“ขึ้นรถม้าเถิด” ลู่ชิงบอกเหม่ยหลินก่อนที่ตัวเขาจะรู้สึกขายหน้านางไปมากกว่านี้
คล้อยหลังเหม่ยหลิน เจียงอีกับหลันฮวาก็มาถึงรถม้าเช่นกัน
“ท่านอ๋องเพคะ” หลันฮวาและเจียงอีกล่าวทักทายลู่ชิงเสียงหวาน พร้อมท่าทางเขินอายในอาภรณ์แสนปราณีตที่พวกนางเตรียมมาเพื่อการเข้าวังเป็พิเศษ
“อืม ขึ้นรถม้าเถอะ” การตอบรับจากลู่ชิงทำให้พวกนางผิดหวังอยู่ไม่น้อย แม้พวกนางจะแต่งกายงดงามถึงเพียงนี้ แต่ท่านอ๋องกลับมิได้หยุดมองเพียงนิด สายตาของพระองค์ยังคงเมินเฉยเช่นเดิม
ภายในรถม้าดูแคบไปถนัดเมื่อทั้งสี่คนนั่งอยู่ หลันฮวารู้สึกไม่พอใจนักที่ชุดลายโบตั๋นยังเทียบไม่ได้กับชุดสีแดงชาดนั่นของเหม่ยหลิน ไม่ต่างจากเจียอีที่แม้จะมีท่าทางสงบแต่ภายในใจก็รู้สึกคับแค้นใจอยู่ใช่น้อยที่อาภรณ์สีม่วงปักลายนกยูงฝีมือช่างตัดเย็บอันดับหนึ่งของผิงอันยังสู้งานปัก ของเหม่ยหลินไม่ได้ แต่นั่นยังไม่น่าเจ็บใจเท่าการที่สายตาท่านอ่องที่มองเหม่ยหลินที่แตกต่างจากที่มองนาง แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่นั่นก็ยืนยันว่าเหม่ยหลินมีสถานะในใจเขาแตกต่างออกไป
เมื่อรถม้ามาถึงหน้าพระราชวังท้องฟ้าก็ทอแสงสุดท้ายของวันแล้ว งานเลี้ยงวันคล้ายวันประสูติของฮองเฮาจัดกลางสวนของพระราชวัง เพื่อลำลึกถึงเหล่าแม่ทัพ ทหารผู้กล้าที่นอนกลางดินกินกลางทรายนำทัพออกศึกจนก่อตั้งเป็ราชวงศ์ขึ้นมาได้ งานเลี้ยงในคราวนี้จึงจัดอย่างเรียบง่ายดั่งเป็งานเลี้ยงในครอบครัวเท่านั้น
บัดนี้ในลานพิธีขุนนางคนสำคัญและครอบครัวของตน หรือแม้แต่องค์รัชทายาทและพระชายาก็มาถึงแล้ว ขาดเพียงแต่ฮ่องเต้ และฮองเฮาเท่านั้น เมื่อลู่ชิงและพระชายาเดินเข้าไปในงาน ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่ท่านอ๋องและเหล่าชายา ด้วยใบหน้าหล่อเหลาและเ็าของอ๋องลู่ทำให้เหล่าคุณหนูของตระกูลต่าง ๆ ฝันหวานไปไกล ไม่ต่างจากเหล่าขุนนาง และเหล่าคุณชายที่อิจฉาท่านอ๋องอยู่ไม่น้อยที่มีชายางามล่มเมืองถึงสามคน หากแต่ในนั้นเหม่ยหลินหญิงงามในชุดสีแดงชาดปักลายัเกี้ยวหงส์นั่นช่างดูอ่อนช้อย สูงส่ง น่าหลงไหลจนไม่อาจถอนสายตาได้
ลู่ชิงสังเกตเห็นสายตาของเหล่าบุรุษต่างมองไปยังชายาของตน และดูเหมือนจะจับจ้องอยู่ที่เหม่ยหลินมากว่าผู้ใด มำทำให้เขากลับมีความรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก
“ท่านอ๋องช่างโชคดีนัก พระชายาทั้งสามช่างงามพร้อม”ยังคงเป็ไต้เท้าซูที่กล่าวหยอกล้อเขาเช่นเคย ‘ยังไม่เข็ดจากคราก่อนอีกหรือ’
“ไต้เท้าซูชมเกินไป พระชายาของข้าแม้งาม แต่ก็มีกิริยากลับไม่อ่อนช้อยเช่นฮูหยินซู” ลู่ชิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม มีใครไม่รู้บ้างฮูหยินซูหากไม่ได้ดั่งใจชอบลงไม้ลงมือเป็ที่สุด ไต้เท้าซูถึงกับหน้าตาบวมช้ำมาว่าราชการอยู่หลายครั้ง
“ท่านอ่องกล่าวเกินไป กล่าวเกินไป” ไต้เท้าซูขนชันทั้งตัวเมื่อมองไปด้านหลังของตนเห็นภรรยาจ้องตาเขม็ง
“ฮ่องเต้ ฮองเฮา เสด็จ” ขันทีประกาศ ทุกคนต่างลุกขึ้นถวายพระพร “ถวายพระพรฝ่าาทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี ถวายพระพรฮองเฮาทรงพระเจริญพันปี พันๆปี”
“ทุกคนนั่งลงเถิด วันนี้ฮองเฮาจัดงานวันเกิดอย่างเรียบง่าย ไม่ต้องมากพิธี” ฮ่องเต้กล่าวเสียงเข้ม นี่เป็ครั้งแรกที่เหม่ยหลินได้พบฮ่องเต้ชิงผิงเป็ครั้งแรก พระองค์ช่างน่าเกรงขาม
“เริ่มงานเลี้ยงเถิด” ฮ่องเฮากล่าวเปิดงาน ขันทีเริ่มอ่านรายชื่อผู้ที่มอบของขวัญ
“องค์รัชทายาท พระชายา ทรงมอบพระพุทธรูปเนื้อหยกขาว และมุกราตี 5 เม็ด” ขันทีล่าวจบ องค์รัชทายาทและพระชายาลุกขึ้นถวายพระพร
“ลูกและพระชายาขอให้เสด็จแม่พลานามัยแข็งแรง”
“องค์รัชทายาทยังรู้ใจแม่เช่นเคย”ฮองเฮากล่าวอย่างเมตตา ด้วยพระนางชอบสวดมนต์ภาวนา ฮ่องเต้ถึงขั้นสร้างศาลาภาวนาให้พระนางโดยเฉพาะ ของขวัญชิ้นนี้จึงถูกใจพระนางยิ่งนัก
“ลู่ชิงอ๋องและพระชายา ถวายประคำมงคลของเ้าอาวาสวัดถัวอิง และบัวมรกตเทียซาน” ทุกคนต่างแปลกใจกับของขวัญนี้ ด้วยประคำของเ้าอาวาสวัดถัวอิงไม่เคยพระราชทานให้ผู้ใดบัดนี้อ๋องลู่กลับได้มา นั่นยังไม่นับบัวมรกตเทียซานที่ร้อยปีจะบานแค่ดอกเดียวและยังเป็ยาอายุวัฒนะชั้นดี
“ลูกและพระชายาขอให้เสด็จแม่เกษียมสำราญ”
“ลู่เอ๋อของข้าช่างน่ารักยิ่ง”ฮ่องเฮากล่าวหยอกล้อพระโอรส นางพอใจของขวัญมาก เจาอาวาสวัดถัวอิงบำเพ็ญภาวนามาทั้งชีวิต การที่ได้ประคำของเ้าอาวาสย่อมเป็สิริมงคลไม่น้อย
…เมื่อการถวายของขวัญจากเหล่าขุนนางจบลง งานเลี้ยงก็เป็ไปอย่างครึกครื้น เหล่าแม่ทัพต่างเล่าอดีตย้อนความหลังตอนเริ่มก่อตั้งราชวงศ์ ทำให้ฝ่าาหวนรำลึกถึงคนผู้หนึ่ง
