ซูเยว่หยิ่งตัวสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ เนื่องจากความกลัวสุดขีด นางพยายามอ้าปากเพื่อร้องขอความช่วยเหลือ แต่ก็รู้ว่าไม่สามารถทำเช่นนั้น จึงต้องปิดปากลงดังเดิม ในตอนนี้นางไม่รู้สึกเจ็บแผลแล้ว ปากแผลเปิดซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยที่นางไม่รู้ตัว เห็นได้ว่าในใจของนางเต็มไปด้วยคลื่นความกลัวอย่างขีดสุด จนทำให้นางหวาดกลัวและตื่นตระหนกได้ถึงเพียงนี้
เสี่ยวยวี่วิ่งออกมาจากห้องของซูเยว่หยิ่ง ซูเหลาเหย่รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล จึงรีบตรงเข้าไปถาม “เหตุใดจึงลนลานเช่นนี้? เกิดอะไรขึ้น?” โดยไม่รอเสี่ยวยวี่ตอบ เขาตรงไปยังห้องของซูเยว่หยิ่ง
เสี่ยวยวี่กล่าวอย่างตื่นตระหนก “คุณหนู...ปากแผลของคุณหนูเปิดออก เลือด...เลือดไหลออกมาเต็มเลย!”
ซูเหลาเหย่หันกลับไปด้วยใบหน้าถมึงทึง “ยังไม่รีบตามหมอมาอีก!”
เสี่ยวยวี่ตกใจจนหน้าซีดเผือด นางพยักหน้าก่อนจะยกชายกระโปรงรีบวิ่งออกไป
ซูเหลาเหย่รีบวิ่งเข้าไปในห้องซูเยว่หยิ่ง ก่อนจะพบถังโยวที่กำลังเดินสวนออกมา เขาบังเอิญได้ยินนางกำลังสั่งสอนลวี่เยา จึงโกรธจนเจ็บไปถึงทรวง
ถังโยวรู้ว่าซูเหลาเหย่เข้ามาในห้องแล้ว ทว่ากลับไม่กล้ามองเขา จึงแสร้งทำไม่รู้ นางเดินออกมาพลางหันไปต่อว่าสั่งสอนลวี่เยา “ลวี่เยานะลวี่เยา ข้าให้เจ้าเล่าเรื่องตลก เจ้าเล่าแค่เรื่องตลกธรรมดาก็พอ ประเด็นสำคัญเราแค่ต้องการหยอกล้อให้คุณหนูซูสบายใจ เพื่อให้อาการป่วยของนางหายเร็วขึ้น ใครใช้ให้เจ้าเล่าเรื่องตลกมากเช่นนั้น! ดูสิ คุณหนูซูหัวเราะจนแผลเปิด เจ้านะเจ้า ข้าควรพูดอย่างไรกับเจ้าดี?! เฮ้อ...ไป ๆ ๆ รีบไป เราไปจากที่นี่กันเถอะ อย่าอยู่ต่อให้อับอายขายขี้หน้าเลย! คอยดู กลับไปข้าจะถลกหนังของเจ้าซะ!”
ชวีหนานอีและคนอื่น ๆ ไม่สามารถเข้าไปในห้องซูเยว่หยิ่งจึงรออยู่ด้านนอก ไม่นานพวกเขาก็เห็นถังโยวรีบเร่งออกจากห้องพร้อมกับร่างที่เปื้อนเลือด ปากก็เอาแต่บ่นไม่หยุด ลวี่เยาเดินตามหลังถังโยวอย่างซื่อบื้อ ทั้งไม่ก่อเรื่อง และไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจ ท่าทางเชื่อฟังนั่นทำคนกลัวจนตัวสั่นได้เลย! ท่าทางเชื่อฟังของลวี่เยา พบเห็นได้ยากจริง ๆ จากนี้ เรื่องก็สำเร็จแล้ว!
