BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    72 : ของที่ระลึก

    72 : ของที่ระลึก



            ถึงแม้คนของตนัยจะยืนกรานว่าสามารถหาห้องพักที่ดีกว่านี้ของโรงแรมหรูกว่านี้ได้และได้ติดริมหาดเห็นวิวสวย  แม้จะอยู่ในช่วงไฮซีซั่นที่มีผู้คนมากมายทั้งในและต่างประเทศแห่กันมาเที่ยวก็ตาม ตนัยก็ยังยืนยันว่าจะอยู่ในห้องพักธรรมดาๆ ของโรงแรมชั้นกลางก็พอ

            กระนั้นห้องที่ถูกจัดหามาให้ก็ยังนับว่าดูดี  ตัวห้องใหม่และสะอาด  เครื่องใช้จำเป็นครบครัน  เตียงปูด้วยผ้าสีขาวมีผ้าห่มหนาคลุมทับอยู่ชั้นบนน่ากระโดดลงนอน แต่ตอนนี้กลับมีกระเป๋าใส่เอกสารหลายใบจองเนื้อที่เกือบทั้งหมดนั้น

            “คงต้องทิ้งของที่ไม่จำเป็นออกไปบ้างนะครับ” นิกรออกความเห็น  หลังช่วยยกของเข้ามาไว้ในห้องนี้ ส่วนใหญ่สิ่งที่อยู่ในกระเป๋าเหล่านั้นคือเอกสารทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญของบริษัท

            “เดี๋ยวฉันแยกไว้เอง”  ตนัยที่กำลังเลือกซองชาที่ทางโรงแรมมีให้ในห้องอย่างพิถีพิถัน แต่สุดท้ายก็เลือกชาอู่หลงอย่างทุกครั้ง  ด้วยเหตุผลที่ว่ามันมีกลิ่นหอมกว่าชาของทางฝั่งยุโรปเป็นไหนๆ

            “ผมว่าของในนี้คงไม่จำเป็นต้องใช้” นิกรหยิบกระเป๋าใบเล็กที่สุดที่วางอยู่เหนือสุดขึ้นมา “หากท่านทำแผนสำเร็จ  มันคงไม่มีค่าอีกต่อไป”

            “เก็บไว้”  คำตอบของตนัยทำให้นิกรประหลาดใจ

            “แต่”

            “แค่เก็บไว้”

            นิกรมองเจ้านายที่กำลังง่วนอยู่กับการชงชาอย่างไม่เข้าใจ  ถึงอย่างนั้นเขาจำยอมต้องตอบรับคำนั้นไว้

            ชายหนุ่มในชุดสูททางการยังคงไม่ไปไหน  ทั้งห้องมีกลิ่นชาจีนลอยฟุ้ง  คนชงนั้นยกชาที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ขึ้นจิบอยู่พักหนึ่ง  ก่อนจะเริ่มพูด

            “หาก...ฉันเป็นอะไรไปก่อนที่แผนจะสำเร็จ ของที่อยู่ในกระเป๋านั่น  คงต้องวานให้เธอช่วยสานต่อแทน”

            “ผมไม่เข้าใจเหตุผลของท่านจริงๆ เลยครับ” นิกรตอบตามตรง  “ทำไมท่านถึงยังต้องสนใจเรื่องพรรค์นี้อยู่อีก แล้วที่สำคัญ  ทำไมผมต้องทำเรื่องนี้ด้วย หากเป็นเรื่องของแผนการผมยินดีทำตามนะครับ  แต่เรื่องนี้มัน...”

            “ก็เป็นหนึ่งในแผนการเช่นกัน  แต่คงไม่ใช่แผนที่ทำอยู่ในตอนนี้”  ตนัยเสริมต่อแบบยิ้มๆเมื่อเห็นนิกรตั้งท่าจะเถียง  “ไม่ว่าแผนจะสมบูรณ์เพียงไหน ย่อมต้องมีแผนสำรองอยู่เสมอ...แผนของฉันใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบ ยิ่งต้องมีแผนอื่นรองรับ”

            “แต่มัน...”

            “มันคือความฝันของฉัน  นิกร  เพราะฉันเชื่อใจเธอ  ฉันถึงอยากพูดเรื่องนี้ให้รู้”  ตนัยเอ่ยเสียงจริงจัง

            “สิ่งที่ตอนนี้เธอและเพื่อนร่วมงานของเธอกำลังทำอยู่ คือการไปถึงสิ่งที่ฉันฝันเอาไว้  เป็นความปรารถนาของฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะงั้นหากฉันไม่อยู่อีกต่อไป  ฉันจะไม่บังคับให้พวกเธอต้องมาสานฝันนี้ต่อ หากฉันล้มเหลว  พวกเธอก็ควรทำตามวิถีชีวิตของตัวเองต่อไป เข้าใจใช่มั้ย”

            “ผม...”

