ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 161 แกไม่สนกฎยุทธ์เลยนี่หว่า!

            ถึงร่างกายของหลี่เฉิงกังจะพองลมจนดูเหมือนลูกโป่งแต่เขากลับให้ความรู้สึกที่หนักอึ้งอย่างมหาศาล

            ช่วยไม่ได้ในเมื่อไม่มีใครสามารถมองกล้ามเนื้อที่พองโตราวกับลูกโป่งนั้นว่าเป็นสิ่งที่เบาหวิวได้เลย

            ไม่ว่าพละกำลังของเขาจะเพิ่มขึ้นจากท่านี้จริงหรือไม่แต่อย่างน้อยผลลัพธ์ทางสายตาก็ถือว่าทำออกมาได้เต็มพิกัด

            “ปัง!”

            หมัดขนาดเท่ากระสอบทรายกำแน่นก่อนจะชกเข้าใส่หอกยาวที่เจียงจืออวี๋แทงเข้ามาอย่างจัง

            แม้แต่ไป๋ฉางเซิงที่เห็นท่าทางของหลี่เฉิงกังก็ยังอดตื่นตระหนกไม่ได้

            เขาต้องมั่นใจขนาดไหนถึงกล้าใช้หมัดเปล่า ๆ ไปปะทะกับหอกยาวตรง ๆ ? ไม่กลัวมือพิการหรือยังไง?

            แต่ความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นว่าไป๋ฉางเซิงยังคงประเมินยอดอัจฉริยะของโลกใบนี้ต่ำเกินไป

            การที่หลี่เฉิงกังกล้าทำเช่นนี้ย่อมต้องมีไม้ตายหนุนหลัง!

            หมัดเหล็กคู่นั้นปะทะเข้ากับปลายหอกจนเกิดเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นและภายใต้การจับจ้องของไป๋ฉางเซิงหอกโลหะในมือของเจียงจืออวี๋ที่ได้รับแรงกดดันมหาศาลจนไม่อาจต้านทานได้ ก็ค่อย ๆโค้งงอลงท่ามกลางสายตาของทุกคน!

            “รุ่นน้องเจียง พรสวรรค์ของเธอแข็งแกร่งมากจริง ๆ ตอนที่ฉันอายุเท่าเธอฉันยังเทียบเธอไม่ได้เลยสักนิด แต่เธอไม่ควรข้ามชั้นมาท้าประลองแบบนี้!”

            “ยังไงเธอก็เป็นแค่แม่ทัพยุทธ์ระดับต้น!”

            ‘

            “ส่วนฉัน... กำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงแล้ว!”

            สิ้นคำของหลี่เฉิงกังราวกับต้องการพิสูจน์คำพูดนั้น ท่อนแขนล่ำสันก็ระเบิดพลังออกทันทีเดิมทีเจียงจืออวี๋ก็แทบจะยันไว้ไม่ไหวอยู่แล้ว เมื่อหลี่เฉิงกังโหมแรงเข้ามาอีกฝ่าเท้าของเจียงจืออวี๋ก็ถูกดันจนต้องถอยร่นไปข้างหลัง

            ในการปะทะพละกำลังเจียงจืออวี๋ไม่สามารถต่อกรกับเขาได้เลย

            แต่ไป๋ฉางเซิงที่คอยเฝ้าดูอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนั้น ก็เปิดฉากโจมตีอย่างดุดันทันที

            ธาตุไฟและสายฟ้าบริเวณหว่างคิ้วพลุ่งพล่านขึ้นก่อนที่พลังงานจะระเบิดออกไปในวินาทีต่อมา

            เมื่อสายฟ้าและเปลวไฟหลอมรวมกันพลังงานมหาศาลก็ปั่นป่วนอากาศรอบด้านจนเกิดพายุพัดกระหน่ำ

            การโจมตีนี้รุนแรงยิ่งกว่าการโจมตีที่หลี่เฉิงกังหลบพ้นไปเมื่อครู่เสียอีก!

            “ในเมื่อแกบอกว่าใกล้จะถึงระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงแล้ว งั้นก็ลองดูหน่อยว่าการโจมตีระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงครั้งนี้ แกจะรับไหวไหม!”

            เสียงของไป๋ฉางเซิงดังขึ้นกะทันหันหลี่เฉิงกังหันขวับมามอง เมื่อเห็นการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งเข้ามาสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

            “บ้าเอ๊ย! แกไม่สนกฎยุทธ์เลยนี่หว่า!”

