เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

เล่มที่ 10 ตอนที่ 274 : เสื่อมเสีย

        เมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาวเซ็กซี่คนนี้ หลายคนในที่ประมูลต่างสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเย็นเยียบ การประมูลเริ่มต้นที่สองล้านเท่านั้น ผู้หญิงคนนี้กลับเสนอราคากว่าสิบล้าน โดยที่ผู้ทำหน้าที่ประมูลยังพูดไม่จบ ไม่รู้ว่าหญิงสาวชาวต่างชาติคนนี้เสียสติไปแล้วหรือว่าที่บ้านเธอพิมพ์เงินออกมาใช้เองได้กันแน่?

        แต่อย่างไรก็ตามหากมองไปยังวัตถุโบราณชิ้นนี้ ใครหลายคนก็คงจะบอกได้ว่าที่หญิงชาวต่างชาติผู้นี้ต้องการไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก มีหลายครั้งที่พวกชาวต่างชาติจะเข้ามาประมูลซื้อวัตถุโบราณที่ถูกนำมาจากบ้านเกิดของตนกลับไป และดูเหมือนครั้งนี้ก็คงจะเป็นเช่นนั้น

        แต่หลังจากที่ผู้หญิงคนนี้ตะโกนออกไป ก็ยังไม่มีใครในห้องกล้าปริปากเสนอราคาแข่งกับเธอ

        ทุกคนในฮอลล์ล้วนไม่ใช่คนโง่ เห็นได้ชัดว่าแก้วไวน์นี้เป็นวัตถุโบราณที่แปลกและน่าสนใจ ถ้าหากมีการประเมินและวิเคราะห์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของมันจริงๆ ล่ะก็ บางทีราคาอาจพุ่งสูงมากกว่านี้ด้วยซ้ำ

        แต่ผู้ร่วมประมูลต่างก็ยังคงรู้สึกสงสัยในตัวของเธออยู่ดี ทำไมผู้หญิงต่างชาติคนนี้กับกลุ่มคนของเธอถึงเข้ามาอยู่ในงานเลี้ยงของตระกูลหลิวได้กัน?

        ดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะรู้สึกตัวในที่สุดว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งงาน เธอดูเอียงอายเล็กน้อยที่โต๊ะของเธอไม่มีแผ่นป้ายของผู้ประมูลอยู่ ทำให้ผู้ทำหน้าที่ประมูลรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะทำยังไงดี

        ที่มุมหนึ่งของห้องประมูล หลิวคังไป๋จ้องมองหญิงสาวคนนั้นด้วยความสนใจก่อนจะหันไปถามผู้ช่วยของเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ

        “อย่าบอกนะว่าคุณหนูคนนั้นมาจาก กลุ่มการค้าสหราชอาณาจักร แล้วทำไมเธอถึงไม่มีแผ่นป้ายหมายเลขผู้ประมูล?”

        ผู้ช่วยของเขาเร่งตอบกลับอย่างรวดเร็ว “ใช่ครับ คนคนนั้นคือคุณลิลิธจากกลุ่มการค้าสหราชอาณาจักรจริงๆ นอกจากนี้เธอยังถือเป็นชนชั้นสูงที่มีสายเลือดของราชวงศ์อังกฤษด้วย ดูเหมือนตอนแรกเธอไม่ได้สนใจเข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้ แต่ไม่รู้เพราะอะไรเธอถึงได้เสนอราคากะทันหันเช่นนั้น”

        “หึ แกไม่ได้ตรวจสอบผู้ร่วมงานเลี้ยงให้ละเอียดเลยหรือไง?” หลิวคังไป๋ต่อว่าผู้ช่วยของเขา “เอาแผ่นหมายเลขประมูลไปให้เธอ แล้วเริ่มประมูลได้แล้ว”

        “ครับ” ผู้ช่วยหลั่งเหงื่อเย็น เขารีบนำแผ่นป้ายการประมูลไปให้หญิงชาวต่างชาติคนนั้นทันที

        เมื่อผู้ทำหน้าที่ประมูลเห็นว่าเธอได้รับแผ่นป้ายแล้วเขาก็ผ่อนคลายขึ้นทันที

        “แขกผู้มีเกียรติเบอร์ 17 เสนอราคา 10 ล้านครั้งที่1...”

        เมื่อเห็นว่าไม่มีใครในห้องประมูลเข้าสู้ราคากับสาวต่างชาติรายนั้น ไช่หนิงที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็พูดขึ้นมาทันที

        “12 ล้าน” ใบหน้าที่งดงามของไช่หนิงยังคงเรียบเฉยในขณะที่เธอเสนอราคาใหม่

        แขกหลายคนในงานต่างรู้สึกแปลกใจ ทำไมไช่หนิงจากตระกูลไช่ถึงเข้าสู้ราคากับหญิงต่างชาติคนนั้นกัน? หรือว่าถ้วยนั่นเป็นของล้ำค่าบางอย่างที่พวกเขาไม่รู้มาก่อน?

        เมื่อเห็นว่าไช่หนิงเริ่มเสนอราคาสู้ ลิลิธในชุดสไตล์ตะวันตกก็เผยรอยยิ้มยั่วยวนออกมาเล็กน้อย แต่เพียงเท่านี้ก็พอที่จะทำให้ชายหนุ่มภายในงานรู้สึกคึกคักขึ้นมาทันที

        “15 ล้าน”

        ลิลิธเสนอราคาใหม่ไม่นาน ไช่หนิงก็พูดต่อด้วยความรวดเร็ว

        “18 ล้าน”

        หญิงสาวทั้งสองคนกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนในงานทันที ไม่ทันไรพวกเธอก็สู้ราคากันแทบจะแตะถึง 20 ล้านอยู่แล้ว!

        ผู้ร่วมงานหลายคนต่างรู้สึกประหลาดใจมากยิ่งขึ้น หรือว่าผู้หญิงทั้งสองคนนี้เป็นบ้าไปแล้ว?

        หยางเฉินหมวดคิ้วของเขาเล็กน้อย กลุ่มชาวต่างชาติเสนอราคาขนาดนั้นเพื่อซื้อสมบัติของชาติตัวเองกลับไป เขาก็ยังพอเข้าใจได้ แต่ทำไมไช่หนิงถึงต้องไปแข่งประมูลกับเธอด้วย?

        หรือกองพลน้อยเหยียนหวงจะสนใจ ‘จอกศักดิ์สิทธิ์’ แต่ต่อให้พวกเขาสนใจจริงๆ มันก็ยังเป็นเรื่องยากอยู่ดีที่จะได้มันมา

        ในกลุ่มของพวกยุโรป ตำนานของจอกศักดิ์สิทธิ์พูดถึงสองรากฐานอันยิ่งใหญ่ ที่สามารถพัฒนาจนกลายเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลระดับโลกได้ หรือว่าคนพวกนี้คิดจะใช้จอกศักดิ์สิทธิ์เพื่อการนั้นจริงๆ?!

        แต่นั่นก็ไม่ทำให้หยางเฉินรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องดีแต่อย่างไร ดีไม่ดีเขาอาจต้องกระโจนเข้าไปในการต่อสู้ของพวกกองพลน้อยเหยียนหวงอีก สู้นั่งมองคนตีกันอยู่บนเนินเขาไม่ดีกว่าหรือไง?

        ด้วยเรื่องนี้ทำให้หยางเฉินปะติดปะต่อเรื่องราวได้หลายส่วน แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมกองพลน้อยเหยียนหวงถึงส่งไช่หนิงมาจัดการเรื่องนี้ แทนที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ที่มีความชำนาญมากกว่าเธอ?

        นั่นไม่ทำให้เขาสบายใจได้เลยแม้แต่น้อย... หยางเฉินรู้สึกหดหู่

        ในเวลานั้นเอง การประมูลก็เริ่มดุเดือดขึ้นมาอีกครั้ง

        ลิลิธขานราคาออกมาอีกครั้ง “25 ล้าน” ในขณะเดียวกันไช่หนิงก็ตะโกนเสนอราคาใหม่ออกมาอย่างรวดเร็ว

        “27 ล้าน!”