            “เพียงแต่นี่เป็นความเห็นแก่ตัวของฉัน ก่อนที่เธอจะไปตามชีวิตของตัวเอง  ฉันแค่อยากให้เธอช่วยเรื่องนี้เป็นอย่างสุดท้าย” ดวงตาสีน้ำตาลแก่จ้องไปที่กระเป๋าใบเล็กนั้น

            นิกรมองตาม  แล้วเกิดนึกอยากเอามันไปทิ้ง ไม่ก็เผาทำลายไปซะ  เพราะคิดว่าหากทำอย่างนั้น ตนัยจะได้ทุ่มเทกับแผนการหลักทั้งหมด  ไม่มีคำว่าอาจจะ ล้มเหลวมาให้รกสมอง

            “ไม่ต้องห่วงหรอกนิกร” 

            ชายหนุ่มมองเจ้านาย  ที่บัดนี้ใบหน้าเด็ดเดี่ยวดูแก่กว่าอายุจริงนั้นได้เปลี่ยนเป็นเยือกเย็น สงบนิ่งราวราชสีห์ที่พร้อมจะตะครุบเหยื่อ

            “นั่นมันก็แค่ความฝันหลอกเด็กงี่เง่าเรื่องนึงเท่านั้นแหละ เพราะไม่ว่ายังไง  จนกว่าฉันจะสร้างโลกใหม่ให้เป็นไปตามที่ต้องการแล้ว ฉันไม่มีทางให้ไปถึงแผนสำรองได้หรอก”

            แม้จะเคารพบุรุษตรงหน้าสักเพียงใด  แต่ส่วนหนึ่งในใจของนิกรก็ร่ำร้องว่าผู้ชายคนนี้เป็นบุคคลที่น่ากลัวอยู่ดี

            “ออกไปได้แล้ว  ฉันจะพักผ่อนซะหน่อย”

            พอได้ยินแบบนั้นแล้ว  นิกรก็อดถอนหายใจไม่ได้ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงค่อนขอด  “ขอให้เป็นแบบนั้นจริงๆเถอะครับ  เพราะถึงท่านจะหลับ  แต่ก็เหมือนไม่ได้พักผ่อนอยู่ดี”

            และแม้จะกลัว  แต่ก็ยอมไม่ได้อยู่ดี ที่มีใครบางคนมาทำร้ายนายของเขา  ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

            นิกรจิกตาใส่ใครอีกคนหนึ่งที่อยู่ในห้องนี้ด้วยเช่นกัน

            บนเก้าอี้นวมหนึ่งในสองตัวนั้น  ร่างของเด็กสาวคนหนึ่งจับจองไว้แล้ว ดูน่าเกะกะพอๆ กับกระเป๋าเอกสารที่ระรานเตียงนอน  เมื่อเด็กสาวเองก็นั่งนิ่งเฉยไม่ไหวติง  สีหน้าไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ ปากปิดเงียบสนิท  นานครั้งที่จะเห็นเปลือกตาขยับปิด เพราะผิวที่ขาวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  หากไม่เห็นไหล่ไหวตามจังหวะหายใจ คงทำให้เธอเหมือนหุ่นขี้ผึ้งประดับห้องดีๆ นี่เอง

            หุ่นขี้ผึ้งนั้นยังดูมีชีวิตชีวา  เพียงแต่ไม่ได้หายใจ  ในขณะที่เด็กสาวมีลมหายใจ  แต่ดูไร้ซึ่งชีวิต

            นิกรเข้าใจว่าถึงภายนอกจะดูสงบก็ตาม  แต่ภายในจิตใจนั้น  ท่านตนัยของเขาก็ยังต้องตามไปปรามให้สงบอยู่เสมอ ที่บอกว่าจะพักผ่อนนี้ก็เหมือนกัน  ก็คงไม่พ้นไปควบคุมเด็กสาวอยู่ดี

            แต่แล้วข้างห้องพลันเกิดเสียงโครมครามแทรกเข้ามา ตนัยและนิกรมองไปตรงผนังซึ่งอีกฟากหนึ่งเป็นห้องของเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์  ตนัยพ่นลมหายใจ  เพิ่งเข้ามาได้ไม่ทันไรก็เกิดเรื่องอีกแล้ว

            “เดี๋ยวผม...”  นิกรกำลังอาสาไปดูให้ แต่ตนัยปฏิเสธเสียก่อนเพื่อไปดูด้วยตาตนเองว่าเกิดอะไรขึ้น

            เบื้องหลังบานประตู คือภาพเด็กหนุ่มผู้ชอบโพกหัวเป็นประจำกำลังคร่อมร่างเพื่อนร่วมงานของนิกร  ต่อยไม่ยั้งจนใบหน้าของคนถูกต่อยบวมแดงและห้อเลือด  แว่นดำกระเด็นไปแถวขาโซฟามีรอยร้าว ในขณะที่ผู้ร่วมห้องอีกคนคนเฉยสนิทกับสิ่งที่เกิดขึ้น  อั๊คจัดของเข้าตู้  ส่วมดีมก็นั่งท้าวคางบนที่พิงหลังโซฟาซึ่งหันหลังมาทางนี้  ชมมวยสดราวเป็นโชว์ให้ดูฆ่าเวลา

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้น”  ตนัยถามเสียงดัง ทำให้ธุมชะงักมือไว้

            “อุหวา คุณผู้ปกครองโผล่มาแล้วสิ” ดีมพูดเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ขณะแย้มยิ้มสนุกเต็มที่ ส่วนอั๊คเพียงชำเลืองมาเฉยๆไม่ได้มีท่าทีเดือดร้อนแต่อย่างใดที่ตนัยมาเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้า

            พอเห็นคนมาช่วย  คนที่กำลังถูกอัดก็ร้องบอกทันที

            “ท่านตนัย  ไอ้เด็กนี่มัน...!”

            “อย่าถือคำพูดของมารุตเป็นจริงเป็นจังนัก  ฉันไม่ใช่พ่อให้พวกเธอนึกอยากฟ้องอะไรก็ฟ้องนะ” ตนัยตัดบทเสียงเรียบ ทำเอาอีกฝ่ายหงอยลงไปถนัดตา แล้วตนัยก็จ้องตาธุมจนเขาต้องยอมลุกออกจากอีกคน แต่ตนัยยังคงรอคำอธิบายจากเด็กหนุ่ม

            “...ธุมเกตุ”

            “อย่าให้ฉันได้ยินมันหรือใครพูดถึงผ้าโพกหัวฉันอีกละกัน!”  ธุมตะคอก  เดินผ่านตนัยไปเปิดประตูออกข้างนอก เป็นเวลาเดียวกันกับที่เอมและเลียนจะเข้ามาพอดี เขาแค่ชะงักที่เห็นพวกเธอแป๊ปเดียวเท่านั้น  ก่อนผ่านเลยไปไม่สนใจอีก

            “อ้าว  พวกเธอมาทำอะไรกันล่ะ” ดีมทักสองสาวหน้าระรื่น  ผิดกับอีกคนที่เพิ่งออกไปลิบลับ

            “ได้ยินเสียง...เลยมาดูน่ะ”  เลียนตอบ  ตาปรือคล้ายคนง่วงนอน ซึ่งหากธุมไม่ทำเสียงขึ้นมาก็เธอคงหลับไปแล้วด้วยความเพลียจากการเดินทาง...เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องที่ฟิวส์โผล่มา  พวกเธอก็จำเป็นต้องรีบออกเดินทางจนไม่มีเวลาได้พักผ่อนเลย...แต่ไม่ใช่กับเอม

            “แล้วธุมมันเป็นอะไร”  พอเอมสังเกตคนหน้าช้ำจากการโดนต่อย เธอก็ทำหน้าเข้าใจทันที  “อ้อ เรื่องผ้าโพกหัวล่ะสิ”

            “หึๆ หมอนี่ไปด่าว่าโสโครกเข้าน่ะ”  ดีมพยักหน้าไปทางคู่กรณีของธุม

            “มิน่า...” สองสาวเข้าใจโดยไม่ต้องอธิบายอะไรมา  ผิดกับตนัยและนิกรที่ยังยืนงงฟังเด็กๆที่คุยกันเหมือนไม่สำนึกผิดเรื่องทำร้ายคนของเขาเลยสักนิด

            ในสายตาของพวกเขา ผ้าโพกหัวของธุมก็เป็นแค่ผ้าเก่าซีดเหมือนฉีกมาจากผ้าขี้ริ้วเท่านั้น  ไม่ได้มีค่างวดอะไรเลย  แล้วทำไมธุมต้องโกรธที่มีคนไปว่าขนาดนั้นด้วย

            “...นิกร พาเขาไปรักษาด้วย”  ตนัยบอก  ซึ่งคนข้างหลังตอบรับแล้วค่อยๆ พยุงตัวเพื่อนร่วมงานออกไปทำแผล ถัดมา ตนัยใช้ดวงตาสีน้ำตาลแก่กวาดมองเด็กในห้องที่เหลืออยู่ ไม่มีใครมีทีท่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้กระจ่างเลย

            “มีเรื่องอะไรที่ฉันควรรู้ไว้มั้ย”

            เอมแสดงท่าทีว่าไม่คิดให้ความร่วมมือชัดเจน เลียนก็เกือบจะหลับทั้งยืนอยู่แล้วจนอั๊คต้องพาเธอไปนั่งบนเตียง  มีก็แต่ดีมที่ปั้นหน้าทะเล้นใส่และให้ความสนใจเขามากที่สุด

