มารสยบฟ้า

    บทที่ 31 : สู้ไม่ถอย!

    ฟางเยว่พาทุกคนขึ้นไปที่ชั้นสอง ด้านบนมีห้องรับรองที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้สำหรับห้าตระกูลใหญ่ รวมไปถึงแขกผู้ทรงเกียรติที่เดินทางมาร่วมงาน

     

    “เชิญทุกท่านพักผ่อนที่นี่ก่อน หากต้องการสิ่งใดเพิ่ม ให้แจ้งคนรับใช้ที่ที่อยู่ด้านนอกได้ตลอดเวลา” นางส่งทุกคนเพียงแค่หน้าประตูห้อง ก่อนจะขอตัวไปต้อนรับผู้เข้าร่วมงานคนอื่น ๆ ที่ทยอยกันเดินทางมาร่วมงานอย่างไม่ขาดสาย

    ขณะกำลังจะพากันก้าวเท้าเข้าไปยังด้านใน ทุกคนต่างได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นหู น้ำเสียงที่มักพูดจาเหยียดหยามผู้อื่น ฟังดูแล้วช่างระคายหูนัก “สถานที่แบบนี้ต้อนรับขอทานเช่นพวกเจ้าด้วยหรือนี่?”

     

    ไม่ต้องหันไปดูก็รู้แจ้งว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร ฮัวเจี่ยนั่นเอง เขาเดินทางมาพร้อมกับฮัวหนาน กวงหงและชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่ง คาดว่าน่าจะทำงานเป็นหูเป็นตาหรืออาจถึงขั้นเป็นมือเป็นไม้ทำทุกอย่างให้กับตระกูลเฟิงเป็นแน่แท้

     

    ด้วยระดับพลังของปิงหยุนตอนนี้ เขาจึงมิรู้สึกกลัวเกรงกลัวอีกฝ่ายเช่นกาลก่อน เขาจึงไม่มีทางอ่อนข้อให้อีกฝ่ายแล้ว “แม้ตระกูลปิงของข้าจะไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือมีเงินทองมากมายนัก แต่ตระกูลเฟิงของเจ้าก็ไม่เคยอยู่เหนือตระกูลปิงของข้าไปได้ และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป”

     

    “สามหาว!” ชายสูงวัยที่ยืนอยู่กับกวงหงรู้สึกเดือดดาลเมื่อได้ยินถ้อยคำของปิงหยุน

     

    โม่เฟิงเองย่อมไม่ยอมให้สหายของตนโดนผู้อื่นดูถูกอีกต่อไป “สามหาว? ฮึ!..เวลาคนในตระกูลเฟิงของท่านไปดูถูกคนอื่น ไม่เคยมีผู้ใดกล่าววาจาใดออกมา แต่พอโดนกับตัวเองบ้าง ยังกล้ามาชี้หน้าเรียกคนอื่นว่าสามหาว...มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือ?”

     

    “พวกเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างพวกเจ้า มันต้องโดนข้าสั่งสอน” ชายผู้นั้นก้าวท้าวออกมา ยกฝ่ามือขึ้นหมายจะฟาดไปที่บริเวณใบหน้าของโม่เฟิง

     

    เห็นอีกฝ่ายกำลังจะโดนเล่นงาน ฮัวเจี่ยแอบยิ้มเยาะอย่างชอบใจ “กล้ามาทำอวดดีกับข้า ต้องเจ็บตัวเสียบ้าง”

     

    ขณะกำลังจะฟาดฝ่ามือลงไปที่ใบหน้าของโม่เฟิง พลันรู้สึกเหมือนมีพลังงานบางอย่างมาฉุดรั้งมือของเขาเอาไว้ ทำให้ไม่เขานั้นไม่อาจกระทำอย่างที่ตนต้องการได้ แขนถูกยกค้างไว้แบบนั้น

     

    “เดี๋ยวนี้ตระกูลเฟิงถึงขนาดลงไม้ลงมือกับเด็กแล้วหรือนี่?” ผู้ที่เดินเข้ามาพร้อมกับกล่าวตำหนิคืออาวุโสเทียนหลันกับหลันหลันผู้เป็นหลานสาว เขาได้รับเชิญมาร่วมงานประมูลครั้งนี้ด้วยเหมือนกัน

     

    “เหอะ!” ตอนนี้ตระกูลเฟิงของข้ายังไม่พร้อมที่จะมีเรื่องกับตระกูลหลิน ชายวัยกลางคนกล่าวขึ้นพร้อมกับลดฝ่ามือลง รู้สึกขัดใจเล็กน้อยที่ไม่สามารถสั่งสอนเจ้าเด็กพวกนี้ได้

     

    กวงเหิงไม่ได้สนใจเทียนหลันและมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงเดินนำทุกคนเข้าไปยังห้องรับรองของตระกูลเฟิง

     

    ก่อนฮัวเจี่ยจะเดินตามกวงหงไป ยังมิลืมแสดงความยโสโอหัง โดยการทิ้งคำพูดที่ใครต่อใครได้ยินแล้วได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา “ถือว่าพวกเจ้ารอดตัวไป”

     

    ตระกูลเฟิงเดินลับตาเข้าไปด้านใน โม่เฟิงและทุกคนไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณผู้อาวุโสเทียนหลัน จากนั้นเทียนหลันจึงพาหลันหลันเดินไปยังห้องรับรองของตน ซึ่งในระหว่างที่เดินไป เสี่ยวฟ่านได้แอบส่งสายตาและรอยยิ้มของตนให้กับหลันหลันอยู่ตลอด

     

    โม่เฟิงพาทุกคนในกลุ่มเข้าไปยังห้องรับรองของตระกูลปิง ภายในห้องมีชายสองคนกำลังพูดคุยกัน สายตาของปิงหยุนเมื่อเห็นชายที่อยู่ในห้องจึงได้ตะโกนเรียก “ท่านพ่อ!”

     

    ได้ยินเสียงของปิงหยุน ชายทั้งสองคนหันหน้ากลับมา “ทำไมพวกเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”

     

    ชายสองคนนี้หาใช่ใครอื่น เป็นปิงหยวนกับปิงมู่ ผู้เป็นบิดาและท่านอาของปิงหยุนนั่นเอง

     

    ปิงหยุนกล่าวตอบบิดาไปว่า เป็นเพราะโม่เฟิงนั้นรู้จักกับผู้อาวุโสมู่ฟาง พวกเราจึงถูกชักชวนให้มาร่วมงานประมูลในครั้งนี้

     

    “รู้จักกับมู่ฟาง!” ปิงหยวนรู้สึกแปลกใจ ด้วยอุปนิสัยของมู่ฟางที่ไม่ชอบสุงสิงกับผู้ใด การจะเข้าถึงตัวอีกฝ่ายนั้น ต่อให้เขาที่เป็นถึงผู้นำตระกูลปิงในเวลานี้ ก็ยังถือว่ายาก แต่โม่เฟิงมาอยู่ที่เมืองนี้ได้แค่เดือนเดียว กลับสนิทสนมกับอีกฝ่าย ถึงขนาดถูกชักชวนให้มาร่วมงานเยี่ยงนี้ นับเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงอีกแล้ว!

     

    ขณะที่ทุกคนกำลังสนทนากันอยู่ ตระกูลเฟิงก็เดินเข้าสู่ห้องรับรอง บริเวณพื้นที่ที่ถูกจัดไว้สำหรับพวกเขา อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับพื้นที่ของตระกูลปิงพอดิบพอดี จึงทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด

     

    สายตาฮัวเจี่ยจ้องเขม็ง มองกลุ่มของโม่เฟิงซึ่งนั่งอยู่ฝังตรงกันข้ามอย่างอาฆาตแค้น “ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าได้สิ่งของติดไม้ติดมือกลับไปแม้แต่ชิ้นเดียว”

     

    ห้าตระกูลใหญ่ต่างเดินทางกันมาครบแล้ว อีกทั้งบริเวณชั้นหนึ่งยังเนืองแน่นไปด้วยผู้เข้าประมูลอีกหลายท่าน ที่นั่งถูกจับจองจนเต็มในเวลาเพียงไม่ถึง 1 ก้านธูป บ้างคนถึงขนาดไม่มีที่นั่ง จำใจต้องเข้าร่วมกันประมูลด้วยกานยืนตลอดทั้งงาน

     

    เมื่อห้องโถงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ฟางเจิ้งหันไปหาฟางเยว่ผู้เป็นบุตรสาว พร้อมกระซิบบอกให้เริ่มงานประมูลได้

     

    ฟางเยว่เดินออกมาจากหลังม่าน เธอปรากฏตัวขึ้นบนเวทีเพื่อเริ่มต้นการประมูลสินค้า “โรงประมูลกวงเยว่ยินดีขอขอบคุณที่ทุกท่านที่ได้ให้เกียรติมาร่วมงานประมูลในค่ำคืนนี้ ข้าน้อยมีชื่อว่าฟางเยว่ รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการประมูลในครั้งนี้”

     

    ฟางเยว่ได้อธิบายกฎของการประมูลให้ทุกคนได้ทราบอีกครั้ง ก่อนที่จะเริ่มต้นการประมูลด้วยสินค้าชิ้นแรก “เมื่อทุกท่านพร้อมแล้ว เรามาเริ่มต้นการประมูลกันได้เลย โรงประมูลกวงเยว่ขอนำเสนอสินค้าชิ้นแรกที่ถูกนำมาประมูลในค่ำคืนนี้ได้แก่ ยันต์เกล็ดเหมันต์จำนวน 10 แผ่น”

     

    “ยันต์เกล็ดเหมันต์ที่ทุกท่านเห็นอยู่นี้ คือยันต์อักขระรูปแบบโจมตีของสายอักขระผนึกลมปราณ เป็นยันต์อักขระรูปแบบโจมตีระดับสองขั้นสูง ที่สามารถสร้างบาดแผลให้กับผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมดวงจิตได้”

     

    ชายสองคนเดินขึ้นมาบนเวที คนหนึ่งอยู่ขอบเขตหอลมดวงจิตระดับที่สาม ส่วนอีกคนหนึ่งอยู่ในขอบเขตหลอมกายาระดับสี่ ในมือของเขาถือยันต์เกล็ดเหมันต์เอาไว้ด้วย

     

    ชายที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาส่งพลังลมปราณเข้าไปในยันต์เกล็ดเหมันต์

     

    ตัวยันต์ได้สลายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง เรียงตัวกันเป็นวงแหวนอักขระสีฟ้าสว่างสดใส มีไอเย็นกระจายตัวออกมา ก่อนจะก่อตัวขึ้นเป็นเกล็ดน้ำแข็งขนาดเท่าหัวแม่มือจำนวนกว่า 30 ชิ้น พุ่งตรงเข้าหาชายที่อยู่ในขอบเขตหลอมดวงจิต

     

    ชายที่อยู่ในขอบเขตหลอมดวงจิตได้ใช้พลังลมปราณธาตุดิน ห่อหุ้มร่างกายเพื่อปกป้องเอาไว้

     

    ฉึก ฉึก ฉึก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

     

    ร่างของชายที่อยู่ในขอบเขตหลอมดวงจิตถูกสะเก็ดน้ำแข็งบาดเข้าไปหลายแผล ถึงแม้จะเป็นบาดแผลเพียงเล็กน้อย ไม่ถึงกับถูกกรีดลึก แต่การโจมตีจากเกล็ดน้ำแข็งเหล่านี้ ก็สามารถสร้างบาดแผลให้กับเขาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

     

    “ถึงจะไม่อาจสร้างความเสียหายรุนแรงให้กับผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมดวงจิต แต่หากอีกฝ่ายอยู่ในขอบเขตหลอมกายาแล้วละก็ ฟางเยว่คงไม่ต้องบอกผลลัพธ์กับพวกท่านหรอกใช่ไหม ? ว่าจะเกิดอะไรขึ้น !”

     

    “ยันต์เกล็ดเหมันต์มีอยู่ทั้ง 10 แผ่น วัตถุวิเศษชิ้นแรกของงานประมูล ราคาเริ่มต้นที่ห้าเหรียญทอง เริ่มประมูลได้เลยค่ะ!”

     

    “หกเหรียญ! เจ็ดเหรียญ! แปดเหรียญ!”

     

    .....

     

    “ข้าให้สิบเอ็ดเหรียญ!”

     

    “สิบเอ็ดเหรียญครั้งที่หนึ่ง! สิบเอ็ดเหรียญครั้งที่..!”

     

    ก่อนที่ฟางเยว่จะขานครั้งสุดท้าย โม่เฟิงที่นั่งดูการประมูลอยู่ก็อดที่จะเสนอราคาขึ้นมาไม่ได้  “สิบสองเหรียญ”

     

    “สิบสองเหรียญจากหมายเลขเจ็ด มีใครให้มากกว่านี้หรือเปล่า มีไหม!”

     

    “สิบสองเหรียญครั้งที่หนึ่ง!”

     

    ฮัวเจี่ยเห็นโม่เฟิงยกป้ายประมูลเช่นนั้น เขาไม่รอช้ารีบชูแผ่นป้ายตนเองขึ้น “สิบห้าเหรียญทอง”

     

    ฟางเยว่มองขึ้นไปบนที่นั่งชั้นสอง “สิบห้าเหรียญทอง จากหมายเลขสิบสาม มีใครให้มากกว่านี้อีกไหม”

     

    ผู้เข้าร่วมงานประมูลเห็นฮัวเจี่ยเข้ามาร่วมประมูลยันต์เกล็ดเหมันต์ เสียงที่ดูเอ็ดอึงภายในห้องประมูลเงียบลงชั่วขณะ ต่างไม่อยากที่จะมีปัญหา ทุกคนจึงย่อมปล่อยให้อีกฝ่ายได้ของชิ้นนี้ไป

     

    แต่ขณะที่ทุกคนคิดว่าไม่มีผู้ใดกล้าเสนอราคาขึ้นมาแล้ว เสียงของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งก็ได้ลอยออกมาจากshv’รองของตระกูลปิงบนชั้นสอง

     

    “ยี่สิบเหรียญทอง!”

     

    ทุกคนที่ได้ยินเสียงขานราคาล้วนแล้วแต่มีสีหน้าที่ตกใจ เริ่มส่งเสียงเอ็ดอึงกันอีกครั้ง เพราะทึกคดต่างคิดว่า ตระกูลปิงที่หลายปีมานี้อ่อนแอลง คงมิกล้าแข่งขันกับผู้ใด จะกล้าสู้ราคากับตระกูลเฟิงที่มีอำนาจมากที่สุดในยามนี้

     

    เห็นโม่เฟิงไม่ยอมถอย ฮัวเจี่ยจึงขานราคาเพิ่มขึ้น เขาไม่สนใจว่าราคามาตรฐานของยันต์เกล็ดเหมันต์จะอยู่ที่เท่าไหร่ สิ่งที่ฮัวเจี่ยสนใจมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้ยันต์เกล็ดเหมันต์แผ่นนี้ไปเป็นอันขาด

     

    “ยี่สิบสองเหรียญทอง”

     

    โม่เฟิงมองฮัวเจี่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย  พร้อมกับยกแผ่นป้ายในมือขึ้น สร้างความตกใจให้กับปิงหยวนและปิงมู่ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ จนพวกเขาถึงกับต้องหันศีรษะไปทางโม่เฟิง

     

    “ยี่สิบห้าเหรียญทอง”

     

    โดยปกติแล้ว ราคาของยันอักขระรูปแบบโจมตีระดับสองขั้นสูง ราคาซื้อขายตามท้องตลาดอยู่ที่สิบห้าถึงยี่สิบเหรียญทอง แต่โม่เฟิงกลับเสนอราคาที่มากกว่าราคาตลาดถึงห้าเหรียญ หลายคนจึงเดาว่าโม่เฟิงนั้น อาจไม่รู้ราคาที่แท้จริงของยันต์อักขระชนิดนี้ก็เป็นได้

     

    เห็นโม่เฟิงยังคงไม่ยอมถอย ฮัวเจี่ยจึงเสนอราคาขึ้นอีก “ยี่สิบหก..!”

     

    “สามสิบเหรียญ!” ฮัวเจี่ยยังเอ่ยไม่ทันจบ โม่เฟิงเสนอได้เสนอราคาขึเนอีกครัง ทำเอาฮัวเจี่ยถึงกับตลึงงันไปชั่วขณะพลางครุ่นคิด

     

    หากสู้ต่อไป ข้าอาจมีเงินเหลือไม่พอที่จะใช้ในการประมูลศาสตราวุธระดับสาม แต่จะยอมถอยตอนนี้ก็จะทำให้ตระกูลเฟิงเสียหน้า ฮัวเจี่ยจึงเริ่มรู้สึกลังเลใจ

     

    เห็นฮัวเจี่ยไม่ยอมเสนอราคาเพิ่ม โม่เฟิงที่ทำหน้าตายมาตลอด จึงจงใจเชิดใบหน้าขึ้นพร้อมกับหยักยิ้มตรงมุมปากเพื่อให้อีกฝ่ายมองเห็น

     

    เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ยของโม่เฟิงเช่นนั้น ไหนเลยที่ฮัวเจี่ยจะทนไหว ยกป้ายขานราคาพร้อมกับส่งรอยยิ้มเย้ยหยันให้กับโม่เฟิง “สามสิบห้าเหรียญทอง” ขอข้าดูหน่อยเถอะ ว่าน้ำหน้าอย่างเจ้า จะมีเงินมากมายขนาดไหนกันเชียว?

     

    แต่ทว่า...หลังจากที่ฮัวเจี่ยได้ยกป้ายราคาขึ้น โม่เฟิงกลับหันหน้าไปพูดคุยกับเหล่าสหาย ไม่ได้เหลียวแลยันต์เกล็ดเหมันต์อีกต่อไป สร้างความเจ็บแค้นให้กับฮัวเจี่ยเป็นอย่างมาก “นี่มันกล้าหลอกข้า? กร๊อดดดด!”

     

    ราคายันต์เกล็ดเหมันต์ที่สูงกว่าปกติเกือบสองเท่า ทำให้ทั่วทั้งห้องโถงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง ฟางเยว่ที่ยืนอยู่บนเวทีเองถึงกับต้องยิ้มออกมาเล็กน้อย นางไม่คิดเลยว่าของชิ้นแรกที่ถูกนำออกมาประมูล จะถูกประมูลออกไปด้วยราคาที่สูงลิบลิ่วขนาดนี้

     

    “สามสิบห้าเหรียญทองครั้งที่หนึ่ง..สามสิบห้าเหรียญทองครั้งที่สอง..สามสิบห้าเหรียญทองครั้งที่สาม”

     

    “ขาย! ฟางเยว่ขอแสดงความยินดีกับนายน้อยฮัวเจี่ยที่สามารถประมูลของชิ้นแรกในค่ำคืนนี้ไปได้”

    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    สู้มาสู้กลับไม่มีโกง แต่ถ้าอยากได้นักก็เอาไปละกัน พี่โม่ไม่ซีเรียสในเรื่องนี้ 555+

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ

    คล้ายกับเรื่องมารสยบฟ้า ที่คุณอ่าน