เขาหยิบกรับไม้ชิงชันมาสองคู่ ถือกระทบกันข้างล่ะคู่ในระหว่างที่ปากเป็เอกนั้นขับเอื้อนบทกลอนไปตามคลื่นลมระริ่วด้วยเสียงชัดกังวาน
เช่นเดิม เขาไม่เคยลืมที่จะส่งสายตาหยาดเยิ้มให้คนฟังเลยสักหน
นงเอยนงลักษณ์ ไม่ประจักษ์ในความเสน่หา
ช่างถ่อมถ้อยน้อยฤๅกัลยา ไม่ควรเ้าจะเอามาพาที
พี่หวังจะฝังฝากไมตรีจิต กว่าชีวิตจะวายไม่หน่ายหนี
อันนางใดไม่แม้ยินดี มารศรีตกไหนไม่ไกลกัน
ว่าพลางพระทางหยอกเย้า ต้องเต้าสุมณฑา์
จุมพิตชิดเชยปรางสุวรรณ แสนกระสันปั่นป่วนหฤทัย
อย่าสะบิ้งสะบัดขัดเคืองพี่ จะหยิกตีก็ตามอัชฌาสัย
จะสู้ทนให้ทำจนหนำใจ แต่โฉมยงจงได้เอ็นดู
จบเสียงขับ สิ้นเสียงกรับ ชายหนุ่มจึงช้อนตาเมียงมองผู้สดับ เห็นว่าทรงมีพระอารมณ์ดีไม่น้อย น่าจะพอหทัย ทุกถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยออกไปอาจจะได้ผล เขาทำเลียบเคียงทูลถาม “ จบแล้ว ทรงคิดเช่นไรกระหม่อม กระหม่อมขับมาจากใจ หวังอย่างยิ่งว่าฝ่าาจะโปรดนะกระหม่อม”
“อือ เสียงเธอยังแตกหนุ่มอยู่เลย แต่ก็เพราะดี ลูกคอก็มีเสน่ห์ เธอนี่มีความสามารถหลายด้านจริง ๆ นะ” ทรงแย้มยิ้ม ตรัสชมโดยใช่การยกยอ
“กระหม่อมฝึกเล่นฝึกร้องมาก็นานโขกระหม่อม เผื่อจะทำได้อย่างทุกวันนี้ ต้องพยายามและอดทนใช่น้อยกระหม่อม”
อีกฝ่ายยังคงเจียมตัวเสมอ เผลอ ๆ อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ตัวเขาเองคับคั่งไปด้วยรสเสน่ห์แค่ไหน โดยเฉพาะ การที่เล่นหูเล่นตาขณะที่ขับเสภาถวายท่านชายแล้วนั้น ยิ่งน่าดึงดูด
เหนือกว่านั้นคือ เนื้อความของบทกวีที่ยกมาขับ ยังชี้ชัดอยู่กลาย ๆ
ว่าหวังอะไรจากอีกฝ่าย
“แต่เธอก็ดูเชี่ยวชาญดีนะ เหมือนขับเกี้ยวสาวอยู่ทุกวัน แล้วนี่นึกอย่างไร ถึงเอาบทละครอิเหนามาขับเป็เสภาให้ฉันฟัง”
เ้าของกรับยิ้มหัวน้อย ๆ ก่อนทูลตามจริงว่า “หลายครั้ง คนหมู่มากที่พบเจอกระหม่อมแล้วมักยกยอปอปั้นให้กระหม่อมเป็อิเหนา เขาเล่าว่ารูปงาม มีหญิงนั้นหญิงนี้หลายนาง ตามจริงกระหม่อมก็ไม่ชอบใจ ไม่เห็นจะเหมือนตรงไหนเลยกระหม่อม”
สิ่งที่พันวาจาสิทธิ์ทูลไม่เกินความจริงเลย เขาไม่ได้เข้าข้างตนเอง ใคร ๆ ก็ว่าอย่างนั้น ทั้งที่ไม่มีเค้าความจริงอยู่เลย นางแน่งน้อยพวกนั้นก็ล้วนมาจากการที่ผู้เป็มารดาหาให้เสียทั้งนั้น
แต่ท่านชายเดียวกลับไม่ทรงปักหทัยเชื่อ พร้อมตรัสสัพยอกชายหนุ่มให้หน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ “ฉันว่าคนเขาก็คงพูดถูก เพราะดูจากสายตาเป็มันของเธอแล้วนี่ เ้าชู้ประตูดิน ไม่ผิดอะไรกับอิเหนา”
“ฝ่าา โธ่… กระหม่อมหรือจะเป็ดังว่า สำหรับกระหม่อมแล้ว หากได้รักใครสักคน ก็จะมั่นคงกับผู้นั้นเพียงคนเดียว ไม่เคยคิดเป็สองกระหม่อม” ชายหนุ่มให้การ ทำน้ำเสียงชะอ้อนความ
“ดีแล้วล่ะ สงสารผู้หญิงเขา ฉันน่ะ ไม่ชอบหรอกนะอิเหนา นิสัยไม่ดีเอาเสียเลย มากรัก ขี้ขโมย สวยแต่รูป จูบไม่น่าหอมหรอก ฉันว่า” ท่านชายตรัสติเตียนตัวละครด้วยท่าทีแสนงอน ประหนึ่งว่าเป็องค์เองที่ทรงถูกกระทำเสียเอง โดยหารู้เลยว่ามันส่งผลให้คนที่มองอยู่ใกล้ ๆ เกิดความพิสวาทในความน่ารักน่าถนอมนั้นเพียงใด
“กระหม่อมจะไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่ กระหม่อมให้สัญญา ฝ่าาทรงไว้พระทัยได้”
หากฟังเพียงเผิน ๆ ก็คงเข้าใจว่าเป็เพียงการตอบรับอย่างธรรมดา แต่หากลองตรึกตรองให้ดีกว่านี้ยิ่งขึ้น อาจจะทราบ ว่าผู้พูดซ่อนเป็นัยว่าอย่างไร ทรงนึกได้ ก็ดำริกับองค์เองเงียบ ๆ ภายในหทัยว่า
‘สัญญาอะไร แล้วจะมาบอกเราทำไมกัน’
“ฝ่าา… เอ่อ ฝ่าา”
น่าจะทรงเงียบไปนาน รู้สึกองค์อีกทีก็ตอนที่พันวาจาสิทธิ์เปล่งเสียงทักครั้งที่สาม ท่านชายเดียวถึงตรัสบางอย่างแก้เก้อ “อ้อ! คือ… ฉันนึกอะไรเพลินไปหน่อยน่ะ อิเหนานี่ไม่ดีเลยเนอะ ว่าแต่ เธอขับเื่อะไรได้อีกบ้างล่ะ”
“ก็แทบจะทุกเื่กระหม่อม หนังสือก็มีครบ ไว้วันหลังกระหม่อมจะอ่านถวายนะฝ่าา”
“ไม่ต้องหรอกด้าว ลำบากเธอเกินพอแล้ว ฉันขอยืมมาอ่านเองดีกว่า ไม่ค่อยได้อ่านวรรณกรรมไทยเลย ั้แ่ไปอยู่ที่โน่นมา”
ขุนนางหนุ่มโคลงศีรษะรับทราบ ชั่งใจอยู่สักครู่ ว่าจะทูลดีหรือไม่ แต่ก็เสียไม่ได้ เพราะใจเป็นาย
“ฝ่าาจะโปรดเหรือไม่กระหม่อม หากกระหม่อมอยากจะเชิญเสด็จไปเลือกหนังสือที่บ้านของกระหม่อม อีกอย่าง จะเป็โอกาสดีที่จะได้ทรงดนตรีอื่น ๆ ที่นั่นด้วย คุณแม่ท่านก็ว่าอยากเฝ้าฝ่าาด้วยกระหม่อม”
“อย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน ได้เปิดหูเปิดตาบ้าง”
“เป็วันไหนดีหรือกระหม่อม จะได้มารับ”
“วันพรุ่งนี้ ่บ่าย ๆ หน่อย ฉันออกกระทรวง เธอล่ะ”
“ท่านชายทรงว่าอย่างไร กระหม่อมก็ว่าอย่างนั้นกระหม่อม” คนพูดก้มหน้างุด ซุกซ่อนลักยิ้มไว้ ที่ทูลอย่างนั้น ก็เพราะไม่เคยคิดขัดประสงค์ ท่านตรัสอะไร ใจเขาก็พร้อมคล้อยตามเสมอ
ขอเพียงได้อยู่ชิดใกล้ จะอย่างไร น้ำต้มผักก็ว่าหวาน
“กระหม่อมสอนต่อจากเมื่อวานเลยนะฝ่าา” เขาไม่พูดอย่างเดียว ใจกล้าประคองชิดวรกาย กุมหัตถ์เล่นซออย่างสนิทสนม ด้วยถือดีในฐานะครูดนตรีส่วนองค์ นับเป็อภิสิทธิ์ที่เขาใฝ่ฝันนัก
ท่านชายเดียวทรงปล่อยเลยตามเลย ไม่ทรงคัดค้านอะไร เพราะเข้าหทัยดีว่าในเมื่อเขาเป็ครู หากจะสอนใครสักคน ก็ต้องพาทำเช่นนี้ นั่นก็ชายนี่ก็ชาย ไม่น่าจะถูกมองว่าเยี่ยงชู้สาวไปได้
แต่ทรงคาดไม่ถึงขั้นลึกสุด เราคิดอย่างไร ใช่ว่าคนอื่นจะคิดด้วย ภาพครูดนตรีถวายการสอนแด่ท่านชายอย่างแนบชิด เข้าขั้นละลาบละล้วงเยี่ยงชายหญิงเช่นนี้ปรากฏชัดในสายตาของนางบ่าวจากตำหนักใหญ่ที่ซุ่มดู
ซึ่งเป็บ่าวที่อยู่ในการดูแลของหม่อมเอก นับว่าเป็บ่าวคนสนิท ที่ท่านบนตำหนักไว้วางใจให้ติดสอยคอยรับใช้ทุกเวลา เพราะเป็คนหูตาไว มีความเอาใจใส่ในเื่ของผู้อื่นเป็ที่หนึ่ง ทั้งในและนอกวัง เมื่อได้รับข่าวอะไร ก็มักจะแจ้นไปรายงานนายโดยด่วน มิเคยขาดตกบกพร่อง
ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางบ่าวปรึกษากับตัวเองแล้วว่า สิ่งที่เห็นนั้นดูแปลกไปอย่างไรพิกล จะนิ่งเฉยก็ใช่วิสัยแต่กำเนิด และรู้ดีว่าหม่อมเอกไม่ใคร่ยินดีในท่านชายเดียวนัก หากคาบเื่นี้ไปเรียนให้ทราบ ก็มีโอกาสได้รับความดีความชอบ ไม่มัวรีรอ พอคิดได้ นางก็วิ่งปราดเปรียวออกไป
ที่ปีกตึกด้านขวาของตำหนักใหญ่ บริเวณหน้าห้องบรรทมของท่านชายเล็ก มีเสียงของหญิงวัยกลางคนดังเล็ดลอดออกมา คล้ายมีปากมีเสียงกัน ซึ่งนั่นก็คือเื่เดิม ๆ ที่หล่อนมักจะยกมาพูดกับโอรส
“ชายบอกหม่อมแม่ไปแล้ว ว่าชายยังไม่อยากทำ ชายอยากอยู่เฉย ๆ หม่อมแม่จะรบเร้าอะไรชายหนักหนา”
“ชาย ฟังแม่ แม่ก็แค่อยากให้ชายมีหน้ามีตา เป็ลูกคนโปรดของเสด็จพ่อบ้าง ขืนชายยังทำตัวไม่เอาไหนอยู่อย่างนี้ มีหวัง ชายเดียวได้หน้า แย่งทุกอย่างไปจากชายแน่”
หม่อมเอกผ่อนเสียงและอารมณ์ลง พยายามหาวิธีเกลี้ยกล่อมท่านชายเล็กให้กลับไปศึกษาต่อให้จบ และจะได้รับราชการอย่างท่านชายองค์อื่น เพราะหล่อนมีห่วงอยู่หลายสถาน ครั่นคร้ามว่าโอรสองค์เล็กจะโดนเสด็จตัดหางปล่อยวัด