        ลิลิธแทบทนไม่ไหวที่จะไม่ลุกไปต่อว่าไช่หนิง เธอจ้องมองไปยังไช่หนิงด้วยดวงตาที่เย็นยะเยียบราวกับน้ำแข็ง ทางด้านไช่หนิงรู้สึกถึงสายตาของลิลิธที่จับจ้องมาเป็นอย่างดี เธอนั่งนิ่งไม่แสดงท่าทีอ่อนแอให้อีกฝ่ายได้เห็นแม้แต่น้อย

        ลิลิธที่สีหน้าเต็มไปด้วยความเย็นชายกยิ้มขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด เธอลุกขึ้นยืนพร้อมทั้งกลุ่มชาวต่างชาติที่อยู่ด้านข้าง แขกในงานต่างรู้สึกแปลกใจที่เห็นลิลิธลุกขึ้นยืน ก่อนจะพบว่าเธอและชาวต่างชาติในกลุ่มเดินออกไปจากงาน ราวกับเป็นสัญญาณว่าเธอยอมแพ้การประมูลในครั้งนี้

        ผู้ทำหน้าที่ประมูลรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนมานานแล้ว เขาไม่เคยเห็นการเชือดเฉือนระหว่างสองสาวถึงระดับนี้มาก่อน

        ในที่สุดเขาก็นึกขึ้นได้ว่าต้องทำอะไรต่อไป เขาพูดขึ้น

        “27 ล้านครั้งที่ 1! 27 ล้านครั้งที่ 2! 27 ล้านครั้งที่ 3! ขอแสดงความยินดีกับผู้ประมูลหมายเลข 5 ด้วยครับ!!!”

        ในขณะนั้นเองเสียงบางอย่างก็ดังก้องไปทั้งลานประมูล!

        ตูม! ตูม! ตูม!

        ทั้งลานประมูลสั่นสะเทือนจนแขกที่ร่วมงานต่างอกสั่นขวัญหาย เห็นได้ชัดว่ามันเป็นเสียงระเบิดไดนาไมต์ที่มีอานุภาพพอๆ กับขีปนาวุธเลยทีเดียว!

        ห้องประมูลตกอยู่ในความโกลาหลโดยสิ้นเชิง ไม่นานนักแสงไฟก็กะพริบถี่ขึ้น จนสุดท้ายมันก็ดับลง ในตอนนี้ทั้งลานประมูลกำลังตกอยู่ในความมืดมิด!

        เสียงร่ำร้องของเหล่าคุณหญิงคุณนายดังขึ้นมาไม่ขาดสาย เหล่ายามคุ้มกันต่างรีบวิ่งไปปิดทางเข้าออกในทันที

        บอดี้การ์ดชุดดำต่างเข้ามาคุ้มกันแขกหลายคนให้อยู่ในความสงบ แต่เหตุการณ์ตรงหน้าวุ่นวายมากจนแทบไม่อาจควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

        “บัดซบ! นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมา?!”

        หลิวคังไป๋ที่นั่งอยู่มุมหนึ่งของที่ประมูล พูดขึ้นด้วยความเดือดดาลในทันที เนื่องจากหลิวคังไป๋ยังไม่รู้ตัวว่าเมื่อครู่เกิดการระเบิดขึ้น!

        เสียงสัญญาณเตือนภัยดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ แสงสีแดงสลับเขียวฉายวาบออกมาจากด้านบน ไม่นานนักไฟสำรองก็สว่างขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

        สถานการณ์การเช่นนี้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลิวคังไป๋โดยสิ้นเชิง เขาเริ่มรู้สึกตัวและหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น

        “มีรายงานครับท่านประธาน! เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น!” ผู้ช่วยที่อยู่ข้างกายเขารับโทรศัพท์แล้วรีบพูดต่อในทันที “มีรายงานมาจากแผนกรักษาความปลอดภัย ห้องเก็บของสำหรับงานประมูลถูกระเบิดขึ้น ทรัพย์สินด้านในเสียหายมากจนไม่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้เลยครับ!”

        “ว่าอะไรนะ?!”

        หลิวคังไป๋สั่นสะท้าน เขาคิดได้ว่ามันอาจเป็นแผนที่ใครสักคนวางเอาไว้ แต่เขาก็ไม่อาจสงบใจยอมรับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ในทันที

        “เร็วเข้า! รีบแจ้งตำรวจ ส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปที่ห้องประมูลให้ไวที่สุด รวมทั้งรีบตรวจสอบความเสียหายทั้งหมดด้วย!” หลิวคังไป๋ออกคำสั่ง

        ในเวลานี้ทั่วทั้งห้องประมูลตกอยู่ในความโกลาหล แต่ในขณะเดียวกันหยางเฉินกลับสงบเงียบจนผิดปกติ แม้ว่าแสงบนเพดานจะดับลงแต่มันก็ไม่อาจบดบังการมองเห็นของหยางเฉินไปได้ หลังจากที่ไฟดับไปได้ไม่นาน เขาสังเกตว่าไช่หนิงใช้วิชาตัวเบากระโดดออกจากห้องประชุมเป็นที่เรียบร้อย

