วิถีแห่งผู้สังเวยชีวิต : ปลดล็อกมหาเวทต้องห้ามด้วยระบบขยายหมื่นเท่า!

    บทที่ 33 ปอยผมขาด สะท้อนบาดแผล!

            ขณะเดียวกัน บรรดาผู้ประเมินบนอัฒจันทร์ต่างก็ให้ความสนใจกับลานประลองจุดนี้

     

            “เด็กปรมาจารย์การ์ดคนนั้นพรสวรรค์ใช้ได้เลยนะ ช็อตดักทางเมื่อครู่ทำได้สวยมาก ที่อีกฝ่ายหลบพ้นเพราะเป็นนักฆ่า ถ้าเป็นอาชีพอื่น ป่านนี้คงโดนเสียบทะลุร่างไปแล้ว” ผู้ประเมินหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม

     

            “ถูกต้อง ถ้าพาไปฝึกแบบเคี่ยวกรำต่อ วันหน้าอาจกลายเป็นนักรบสายต่อสู้ชั้นยอดได้เลย” ชายชราผมขาวเห็นพ้อง พลางพูดต่อว่า “ถ้าตาแก่คนนี้เดาไม่ผิด สำรับการ์ดตรงเอวของเขาน่าจะเป็นอาวุธระดับทองคำ”

     

            “ดูท่าจะเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่อีกคนสินะ” ผู้ประเมินหญิงยิ้มกล่าว สายตาของเธอคอยจ้องมองบรรดานักเรียนหญิง ตอนนี้เห็นนักสะกดจิตในสนามสติแตกจนทำอะไรไม่ถูก ส่วนผู้บำบัดอีกคนก็เอาแต่รักษาตัวเอง จึงหมดความสนใจไปโดยสิ้นเชิง

     

            “ก็แค่อาวุธระดับทองคำชิ้นเดียว ดันเจี้ยนบางแห่งใช่ว่าจะดรอปไม่ได้สักหน่อย ไม่แน่ว่าเด็กคนนี้อาจจะดวงดี หรือเป็นของตกทอดประจำตระกูลก็ได้” ผู้ประเมินหนุ่มพยายามเอ่ยแก้ตัวแทนหวังเฉียง ตอนนี้เขารู้สึกสนใจในตัวเด็กคนนี้ไม่น้อย

     

            ผู้ประเมินหญิงแค่นยิ้ม “นายคิดว่าอุปกรณ์ระดับทองคำเป็นของหาง่ายนักหรือไง คิดจะดรอปก็ดรอปได้ง่าย ๆ แล้วถ้าดรอปได้จริง มันจะประจวบเหมาะเข้ากับอาชีพของเขาขนาดนี้เชียวเหรอ มองโลกความเป็นจริงหน่อยเถอะ ก็แค่ลูกผู้ดีมีเงินขนอุปกรณ์มาเต็มยศเท่านั้นแหละ”

     

            ผู้ประเมินหนุ่มกลอกตา เอ่ยขัดว่า “พอเถอะ ฉันไม่อยากเสวนากับเธอแล้ว”

     

            “ทำเหมือนฉันอยากคุยด้วยตายล่ะ!”

     

            ...

     

            ตอนนี้ สถานการณ์ในสนามประลองตกอยู่ในความอึมครึม สวี่เจียเหม่ยโดนการ์ดใบนั้นขู่จนขวัญผวา ถึงขั้นคิดจะยอมแพ้ ส่วนจางซือเหวินก็ไม่กล้าผลีผลามบุกเข้าใส่ ถ้าโดนการ์ดซัดใส่จัง ๆ มีหวังได้บาดเจ็บสาหัสแน่

     

            แม้ว่านักสะกดจิตจะพอนับเป็นสายสนับสนุนได้ แต่สวี่เจียเหม่ยที่มีเลเวลเพียง 3 ก็คงไม่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้เขาได้มากนัก แต่หากคิดจะคลี่คลายสถานการณ์ตรงหน้า ก็จำเป็นต้องประชิดตัวหวังเฉียงให้ได้!

     

            “สวี่เจียเหม่ย! เอาอีกรอบ! สะกดจิตหวังเฉียงซ้ำที ฉันต้องเข้าประชิดตัวให้ได้ถึงจะมีโอกาส!” จางซือเหวินวางแผน แต่สวี่เจียเหม่ยกลับยังคงนิ่งเฉย

     

            “สวี่เจียเหม่ย!”

     

            เสียงตะโกนลั่นช่วยดึงสติสวี่เจียเหม่ยกลับมาจากความกลัว “แค่นี้กลัวเรอะ! วันข้างหน้าถ้าสอบติดสถาบันดี ๆ การต่อสู้มันจะกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันนะ ถ้าแค่นี้ยังก้าวข้ามไม่ได้ ฉันก็แนะนำให้เธอรีบไสหัวออกไปซะ!”

     

            “อีกอย่าง กฎก่อนแข่งก็มีอยู่ หวังเฉียงมันจะกล้าฆ่าเธอจริง ๆ หรือไง การประลองนี้มีไว้ให้พวกเราปล่อยของแสดงศักยภาพ!”

     

            ฟังคำของจางซือเหวิน สวี่เจียเหม่ยก็ตระหนักได้ว่านี่เป็นเพียงการประลอง จะไปกลัวอะไรหนักหนา!

     

            “ตกลง! ปล่อยเป็นหน้าที่ฉัน!” นัยน์ตาของสวี่เจียเหม่ยแน่วแน่ขึ้น “แม้นายจะเป็นคนแย่ ๆ แต่ก็ถือเป็นสายต่อสู้ที่พึ่งพาได้จริง ๆ ”

     

            “ไม่ต้องมาชม!” สิ้นเสียง จางซือเหวินก็พุ่งตัวออกไปอีกครั้ง หวังเฉียงควักการ์ดสองใบเตรียมสะบัดออกไป ทว่าในวินาทีนั้นเอง สวี่เจียเหม่ยก็เริ่มขับขานบทร่าย

     

            “มหาเทพแห่งภาพลวงตาผู้ทรงเกียรติ โปรดประทานอานุภาพในการบิดเบือนสรรพสิ่ง… ข้าขอศรัทธาต่อท่านตลอดชั่วชีวิต...”

     

            นัยน์ตาของสวี่เจียเหม่ยแปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด หากมองใกล้ ๆ จะเห็นเป็นวงเกลียวหมุนวนราวกับห้วงน้ำลึก

     

            “ตื่นตระหนก!”

     

            สิ้นคำสั่งเวท ในวินาทีที่หวังเฉียงกำลังจะปล่อยการ์ด ในหัวก็พลันเกิดความสับสนและตื่นตระหนกขึ้นมา ความคิดแปลก ๆ ผุดขึ้นมาในหัว ‘นายปาไม่โดนหรอก!’

     

            การ์ดซัดพรวดออกไป ทว่าเป้าหมายอย่างจางซือเหวินกลับเบี่ยงตัวหลบ การ์ดจึงเฉียดร่างไปปักลงบนพื้น

     

            “เยี่ยมมาก!” จางซือเหวินเหยียดยิ้ม พุ่งมาถึงเบื้องหน้าหวังเฉียง เอ่ยเหยียดหยามว่า “ให้ฉันดูหน่อยสิ ว่าปรมาจารย์การ์ดที่ปาการ์ดไม่ถูก จะเหลือวิชาต่อสู้ประชิดตัวสักแค่ไหน!”

     

            “มหาเทพแห่งการลอบสังหารผู้ทรงเกียรติ โปรดประทานพลังสังหารอันเด็ดขาดให้แก่ข้า...”

     

            เสี้ยววินาทีนั้น ย่างก้าวของจางซือเหวินคล้ายภูตผี ร่างกายเบาหวิว ปลายเล็บเหล็กกล้ากรงเล็บตะกุยเข้าใส่!

     

            หวังเฉียงโยกตัวหลบ ทว่าเสียงในหัวก็ดังซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง ‘นายหลบไม่พ้นหรอก!’

     

            จากการชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที เล็บเหล็กก็ตวัดฉีกเนื้อแขนของเขา เกิดเป็นรอยแผลลึกเลือดซึม อุณหภูมิความร้อนของเลือดทำให้รู้ดีว่า หากไม่รีบห้ามเลือด เขาโดนสองคนนี้โจมตีจนหมดสภาพแน่

     

            “หวังเฉียง แขนข้างนั้นคงไม่มีแรงปาการ์ดแล้วสินะ!” จางซือเหวินได้ใจ “แล้วปรมาจารย์การ์ดที่ไม่มีปาการ์ด จะมีประโยชน์อะไรอีกล่ะ! กากยิ่งกว่าหมาอีกมั้ง!”

     

            ว่าแล้วก็พุ่งเข้าใส่หวังเฉียงอีกครั้ง แขนซ้ายของหวังเฉียงไร้เรี่ยวแรงจะขยับ เพียงแค่ขยับก็เจ็บปวดไปทั้งร่าง หวังเฉียงใช้มือขวาควักการ์ดหนึ่งใบจากสำรับการ์ดไม้หุ้มไหมออกมารับการโจมตีของเล็บเหล็กตรง ๆ

     

            เสียงประกายไฟจากการปะทะดังก้อง หวังเฉียงถีบยันออกไปหนึ่งเท้า แม้จะไร้แรงอัด แต่ก็ช่วยเว้นระยะห่างออกมาระดับหนึ่ง

     

            จางซือเหวินแค่นเสียงหัวเราะ “หวังเฉียง ดิ้นรนไปก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะเสียเวลาพวกเราเปล่า ๆ น่า!”

     

            ต้องแพ้ตรงนี้จริง ๆ เหรอ…

     

            หวังเฉียงยอมรับความจริงไม่ได้ หากต้องกลับไปหาหลินหานในสภาพนี้ เขาคงไม่มีหน้าไปเจออีก สำรับการ์ดไม้หุ้มไหมในมือก็ยังไม่ได้แสดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาเลย เขาคู่ควรที่จะครอบครองมันจริง ๆ หรือ?

     

            ขณะที่หวังเฉียงกำลังกังขาในตัวเอง หลิวอวิ๋นอวิ๋นที่โดนลืมเลือนไปก็ขับขานบทร่ายขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกังวาน

     

            “สรรพสิ่งถือกำเนิด ชีวิตรื่นเริง… ปลุกผู้หลับใหล ขับขานบทเพลงแห่งวสันตฤดู… เทพีแห่งวสันตฤดูผู้ทรงเกียรติ ข้าคือสาวกผู้ภักดี โปรดประทานพลังเยียวยาสรรพสิ่ง… ด้ายเส้นคู่!”

     

            จู่ ๆ ความเจ็บปวดบนบาดแผลแขนของหวังเฉียงก็มลายหายไปราวกับปาฏิหาริย์ พอขยับแขนดูก็ไร้ซึ่งอาการบาดเจ็บใด ๆ อีกต่อไป!

     

            “หวังเฉียง ฝากจัดการต่อทีนะ!”

     

            หลิวอวิ๋นอวิ๋นกุมแขนขวากัดฟันตะโกน เธอใช้ทักษะเชื่อมต่อ ถ่ายโอนบาดแผลและความเจ็บปวดทั้งหมดของหวังเฉียงมาไว้ที่ร่างกายตนเองเรียบร้อยแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องวิถีแห่งผู้สังเวยชีวิต : ปลดล็อกมหาเวทต้องห้ามด้วยระบบขยายหมื่นเท่า! ที่คุณอ่าน