            หลี่เฉิงกังสบถด่าแต่ก็ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อยเขากำหมัดอีกข้างแน่นแล้วชกสวนการโจมตีของไป๋ฉางเซิงออกไปเต็มแรง

            “ฉันเป็นแค่สัตว์เลี้ยงวิญญาณ จะมาพูดเรื่องกฎยุทธ์อะไรกัน?”

            ไป๋ฉางเซิงไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นผิดตรงไหนเขากับเจียงจืออวี๋เป็นหนึ่งเดียวกัน มีพันธสัญญาจิตวิญญาณเชื่อมโยงการออกสู้ด้วยกันย่อมเป็นเรื่องสมควรจะโทษก็ต้องโทษที่หลี่เฉิงกังไม่มีสัตว์เลี้ยงวิญญาณเป็นของตัวเอง

            “ตูม!”

            พลังงานกระแทกเข้าใส่หมัดของหลี่เฉิงกังอย่างจังคลื่นพลังอันบ้าคลั่งแผ่กระจายไปทั่วทิศทางจนคนที่อยู่ด้านล่างลานประลองต้องลอบขมวดคิ้ว

            แค่แรงกระแทกจากการปะทะก็ทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวแล้วถ้าเป็นพวกเขาที่ขึ้นไปสู้บนเวที เกรงว่าคงแหลกเป็นจุณภายใต้การโจมตีนี้ไปแล้ว!

            เดี๋ยวนะการโจมตีระดับนี้ พวกแกกำลังจะบอกฉันว่านี่คือฝีมือของแม่ทัพอสูรระดับต้นงั้นเหรอ?

            ก่อนหน้านี้ที่ดูการต่อสู้ผ่านไลฟ์สตรีมยังไม่รู้สึกกดดันขนาดนี้บางคนถึงกับคิดว่าไป๋ฉางเซิงชนะมาอย่างยากลำบากเกินไปถ้าเปลี่ยนเป็นพวกเขาขึ้นไปสู้ ต่อให้ไม่ได้เอาชนะง่าย ๆ เหมือนหั่นผักแต่ก็น่าจะกวาดล้างศัตรูได้ราบคาบ

            แต่ตอนนี้พอมาเห็นของจริงถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ว่าไป๋ฉางเซิงชนะไม่เด็ดขาดพอแต่เป็นเพราะคู่ต่อสู้ของเขานั้นแข็งแกร่งเกินไปต่างหาก

            ถ้าเปลี่ยนเป็นพวกเขาแค่กระบวนท่าเดียวก็คงกวาดพวกเขากระเด็นไปหมดแล้ว!

            อานุภาพระดับนี้สมแล้วที่ไป๋ฉางเซิงสามารถคว้าแชมป์ระดับโลกมาได้

            เพียงแต่อานุภาพระดับนี้ หลี่เฉิงกังจะต้านไหวหรือไม่?

            ถึงก่อนหน้านี้พวกเขาจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าหลี่เฉิงกังนักแต่ตอนนี้หลี่เฉิงกังคือตัวแทนที่ต่อสู้ในนามมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจถ้าเขาแพ้ พวกเขาก็พลอยเสียหน้าไปด้วย

            เป็นธรรมดาที่พวกเขาหวังให้หลี่เฉิงกังเป็นฝ่ายชนะ

            แต่ความจริงไม่ได้เปลี่ยนไปตามความคิดของพวกเขาและหลี่เฉิงกังก็ไม่มีพลังปาฏิหาริย์อะไรมาช่วยเสริม

            เมื่อเผชิญกับการโจมตีของไป๋ฉางเซิงหลังจากยื้ออยู่ได้เพียงสั้น ๆ หลี่เฉิงกังก็เหลือเพียงเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด

            การโจมตีระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงในที่สุดก็เกินขีดจำกัดที่เขาจะรับไหว

            เมื่อเจียงจืออวี๋เห็นว่าการโจมตีของไป๋ฉางเซิงได้ผลเธอก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบปล่อยมือจากหอกโลหะทันที

            ตัวหอกที่โค้งงอดีดกลับไปด้านหลังทันทีแต่เจียงจืออวี๋ก็คว้าจับมันไว้อีกครั้งด้วยมือทั้งสองข้างสลายแรงสะท้อนกลับไปพร้อมกับเตรียมโจมตีใหม่อีกครั้งในพริบตา

            และครั้งนี้ความสนใจทั้งหมดของหลี่เฉิงกังถูกดึงไปที่ไป๋ฉางเซิงจนหมดไม่เหลือสมาธิมาสนใจทางด้านเจียงจืออวี๋เลย

            ในสถานการณ์เช่นนี้การโจมตีของเจียงจืออวี๋จึงทะลวงเข้าไปอย่างง่ายดายและกระแทกเข้าที่หน้าอกของหลี่เฉิงกังอย่างแรง

            “พรวด!”

            หลี่เฉิงกังพ่นเลือดออกมาร่างทั้งร่างกระเด็นถอยหลังไปอย่างควบคุมไม่ได้

            ไป๋ฉางเซิงสลายการโจมตีทั้งหมดทันทีที่การโจมตีของเจียงจืออวี๋เข้าเป้าแม้เป้าหมายคือการมาท้าประลองถอนป้ายสำนัก แต่นี่ก็ไม่ใช่ศึกเป็นตายถึงจังหวะที่ควรออมแรง ไป๋ฉางเซิงก็รู้จักผ่อนปรน

            ขืนเอาชีวิตหลี่เฉิงกังไปจริงๆ ต่อให้มีเหตุผลดีแค่ไหนก็คงยากจะอธิบาย ยิ่งไปกว่านั้นคนที่มีความแค้นกับพวกเขาก็ไม่ใช่หลี่เฉิงกังเสียหน่อย

            แต่มีจุดหนึ่งที่ไป๋ฉางเซิงไม่ค่อยเข้าใจ

            “พวกมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจเนี่ย ไม่ชอบใส่ชุดป้องกันกันหรือไง?”

            “หรือว่า คิดจริง ๆ ว่าพวกเราจะทำอันตรายพวกนายไม่ได้เลยสักนิด?”

            ไป๋ฉางเซิงมองหลี่เฉิงกังที่ถูกซัดตกเวทีไปพลางปรายตามอง และเริ่มเปิดฉากเยาะเย้ยระลอกใหม่อย่างคุ้นเคย

            เขาไม่ได้เจาะจงใครเป็นพิเศษแค่ดูถูกทุกคนที่อยู่ใต้เวทีอย่างเท่าเทียมกัน

            เพียงแต่ครั้งนี้คำเยาะเย้ยของไป๋ฉางเซิงไม่ได้ผลเหมือนเดิม

            แม้สายตาของทุกคนใต้เวทีที่มองมาจะเต็มไปด้วยความโกรธแค้นถึงขีดสุดแต่ความจริงก็คือแม้แต่หลี่เฉิงกังที่เป็นถึงอันดับสองในทำเนียบอัจฉริยะสวรรค์ยังเอาชนะไม่ได้นั่นก็แทบจะประกาศได้เลยว่าเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงได้มาลูบคมมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจจนราบคาบแล้ว!

            ถ้าจะให้เก่งกว่านี้ก็คงมีแต่อันดับหนึ่งของทำเนียบอัจฉริยะสวรรค์?

            แต่คนคนนั้นก็ไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยและต่อให้เรียกตัวกลับมา ก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก

            อันดับสองอย่างหลี่เฉิงกังยังแพ้หมดรูปขนาดนี้ฝีมือระหว่างอันดับหนึ่งกับอันดับสองก็ไม่ได้ทิ้งห่างกันเท่าไร

            สรุปคือจะปล่อยให้สองคนจากสุ่ยมู่ บุกมาทำกร่างถึงถิ่น แล้วก็เดินจากไปอย่างปลอดภัยจริง ๆงั้นเหรอ?

            เจียงจืออวี๋ชักหอกกลับมาเธอก้มมองอาวุธในมือเล็กน้อยพลางขมวดคิ้ว

            หอกเล่มนี้เธอซื้อมาหลังจากศึกกับราชันหมาป่ากระดูกเหล็กก่อนหน้านี้ยังพอใช้ได้อยู่บ้างแต่หลังจากที่ฝีมือของเธอเลื่อนขึ้นมาเป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นมันก็เริ่มจะตามความสามารถของเธอไม่ทันแล้ว

            โดยเฉพาะตอนที่ปะทะกับหลี่เฉิงกังเมื่อครู่ความรู้สึกนี้ยิ่งชัดเจน ตัวหอกสั่นสะเทือนรุนแรงจนเกือบจะหักคาที่!

            หลังจากออกจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจเธอคงต้องหาอาวุธใหม่แล้ว

            เจียงจืออวี๋ยืนถือหอกนิ่งบนใบหน้าไม่ปรากฏอารมณ์ใด ๆ

            ขณะที่คำเยาะเย้ยของไป๋ฉางเซิงยังคงดำเนินต่อไป

            “ไม่เอาน่า มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ มีระดับแค่นี้เองเหรอ?”

            “คนตั้งเยอะแยะ หาใครมาสู้กับพวกเราสักสองสามกระบวนท่าไม่ได้เลยสักคน?”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน