เว่ยเยียนหรานนั่งอยู่บนเตียงอย่างเกียจคร้านปรายตามองสตรีที่นอนนิ่งสงบอยู่บนเตียงราวกับนอนหลับ นางมีฐานันดรสูงศักดิ์ เป็ถึงท่านหญิงอิ๋นจูของราชวงศ์ก่อนในอดีตเคยงดงามเป็ที่หมายปองยิ่ง คนที่หลงใหลนางมีมากราวกับปลาในแม่น้ำน่าเสียดายที่สายตาของนางแย่เกินไป ดันไปต้องตาเว่ยเส่าชิงบัณฑิตจอหงวนรูปงามมากการศึกษาผู้นั้นแวบแรกที่ได้พบกันก็ไม่อาจลบเขาออกจากใจได้อีก หลังจากใช้ชีวิตร่วมกันหลายปีนับว่านางโชคดีมาก ทั้งยังมีฐานะสูงศักดิ์มั่นคง
น่าเสียดายที่หลังจากราชวงศ์ก่อนล่มสลายไปแม่ทัพใหญ่เซียวก็ก้าวะโขึ้นเป็ขุนนางมากผลงานผู้ร่วมบุกเบิกและก่อตั้งราชวงศ์เป๋ยฉู่ส่วนนางกลับกลายเป็ผู้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์ก่อนที่ไม่มีใคร้า เว่ยเส่าชิงไม่กล้าลาออกจากราชการจึงใช้ข้ออ้างว่าพระเมตตาและบารมีของฮ่องเต้องค์ใหม่กว้างใหญ่ไพศาลจึงแต่งธิดาเพียงหนึ่งเดียวของแม่ทัพใหญ่เซียวเข้าจวน นับแต่นั้นเป็ต้นมาสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็เริ่มเลือนหายไปอย่างช้าๆ
ไม่รู้ว่าตอนที่นางได้เห็นโฉมหน้าแท้จริงของคนที่เคยร่วมเรียงเคียงหมอนแล้วจะมีความรู้สึกอย่างไรนางอยู่อย่างหมดอาลัยตายอยากในจวนเว่ยโหวอีกหลายปี จนถึงวันที่ย้ายออกจากจวน นางคงจะลืมเลือนเว่ยเส่าชิงได้อย่างสิ้นเชิงแล้วกระมังในเมื่อปีศาจชั่วช้าผู้นั้นไม่คู่ควรกับคนที่มีจิตใจดีงามอย่างนางเลยสักนิด
โชคดีที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคิดว่าการสังหารคนของราชวงศ์ก่อนให้สิ้นซากรังแต่จะทำให้ผู้คนใต้หล้าพากันหวาดกลัวจึงปล่อยนางและน้องชายที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานในตอนนั้นเอาไว้ โบราณกล่าวว่า ‘โฉมสะคราญหาญกล้าใครหนาจะได้เห็นผมหงอกขาว[1]’บางทีนี่อาจเป็การทำให้นางหลุดพ้นอย่างแท้จริงกระมัง
“กรี๊ด...ผีหลอก”เสียงร้องใดังขึ้นที่หน้าประตูอีกครั้ง เมื่อหญิงรับใช้ที่นอนสลบอยู่บนพื้นนางนั้นเริ่มได้สติขึ้นมาทันทีที่เห็นเว่ยเยียนหรานนั่งอยู่ตรงนั้นพลางแสยะยิ้มเป็ระยะๆ ก็ส่งกรีดร้องขึ้นอีกรอบด้วยความใ
“หุบปาก!”
“หุบปาก!”
เมื่อเซียวถิงหลานกับเว่ยเซิ่งมาถึงหน้าประตูก็ใเสียงกรีดร้องของหญิงรับใช้นางนั้นจนสะดุ้งโหยง ทั้งสองคนอดตัวสั่นด้วยความกลัวไม่ได้จึงตวาดอย่างไม่สบอารมณ์ขึ้นพร้อมกัน
“เซียวอี๋เหนียงพ่อ...พ่อบ้านเว่ย” หญิงรับใช้รีบวิ่งล้มลุกคลุกคลานออกไปโดยไม่สนใจฝนที่สาดกระหน่ำอยู่ด้านนอก“มีผีสิงศพเ้าค่ะ!”
ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามาพลางขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นเว่ยเยียนหรานนั่งอยู่บนเตียงก็อดสะดุ้งใไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าตอนนั้นตนรัดคอจนมั่นใจว่านางขาดใจตายไปแล้วนี่แต่เด็กสาวที่นั่งอยู่บนเตียงคือเว่ยเยียนหรานที่ควรจะตายไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัยตอนนี้นางกำลังเบิกตาโพลงจ้องมองเขาด้วยแววตาเย็นเยียบ ทำให้เขารู้สึกราวกับตนเองกำลังถูกสัตว์ร้ายจับจ้องเป็ความรู้สึกที่ไม่ดีเลยสักนิด
“คุณหนูใหญ่”เว่ยเซิ่งทำใจดีสู้เสือ ข่มหัวใจที่เต้นไม่เป็จังหวะ ก้าวเข้าไปด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“คุณหนูใหญ่ แต่ไหนแต่ไรท่านโหวกับเซียวอี๋เหนียงก็รักใคร่เอ็นดูท่าน คิดว่าท่านคงมิได้เจตนาผลักฮูหยินตกสระบัวแล้วเหตุใดท่านจึงคิดไม่ตกถึงขั้นแขวนคอฆ่าตัวตายเล่าขอรับ”
เว่ยเยียนหรานไม่เอ่ยคำใดลำคอของนางยังคงแสบร้อน ไม่อยากเปลืองแรงพูดกับหมาป่าห่มหนังมนุษย์พวกนี้ทว่าการป้ายสีความผิดของเซียวถิงหลานกับเว่ยเซิ่งก็ช่างเหมาะเจาะ กำจัดตัวขัดหูขัดตาสองคนพร้อมกันได้อย่างแเี
เซียวถิงหลานกับบรรดาหญิงรับใช้รีบรุดตามเข้ามานางปั้นหน้านิ่วคิ้วขมวด ทว่าเว่ยเยียนหรานมองเห็นความชิงชังที่ไหววูบขึ้นในแววตานั้นเซียวถิงหลานข่มความกังวลและความไม่สงบในใจ หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับหน้าทั้งที่ไม่มีน้ำตาก้าวฉับๆ เข้าหาเว่ยเยียนหราน “ลูกข้า มาให้อี๋เหนียงดูหน่อยเร็วเข้า เหตุใดเ้าถึงคิดไม่ได้เช่นนี้เล่าวางใจเถิด ท่านโหวกับอี๋เหนียงต้องไปขอความเมตตากับทางการให้เ้าอี๋เหนียงรู้ว่าเ้าจิตใจดี ไม่มีทางคิดสังหารมารดาของตนแน่นอน เ้าแค่พลั้งมือเพราะขาดสติเท่านั้น”
เว่ยเยียนหรานยังคงไม่เอ่ยวาจานั่งนิ่งราวกับหุ่นไม้ ไม่พูด ไม่ขยับ ไม่ยินดี ไม่เสียใจ ไม่โกรธเกลียด หากมิใช่เพราะแววตาเย็นเยียบของนางจับจ้องที่พวกเขาตลอดเซียวถิงหลานคงคิดว่านางเป็เพียงซากศพมีชีวิตเท่านั้น
[1] ในที่นี้เปรียบเปรยถึงหญิงงามสูงศักดิ์ที่เมื่อแก่ลงหรือตกต่ำลงก็จะเก็บตัวไม่้าให้ใครเห็นภาพยามที่ตนไม่สง่างามเหมือนก่อน