            “คร้าบ  คร้าบ ต่อจากนี้เป็นคำถามนะคร้าบ”  ดีมยกมือโบกไปมา “ถ้าหากมีคนมาว่าของที่ตัวเองรัก  คุณจะโกรธมั้ยเอ่ย”

            จะช่วยตอบแบบตรงๆ ไม่ได้รึไงกันนะ...ตนัยแทบอยากกุมขมับแต่ยั้งมือไว้เสียก่อน

            “โกรธ  แต่คงไม่ถึงกับชกอีกฝ่ายปางตายแบบนั้น”

            “แค่ทำลายล้างมันให้หมดเฉยๆ ก็พอสินะครับ”  ดีมย้อนให้ตนัยถลึงตาใส่เล่น  “เฮ้อ  นั่นสิน้า ถ้าไม่พอใจก็ทำลายทิ้งให้หมด  จะได้ไม่เหลืออะไรขัดหูขัดตาอีก...แอ่ก!”  คนกำลังพูดติดลมแทบกัดลิ้นตัวเอง เมื่อกำปั้นจากเด็กสาวผมหยิกเขกใส่หัวอย่างจัง

            “จะเล่นลิ้นอีกนานมั้ย  ฉันรำคาญ”  เอมหมดความอดทนก่อนตนัย ซึ่งเขานึกขอบคุณเด็กสาว เพราะตนัยไม่อยากนึกภาพตอนตัวเองสติขาดผึงเท่าไหร่ ความอดทนของเขามีสูงก็จริง  แต่เด็กชื่อดีมนี่บั่นทอนลงอย่างง่ายดายเช่นกัน และอย่างเร็วด้วย

            “นั่นเป็นของน้องชายธุมน่ะ”  อั๊คช่วยสงบศึกโดยเร็ว

            “ของระลึก  ก่อน...จากลา” เลียนพูดไม่ทันจบก็หาวหวอดง่วงงุน  อารมณ์ผิดกับประโยคที่พูด

            จากลา...ชัดเจนว่าหมายถึงอะไร

            ตนัยยกมือขึ้นสัมผัสแถวอก ที่ซึ่งรูปของหญิงสาวคนหนึ่งถูกเก็บไว้

            เป็นดั่งตัวแทน  เป็นดั่งคำลาสุดท้าย...ดั่งสัญญาที่รับมาว่าจะต้องทำให้สำเร็จ

            เด็กเหล่านี้ล้วนมีของจากลาติดตัวกันมา  แตกต่างกันไปไม่ต่างจากเขา...สิ่งของ...ความทรงจำ...และบาดแผล

            “...อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกแล้วกัน  และฉันจะไปบอกไม่ให้พวกนั้นยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของพวกเธออีก”  ตนัยสรุปสั้นๆจบปัญหาลงอย่างรวดเร็วและพอใจกันทั้งสองฝ่าย...หากไม่ใช่ตนัยไปได้ยินเอมพูดถึงเรื่องทะเลขึ้นเสียก่อน

            “พวกเธอห้ามออกไปจากโรงแรมเด็ดขาด” 

            แน่นอนว่าเอมมีปัญหากับเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย  ห้ามไปเล่นทะเลทั้งที่อุตส่าห์มาถึงนี่ว่าแย่แล้ว แล้วยังไม่ให้ไปไหนอีกงั้นเหรอ

            “พวกเราไม่ใช่นักโทษที่จะมาจับขังกันแบบนี้นะ”

            “ฉันต้องขอโทษในเรื่องนี้ด้วย”  ตนัยยอมรับ  เขาเองก็ไม่อยากถูกขังไว้เหมือนกันถ้าไม่จำเป็น  “แต่แค่ไม่กี่วันเท่านั้น ฉันไม่อยากเสี่ยงให้พวกเธอออกไปถูกคนของพวกเผ่าเอดีวาสพบเข้า  จนกว่าฉันจะควบคุมนิศาชลได้โดยไม่มีปัญหาอีก...หวังว่าพวกเธอจะเข้าใจนะ”

            หากตนัยพูดเป็นทำนองว่าสั่งแม้แต่นิดเดียวล่ะก็  เอมและคนอื่นคงค้านหัวชนฝาไม่ยอมรับแน่นอน  แต่เพราะคำพูดของเขาเป็นเชิงขอร้อง  ทำให้พวกเธอมีท่าทีอ่อนลงทันตา  และตอบตกลงแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม

            ชายหนุ่มนึกขอบคุณ อย่างน้อยเด็กพวกนี้ก็ยังเชื่อฟังบ้าง  “เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน  เธอจะลงไปทานอาหารร้านไหนหรือซื้อของอะไรก็ได้ทั้งนั้น  ตราบเท่าที่ยังอยู่ในโรงแรมนี้”

