มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 89 หอชั้นที่หนึ่ง

            ทันทีที่ผ่านม่านพลังเข้าไปในหอนิรทุกข์พยายมชั้นที่หนึ่ง กังหลงสัมผัสได้กับพลังกดดันชนิดหนึ่งที่มีมากกว่าด้านนอกหลายเท่า หันมองสำรวจภายในห้อง มีลักษณะเป็นวงกลมกว้างประมาณยี่สิบวา พลันพบเห็นแท่นศิลาแท่งหนึ่งตั้งเด่นอยู่ห่างไปราวห้าสิบก้าว แท่งศิลาคล้ายมีพลังส่งแสงกระพริบอยู่ตลอดเวลาเมื่อเดินมาถึงพบเห็นบนแท่งศิลามีอักษรสลักไว้มากมาย ว่า


            "หอนิรทุกข์พยายม ทดสอบความสามารถพื้นฐานของผู้เยาว์ที่กระดูกอายุไม่เกินยี่สิบปี ในพื้นที่แห่งนี้พลังกดดันทางปราณมีความหนาแน่นกว่าด้านนอก ทำให้ผู้ที่เข้ามาจะโดนพลังกดดันทางธรรมชาตินี้ลดพลังยุทธของผู้ทดสอบลง และด้านในมีสัตว์อสูรระดับต่าง ๆ ที่ดุร้ายมากมาย เพียงผู้เข้าทดสอบสามารถทนทานพลังกดดันได้และสามารถผ่านข้อกำหนดของหอแต่ละชั้นได้ ก็จะถูกพลังของหอส่งตัวไปทดสอบในชั้นต่อไปในทันที "


            " แต่หากแม้นผู้เข้าทดสอบมิสามารถทนทานต่อพลังกดดันและการทดสอบได้ สามารถร้องขอยอมแพ้ เมื่อสิ้นคำร้องขอ ตัวผู้เข้าทดสอบจะถูกพลังของหอส่งกลับออกจากหอนิรทุกข์ในทันที หรือหากแม้นผู้เข้าทดสอบได้รับอันตรายร้องขอทันทีก่อนจะสูญสิ้นสติหรือสิ้นชีวิตพลังของหอก็จะส่งตัวออกไปก่อนที่ชีวิตจะสูญสิ้นได้เช่นกัน .."


            "สิ่งของทุกอย่างในแต่ละชั้นหากผู้ทดสอบมีความความสามารถมีวาสนาสามารถเก็บหรือใช้งานได้และเมื่อทดสอบผ่านแต่ละชั้นจะมีรางวัลปรากฏให้ตามความสามารถยิ่งผ่านการทดสอบผ่านได้สมบูรณ์รวดเร็วของรางวัลยิ่งล้ำค่าขอเตือนผู้เข้าทดสอบทุกคนอย่าได้ประมาท การทดสอบของหอแต่ชั้นล้วนอันตราย ยิ่งชั้นที่สูงขึ้นไปยิ่งอันตรายหากมิมีความมั่นใจจะทดสอบสามารถเก็บสิ่งของในที่นี้และขอยอมแพ้ออกจากที่นี่ก่อนจะมีอันตรายถึงชีวิตหากมีความมั่นใจเมื่อก้าวผ่านม่านพลังไปการทดสอบที่แท้จริงของหอนิรทุกข์พยายมก็จะเริ่มขึ้นทันที"


            อ่านข้อความบนแท่งศิลาแล้วมองรอบๆ ห้องมีแท่นศิลาคล้ายโต๊ะกลมขนาดหนึ่งวาวางเรียงราย ห่างกันประมาณสามวา บนแท่นศิลาวางด้วยตำราเก่าดำคล้ำปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองและหยากไย่คล้ายมิมีผู้ใดแตะต้องมานาน


            กังหลงเดินเข้าหยิมตำราเหล่านั้นมาเปิดดูแต่ละเล่มเป็นเพียงตำราธรรมดาทั่วไปมีทั้งวิธีปรับพื้นฐานเบื้องต้นในการเตรียมพร้อมที่จะฝึกวรยุทธและความรู้ด้านสมุนไพรพื้นฐานที่ใช้ในการบำรุงร่างกายและรักษาโรคทั่วไปเมื่อเดินลึกเข้าไปกังหลงพบว่ามีม่านพลังกันพื้นที่ไว้อีกคราจึงตัดสินใจก้าวผ่านม่านพลังเข้าไปเพื่อดูว่าด้านหลังม่านพลังจะเป็นสิ่งใด


            ทันทีที่ก้าวผ่านม่านพลังที่กั้นอยู่ กังหลงพลังเจอกับพลังกดดันที่รุนแรงถึงสองเท่าฝีเท้าหนักอึ้งคลัายกำลังก้าวเดินในสายน้ำจึงโคจรลมปราณหมุนวนในร่างกายชั่วครู่พลังกดดันเหล่านั้นก็หายไป พบว่าด้านหลังม่านนี้กลับคล้ายเป็นอีกโลกหนึ่งมีพื้นที่ประมาณครึ่งลี้หนาแน่นไปด้วยป่าไม้และสัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตมากมายเมื่อสำรวจด้วยปราณจิตกลับพบว่าเป็นสัตว์อสูรมากมาย ที่ถือครองพื้นที่แห่งนี้  ก่อนเข้าเขตป่ามีแท่นศิลาตั้งเด่นอยู่หน้าผืนป่า ข้อความ


            "ยินดีต้อนรับสู่การทดสอบหอนิรทุกข์พยายมชั้นที่หนึ่ง  สังหารสัตว์อสูรครบห้าร้อยตัวสามารถผ่านสู่หอชั้นต่อไป" 


            เห็นข้อความบอกบนป้ายศิลากังหลงขมวดคิ้วรำพึงขึ้น


            "สังหารสัตว์อสูรครบห้าร้อยตัวจากการสำรวจด้วยปราณจิตพื้นที่นี้มีเพียงสัตว์อสูรระดับหนึ่งมากมายหากเสาะหาสัตว์อสูรที่เปราะบางพบคงเป็นเรื่องที่มิเกินกำลังแล้ว"


            การที่กังหลงมีความเห็นเช่นนั้นเนื่องจากบุรุษหนุ่มมิทันครุ่นคิดว่าระดับพลังฝีมือของตนปัจจุบันนั้นสูงล้ำปานใดต่อให้เป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งก็ง่ายดายสำหรับตนแต่หากแม้นเป็นบุคคลอื่นที่มีปราณยุทธเพียงระดับปราณขุนพลหากเจอสัตว์อสูรระดับหนึ่งเข้าตัวเดียวก็ถือว่าลำบากแล้ว


            และถ้าบังเอิญโดนสัตว์อสูรหลายตัวกลุ้มรุมพร้อมกันก็มิอาจจัดการได้ซึ่งโดยปกติตามธรรมชาติสัตว์อสูรส่วนใหญ่ที่มีระดับพลังใกล้เคียงกันมักจะอยู่รวมกลุ่มกันนอกจากสัตว์อสูรตัวใดที่มีพลังที่เด่นล้ำกว่าเท่านั้นที่จะแยกสร้างอาณาเขตของตัวเองเพียงลำพัง


            ขณะนี้ทางด้านนอกหอนิรทุกข์พยายมเริ่มมีผู้คนพากันมาชมดูการทดสอบมากขึ้นมิทราบเป็นผู้ใดกระจายข่าวไปว่า มีผู้เข้าทดสอบหอนิรทุกข์พยายมถึงสี่คนหลังจากที่หอนิรทุกข์พยายมเงียบเหงาไม่มีผู้คนเข้าทดสอบนานถึงห้าปีแล้วแต่ในปีนี้ถึงกับมีผู้มาทดสอบพร้อมกันถึงสี่คน ต่างต้องการจะมาดูว่าเป็นผู้ใดกันที่มาทดสอบและจะสามารถก้าวผ่านหอนิรทุกข์พยายมไปได้กี่ชั้น


            ซึ่งข่าวที่แพร่กระจายไปนั้นร่ำลือว่ามีอัจฉริยะเยาว์วัยหลายคนที่มาทดสอบด้านโอสถของสมาคมโอสถและและรวมถึงอัจฉริยะที่เพิ่งมีฉายาดังสั่นไปทั่วเมืองเหอหนานเทพบุตรอัศนี อัจฉริยะผู้นี้ก็ต้องการทดสอบหอนิรทุกข์พยายมด้วยเช่นกันผู้คนจึงต่างพากันมาชมดู


            เมื่อพบเห็นบนจอแสดงผลที่มีเพียงจุดพลังสีเหลืองเคลื่อนไหวบ่งบอกว่ามีผู้ทดสอบทั้งหมดสี่จุดพลัง ในชั้นที่สามมีหนึ่งจุดพลังที่หยุดอยู่กับที่มิได้เคลื่อนไหว ใดๆ ในหอชั้นที่สองมีจุดพลังถึงสองจุดกำลังเคลื่อนไหวไปมาส่วนในหอชั้นที่หนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ 


             "นั่นมีผู้ที่กำลังทดสอบอยู่ที่หอนิรทุกข์พยายมชั้นที่สามหนึ่งคนเป็นผู้ใดกันแต่จุดพลังสงบนิ่งคล้ายมิเคลื่อนไหวใด ๆ มาเนิ่นนาน"  


            "อา..หอชั้นที่สองถึงกับมีจุดพลังถึงสองจุดและกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเป็นผู้เยาว์จากที่ไหนกัน"


            "ดูซิๆ ในหอชั้นที่หนึ่งเริ่มมีการเคลื่อนไหวแล้ว"


            "จากการที่ข้าสอบถามจอมยุทธที่เฝ้าประตูหอคอยบอกว่าบุคคลที่กำลังทดสอบในชั้นสามเป็นบุรุษหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่เข้าทดสอบตั้งแต่เมื่อวานตอนเช้าตรู่ใช้เวลาสองวันผ่านไปสู่หอนิรทุกข์ชั้นที่สามได้ถือว่ามีความสามารถที่น่าตื่นตกใจส่วนในหอชั้นที่สองนั้นเป็นสตรีทั้งสองคนคือ นามเหมี่ยวเซี๊ยะ และหยางเสี่ยวเอ๋อร์ ส่วนคนที่อยู่ในหอชั้นที่หนึ่งเพิ่งเข้าไปทดสอบยังไม่ถึงครึ่งชั้วยามนามกังหลง"


            "โอ..นั่นมันมันชื่อผู้เยาว์ทั้งสามที่เมื่อวานผ่านการทดสอบของสมาคมโอสถที่ชนะลำดับหนึ่งถึงสามนี่  กังหลง ผู้ชนะอันดับหนึ่งที่ได้รับฉายาว่า เทพบุตรอัสนี  นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะผู้ชนะเลิศอันดับสอง และหยางเสี่ยวเอ๋อร์สตรีคลุมหน้าผู้ชนะอันดับสามยอดอัจฉริยะด้านโอสถของอาณาจักรเตรอสูรในปัจจุบันทั้งสามกลับมาทดสอบหอนิรทุกข์พยายม มาดูกันว่าจะมีผู้ใดสามารถทดสอบไปถึงชั้นที่สูงกว่ากัน"


            ในด่านทดสอบของหอนิรทุกข์พยายมชั้นที่หนึ่งกังหลงได้เดินเข้าไปในเขตป่าทันทีที่เหยียบย่างผ่านแนวต้นไม้เข้าไปสัมผัสได้ถึงกระแสพลังระดับขุนพลระดับสามขั้นสุดพุ่งโจมตีเข้ามาพร้อมกันถึงห้าทิศทางกังหลงขมุ่นคิ้วทันที 


            "พรึ่บ"


            ปีกฟ้าวายุคำรณได้ถูกกำหนดให้ใช้งานในทันที


            "โฮกกกก...!!!"



            เสียงกู่ร้องอย่างเกรี้ยวกราดของสัตว์อสูรดังลั่นไปทั่วอาณาบริเวณ  กังหลงก้มมองเบี้องล่างบัดนี้เต็มยั้วเยี้ยไปด้วยสัตว์อสูรมากมายหลายชนิดสุดลูกหูลูกตาเมื่อสัตว์อสูรได้กลิ่นผู้บุกรุกต่างตะบึงมายังทิศทางนี้จนมืดฟ้ามัวดิน 


            "บ้าน่า..!!อะไรจะมากมายปานนี้หากหลงเข้าไปต่อให้เก่งกล้าปานใดคงยากจะเอาตัวรอดได้ไม่นึกว่าแค่ชั้นแรกก็ไม่ง่ายดายสำหรับนักยุทธทั่วไปแล้วถ้ามีสัตว์อสูรระดับสามขันสุดเพียงแค่ตัวเดียวคงไม่มีปัญหาแต่นี่มาเป็นฝูงถึงจะเป็นแค่สัตว์อสูรระดับหนึ่ง หากสัตว์อสูรเหล่านี้กรูเข้ามาพร้อมกันแบบมืดฟ้ามัวดินเช่นนี้คงมิใช่เรื่องตลกแล้ว เผลอตกลงไปกลางกลุ่มพวกมันคงโดนมันกัดทึ้งไม่เหลือซากแน่..!!"

     


    คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน