร หานอวี้เหมยกลับหันมาทำหน้าไม่พอใจพร้อมทั้งผลักสองหนุ่มออกไปอย่างไม่ไว้หน้า
“พวกแกสองคนเลิกยุ่งกับหานห่าวได้แล้ว โดยเฉพาะแก หานเซิน!” หานอวี้เหมยกดเสียงต่ำ “ถึงแกจะอยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็กเหมือนเสี่ยวห่าว แต่จำไว้ คนฉาวโฉ่อย่างแกไม่มีสิทธิ์มาวุ่นวายกับเขา เจอกันในฐานพักพิงก็ห้ามทำเหมือนรู้จัก! แล้วอย่าให้ฉันรู้นะว่าแกทำให้ลูกชายฉันต้องเดือดร้อน ไม่งั้นฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่!”
พูดจบ หานอวี้เหมยก็ลากหานห่าวตรงเข้าไปหาหลินเป่ยเฟิงต่อ จางตันเฟิงยืนอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองหานเซินอย่างงุนงง
“มันเรื่องอะไรกัน นายกับหานห่าวอยู่ฐานพักพิงเดียวกันเหรอ?” จางตันเฟิงย่นคิ้ว
หานเซินพยักหน้า “เอาไว้ฉันจะเล่าให้ฟังทีหลังนะ”
ถึงหานเซินจะพอเดาได้ว่า หานห่าวคงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวเขาให้หานอวี้เหมยฟัง และนั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงคนนั้นพูดจารุนแรงใส่เขา แต่หานเซินก็เลือกจะเงียบไว้
.
ในเวลาเดียวกัน หานอวี้เหมยกับหานห่าวยังคงพยายามเข้าหาหลินเป่ยเฟิงอย่างไม่ลดละ จนในที่สุดก็สบโอกาสเมื่อนายน้อยแห่งเหมืองแร่ดีปไมน์หันมามองพวกเขา หานอวี้เหมยยิ้มกว้าง รีบพูดอย่างดีใจ “คุณชายหลินคะ นี่ลูกชายของดิฉัน หานห่าว เขาอยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็กเหมือนคุณเลยค่ะ–”
แต่เหมือนหานอวี้เหมยกำลังพูดกับอากาศ เพราะหลินเป่ยเฟิงทำหูทวนลม ไม่ได้ยินคำทักทายของเธอ เขาเดินผ่านสองแม่ลูกไปอย่างไม่สนใจ ทำเอาคุณแม่ร่างอวบถึงกับอึ้ง ส่วนลูกชายก็มองตามทายาทมหาเศรษฐีไปด้วยความงุนงง
พวกเขาเห็นหลินเป่ยเฟิงก้าวเท้าเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นวิ่งไปหาเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังจะเดินออกจากตึกของร้านอาหาร
หลินเป่ยเฟิงที่รีบสุดขีดตรงเข้าคว้าแขนหานเซินไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี เขายิ้มกว้างแม้จะยังหอบหายใจ
“พี่เซิน! ผมตามหาพี่ตั้งนานแน่ะ คิดถึงแทบแย่!”
จากนั้นคุณชายหลินก็โผเข้ากอดหานเซินแน่นด้วยอาราม ทำเอาฝ่ายถูกกอดรัดเซถลา
หานอวี้เหมยกับหานห่าวที่เห็นเหตุการณ์นั้นได้แต่ตกตะลึงตาค้าง สองแม่ลูกไม่อยากเชื่อว่าหลินเป่ยเฟิงจะรู้จัก ‘คนในตระกูลที่พวกเขาไม่อยากนับญาติ’ แถมยังเรียกว่า ‘พี่เซิน’ อย่างสนิทสนม…แบบที่ไม่เห็นทำกับใครในงานเลี้ยงเลย
หานเซินดันหัวหลินเป่ยเฟิงให้ออกหาก แล้วถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ “นายมาทำอะไรที่นี่?”
หลินเป่ยเฟิงไม่สนใจปฏิกิริยาเย็นชาของหานเซิน เขายังคงยิ้มแฉ่ง รีบหยิบบุหรี่ออกมายื่นให้สองหนุ่ม ขณะที่พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ผมมาตามหาพี่ไง! พอได้ยินเรื่องที่ว่าพี่มาจากดาวลูก้าผมก็รีบมาที่นี่เลย แต่ตามหาอยู่ตั้งหลายวันก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน สุดท้ายก็เจอจนได้! พี่เซิน ให้ผมเป็นลูกน้องพี่นะ พี่ต้องดูแลผมด้วย!”
หานเซินมองไปรอบ ๆ เห็นผู้คนเริ่มหันมาสนใจจึงรีบตัดบทอีกฝ่าย “ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้กันข้างนอก พูดที่นี่ไม่ดี”
จากนั้นเขาก็โบกมือลาแล้วเดินออกไปพร้อมจางตันเฟิง แต่หลินเป่ยเฟิงไม่ละความพยายาม เขาอยากพูดคุยกับหานเซินต่อจึงเดินตามมา
“พี่เซิน ยานเหาะของผมอยู่ข้างนอก พี่จะไปไหน ผมพาไปเอง!”
หานอวี้เหมยกับหานห่าวได้แต่มองตามคุณชายหลินที่ทำท่าพินอบพิเทากับหานเซินเหมือนเป็นผู้ติดตามด้วยสายตาว่างเปล่า ‘…ยังไง? ทำไม? …ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ในงานเลี้ยงเขายังวางตัวโก้หรูดูทรงภูมิสมฐานะนายน้อยเครือดีปไมน์อยู่เลย’ พวกเขาทั้งงงงันทั้งตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า…มันผิดไปจากที่คาดโดยสิ้นเชิง
กว่าหานอวี้เหมยจะได้สติกลับมาก็เป็นตอนที่ร่างของคนหนุ่มทั้งสามหายลับไปแล้ว เธอหันไปมองลูกชายด้วยสีหน้าตกใจ แล้วถามอย่างไม่อยากเชื่อ “หานห่าว คนที่เพิ่งคุยกับคุณชายหลินเมื่อกี้คือหานเซิน…ใช่ไหม?”
หานห่าวที่คิดว่าตัวเองพอจะเข้าใจเรื่องราวแล้วพยักหน้า พร้อมพยายามเก็บความหงุดหงิดเอาไว้อย่างเต็มที่ “ใช่ครับ”
“เป็นไปได้ยังไง? คุณหลินไปรู้จักหานเซินได้ยังไง แล้วทำไมต้องทำท่าทีนอบน้อมแบบนั้น?” หานอวี้เหมยยังคงไม่อยากเชื่อ
“หึ! จะแปลกอะไร ก็คงอาศัยบารมีผู้หญิงนั่นแหละ น่ารังเกียจ! พวกเกาะชายกระโปรงผู้หญิง” หานห่าวตอบพลางเม้มปากแน่น ความอิจฉาริษยาลุกโชนในใจ เขาไม่อยากยอมรับว่าหานเซินมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอย่างหลินเป่ยเฟิง
หานอวี้เหมยหรี่ตามองลูกชาย “อาศัยบารมีผู้หญิง? ไหนก่อนหน้านี้แกบอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่าเขาก่อเรื่องกับผู้หญิงที่มีอิทธิพลในฐานพักพิงเกราะเหล็กจนเกือบถูกจัดการ?”
หานห่าวกัดฟันตอบ “ก็ถ้าไม่ได้ฉินเซวียนคอยช่วย หมอนั่นจะรู้จักคุณหลินได้ยังไง? จัดการกันท่าไหนไม่รู้สุดท้ายยายฉินเซวียนนั่นก็ออกโรงปกป้อง ช่วยเหลือจนออกนอกหน้า เหอะ! หานเซินก็แค่แมงดา เกาะผู้หญิงทำให้ตัวเองได้ดี หลอกตัวเองไปวัน ๆ ชัด ๆ”
จากนั้น หานห่าวก็เล่าต่อโดยใส่สีตีไข่ไปว่าหานเซินถูกฉินเซวียนเลี้ยงดู หานเซินพึ่งพาผู้หญิงเพื่อความอยู่รอดในฐานพักพิง และใช้เธอเป็นสะพานสร้างความก้าวหน้า สร้างเรื่องให้ตัวเองดูมีค่ามากขึ้น
หานอวี้เหมยฟังแล้วเบะปากจนหน้าเบี้ยว ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “อ้อ! อย่างนี้เอง มิน่ามันถึงเอาเงินสองล้านมาให้เราได้ง่าย ๆ ที่แท้ก็เอาศักดิ์ศรีไปแลกมา ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่คนดี เป็นผู้ชายแท้ ๆ กลับเกาะผู้หญิงกิน ไม่น่ามีนามสกุลเดียวกันเล้ย ขายหน้าตระกูลสิ้นดี ถ้าบรรพบุรุษตระกูลหานรู้ คงโมโหจนลุกขึ้นจากหลุมแน่ ๆ!”
สองแม่ลูกตระกูลหานเดินออกจากอาคารของร้านพร้อมความอิจฉาที่คับแน่นในอก แม้จะได้นินทาหานเซินระบายความอัดอั้นไปแล้วแต่ก็ยังคงไม่สบอารมณ์ ทว่าเพิ่งจะก้าวพ้นประตูออกมา กลับต้องเห็นภาพบาดตาบาดใจ
หลินเป่ยเฟิงยิ้มกว้าง เปิดประตูยานเหาะ ส่งทั้งหานเซินและจางตันเฟิงขึ้นไปนั่งด้วยท่าทางนอบน้อม
ทายาทบริษัทเหมืองแร่ใหญ่ผู้ร่ำรวยมหาศาลกำลังเอาอกเอาใจ ‘คนอื่น’ อย่างยินดีปรีดา…ท่ามกลางสายตาที่มืดมนเข้าไปทุกทีของสองแม่ลูก
.
.
.