            “งั้นโทรสั่งพิซซ่าได้มั้ย”  ดีมตาเป็นประกาย  เขาอยากลองทานมานานแล้ว

            ตนัยชะงักไปครู่ หากเทียบกันแล้วร้านอาหารข้างล่างยังแพงกว่ากว่าพิซซ่าเป็นไหนๆ  “...ได้  แต่อย่าบอกชื่อจริงไปล่ะ”  เขาไม่คิดดูถูกคนจากเผ่าเอดีวาสเด็ดขาดเรื่องการตามหาคน ถึงจะบอกให้พนักงานในโรงแรมนี้ช่วยปิดเป็นความลับที่พวกเขามาพักอยู่นี่แล้วก็ตาม  แต่ก็ยังประมาทไม่ได้

            ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่ได้แย่จนเกินไปสำหรับเหล่าเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์ เพราะตอนนี้เอมกับดีมเริ่มลิสต์รายการที่อยากสั่งยาวเป็นหางว่าวกันแล้ว

            อั๊คไม่ได้ตื่นเต้นนัก เขารอจนตนัยออกไปแล้วค่อยหันกลับมามองเด็กสาวข้างตัวที่นั่งสัปหงกอยู่หลายรอบ

            “ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว  เธอกลับไปนอนที่ห้องเถอะ”

            “...ไม่ได้  ธุม...อยู่” ตอนเลียนเจอธุม  เธอเห็นเขาหายเข้าไปในห้องพวกเธอแทน คงคิดจะอยู่คนเดียวเพื่อสงบอารมณ์  แต่...

            “เดี๋ยว”  อั๊คเลิกคิ้ว “ยัยผู้หญิงที่เป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์อยู่ห้องเดียวกับเธอด้วยไม่ใช่เหรอ”

            เลียนทำเพียงครางเสียงตอบในลำคอ  อั๊คตั้งท่าจะลุกไปดูแต่ก็หยุดตัวเองไว้  คิดว่าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงคงมีเสียงดังมาถึงนี่แล้ว  แต่นี่กลับเงียบสนิท  ก็แปลว่าคงไม่เป็นไร...ล่ะมั้ง

            “งั้นเธอนอนเตียงฉันก็ได้” เขาเสนอ  แต่เลียนส่ายหัว  ก่อนเอนหัวมาพิงไหล่เขาแทน

            “แค่นี้...ก็พอแล้ว”

            อั๊คเผยอยิ้มเล็กน้อย  นานๆทีจะได้เห็นเธออ้อนแบบนี้ซะที  จึงกุมมือเลียนไว้ และวางหัวเกยหัวเธอหลับตาไปพร้อมกัน

            “ขอโทษน้า คุณคู่รักสองหน่อตรงนั้นน่ะ  เห็นใจคนไม่มีแฟนที่ยังนั่งหัวโด่ตรงนี้หน่อยเถอะ” ดีมพูดเสียงดัง  แต่ไม่อาจทะลวงเข้าไปในโลกส่วนตัวของสองคนนั้นได้ ทำเอาเด็กหนุ่มผู้ขี้เล่นอยู่เสมอมองเด็กสาวที่เหลืออยู่อีกคนอย่างคาดหวังบ้าง  “เอมจ๋า...”

            “ถ้านายพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว  ฉันจับเชือดทิ้งแน่”  เอมทอดมองด้วยสายตาเย็นชาพร้อมกับปล่อยจิตสังหาร  จนอีกฝ่ายทำท่ารูดซิบปากตัวเองและไม่คิดยกประเด็นนี้ขึ้นมาอีกซ้ำสอง

             





     

            เลือดยังต้องหลั่งรินอีกเท่าไหร่ถึงจะพอ...

            ...อีกกี่ร่างกันที่ต้องก้าวข้ามผ่านมันไป...

             

            ...นิศาชล...

             

            หยุดเถอะ...

             

            นิศาชล...

             

            พอที  ขอร้องล่ะ

             

            “นิศาชล!”

            “ไม่!!”

            แต่เสียเปล่า ไม่มีใครได้ยินเสียงของเธอ ยกเว้นร่างที่แม้แต่ตัวเองยังควบคุมไม่ได้ที่พุ่งไปหาฟิวส์  หากสุดท้ายแล้ว...คนที่ตายกลับเป็นผู้หญิงข้างตัวเขา

            “ฉันเสียใจ  ขอโทษนะ ฉันขอโทษ”...ไม่มีใครที่ได้ยิน

            สายตาของฟิวส์ยามจ้องมองมาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้น  และแน่นอนที่สุดก็คือ  สายตานั้นกำลังต่อว่าเธอ

            เธอฆ่าแม่ฉัน!

            “จะมัวนึกถึงเรื่องที่ผ่านมาไปทำไมกัน นิศาชล”  ตนัยโผล่ขึ้นมาตรงหน้าท่ามกลางความมืด

            มือบางขยับจับโซ่ที่พันข้อมือไว้แน่นแทนการเก็บความรู้สึก  ดวงตาสีดำไม่ต่างจากความมืดรอบกายฉายแววเจ็บปวด ในหัวปรากฏภาพขึ้นมา

            ทุกอย่างยังคงแจ่มชัด  ไม่ว่าจะกลิ่นหรือสัมผัส ยังคงเหลือค้างชัดจนน่าสะอิดสะเอียน...ความรู้สึกทั้งหมดนั้นส่งต่อมายังชายหนุ่มเช่นกัน

            “...ทำใจให้ชินซะเถอะ  เพราะวันต่อๆ ไปมันจะเกิดขึ้นอีก  จนคนที่สูญเสียไปวันนี้ก็จะเป็นเพียงอดีต และหลงเหลือไว้เพียงเศษเสี้ยวความทรงจำ”  ตนัยหลับตาลง...สิ่งที่หลงเหลือไว้ให้เป็นของระลึก  ไม่มีวันจางหาย

            “ชินงั้นเหรอ”  เนียร์แค่นเสียง “นายกล้าพูดคำว่าชินงั้นเหรอ  กับการฆ่าคนเนี่ยนะ นายยังเป็นมนุษย์อยู่รึเปล่า  ตนัย!”

            แคร้ง!

            โซ่ถูกขึงให้ตึงกว่าเดิม เสียงดังก้องสะท้อนไปทั่ว  เพียงไม่นานทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ

            ท่ามกลางความเงียบงัน  ตนัยเหยียดยิ้มออกมา  สีหน้าและแววตาสื่อถึงบางอย่างที่เนียร์เองยังหวั่นว่าจะรู้ถึงความหมายนั้น

            คำพูดนั้นคือภาษา  และการกระทำก็เป็นภาษาอย่างหนึ่งที่แทนความหมายได้มากกว่าคำพูดหลายหลากคำ

            “นั่นสินะ”  ชายหนุ่มว่าทั้งที่ยังมีรอยยิ้มดูบิดเบี้ยวประดับอยู่  เอ่ยถ้อยประโยคที่ราวกับจะเป็นการรำพันกับตัวเองไปด้วย  “ฉันยังเป็นมนุษย์อยู่รึเปล่านะ”

            เนียร์อยากจะเกลียดเขา เกลียดแบบที่ไม่มีความรู้สึกใดมาเจือปน  เมื่อสิ่งที่ตนัยกระทำนั้นเกินกว่าจะให้อภัย แต่ทุกครั้งที่เขาเผยอีกด้านหนึ่งออกมาให้เห็น  บางอย่างในห้วงความรู้สึกกลับรู้สึกอีกอย่าง

            “สิ่งที่ฉันทำคือสิ่งที่ใครคนหนึ่งได้ขอให้ฉันทำให้ และฉันไม่ปฏิเสธคำขอนั้น...”  เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรไป ตนัยชะงักคำไว้แค่นั้น  จับหัวตัวเองอยู่ครู่หนึ่งจนเนียร์สงสัยว่าเขาเป็นอะไร

            “สงสัยว่าฉันคงต้องไปพักผ่อนจริงๆเข้าแล้วซะละมั้ง”  ตนัยนึกขัน  ก่อนร่างของเขาจะหายไปท่ามกลางความงุนงงของเนียร์  แต่ถือว่าดีแล้วสำหรับเธอ  เพราะยิ่งคุยกันมากเท่าไหร่ เนียร์ก็อดนึกเหตุผลที่ตนัยยอมทำทุกอย่างมานี้เพื่ออะไรกันแน่

            เมื่ออยากรู้แปลว่าอยากจะเข้าใจ  และหากวันหนึ่งสามารถเข้าใจจริงๆ ขึ้นมา...

            เนียร์หรี่ตาลง  ก่อนจะค่อยๆปิดลงในที่สุด

             





            “นายรู้ใช่มั้ยว่าทำไมตนัยถึงทำเรื่องแบบนี้ขึ้น” เนียร์ถามใครอีกคนที่นั่งอยู่ด้วยใกล้ๆ กัน  ในสวนหย่อมของโรงพยาบาลยามกลางคืนที่ไร้ผู้คน

            “เพราะท่านตนัยสูญเสียคนสำคัญที่สุดในชีวิตไป” น้ำเสียงที่ตอบกลับมาซ่อนกระแสความหวั่นไหวไว้ภายใน  ราวกับคำตอบนี้เคยทำร้ายตัวคนพูดมาก่อนแล้ว

            “แล้วนายรู้จักคนนั้นรึเปล่า”

            กิลเงียบไปนานมากจนเนียร์คิดว่าเขาคงไม่รู้จัก  แต่ในขณะที่คิดเช่นนั้นเอง  ที่อีกฝ่ายเปิดปากออกมา

            “ลลัน...เธอคนนั้นชื่อว่า ลลัน”

            ผู้หญิง? 

            เนียร์หวนนึกถึงตอนที่เดสิตเล่าถึงลูกชาย  ว่าเคยแต่งงานมาก่อน  ลลันคงเป็นผู้หญิงคนนั้น

            เนียร์ไม่รู้หรอกว่าการสูญเสียคนสำคัญไปจะรู้สึกยังไงบ้าง  แล้วก็ไม่ได้อยากจะลองรู้ด้วย  เธอไม่อยากเสียใครไป  ไม่อยากให้ใครมาพรากไปทั้งนั้น แค่เรื่องที่เกิดกับเอล  เธอยังรู้สึกเหมือนกับเสาหลักที่คอยค้ำจุนตัวเธออยู่นั้นสั่นคลอนจนแทบหัก ไม่อยากจะลองคิดดูเลยว่าหากเสียไปจริงๆ จะเป็นอย่างไร

            แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือ  ไม่อยากให้ใครต้องตายด้วยน้ำมือของตัวเธอเอง ทว่า...มันกำลังเป็นจริง  สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดกำลังจะเกิด ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงเพราะสาเหตุเดียว

            “ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะนายไม่ยอมฆ่าฉัน!” เนียร์ขึ้นเสียง  ทั้งที่รู้ดีว่าการทำแบบนี้ก็เหมือนกับพาล การที่เธอถูกตนัยควบคุมได้นั้นใช่ความผิดของกิลเลย 

            ถ้าเพียงแต่เธอจะเข้มแข็งมากกว่านี้  คงไม่ต้องเอ่ยปากขอให้กิลทำเรื่องเลวร้ายอย่างนั้น

            “...ทำไม่ได้หรอก”

            เนียร์เงยหน้ามองคนที่ทำสีหน้าเฉยชายามตอบ  เพราะจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เธอขอนั้นได้คำตอบต่างไปจากนี้

            “เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ”

            กิลยกมือขึ้น  ใช้ปลายนิ้วสัมผัสใบหน้าของเนียร์โดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้เนียร์รู้สึกแปลกๆ

            “ฉันฆ่าเธอไม่ได้หรอก  เพราะ...”

            ดวงตาสีดำเบิกกว้าง ทั้งร่างชะงักเพราะความเจ็บปวดแล่นสู่ท้องด้วยถูกคมดาบแทงทะลุจากทางด้านหลังโดยฝีมือคนเดียวกันกับที่อยู่ต่อหน้าเธอในขณะนี้

            เนียร์กระอักไอออกมาเป็นเลือด  มองหน้ากิลที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาคล้ายจะตั้งคำถาม ในขณะที่กิลคนที่แทงเธอจากทางด้านหลังดันคมดาบให้แทงลึกขึ้นจนรับรู้ได้ถึงร่างของอีกฝ่ายที่เข้ามาประชิดใกล้ เป็นเวลาเดียวกันกับที่คนตรงหน้าขยับเข้ามาเช่นกัน

            กิลทั้งสองคนยื่นหน้าไปใกล้เคียงหู  ส่งเสียงพูดเบา  หากเย็นเยียบราวกับลมหนาวกรีดผ่าน

            “เพราะฉันไม่ใช่ฆาตกรอย่างเธอ”

            ฆาตกร...

            เพียงคำเดียว  ตอกย้ำทุกความทรงจำที่ผ่านเข้ามา ดั่งค้อนทุบให้ความฝันแตกกระจายเหลือเพียงความจริงที่ดำมืด และโซ่พันธนาการที่ราวกับสื่อถึงบาปที่ตัวเองได้ก่อ

            “ฉันไม่ใช่ฆาตกร”  ร้องบอก  แม้จะรู้ดีว่าที่แห่งนี้มีเพียงเธอคนเดียว

            คนอื่น  เสียงอื่น...ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เธอสร้างขึ้นทั้งนั้น

            “เธอมันฆาตกร”

            ทั้งที่รู้  แต่กระนั้นก็ยัง...

            “ไอ้ฆาตกร  คงสะใจแกมากนักสิที่ได้ฆ่าคน”

            ยังคงสร้างความเจ็บปวดให้กับเธอได้เสมอ

            “ไม่ใช่! ฉันไม่เคยรู้สึกอย่างนั้น ฉันไม่อยากฆ่าใคร...หุบปาก  หุบปากไปซะ!!”

             

            ฮึๆๆ

             

            เสียงหัวเราะราวกับเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องขบขันนับประดา  ทำให้เนียร์เผลอตวาดกลับไป

            “มีอะไรให้ขำนักรึไง!”

