ขณะนี้ความเจ็บปวดทวีความรุนแรงมาก แต่ตู้เซ่าฝู่เริ่มจับการเคลื่อนไหวการโจมตีของกระแสไฟฟ้าอันบ้าคลั่งนี้ได้แล้วร่างกายของเขาเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วเขาจะยอมทิ้งโอกาสที่ดีเลิศเช่นนี้ไปได้อย่างไร
“บ่มเพาะขนสีทอง !”
ในสระเหลยฉือแห่งนี้มีเสียงคลื่นไฟฟ้าปะทุ“จี่ๆ ๆ” อยู่ตลอดเวลา ทันใดนั้น ตู้เซ่าฝู่ก็ตะโกนประโยคนั้นออกมาจากนั้นทั้งร่างก็มีคลื่นสีทองไหลเวียนพร้อมกับอักษรยันต์ที่เปล่งประกาย
พลังแสงสีทองเริ่มเคลื่อนที่ราวกับว่ามันกำลังก่อตัวเป็นร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองตัวหนึ่งท่าทางของเขาราวกับเหยี่ยวกำลังเล่นน้ำอยู่ในสระน้ำเขาโบกแขกไปมาพัดและทุบสารละลายเหนียวหนืดในสระ ใช้ร่างทั้งร่างชนโจมตีเหลยฉือ
“ตึงโครมๆ!”
เหลยฉือเกิดเสียงดังราวกับพายุฟ้าผ่าที่ผ่ากระหน่ำอย่างต่อเนื่องและรุนแรงจนถึงขีดสุด!
แม้ตกอยู่ในสภาพความเจ็บปวดที่คนธรรมดาไม่น่าจะทนได้มานานแล้วตู้เซ่าฝู่ก็ยังกัดฟันฝืนทน กระดูกเอ็น เส้นลมปราณ จุดชีพจร เนื้อหนังและกล้ามเนื้อราวกับกำลังผ่านการเผาไหม้อุณหภูมิสูงเวลานำอาวุธเผาไฟหลอมอย่างใดอย่างนั้นเลยความเร็วที่ค่อยเป็นค่อยไปทำให้การบ่มเพาะร่างมีความแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยพลังกายที่อัดแน่นพร้อมระเบิดออกมาได้
ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนสภาพบางอย่างในกระแสไฟฟ้าแรงสูงกำลังเปลี่ยนสภาพ………………
“เก้าวันแล้วนะ เหตุใดจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ไม่เคยมีใครทนได้เกินเจ็ดวันนะ”
บริเวณลานกว้างนอกสิ่งปลูกสร้างที่จะเหมือนเจดีย์ก็ไม่ใช่จะเป็นตำหนักก็ไม่ปาน รอบอาคารนั้นมีประกายไฟฟ้าวิบวับอยู่ตลอด เยี่ยเป่าหลินจ้องมองไปในนั้นสีหน้าครุ่นคิดกำลังสงสัย
ในตำนานเมื่อนานมาแล้วสมัยรุ่นก่อนของบ้านสกุลอั้นเคยมียอดฝีมือคนหนึ่งที่ไม่ธรรมดาเขาได้เป็นผู้ที่เข้าไปฝึกในเหลยฉือ ทว่าก็สามารถทนได้เพียงเจ็ดวัน เมื่อยาต้านทานสายฟ้าสิ้นฤทธิ์จนหมดก็ต้านทานต่อไม่ไหวนั่นคือสถิติที่สูงที่สุดของที่นี่แล้ว ทว่าตอนนี้ตู้เซ่าฝู่เข้าไปในนั้นถึงเก้าวันแล้ว
“เรื่องที่น่าอัศจรรย์ขึ้นกับเขาไม่น้อยเลยจริงๆ” เยี่ยจื่อจินกล่าว
เยี่ยเป่าหลินหันหน้าเอียงตัวไปทางเด็กสาวที่รักสุดใจของเขากล่าวว่า “ทนอยู่ในเหลยฉือได้เก้าวัน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องที่น่าอัศจรรย์ธรรมดาๆข้าสงสัยมากว่าในการประลองระหว่างทายาทวัยรุ่นในสุดยอดห้าสกุลที่ผ่านมาเขาจะยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด เขาอาจแข็งแกร่งกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้”