“ทูลเสด็จแม่ วันนี้หนิงเอ๋อเตรียมระบำบูชาพระพุทธองค์มาถวายท่านด้วย” รัชทายาทกล่าวอย่างอ่อนโยนเมื่อต้องเอ่ยถึงพระชายาของตน เมื่อรัชทายาทพูดจบเสียงบรรเลงเพลงก็ดังขึ้น
หว่านหนิงเอ๋อระบำอย่างอ่อนช้อย สายตาที่จับจ้องไปยังนางต่างเปี่ยมด้วยความชื่นชมในความงามของระบำที่นางร่ายรำ สมกับเป็บุตรีคนโปรดของไต้เท้าหว่านผู้เป็อาจาย์ของรัชทายาทและอ๋องลู่ ต่างจากสายตาของอ๋องลู่ที่มองไปยังนางที่เปี่ยมไปด้วยความเศร้า พลางยกสุราขึ้นดื่มอยู่ไม่ขาด
‘นางคือสตรีที่ท่านอ๋องรักสินะ’ เหม่ยหลินที่สังเกตเห็นสายตาของอ๋องลู่ ‘ฝ่าาและฮ่องเฮาถึงได้เร่งรีบจัดงานแต่งของท่านอ๋องนัก คงไม่อยากให้พี่น้องต้องขัดแย้งกัน’ เหม่ยหลินเข้าใจทุกอย่างอย่างแจ่มแจ้ง
การระบำจบลง เสียงปรบมือด้วยความชื่นชมของผู้คนดังขึ้น
‘ดี! ดียิ่งนัก ตบรางวัล’ ฮ่องเฮาพอใจกับการแสดงนี้ยิ่งนัก
“ขอบพระทัยฮ่องเฮาเพคะ” หนิงเอ๋อยิ้มอย่างดีใจ
“แล้วพระชายาทั้ง 3 ของท่านอ๋องลู่เล่าจะแสดงความกตัญญูต่อฮองเฮาด้วยหรือไม่ หรือมีก็แต่เพียงความงามเท่านั้น” ขุนศึกเว่ยเซียว ผู้ไม่พอใจในตัวอ๋องลู่ เนื่องจากความเห็นของตนในกองทัพมักขัดแย้งกับท่านอ๋องอยู่เสมอ กล่าวอย่างเย้ยหยัน
“เช่นนี้เอง น่าขายหน้าจวนอ๋องยิ่งนัก” ขุนนางบางคนเริ่มซุบซิบนินทาอย่างโจ่งแจ้ง
“ได้ยินมาว่าบิดาของพระชายาเหม่ยหลินก็เป็อาจารย์ผู้มากด้วยความรู้เช่นกันกับบิดาของพระชายารัชทายาท คงได้รับการถ่ายทอดความรู้จากบิดามามิใช่น้อยกระมัง” เว่ยเซียวจ้องจะทำให้อ๋องลู่ขายหน้าโดยการเล่นงานเหม่ยหลิน สตรีที่ไม่มีตระกูลคอยส่งเสริมดังพระชายาอีกสองคน
“บิดานางเป็เพียงยาจกธรรมดา จะเอาสิ่งใดไปสู้ใต้เท้าหว่านกันเล่า” ขุนนางบางคนถึงกับวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย
ปั้ง!
เสียงจอกสุรากระทบกับโต๊ะเสียงดัง ทำให้ขุนนางเ่าั้เงียบปากในทันที
“พระชายาของข้าไม่จำเป็ต้องพิสูจความสามารถกับผู้ใด” น้ำเสียงเยือกเย็นของลู่ชิงดังขึ้น
“หม่อมฉันจะทำเพคะ” เสียงเหม่ยหลินดังมาจากด้านหลังอ๋องลู่ แม้ว่าบิดานางจะยากจน แต่ไม่ควรมีผู้ใดมาดูถูกท่าน บิดาของนางตอนมีชีวิตอยู่มีแต่ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เคยทำสิ่งใดผิดต่อฟ้า ก้มหน้าก็ไม่ต้องอายดิน คนพวกนี้มีสิทธิ์ใดมาดูถูกพ่อของนางกัน