            “อ๊ะ  ขอโทษนะ เผลอทำเรื่องเสียมารยาทไปซะแล้ว”

            เนียร์ชะงักในบัดดล  เมื่อเสียงที่ตอบกลับมากลับเป็นเสียงของผู้หญิง ทั้งที่ตอนแรกเธอนึกว่าเป็นตนัยเสียอีกที่คงมาหัวเราะเยาะกับสิ่งที่เธอเผชิญ เพราะในนี้นอกจากเธอกับตนัยแล้วก็ไม่มีใครเข้ามาได้  ทุกคนที่ได้เห็น  ทุกเสียงที่ได้ยิน ล้วนเกิดขึ้นจากความทรงจำของเนียร์

            ทว่าคนพูดเมื่อกี้นี้นั้นกลับเป็นเสียงของคนแปลกหน้า

            ในระหว่างที่สงสัยว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นใคร  ในระดับสายตาเนียร์ก็ปรากฏร่างของใครบางคนขึ้น ร่างนั้นยืนหันหลังให้  เป็นผู้หญิง...ผมสีอ่อนยาวเคลียไหล่สัมผัสกับบ่าบางดูนุ่มละมุน ร่างเพรียวสมส่วนสวมชุดวันพีชสีขาวสะอาดตาจนราวกับว่าร่างนั้นสามารถส่องสว่างออกมาได้ท่ามกลางความมืดเช่นนี้

            ไม่มีทางเป็นคนที่เนียร์รู้จักมาก่อนอย่างแน่นอน

            “คุณเป็นใคร”

            หญิงสาวคนนั้นเอามือไพล่หลัง  แล้วค่อยๆ เอี้ยวตัวมาทางเนียร์

            เพียงหันมา  เนียร์ก็รู้สึกราวกับถูกตรึงไว้ด้วยดวงตาคู่โตนั้น จนแทบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองถูกโซ่พันรัดตัวไว้อยู่  เมื่อดวงตาสีอ่อนเช่นเดียวกับสีผมนั้นเป็นประกายยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด

            ราวกับ...แสงดาวส่องนำทางให้แก่ผู้คนในคืนที่มืดมิด

            ดวงหน้าที่เป็นผู้ใหญ่กว่าอาจไม่ได้อ่อนหวานเท่าเอล  แต่เธอคนนี้กลับมีเสน่ห์บางอย่างที่ไม่อาจละสายตาไปได้ เนียร์คงมองหน้าหญิงสาวได้เป็นวัน  หากเพราะไม่ได้เสียงอีกฝ่ายนั้นเรียกสติเธอกลับมา

            “ขอโทษที  ยังไม่ได้แนะนำตัวเลยสินะ” หญิงสาวส่งยิ้มกว้างใสบริสุทธิ์มาให้  จนชวนให้คนมองรู้สึกอยากยิ้มตอบกลับไป “ฉันชื่อ ลลนา จ้ะ  ลลนา  ดาราการณ์  หรือจะเรียกฉันว่า...”

            โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายแนะนำตัวจบ  เนียร์ก็สามารถต่อประโยคนั้นได้ในทันที เมื่อตระหนักแล้วว่า  ผู้หญิงตรงหน้านี้เป็นใคร

            “ลลัน”

            เนียร์พูดเสียงเบา  จนเหมือนจะมีแต่ตัวเองเท่านั้นที่ได้ยิน

            “คุณคือ ลลัน”

            ผู้หญิงคนเดียวกันกับที่ตนัยถึงกับยอมทำลายโลกนี้ให้  เพียงเพราะสูญเสียคนคนนี้ไป 

            ทำลายให้...เพื่อเธอเพียงผู้เดียว

             






            อดีต...ความฝัน  ความปรารถนาเคยมี

            เมื่อเธอเข้ามา  ความฝันเปลี่ยนแผลง ความปรารถนาเพิ่มทวี

            และเมื่อเธอจากไป  ความฝัน ความปรารถนา  ทุกสิ่งพังทลายลง ไร้ซึ่งสิ่งใด  ราวกับโลกนั้นกลวงเปล่า ไร้ซึ่งความหมาย

            หากเป็นเช่นนั้นแล้ว  จะทิ้งความฝันของตัวเองไป จะละความปรารถนาในหัวใจทิ้ง  และทำทุกอย่างเพื่อเธอที่ไม่มีโอกาสได้ทำนั้นให้เอง

            หากเธอฝันสิ่งใด  จะทำให้เป็นจริง

            หากเธอปรารถนาสิ่งไหน  จะไขว่คว้ามาไว้ให้

            แม้นั่นคือการทำลายโลกนี้ ผมก็ยินดีทำให้  ไม่ว่ายังไงก็ตาม...นี่ ลลัน  ผมทำถูกแล้วใช่มั้ย 

            ใช่มั้ย...แสงดาวของผม

            อา...เหตุใดโลกถึงได้มืดขนาดนี้กันหนอ