        หยางเฉินไม่สามารถยืนยันได้ว่าการระเบิดนั้นจะเป็นฝีมือของกลุ่มชาวต่างชาติ แต่ที่เขารู้คือมันมีความเกี่ยวเนื่องกับกลุ่มสะพานเหล็กอัคคีเหลืองอย่างแน่นอน หยางเฉินรู้สึกปวดหัว จิตสังหารของเขากำลังเพิ่มขึ้นอย่างเงียบๆ ใครก็ตามที่กล้ามาหาเรื่องเขานั้นจะต้องตายอย่างแน่นอน เพียงแต่คนพวกนั้นไม่ได้เข้ามาทางเขาโดยตรง กลับกันพวกมันโจมตีประเทศจีนในทางอ้อมแทน

        ถึงแม้ว่าหยางเฉินจะไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรมากกับประเทศนี้ แต่ประเทศจีนก็เป็นประเทศที่เขาอาศัยอยู่ หากเกิดความไม่สงบขึ้นคนจำนวนมากก็จะตกอยู่ในอันตรายรวมทั้งครอบครัวเขาด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะเคยขัดแย้งกับกองพลน้อยเหยียนหวง แต่พวกเขาบางส่วนก็ให้ความเคารพกับหยางเฉิน อีกทั้งบางครั้งก็ยังให้ความช่วยเหลือเขาด้วย

        แต่ถึงอย่างนั้นหยางเฉินก็ตอบแทนความมีน้ำใจของพวกเขา โดยการนำความตายไปสู่พวกทรยศองค์กรไปเรียบร้อยแล้ว

        หยางเฉินเหลือบมองหลินรั่วซีที่อยู่ข้างกาย ถึงแม้ว่าหลินรั่วซีจะค่อนข้างเป็นกังวล แต่เธอก็ไม่ได้หวีดร้องเช่นเดียวกับผู้หญิงคนอื่นๆ

        ทางด้านบนเสียงเตือนภัยยังคงดังขึ้นเป็นระยะ หยางเฉินหยุดอยู่ข้างเธอพร้อมทั้งพูดขึ้น “เดี๋ยวผมจะออกไปดูสถานการณ์ข้างนอกสักหน่อย คุณอยู่กับตระกูลหยวนที่นี่นะครับ ถ้าผมยังไม่กลับมา คุณไม่จำเป็นต้องรอผม กลับบ้านไปก่อนเลยก็ได้ เดี๋ยวผมจะตามไปนะครับ”

        หลินรั่วซีมองชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ ทำไมหยางเฉินต้องออกไปดูสถานการณ์ เธอต้องการจะถามเขา แต่หยางเฉินก็กลืนหายเข้าไปในฝูงชนเสียแล้ว

        ทั่วทั้งรีสอร์ตกลายเป็นอัมพาตไปโดยสิ้นเชิง หน่วยรักษาความปลอดภัยและยามคุ้มกันวิ่งวุ่นไปทั่วทิศทาง หยางเฉินหลบพวกยามออกมาที่ด้านนอกรีสอร์ต เขาสัมผัสได้ถึงพลังหยินที่เย็นเยียบสายหนึ่งที่ดูคุ้นเคย พลังสายนั้นกำลังมุ่งหน้าไปยังที่ที่หนึ่ง อีกทั้งยังดูผิดปกติเป็นอย่างยิ่ง

        เมื่อมองออกไปไม่ไกล ที่ด้านหลังของรีสอร์ตเป็นภูเขาสูงที่มีรั้วเหล็กล้อมรอบเอาไว้ คืนนี้ไม่ใช่คืนพระจันทร์เต็มดวง ทำให้ทั้งภูเขาถูกความมืดเขาปกคลุมจนมันอึมครึมและดูลึกลับ

        หยางเฉินไม่ลังเลอีกต่อไป เขากำมือแน่นก่อนจะพุ่งทะยานตามกลิ่นอายนั้นเขาไปในป่าด้านหน้าของเขา

        ในตอนนั้นเองเงาสายหนึ่งก็ปกคลุมไปทั่วป่า ราวกับว่ามันไม่ต้องการให้ใครก็ตามหลุดรอดออกไปจากป่าแห่งนี้ได้แม้แต่คนเดียว