“งั้นที่พวกเราเลือกบ้านสกุลตู้ ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่หากสุดท้ายบ้านสกุลตู้……” ผ่านไปสักครู่หนึ่ง เยี่ยจื่อจินก็พูดออกมาเบาๆนัยน์ตาของนางสั่นไหว
“โฮก……”
ขณะที่เยี่ยจื่อจินยังพูดไม่ทันจบก็มีเสียงอสูรยักษ์ตนหนึ่งคำรามออกมาเสียงดัง คลื่นเสียงนี้มีพลังทำให้สิ่งปลูกสร้างที่ห่อหุ้มด้วยกระแสไฟฟ้าตรงนี้สั่นไหวอย่างรุนแรงพร้อมกับมีปราณอันน่ากลัวแผ่กระจายออกมาบริเวณนั้น
ทันใดนั้นเยี่ยเป่าหลินเยี่ยจื่อจินต่างตกใจสีหน้าเปลี่ยน
มองไปที่กระแสไฟฟ้าที่สั่นไหวอย่างรุนแรงสีหน้าแววตาของเยี่ยเป่าหลินดูเคร่งเครียดขึ้นมาในทันใด กล่าวว่า “ดูท่า บรรพบุรุษแห่งสายฟ้าคงจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ทนต่อไม่ไหวแล้วสินะ…”
……………………
ภายในเหลยฉือ กระแสไฟฟ้าที่ติดประกายแปลบปลาบกำลังปกคลุมร่างของตู้เซ่าฝู่ตู้เซ่าฝู่กำลังใช้ประโยชน์จากพลังไฟฟ้าในการบ่มเพราะร่างของเขา เขาดึงไฟฟ้าปริมาณมากเหนือคำพรรณนาห่อหุ้มร่างของเขาไว้อย่างไม่หยุดหย่อน
“ซู่ๆ ๆ……”
สารละลายในเหลยฉือเคลื่อนไหวไปมา รูปร่างกระแสไฟฟ้าราวกับงูเหลือมสีเงินกำลังรัดโจมตีลำแสงจำนวนมากวิ่งแล่นเข้าไปล้อมร่างของตู้เซ่าฝู่เอาไว้เมื่อกระแสไฟฟ้านี้สัมผัสกับพลังแสงสีทองที่ห่อหุ้มทั่วร่างของตู้เซ่าฝู่ ก็เกิดสีดังสนั่นราวกับระเบิดขึ้นมาจากนั้นก็แตกสลายถูกดูดซึมเข้าไปในร่างของตู้เซ่าฝู่สุดท้ายกระแสไฟฟ้ากลายเป็นเพียงพลังงานที่ไร้รูปร่าง
แม้กระแสไฟฟ้าจะเข้มข้นสูงและร้ายกาจเพียงใดแต่เมื่อปะทะกับรัศมีพลังสีทองอ่อนที่ห่อหุ้มร่างของตู้เซ่าฝู่ในขณะนี้ดูคล้ายว่าไฟฟ้ามีพลังที่อ่อนลงและพลังงานกับกระแสไฟฟ้าทั้งหมดในเหลยฉือถูกตู้เซ่าฝู่ดูดซึมเข้าไปในร่างจนเกือบหมดแล้ว
นี่เป็นการใช้ความดันกระแสไฟฟ้าแรงสูงในการฝึกร่างในช่วงเวลานี้เท่ากับว่าเป็นการทรมานตัวเองของตู้เซ่าฝู่ เวลาทั้งเก้าวันเขาถูกกระแสไฟฟ้าอันโหดร้ายรุนแรงของเหลยฉือพุ่งโจมตี แผดเผา บีบรัดซัดทำลายร่างของเขาอยู่ตลอดเวลา
ทว่าการอดทนมาทั้งเก้าวันนี้ เมื่อทำการฝึกร่างไปด้วยตู้เซ่าฝู่ก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าภายในร่างของตัวเองไม่ว่าจะเป็นกระดูกกล้ามเนื้อหรือเส้นชีพจรลมปราณต่างๆล้วนแต่มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ร่างทั้งร่างของเขากำลังแปรสภาพแม้กระทั่งลมปราณในตัวของเขาก็แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
สารละลายในเหลยฉือเปี่ยมล้นด้วยพลังอันมหาศาลการได้ฝึกฌานที่นี่มีประโยชน์อย่างใหญ่หลวง มีคุณค่ามากจนกระทั่งทำให้ตู้เซ่าฝู่รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าตัวเองเกือบจะบรรลุฌานขั้นที่สูงขึ้นได้