เหล่าบุรุษรูปงามรู้ได้ทันทีว่านี่เป็นความดีความชอบของของลวี่เยา ไม่ได้ยินที่ถังโยวกล่าวหรือ เป็นเพราะลวี่เยาเล่าเรื่องตลก หยอกล้อจนซูเยว่หยิ่งหัวเราะไม่หยุด เลือดจึงไหล ทำให้ถังโยวทำสำเร็จ
เมื่อเห็นรอยเลือดบนชายกระโปรงของถังโยว ทุกคนถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ ต้องขำขนาดไหนกันเลือดจึงไหลมากขนาดนี้? หากคลอดลูกคงไม่เป็นไรใช่ไหม?! กลุ่มบุรุษรูปงามต่างหวาดกลัว แม้ไม่อยากจะคิด แต่ในใจก็ต้องแอบยกนิ้วโป้งให้ลวี่เยา อันที่จริงพวกเขาอยากชูนิ้วกลาง แต่เมื่อนึกถึงความหมาย และผู้ที่โดนนิ้วกลางชี้ใส่ พวกเขารู้สึกว่าไม่ว่าตำแหน่งไหนก็เจ็บปวดทั้งสิ้น เฮ้อ โรคนี้ต้องได้รับการรักษา
เมื่อทุกคนเห็นว่าแผนการสำเร็จแล้ว ก็ไม่กล้าเข้าไปบอกลาซูเหลาเหย่ที่หน้าดำคร่ำเครียด จึงแยกย้ายกันออกไป ท่าเดินอย่างสบายใจนั่น ไม่เหมือนแขกที่มาเยี่ยมบ้านตระกูลซูเลยสักนิด มันดูเหมือนเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านตัวเองมากกว่า
ชวีหนานอีอดคิดไม่ได้ ‘หากรู้แต่แรกว่าเรื่องตลกของลวี่เยาสามารถทำให้แผนสำเร็จ เขาก็คงไม่ต้องคิดเตรียมแผนการใหญ่ อย่างเมื่อครู่ เขาคิดแผนสำรองไว้สองทาง หากลวี่เยาไม่ลงมือ เขาจะพับแขนเสื้อแล้วพุ่งเข้าไปเอง’
ทว่าฮัวชิงหร่านประหลาดใจเล็กน้อย สรุปแล้วลวี่เยาเล่าเรื่องตลกอันใดถึงทำให้ซูเยว่หยิ่งหัวเราะจนน่าเวทนาเช่นนี้? เขาเหลือบมองลวี่เยาด้วยดวงตาคู่งาม เมื่อเห็นลวี่เยาไม่ตอบสนอง จึงเหลือบมองนางอีกครั้ง
จู่ ๆ ลวี่เยาหันกลับมามองฮัวชิงหร่าน พลางถามซื่อ ๆ “เป็นอะไร? เหตุใดถึงตาเหล่? ข้ารักษาให้เอาไหม?”
ฮัวชิงหร่านที่แอบมองลวี่เยาถูกจับได้ เขารู้สึกอายเล็กน้อย ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของนาง ความอายกลับหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ เขาเริ่มไม่พอใจ จึงถลึงตาใส่ลวี่เยา เชิดหน้าเผยท่าทางซุกซน “เจ้าจะรักษาอย่างไร?” ท่าทางเช่นนั้น ไม่ต้องกล่าวมากความก็รู้ว่าเขายอมพับแขนเสื้อสู้กับนางอย่างสุดกำลัง
ลวี่เยาผงะเล็กน้อย ทุกคนทำหน้าหน้าราวกับเห็นผี พลางมองไปทางฮัวชิงหร่าน
ฮัวชิงหร่านรู้สึกถึงความผิดปกติของทุกคน เช่นเดียวกับที่ทุกคนตระหนักถึงความผิดปกติของเขา เขาลดเปลือกตาลงเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งตามเดิม ราวกับว่าเด็กซนเมื่อครู่ไม่ใช่เขา
ในความเงียบงันที่แปลกประหลาด ลวี่เยาเอ่ยปาก “รักษาตาเหล่ ก็ตบหน้าสักสองสามครั้ง...”
ชวีหนานอีถามด้วยความสงสัย “แน่ใจหรือว่าจะหาย?”
ลวี่เยายกมือ ทำท่าเหมือนนักพรตผู้สูงส่ง กล่าวเบา ๆ “เตรียมเจ็บ” เจ็บแล้วจะได้ไม่กล้าเหล่มองผู้อื่นอีก
ชวีหนานอีดีใจอย่างยิ่ง
ฮัวชิงหร่านเหลือบมองลวี่เยาแวบหนึ่ง
ไป๋จื่อชีรู้สึกว่าเจ็บปวดที่ใบหน้าอีกครั้ง
ในขณะที่ถังโยวตบขาหัวเราะฉาดใหญ่ ทุกคนก็เดินออกมาจากบ้านตระกูลซู
หมอและทุกคนเดินสวนกัน มีเวลาแค่ให้ชวีหนานอีโค้งคำนับ ก่อนท่านหมอจะถูกลากเข้าไปในห้องของซูเยว่หยิ่ง
หมอนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยอาการเหนื่อยหอบ พลางแกะผ้าขาวที่พันรอบแผลของซูเยว่หยิ่ง เมื่อเห็นปากแผลเปิด เขาอดขมวดคิ้วไม่ได้ รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่อย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวภายในบ้าน เขาจึงเลี่ยงที่จะไม่ถาม เพื่อไม่ให้มีใครต้องลำบาก
หมอให้ยาห้ามเลือดแก่ซูเยว่หยิ่ง พร้อมทั้งพันแผลด้วยผ้าขาวผืนใหม่ พลางกำชับ “คุณหนูซูห้ามพูดอีก ปากแผลนั่นเปิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เกรงว่าหากหายดีแล้วจะ...เฮ้อ หวังว่าคุณหนูซูจะดูแลตัวเองอย่างดี ให้ความสำคัญกับสุขภาพ” ให้ความสำคัญกับใบหน้ามากที่สุด
ในขณะที่หมอกล่าวกำชับ ซูเยว่หยิ่งหลับตา นางอยากร้องไห้ แต่ทำไม่ได้ ทันทีที่ร้องก็เจ็บแผล ใจก็ยิ่งเจ็บ
นางรู้สึกคับข้องใจ แต่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ต่อให้เอาหัวกระแทกก็คิดไม่ออก ว่าเหตุใดลวี่เยาจึงพุ่งเข้ามากรีดหน้านาง?! และในวันนี้ ยังบังอาจมายั่วยุอย่างเปิดเผย! ใช่ ที่ลวี่เยากล้าหาญกว่านาง เป็นเพราะคนที่ขโมยเด็กคือนาง ไม่ใช่ลวี่เยา
ซูเยว่หยิ่งโศกเศร้าในใจ และคิดว่าชีวิตนี้ไม่มีความหมายอีกต่อไป
สตรีผู้หนึ่งที่ใบหน้าเสียโฉม จะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร?
นางเกลียดมันเหลือเกิน!
แม้ว่าเมื่อคืนจะมืด แต่นางมองไม่ผิดแน่ อีกทั้งยังอยู่ใกล้ขนาดนั้น นางไม่มีทางจำผิดคน
เพียงแต่สายตาของลวี่เยาเมื่อคืนมีความหยิ่งยโส ไม่ ๆ ๆ ไม่ใช่หยิ่งยโส แต่เป็น...เป็น...การดูถูกเหยียดหยามและความว่างเปล่า ใช่ เป็นความว่างเปล่า ในแววตาของลวี่เยาไม่มีสีสันของชีวิต ไม่มีการแสดงอารมณ์ใด ๆ ราวกับการฆ่าคนเป็นเรื่องง่ายไม่ต่างจากการขยี้มด เมื่อนึกถึงลวี่เยาเมื่อคืน ซูเยว่หยิ่งก็ตัวสั่นสะท้าน
ทว่าลวี่เยาในวันนี้ สายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทและเย่อหยิ่ง เหมือนจงใจมาดูเรื่องน่าขันของนางด้วยสายตาเหยียดหยาม เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นมหันตภัยเลวร้ายสำหรับนาง แต่ในสายตาลวี่เยา มันคงเป็นแค่เรื่องเด็กเล่น ซูเยว่หยิ่งรู้สึกหายใจลำบาก ราวกับมีคนเอาหินก้อนใหญ่มายัดไว้ในอก
ซูเยว่หยิ่งกำหมัดแน่น ร่างสั่นสะท้านด้วยความเครียด เมื่อนางตระหนักได้ว่ามีเลือดไหลซึม ก็รีบบังคับตนให้ผ่อนคลาย และล้มลงนอนบนหมอนสี่เหลี่ยม
บางที หากนางตายไปเช่นนี้ก็คงดี
ขนตาของซูเยว่หยิ่งเปียกชุ่ม และสั่นเล็กน้อย ทว่ากลับไม่สามารถร้องไห้เสียงดัง ทำให้ซูเหลาเหย่มองตามด้วยความเจ็บใจ เขาสูดหายใจเข้าลึก แววตาเผยความดุร้าย พลางส่งสัญญาณให้เสี่ยวยวี่พาท่านหมอออกไป
เสี่ยวยวี่ราวกับได้รับอภัยโทษ แม้เหงื่อก็ไม่กล้าเช็ด นางก้มตัวพลางเดินนำท่านหมอออกไปจากห้อง
ไม่รู้ว่าซูเยว่หยิ่งนึกอะไรได้ จู่ ๆ นางลืมตา แววตาประกายแสงประหลาด ราวกระจกภายใต้แสงจ้า ทำให้ผู้คนไม่กล้ามองตรง ๆ