“หุบปาก!”ยังไม่ทันสิ้นเสียงเฉาอวิ๋นก็กระชากเขามากดลงกับโซฟาสุดแรงแล้วมองตาเขาพร้อมกับเน้นย้ำอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ฉันจะบอกแกให้บนโลกนี้คนบางคนจะเอามาเทียบกับเงินไม่ได้ ใช่...คนพวกนี้น่ะ มีคู่แข่งสมน้ำสมเนื้อกับพวกเขาอยู่จริงๆมีกิจการั์ใหญ่ที่ทำให้พวกเขาต้องหน้าถอดสี อย่างราชวงศ์ฉินของหวาซย่าอย่างตระกูลดูปองท์[1]ของอังกฤษอย่างพวกกลุ่มนายทุนในกลุ่มประเทศสัมพันธมิตร...แต่ไม่มีหน้าไหนดีไปกว่าตระกูลเฉาแห่งเมืองซานสุ่ยของเราได้!”
“ถึงคิวแกออกความเห็นั้แ่เมื่อไร ถึงพวกนั้นจะยิ่งใหญ่ระดับโลกก็ยังใช้เงินกับคอนเนคชั่นั์ใหญ่ไปแลกเปลี่ยนกับมันได้ตระกูลเฉาแห่งเมืองซานสุ่ยของพวกเราเทียบกับพวกสุดยอดพวกนั้นแล้วยังใหญ่ไม่เท่ามดเลยด้วยซ้ำ!”
“ฉันพาแกมาก็เพื่อให้ฝ่ายนั้นรู้ถึงความจริงใจของฉัน! ไม่ใช่ให้แกไปทำให้เขาโกรธ! ฉันบอกแกตั้งกี่ครั้งแล้ว!”
ราวกับว่าเขาใช้พลังงานในการพูดเื่นี้ไปจนหมดสิ้นเขาทิ้งตัวนั่งลงหลับตาลงพิงโซฟาอย่างหมดแรง “โม่เซิง...แกควรรู้ความได้แล้ว...เพราะมันต้องมีสักวันที่ปู่ทนไม่ไหว ฉันล่ะเสียใจ...เสียใจจริงๆ...ฉันตามใจแกจนเสียเด็กแท้ๆ...คืนนี้แกว่าง่ายๆ ยืนคุยกับคนอื่นเขาดีๆ... รับปากปู่ ได้ไหม”
เฉาโม่เซิงตกตะลึง เขานึกว่าตัวเองฟังผิดเสียอีก
ก่อนหน้านี้คุณปู่บอกเขาว่าวันนี้จะต้องมาพบคนๆ หนึ่งปู่ของเขาในฐานะที่เป็ผู้นำตระกูลรุ่นปัจจุบันและเป็ประธานกับโม่เซิงผู้นำตระกูลและประธานคนต่อไป จะต้องปฏิบัติตัวกับอีกฝ่ายอย่างดีเดิมทีเขาก็คิดว่าจะต้องมาเจอใครที่ไหน สุดท้ายก็เป็หัวหน้าหน่วยสืบสวนคนใหม่!”
เฉาอวิ๋นถึงขนาดพูดเื่ประธานกิจการในสมัยราชวงศ์ฉินในวัยสามสิบสี่สิบผู้แข็งแกร่งขึ้นมาในตอนนี้เขาคนนั้นก็ปฏิบัติกับคนแบบนี้อย่างเท่าเทียมงั้นหรือ
คนที่แต่งตัวตามใจขนาดนี้...ทั้งตัวรวมกันไม่ถึงห้าร้อยด้วยซ้ำ
“รับปากฉัน!” ความคิดของเขายังไม่ทันได้จบลง เสียงของปู่เขาก็ดังขึ้นอีกครั้งเฉาโม่เซิงขบกรามอยู่หลายครั้งถึงได้ก้มหัวลงเม้มริมฝีปากแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เข้าใจแล้ว”
เฉาอวิ๋นถึงค่อยโล่งอกจริงๆ แต่จากนั้นก็มองผู้จัดการซูอย่างไม่สบายใจเขาเม้มริมฝีปากแล้วค่อยเอ่ยขึ้น “คุณซู...ครั้งนี้...สาขาย่อยของพวกเขาคงไม่รู้หรอกมั้ง...”
ผู้จัดการซูตกตะลึงไปอย่างเห็นได้ชัด แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ“สาขาย่อยเหรอ...”
“ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันคือที่ไหน...ตามตำนานเล่าลือกันว่ามันคือโลกวิเศษ...เป็แดนเซียนที่แท้จริง...เราเห็นพวกพวกปีศาจกับพวกนักรบะเิูเาได้แค่ในตำนานเท่านั้นแหละ...ฮึๆแต่มันแค่ตำนานเท่านั้นแหละค่ะ...คุณปู่อวิ๋นคะ เื่พวกนี้มันเชื่อไม่ได้หรอกแต่มีเื่ที่ฉันกล้ายืนยันได้อยู่สองเื่”
เธอมองเฉาอวิ๋นด้วยสายตาลึกล้ำ“เื่แรกคือที่นั่นเป็กุญแจที่จะไขเข้าไปสู่ ‘ความจริง’ เป็อิฐก้อนแรก เป็จุดเริ่มต้น”
“ความจริงงั้นเหรอ...”ในน้ำเสียงแหบแห้งของเฉาอวิ๋นแฝงแววปลงตกอย่างที่สุด เขาหัวเราะเฝื่อนๆ“ความจริงอะไรกัน...สิ่งที่เรียกว่า “โลก” ที่ “จริงแท้” งั้นเหรอ”
“ก็เป็ได้ค่ะ” ในแววตาของผู้จัดการซูเต็มไปด้วยแววเคลิ้มฝัน“มันคือกุญแจ...เื่ที่ฉันกล้ายืนยันเื่ที่สองก็คือตระกูลเฉายังไม่มีคุณสมบัติพอจะได้รับความสำคัญจากกุญแจดอกนี้ค่ะ”
เฉาอวิ๋นเงียบไปครู่ใหญ่แล้วค่อยคลี่ยิ้ม “ถ้าอย่างนั้น...ผมก็วางใจแล้ว”
“ชิ...” เฉาโม่เซิงแค่นเสียงหัวเราะเย็นออกมาคำหนึ่งก่อนจะกวาดสายตาเย็นเยียบมองผู้จัดการซู
ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
และแล้วเขาก็ต้องพบกับเื่ที่ทำให้ตกตะลึงอีกครั้ง
ผู้จัดการซูรีบยืนขึ้นจัดการหน้าตาผมเผ้าของตัวเองอีกครั้งทันทีขณะที่เฉาอวิ๋นนั้นก็สูดลมหายใจเขาเสียหลายครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยความมั่นใจเพียงแต่...
ไม่รู้ว่าเป็ภาพหลอนหรือเปล่าแต่เขามักจะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้าของคุณปู่กำลัง...สั่น
ทำไม!
มีสิทธิ์อะไร!
ตื่นเต้น?
กลัว ? !
มันแม่Xล้อฉันเล่นหรือไง!
สีหน้าของเฉาโม่เซิงเขียวคล้ำถึงขีดสุด
ก็แค่หัวหน้าหน่วยธรรมดาๆคนหนึ่ง...ฉันก็อยากจะเห็นนัก...ว่าแกจะมีคนหนุนหลังใหญ่ขนาดไหนกันถึงทำให้คนอย่างปู่ฉันก้มหัวให้แกได้!
ทางที่ดีฉันภาวนาให้แกมีก็แล้วกัน...ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้ต้องเป็วันที่แกได้ไสหัวออกไปจะเมืองซานสุ่ยแน่!
“หวังว่าผมจะไม่ได้มาสายนะ” สวีหยางอี้เข้ามาในห้องผู้จัดการซูไม่ได้เตือนเขาเื่เปลี่ยนรองเท้าเลยสักนิดความหมายมันชัดเจนมากอยู่แล้ว ก็คือ “โปรดทำตัวตามสบาย”
ทว่าสวีหยางอี้ยังคงเปลี่ยนใส่รองเท้าแตะอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยเขากวาดสายตามองเล็กน้อยแล้วคลี่ยิ้ม “คุณไม่ได้บอกผมว่าคืนนี้มีแขกคนอื่นด้วย”
“ต้องขออภัยเป็อย่างสูงครับ!” ท่ามกลางสายตื่นตะลึงของเฉาโม่เซิงเฉาอวิ๋นโค้งกายแทบสุดตัว “ข้าน้อยเฉาอวิ๋น และนี่คือหลานของข้าน้อยเฉาโม่เซิงพวกเราไม่มีหน้ามาพบท่านเซียนจริงๆ ครับ...ขอได้โปรดอภัยด้วย”
“คุณปู่”
“หุบปาก!”สิ้นเสียงเฉาอวิ๋นก็เหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้า เขาลุกพรวดขึ้นมามองหลานชายอย่างขัดใจ“จำคำฉันไว้ให้ดี!”
เฉาโม่เซิงตะลึงพรืดเขาคิดไม่ถึงเลยสักนิดว่าปู่ของตัวเองจะถึงขนาดสั่งสอนเขาต่อหน้าคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแบบนี้!
ชาวหวาซย่าจะเสียหน้าไม่ได้ต่อให้เป็เื่ใหญ่กว่านี้ก็กลับไปค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้มันอะไรกัน
“ไอ้ลูกอีตัว...” เขาสบถอยู่ในใจดวงตาปรากฏแววหนาวเหน็บ ก่อนจะเหลือบไปมองสวีหยางอี้ด้วยสายตาเ็าแล้วทำท่าเสแสร้งไปอยู่อีกข้างหนึ่งอย่างเคารพนบนอบ
“ฮะๆ...” ผู้จัดการซูถือกากาแฟเดินออกมาพลางหัวเราะเบาๆเธอมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของเฉาโม่เซิงที่เก็บสีหน้าไม่อยู่ด้วยแววตาลึกล้ำแล้ววางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ“คุณปู่เฉา พวกเราก็นับว่าสนิทสนมกันนะคะ แต่วันนี้ฉันคงช่วยพูดแทนคุณไม่ไหวแล้ว”
“ไม่จำเป็” เฉาโม่เซิงกล้ำกลืนโทสะ
“แก...” เฉาอวิ๋นแทบจะกระอักเืออกมา เด็กคนนี้ถูกตามใจจนนิสัยเสียั้แ่เด็กแต่ก็เป็ทายาทเพียงคนเดียวในสามรุ่นของตระกูลเฉาพ่อเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตทรัพย์ศฤงคารมหาศาลทั้งหมดก็คงได้แต่มอบให้เขานั่นแหละ!
ในตอนปกติก็แล้วไปเถอะ...แต่ในเวลาสำคัญอย่างนี้....เขากล้าทำแบบนี้ออกมาได้ยังไง!
“ช่างเถอะ” สวีหยางอี้จุดบุหรี่มวนหนึ่งขึ้นสูบ “ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรจะให้คุณชายมีค่าตัวนับร้อยล้านคนหนึ่งมามีมารยาทกับคนจนที่มีเบี้ยเลี้ยงสวัสดิการเดือนละพันก็ออกจะยากอยู่”
เฉาโม่เซิงหัวเราะออกมา
หนึ่งพัน...ทั้งยังต้องพึ่งสวัสดิการด้วยงั้นหรือ
“ทางที่ดีฉันภาวนาให้แกมีอะไรที่มีค่าพอให้ปู่ฉันเห็นความสำคัญนะ...”เขาก้มหน้าลงพร้อมกับเผยรอยยิ้มกระหายเื ก่อนจะเลียริมฝีปากแห้งผากแล้วลอบเอ่ยขึ้นในใจ “ไม่อย่างนั้น...ฉันไม่ถือหรอกนะที่จะทำให้แกรู้ว่าใครใหญ่ที่สุดในเมืองซานสุ่ย...”
สวีหยางอี้ไม่ได้พูดอะไรต่อ
“คุณสวีเป็ผู้ใหญ่ใจกว้าง” เฉาอวิ๋นถึงได้โล่งอกไปในตอนนั้นเองเขากัดฟันเอ่ย “เขาหนีไปแล้ว...”
ในตอนนั้นสวีหยางอี้ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็ใคร
ในเมืองซานสุ่ยนี้ ธุรกิจที่เป็เสาหลักมีอยู่ไม่กี่เ้า เรียกได้ว่ามีแค่เทพเ้าแห่งความมั่งคั่งประจำเมืองซานสุ่ย ผู้เสียภาษีรายใหญ่ เภสัชพาณิชย์ั์ใหญ่และตระกูลซานสุ่ยก็เป็หนึ่งในนั้น
หากก่อนหน้านี้ยังเดาไม่ออกว่าเฉาอวิ๋นกับเฉาโม่เซิงเป็ใครหรือจะบอกว่าไม่เคยข้องแวะกับเภสัชพาณิชย์ั์ใหญ่มาก่อน คำพูดที่ว่า“เขาหนีไปแล้ว” ประโยคนี้ก็พอจะอธิบายทุกอย่างได้หมดแล้ว
กบตัวนั้นพอรู้ว่าสวีหยางอี้ยังไม่ตาย ทั้งยังฆ่าปีศาจบ้าคลั่งที่ทั้งเมืองซานสุ่ยไม่มีใครกล้าลงมือตายอีกมันจะยังกล้าอยู่ที่เมืองซานสุ่ยต่อไปได้อย่างไรกัน
เพราะเื่แรกที่สวีหยางอี้จะทำหลังจากฟื้นขึ้นมาก็คือถลกหนังมันทิ้งซะ!
เขาทนการหลอกลวงไม่ได้ โดยเฉพาะครั้งนี้ที่มีชีวิตตัวเองเป็เดิมพัน
แต่ตระกูลเฉา... กล่าวโดยสัตย์จริงหากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเรียกเขามาหาถึงที่โดยเฉพาะ เขาก็คงลืมชื่อนี้ไปแล้ว
“หนีไปนานแค่ไหนแล้ว” เขาถามไปเรื่อยเปื่อยมันเป็เื่ที่เขาคิดเอาไว้อยู่แล้ว ตนนอนสลบไปสิบกว่าวันจะให้มันรอคนตายฟื้นหรือไง
“สิบกว่าวัน...” เฉาอวิ๋นเช็ดเหงื่อ เขาอยากนั่งแต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะนั่ง“หลังจากที่อธิบดีเจิ้งประกาศว่าจับฆาตกรได้แล้ว...เขาก็ถ่อไปถามอาการคุณโดยเฉพาะ...อธิบดีเจิ้งไม่ได้รู้ความจริงเื่เขาด้วย...หลังจากนั้นเขาก็...”
“ยักยอกเงินแล้วก็หนีไป” ผู้จัดการซูช่วยรินกาแฟให้สวีหยางอี้แก้วหนึ่งแล้วเอ่ยพลางยิ้มบางๆ “ห้าล้าน ภายในหนึ่งสัปดาห์แต่เขาสามารถโยกย้ายเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นต่อให้เขาจะไร้ประโยชน์ยิ่งกว่านี้ แต่คุณก็รู้ว่าฝีมืออย่างเขาถ้าคิดจะทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยในเมืองซานสุ่ยไม่ระแคะระคายก็ทำได้สบายๆอยู่แล้ว”
โซฟานี่นั่งสบายเหลือเกิน...สบายกว่า “โซฟา”ที่แข็งอย่างไม้กระดานบนเตียงที่เทียนเต้ามากนักสวีหยางอี้เกียจคร้านจนแทบไม่อยากขยับตัวจึงยกมือขึ้นใช้วิชาเคลื่อนย้ายสิ่งของง่ายๆ ถ้วยกาแฟพลันค่อยๆ ลอยขึ้นมาที่ริมฝีปากเขาเขาค่อยๆ จิบกาแฟ ทว่าเขายังไม่ทันได้อ้าปากก็พลันเกิดเสียงดังเสียดแก้วหูของทุกคนขึ้นมา
“ลอยๆๆๆ ลอยขึ้นมาแล้ว!” ในตอนนั้นเองเฉาโม่เซิงก็ดวงตาเบิกโพลงปากอ้าค้าง มองภาพเบื้องหน้าอย่างตกตะลึงสุดขีด
นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะเนี่ย!
นี่อยู่ๆ เขาก็ย้อนเวลากลับมายุคบำเพ็ญเพียรเป็เซียนในนิยายใช่ไหม!
ไม่...มันเป็ความฝัน ต้องเป็ฝันแน่ๆ!
เขากำหมัดแน่น แต่ก็กลับต้องพบว่าเล็บแทงฝ่ามือจนเจ็บจึงรีบหันหลังมามองเฉาอวิ๋นที่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ปีศาจ ปีศาจ ปีศาจ! ปู่ คุณปู่ครับ! ปีศาจ! เขาเป็ปีศาจ! ปีศาจ!”
สวีหยางอี้มองถ้วยกาแฟที่ลอยอยู่ตรงมุมปากของตัวเองด้วยสายตางุนงงขณะที่ผู้จัดการซูที่อยู่ข้างๆ เขาเองก็อดส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมาไม่ได้
“ปีศาจเหรอ...” เธออาจอย่างมีเลศนัย “ปีศาจจริงๆน่ะ...เธอยังไม่เคยเห็นสักหน่อยน้องชาย...”
“หุบปาก!” ตอนนี้ในใจของเฉาอวิ๋นสับสนอย่างที่สุด
พอได้พบกับเ้ากบนั่นเขาก็เกิดเห็นแก่ตัวขึ้นมา เขาไม่ใช่คนดีอะไรอีกฝ่ายกุมสูตรยาอาหารเสริมวิเศษไว้ในมือ เขาเคยหาหน่วยงานใต้ดินหลายเ้าไป“กำจัดอีกฝ่ายทิ้ง”แต่สุดท้ายสิ่งที่เห็นก็คือเด็กหนุ่มนั่งยิ้มเืเต็มปากให้เขาอยู่บนกองซากศพ
เขาทนมองอีกฝ่ายหลายปีผ่านไปไม่โตขึ้นเลยสักนิด แต่กลับไม่อาจทำอะไรได้! หรือต่อให้เขาคิดจะทำ ธุรกิจปรุงยาอันใหญ่โตของเขาก็ไม่อาจปล่อยให้อีกฝ่ายจากไปได้!
ในตอนนั้นเอง ตอนที่อีกฝ่ายเข้าปีที่สามแล้วก็ยังไม่เติบโตขึ้นเขาก็รู้ว่า...ตัวเองได้เจอกับสิ่งสุดยอดเข้าแล้ว...
ตอนนี้ผู้จัดการซูหาเขาเจอแล้ว เขาถึงได้รู้ว่ามีบางอย่างที่เขาไม่อาจแตะต้อง...แต่ตอนนี้ตนก็ได้แตะต้องไปแล้วจะให้ทำยังไง! อีกฝ่ายเป็เหมือนฝิ่นดอกหนึ่ง! ไม่อาจสลัดได้หลุด! และเขาเองก็ไม่อยากหลุดพ้นด้วย!
ปิด...ปิดได้ก็ปิดต่อไป! เทียนเต้าก็ใช่ว่าจะไม่เคยส่งคนมาสถานการณ์แบบนี้ใช่ว่าจะไม่เคยมี พวกเขาก็ี้เีจะมาสนใจเหมือนกันแต่...ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน!
ได้ยินผู้จัดการซูบอกว่าคนที่มาครั้งนี้เป็อันดับหนึ่งของเมืองอวี๋หยาง! มิหนำซ้ำเ้ากบนั่นยังเคยเจอกับเขา และเกือบต้องตายมาแล้ว!
ตอนที่เ้ากบนั่นหายไป เขาก็รู้ว่าความซวยได้มาเยือนกิจการปรุงยาั์ใหญ่ของเขาเสียแล้ว
เขาจึงไม่อาจทนรอให้อีกฝ่ายมาหาเองได้ จึงติดสินบนทั้งโรงพยาบาลเอาไว้พอสวีหยางอี้ฟื้นขึ้นมาเมื่อไรก็จ้างผู้จัดการซูสองล้านให้ช่วยนำคำพูดเขาไปบอกทีเพียงเพื่อคำพูดประโยคนี้ประโยคเดียวเท่านั้น
เื่ทั้งหมดนี้เฉาโม่เซิงไม่เคยรู้มาก่อนเขาเอาแต่มองสวีหยางอี้ผู้มีท่าทางเรียบเรื่อยสบายๆ อย่างกับเห็นผีแม้แต่ริมฝีปากก็ยังสั่นระริก เหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าไปหมด
จากนั้นก็มองไปทางปู่ของตัวเองที่เงียบกริบไม่พูดไม่จา กับผู้จัดการที่เห็นเื่พวกนี้จนชินอีกครั้งผ่านไปหลายนาทีถึงได้ใช้นิ้วชี้กวาดไปทั่วห้องรับแขกน้ำเสียงฝืดเคืองราวกับขัดสนิม “คุณ พวกคุณรู้กันหมด...ใช่ไหม...”
“ปู่ครับ...คุณ...คุณซู คุณบอกผม...บอกผมที ผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหม!”
“คุณไม่ได้ฝัน” ผู้จัดการซูจิบกาแฟอึกหนึ่ง“คุณปู่คุณเตือนคุณมาตั้งหลายครั้งแล้ว ฉันเองก็เคยเตือนคุณแล้วมีบางอย่างที่แม้แต่กิจการของตระกูลเฉาก็ยังไม่อาจแตะต้องจุดที่ต่ำที่สุดของมันได้”
ริมฝีปากที่แห้งผากของเฉาโม่เซิงเผยออ้าขึ้นหลายครั้งทว่ากลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ
วิชาเซียน...นี่มันวิชาเซียน!
์...สิ่งที่มันอยู่ในทีวี อยู่ในนิยาย มันมีอยู่ในชีวิตจริงด้วย!
เขาไปหาเื่ใครเข้า ปีศาจจริงๆ หรือเทพเซียนกันแน่
มิน่าล่ะ...มิน่าผู้จัดการซูถึงได้ย้ำเตือนเขา...ปู่เขาก็ย้ำเตือนเขา...
เขาคิดไปต่างๆ นานา เช่นว่าเื้ัของอีกฝ่ายใหญ่โตมาจากไหนแต่คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า...
อีกฝ่ายจะไม่ใช่มนุษย์!
“คุณฉลาดมาก” ในใจเขาสับสนกระวนกระวายไปหมดทว่าสวีหยางอี้กลับไม่ได้ใส่ใจเขาเลยสักนิด เขามองเฉาอวิ๋นพลางเอ่ยขึ้น “ผมกำลังเตรียมจะจัดการเื่นี้อยู่พอดีคิดว่าอย่างมากก็แค่เตือนพวกคุณสักหน่อยเท่านั้น แต่คุณกลับส่งมาให้ถึงที่ผมกลับ...”
“คุณสวี!”กลับอะไร...เฉาอวิ๋นแทบไม่กล้าให้เขาพูดออกมา ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ใส่ใจแต่เขาไม่ใส่ใจไม่ได้! “การเตือน” ของอีกฝ่ายหมายความว่าอะไรกันและมันถึงขั้นไหน เขาไม่กล้าใช้ตระกูลเฉาทั้งตระกูลมาลองเสี่ยงดูหรอกนะ!
--------------------------------------------------------------------------------
[1] ดูปองท์ คือ บริษัทผลิตเคมีภัณฑ์รายใหญ่รายหนึ่งของโลก