วันที่สิบความทรมานจากการฝืนทนในการฝึกร่างด้วยกระแสไฟฟ้าลดน้อยลงเรื่อยๆขณะที่เขารู้สึกเหมือนกำลังจะบรรลุได้ พลังของกระแสไฟฟ้าในเหลยฉือกลับลดลงอย่างรวดเร็ว
ขณะนั้นเองพลังจากกระแสไฟฟ้าก็จางหายไปจนหมด ราวกับว่าพลังงานและพลังไฟฟ้าของเหลยฉือถูกตู้เซ่าฝู่ดูดไปจนเกลี้ยงเพียงคนเดียว
“ฟู่ๆ……”
หลังจากที่พลังงานและพลังไฟฟ้าดับหายไปลมปราณที่พัฒนาจนเกือบบรรลุขั้นได้ก็หยุดนิ่งเช่นกัน พลังปราณของเขาค่อยๆ จางหายไปรอบกายมีแสงสีทองเคลื่อนไหว การเปลี่ยนสภาพจากขั้นตอนการบ่มเพาะขนสีทองก็จ้องหยุดลง
เหลยฉือนิ่งสงบไร้คลื่นใดๆประกายแสงวิบวับจากกระแสไฟฟ้าที่ปะทุมานานก็เริ่มดับลง
ตู้เซ่าฝู่ไม่รู้สึกตัวเพิ่งจะพบว่าจนนั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางสารละลายในเหลยฉือและทั้งสองตาของเขาก็เปิดออก เขาจ้องมองไปที่เหลยฉือ
“เหลือแค่นี้เองแล้วหรือ หากได้พลังงานและพลังไฟฟ้าจากเหลยฉืออีกหน่อยการฝึกร่างและระดับฌานก็คงพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นแล้ว”
ตู้เซ่าฝู่แสดงสีหน้าเสียดายเขารู้สึกได้ว่าการแปรสภาพของร่างกายและพลังปราณในร่างเกือบทำให้บรรลุขั้นแล้วหากได้ฝึกต่ออีกหน่อยเสียดายที่ว่าพลังงานในเหลยฉือถูกใช้ไปหมดแล้ว ราวกับว่าถูกตนดูดซึมไปหมดแล้ว
“เป็นมนุษย์ชัดๆในตัวกลับมีปราณของอสูรแบบข้า ช่างเถิด อย่างไรเสียข้าก็ทนฝืนสังขารต่อไปไม่ได้อีกนานข้าช่วยเจ้าหน่อยแล้วกัน”
ทันใดนั้นจู่ๆ ในเหลยฉือก็มีเสียงแก่ๆของสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งพูดออกมาด้วยภาษามนุษย์
“ใครน่ะ?”
ตู้เซ่าฝู่เริ่มระแวงแววตาของเขาสาดส่องไปทั่ว เขาไม่ทันรู้สึกตัวว่าในเหลยฉือมีคนอื่น
“โครม!”
หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่พูดลอยๆกับตัวเองเสร็จ เหลยฉือที่เงียบสงบลงแล้วก็มีคลื่นไหลเวียนออกมาอีกครั้งกระแสไฟฟ้าที่ดุดันราวกับงูเหลือมสีเงินพุ่งออกมาจากรอบทิศทางอีกครั้ง สารละลายในเหลยฉือก็มีพลังงานเพิ่มขึ้นและกระโจนเข้าหาตู้เซ่าฝู่อีกครั้ง
“โครม!”
คลื่นพลังของเหลยฉือในตอนนี้รุนแรงยิ่งกว่าสิบวันก่อน แรงดันอัดแน่นแรงสูงพุ่งกระโจมซัดโจมตีตู้เซ่าฝู่อีกครั้ง
เมื่อเกิดแรงดันและกระแสไฟฟ้าอันน่าหวาดผวาอีกครั้งตู้เซ่าฝู่ก็ต้องกัดฟันทนอีกรอบ เขาสัมผัสถึงแรงปะทุอันแน่นของกระแสไฟฟ้าเกรงว่าหากพลังรุนแรงกว่านี้อีกนิดเดียว ตัวเขาเองคงทนไม่ไหวจริงๆ
“หรือว่านี่คือ…การฝึกต่อ…ในตำนาน”
ตู้เซ่าฝู่ตะลึงเขารับรู้ได้ถึงคลื่นพลังและความเปลี่ยนแปลงในเหลยฉือ เขาครุ่นคิดสักครู่จากนั้นก็เริ่มกวัดแกว่งแขนไปมาเพื่อร่ายและรวบรวมพลังและเข้าสู่สภาวะการฝึกอีกครั้ง
“ซูมๆ ๆ!”
รอบกายของตู้เซ่าฝู่มีแสงสีทองเปล่งประกายพร้อมกับอักษรยันต์ที่เปล่งแสงร่างของเขาราวกับเป็นตัวนำไฟฟ้าเป็นเป้าหมายของกระแสไฟฟ้าทุกหน่วยตรงนั้นพลังงานเหล่านั้นต่างพุ่งเข้ามาโจมตีตู้เซ่าฝู่อย่างบ้าระห่ำ
ทว่าพลังงานและกระแสไฟฟ้าที่ดูบ้าคลั่งเหล่านี้เมื่อมาสัมผัสกับแสงสีทองที่ห่อหุ้มรอบกายของตู้เซ่าฝู่ก็เหมือนกับว่าพลังนี้เป็นฟองน้ำที่รับการโจมตีและดูดซึมได้ทำให้พลังงานที่ดุดันหายไปในพริบตา…
ภายในสระเหลยฉือ คลื่นไฟฟ้าโลดแล่นไปมาผืนน้ำไหลเวียนซัดเป็นคลื่นกระหน่ำ
ลำแสงไฟฟ้าที่เป็นเหมือนกับงูเหลือมต่างกำลังเริงระบำอย่างบ้าคลั่งมีเสียงคลื่นซัดโครมๆ เป็นทำนองเพลงประดับ พลังในสระเหลยฉือกำลังพยายามกลืนกินตู้เซ่าฝู่
ขณะนี้ถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงรุมห่อหุ้มร่างกายของตู้เซ่าฝู่ถูกรุมโจมตีทุกทิศทางจนถูกห้อมล้อมเป็นก้อนพลังไฟฟ้ากลมๆแม้แต่รัศมีแสงสีทองก็เริ่มถูกกลืนกินไปด้วย………………
ยามรัตติกาล ทั้งเมืองสือเฉิงถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดอากาศนิ่งสงบไร้ลมพัด
แสงจันทรานวลอร่ามสะท้อนลงมายังพื้นผิวโลกกลิ่นอายยามค่ำคืนลอยคลุ้งในอากาศปกคลุมบรรยากาศโลกอย่างอ่อนโยนทว่าท่ามกลางสภาพภายนอกที่ดูนุ่มละมุนสงบนิ่งกลับซ่อนเร้นแรงกดดันบางอย่างที่เตรียมจะปะทุออกมา
“โฮก!”
เสียงคำรามของอสูรดังกึกก้องทั่วเมืองสือเฉิงพลเมืองสือเฉิงกว่าสิบล้านคนสะดุ้งตื่นจากการหลับใหล
ช่วงนี้เกิดเสียงอสูรดังขึ้นนับวันยิ่งถี่ขึ้นเรื่อยๆเสียงคำรามของอสูรดังสนั่นฟ้า เป็นเสียงที่ดูแก่ชรา เสียงของสิ่งมีชีวิตที่มีช่วงชีวิตอันยาวนานผ่านร้อนผ่านหนาวมามากเสียงร้องนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกเศร้าหมองได้อย่างแปลกๆ
“ในที่สุดก็ทนต่อไม่ไหวแล้วหรือนี่คือการยื้อชีวิตครั้งสุดท้ายแล้วใช่หรือไม่?”
ในเมืองสือเฉิงมีเงาคนมากมายยืนอยู่บนหลังคาและดาดฟ้า สีหน้าแววตาดั่งกำลังรอคอยบางอย่างเป็นความโหยหาที่มีมานานหลายปี
บนยอดเขามีร่างเงาของคนคนหนึ่งกำลังโบกมือให้กับคนที่อยู่ด้านหลัง กล่าวว่า “อสูรบรรพกาลของบ้านสกุลเยี่ยน่าจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว แจ้งบ้านสกุลเฉาแห่งจังหวัดหลิวอวิ๋นเร็วสามารถเริ่มปฏิบัติการได้แล้ว”
บนเกาะเล็กๆ กลางทะเลสาบแห่งหนึ่ง มีเงาของชายชราคนหนึ่งยืนอยู่เขามองไปในทิศทางของบ้านสกุลเยี่ยที่ตั้งอยู่กลางเมือง พูดพึมพำเบาๆ“ในที่สุดก็มาถึงวันนี้แล้ว ในที่สุดเมืองสือเฉิงก็จะไม่สงบเงียบอีกต่อไปแล้ว” ……
ในบ้านสกุลตู้อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนในร่างย่อที่มีรูปร่างเป็นแมวป่ากำลังยืนอยู่กลางลานในจวนมันแหงนหน้ามองไปยังทิศทางที่เป็นต้นเสียงของเสียงคำรามจากในเมืองสือเฉิงนัยน์ตาของมันเป็นประกาย สีหน้าท่าทางของมันดูคาดหวังและครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“เจ้าอย่าคิดมาก ชีพจรลมปราณเลือดลมของเจ้าไม่เลวบางทีต่อไปเจ้าอาจจะมีทางที่เป็นของเจ้าเอง อสูรบรรพกาลที่อยู่กลางเมืองมีคนสนใจและใฝ่หากันมากเกินไปเกรงว่าสุดท้ายที่ใฝ่ฝันกันจะเป็นเพียงความว่างเปล่า ระดับขั้นสูงเช่นนั้นไม่ใช่ว่าใครคิดจะได้ก็ได้มากันหรอกนะ”
บนเก้าอี้ไม้ ตู้ถิงเซวียนเมาสะลึมสะลือตาจะปิดเขาหรี่ตาแหงนมองดาวบนท้องฟ้า ราวกับว่ากำลังคุยกับอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนจากนั้นเขาก็ดื่มสุราไปอีกหลายอึก พูดพึมพำกับตัวเองออกมา “ในเมืองเล็กๆ อย่างเมืองสือเฉิงมีผู้เก่งกาจและมีพรสวรรค์อยู่บ้างก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สนุกน่าสนใจดีนะ”
เมื่อพูดจบตู้ถิงเซวียนก็เริ่มกรนออกมา ราวกับว่าเมาจนหลับไปแล้ว
อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนมองไปที่ฟากฟ้าไกลนัยน์ตาสั่นไหว จากนั้นก็ค่อยๆ เดินไปด้านข้างเก้าอี้ไม้โยง หมอบหลับอยู่ข้างๆ ตู้ถิงเซวียน
“โฮก!”
และเวลาก็ผ่านไปอีกสามวัน ในสามวันนี้ เสียงคำรามที่ดังกึกก้องแสบแก้วหูก็ยังคงดังถี่ขึ้นเรื่อยๆเป็นเสียงร้องแห้งความเศร้าโศก ความทุกข์ใจจากจิตใจที่ไม่อยากปล่อยวางไม่อยากยอมแพ้ความรู้สึกที่ออกมาจากน้ำเสียงทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกบีบหัวใจและเศร้าหมองตาม
ชาวบ้านในเมืองกว่าสิบล้านคนต่างตกอยู่ในสภาวะหวาดกลัวไม่มีใครรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ต่างกังวลว่าจะมีขบวนอสูรมาจากเทือกเขาอสุรกายล้วนหวังอยากให้สุดยอดห้าสกุลช่วยออกไปสำรวจตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย
แต่ที่ทำให้ทุกคนแปลกประหลาดใจคือมีเสียงคำรามอันน่าสยดสยองออกมาบ่อยๆ ทว่าสุดยอดห้าสกุลต่างนิ่งเงียบกันหมดไม่มีบ้านสกุลใดที่มีความเคลื่อนไหว
ความเงียบสงบไม่ทำอะไรของสุดยอดห้าสกุลทำให้คนทั้งเมืองสือเฉิงยิ่งรู้สึกกดดัน
สุดท้ายหลายวันมานี้แทบไม่มีใครออกจากบ้าน ต่างเกรงกลัวเสียงคำรามของอสูรที่มีพลังอานุภาพกดดันอย่างปริศนาทุกคนอยู่ในห้วงความหวาดกลัวหวาดหวั่นและระส่ำระสาย
“โฮก!”
ยามราตรีของวันวันหนึ่งเกิดเสียงอสูรคำรามสนั่นฟ้าดิน หลังจากเสียงดังสั่นสะเทือนนี้ดังขึ้นมา ทั้งเมืองสือเฉิงก็สั่นไหวราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวขนลุกขนพองยากเกินกว่าจินตนาการได้กำลังเคลื่อนไหวอยู่