บทที่ 9 หนูขอร้องเื่หนึ่ง
“เื่แรกคือตระกูลฉีต้องจัดงานศพให้แก่ตระกูลลู่อย่างยิ่งใหญ่ เพราะเป็สิ่งที่ตระกูลเราติดค้างเอาไว้ ต่อให้ชั่วชีวิตนี้ก็ใช้ไม่หมด! และตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ก็ห้ามใครไปแตะต้องบริษัทลู่เด็ดขาด!”
ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นเงียบกริบ เพราะไม่ได้รู้สึกว่าการจัดงานศพนั้นเดือดร้อนอะไรมากมาย และคงไม่ได้เสียเงินอะไรมากมายเช่นกัน
ฉีส่าวฉิงหันหน้าหนีไปอีกทางทันที เพราะตัวเขานั้นไม่เคยคิดจะสนใจอะไรในบริษัทลู่เลยแม้แต่น้อย แต่การที่ซื้อหุ้นก็เพื่อทำให้เธอรู้สึกผิดเท่านั้น
ผู้เฒ่าฉีละสายตาที่จ้องมองหลานชายตัวดีออกไป แล้วพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“เื่ที่สอง ฉันจะโอนหุ้นทั้งหมดของฉันในบริษัทฉีให้กับหนูเหยียน และนับั้แ่นี้หนูเหยียนก็จะเป็ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัทฉี!”
ใบหน้าของทุกคนเปลี่ยนแปลงไปในทันทีที่สิ้นเสียงคำพูดของชายชรา และแน่นอนว่าฮั่วิเซียงก็เป็คนแรกที่แสดงความไม่พอใจออกมา
“พ่อ แต่ฉันว่าการโอนหุ้นให้จั่นเหยียนมันดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่เลยนะคะ”
“ยังมีอะไรไม่เหมาะสมอีกล่ะ? ถ้าหุ้นสามารถแลกกับทั้งสามชีวิตของตระกูลลู่ได้ ฉันก็ยินดีจะมอบบริษัทฉีทั้งหมดให้หนูเหยียนเลยด้วยซ้ำ!”
ผู้เฒ่าฉีใช้ไม้เท้าเคาะอย่างแรงที่ศีรษะของฮั่วิเซียงที่มีสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก เธอยังทำเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกฉีิหย่วนที่อยู่ข้างกายดึงเอาไว้
ทว่าการพูดคุยเสียงดังจนเกินไป ทำให้ลู่จั่นเหยียนที่นอนหลับอยู่บนเตียงก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
“โอ๊ย! คุณปู่คะ..”
ผู้เฒ่าฉีขยับไม้เท้าเล็กน้อย และพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดเป็อย่างมาก
“หนูเหยียน พวกเราตระกูลฉีผิดต่อหนูมาก และไม่ว่าหนูจะมีข้อเรียกร้องอะไรก็ตาม ขอแค่เพียงพูดออกมา แล้วปู่จะตอบรับทั้งหมดเอง”
เธอเพิ่งจะขยับตัวเล็กน้อยและมองไปยังดวงตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของคุณปู่ ทำให้เธอไม่สามารถอดกลั้นได้เช่นกัน ทั้งดวงตาที่แดงก่ำหรือริมฝีปากซีดเผือดที่ขยับเขยื้อนเพื่อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแสนแหบแห้ง
“ไม่ว่าหนูจะเสนออะไร คุณปู่จะตอบรับทั้งหมดเลยใช่ไหมคะ?”
“แน่นอน ขอเพียงแค่หนูพูดมาได้เลย”
เมื่อเห็นชายชราพยักหน้าและตอบรับอย่างหนักแน่น ลู่จั่นเหยียนจึงขยับร่างกายที่แสนอ่อนแรงของเธอลงจากเตียง โดยที่ไม่สนใจว่าเข็มที่อยู่บนมือจะหลุดออกหรือไม่
“หนูเหยียน หนูกำลังทำอะไรอยู่น่ะ? ตอนนี้หนูยังป่วยอยู่นะ”
เธอคุกเข่าลงบนพื้นและก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่นานนักก็เชิดหน้าขึ้นอย่างดื้อรั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“คุณปู่คะ ถ้าอย่างนั้นคำขอร้องของหนูคือ…ขอให้หนูกับฉีส่าวฉิงหย่ากัน…ขอให้หนูออกไปจากที่นี่เถอะนะคะ”
เพราะเธอไม่มีทางเผชิญหน้ากับผู้ชายคนนั้นได้อีกแล้ว…
ทว่าคำขอร้องของเธอคือการหย่าร้างที่ทำให้ทุกคนใเป็อย่างมาก และแน่นอนว่าฉีส่าวฉิงที่อยู่ตรงนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าไปอย่างฉับพลัน
นี่กล้าพูดถึงเื่หย่าร้างก่อนเลยเหรอ?
ชายชราที่ถือไม้เท้าด้วยความสั่นเทา เขามองดูดวงตาที่แสนเ็ปของหญิงสาวตรงหน้าเป็เวลานานมากกว่าจะถอนหายใจออกมาในที่สุด
“ได้ ปู่ตกลงตามที่หนูขอ แต่ปู่ก็มีคำขอเหมือนกัน…”
“ปู่ขอให้หนูอยู่กับส่าวฉิงต่ออีกหนึ่งเดือน แต่ถ้าหนึ่งเดือนผ่านไปแล้ว หนูยังยืนยันที่จะหย่าอยู่ ปู่ก็จะไม่ขัดขวางพวกเธออีก”
จากนั้นชายชราก็มองไปยังฉีส่าวฉิงอย่างกดดัน แล้วพูดขึ้นอีกครั้ง
“ถ้าหนึ่งเดือนผ่านไปแล้วหนูเหยียนยังยืนยันที่จะหย่า ฉะนั้นหุ้นในชื่อของแกก็จะโอนให้หนูเหยียนทั้งหมด และให้ถือว่าเป็ค่าเลี้ยงดูหลังการหย่า”
ลู่จั่นเหยียนไม่แม้แต่จะมองไปที่ฉีส่าวฉิงเลยด้วยซ้ำ เพราะเธอเข้าใจนิสัยของคุณปู่ดี หากได้พูดออกมาแล้วก็ต้องทำให้ได้ เธอจึงพยักหน้าตอบรับอย่างช้า ๆ
เพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้นที่เธอต้องอดทนให้ได้
…
งานศพที่จัดโดยตระกูลฉีนั้นค่อนข้างใหญ่โตและหรูหรามาก แม้แต่ค่าใช้จ่ายภายในงานก็ใช้เงินมหาศาลจนคนธรรมดาไม่กล้าคิดถึงด้วยซ้ำ
แต่สำหรับลู่จั่นเหยียนแล้วกลับไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น เพราะอย่างไรคนที่เธอรักที่สุดก็จากไปทั้งหมดแล้ว
…
ภายในสุสานที่แสนเงียบสงัด เลขาเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกับกางร่มสีดำในมือ และเอ่ยเตือนอย่างเป็ห่วงขึ้นมา
“คุณลู่คะ ฝนตกแล้วนะคะ”
แม้ว่าเลขาจะเอ่ยขึ้นมาอย่างนั้นแล้ว เ้านายของเธอกลับไม่มีท่าทีจะลุกขึ้นด้วยซ้ำ แต่กลับยังคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพและค่อย ๆ วางกระดาษไหว้ทีละแผ่นลงในกระถางไฟ จากนั้นก็จ้องมองมันจากเปลวไฟจนกลายเป็เถ้าถ่าน
ฉีส่าวฉิงที่ยืนอยู่หลังต้นสนต้นหนึ่งไกล ๆ เขากำมือแน่นและก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่แล้วก็ถอยกลับมา