“ชายเบื่อ ี้เีเรียนแล้ว ชายอยากมีเมียแล้วหม่อมแม่ ไอ้เื่ได้หน้าไม่ได้หน้า ก็ปล่อยให้เป็หน้าที่ของเ้าพี่ไปซี หม่อมแม่มีลูกชายตั้งหลายคน มาหวังอะไรกับชายเล่า”
“ก็เพราะชายเป็…” หล่อนเอ่ยไม่ทันไร ก็โดนแทรกขึ้น
“ช่างเถอะ ให้ตาย ชายก็ยังยืนยันคำเดิม ว่าไม่” หม่อมเ้าแจกแสงจ้าเจิดจันทร์ทรงกะบึงกะบอน ดำเนินลงไปชั้นล่างดังตึงตัง
“ชาย! จะไปไหน กลับมาคุยกับแม่ก่อนนะชาย”
“ชายเบื่อที่วัง จะไปเที่ยว กลับมะรืนนี้”
หม่อมเอกได้แต่ยืนมอง ไม่อาจทำสิ่งใดได้ นี่เป็ผลพวงจากการเลี้ยงดูของหล่อน อย่างที่เสด็จในกรมฯท่านรับสั่ง ว่าไม่ให้ตามใจนัก แต่ก็หาฟังไม่ สุดท้ายผลลัพธ์ก็เป็อย่างที่ได้เห็น
ดื้อรั้น หัวแข็ง เอาแต่หทัย ตามเชื้อไม่ทิ้งแถว หาใครเทียบไม่มี
หล่อนกระพือพัดฝาหรั่งใส่ใบหน้างามเพื่อให้ความเย็นฉ่ำ ก่อนที่ลมจะจับจนทรุดลงมันตรงนี้ เพราะลูกไม่ได้ดังใจ ก่อนที่จะเหลียวเห็นนางบ่าวคู่หูดุ่ม ๆ เข้ามาหา
“อ้าว อีนังนี่ มีอะไรอีกล่ะ ถ้าเป็เื่ของชาวบ้าน ข้าไม่ฟังหรอกนะ ปวดหัว รำคาญหู จะไปไหนก็ไปไป๊!” หล่อนรีบไล่ส่ง มืออีกข้างถือยาดมยาหอมจ่อจมูกค้างไว้
“ไม่ใช่เื่ของชาวบ้านเ้าค่ะหม่อม เื่ของท่านในวังเ้าค่ะ”
“ใคร? สาระแนเื่ของเ้านายนักนะเอ็ง วัน ๆ ไม่ทำอะไร”
“โธ่ หม่อมก็ บ่าวใช้เวลาว่างให้มีประโยชน์นี่เ้าคะ”
“แล้วเอ็งรู้เื่ใครมา รีบพูด มัวแต่โอ้เอ้อยู่นั่น”
“ท่านชายเดียวเ้าค่ะ”
“ชายเดียว? ทำไม เอ็งไปสอดรู้สอดเห็นอะไรที่เรือนโน้น ฮะ อีนังเผือก” หม่อมเอกหล่อนขมวดคิ้วถาม อันที่จริงก็ไม่ได้อยากใส่ใจให้ความสำคัญอะไรกับลูกเมียรองนัก แค่แยกเรือนไปอยู่ที่อื่นเสียให้พ้นลูกตา ก็พึงพอใจมากแล้ว จะเป็ตายร้ายดีอย่างไร ไม่ใช่เื่เดือดร้อน หล่อนขอเพิกเฉย
นังเผือกหันซ้ายแลขวาให้มั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ตรงนี้ ก่อนจะกระซิบกระซาบผู้เป็นายถึงเื่ที่มันไปพบเห็นมาหยก ๆ
หม่อมเอกถึงกับตาลุกวาว หากแขนมีขนก็คงชูชันเป็ขนัด หล่อนมองนางบ่าวที่รายงานอย่างเหลือเชื่อ แต่ด้วยความที่รู้นิสัยมันดี นังคนนี้กะล่อนปล้อนปลิ้นไม่มีใครเทียม จึงฟังไว้หูก่อน
“ฮะ!! เอ็งแน่ใจนะนังเผือก ว่าไม่ได้ตาฝาดไป เอ็งอย่าเที่ยวโกหกพกลม พูดพล่อย ๆ ไปใส่ร้ายป้ายมลทินเ้านายเชียวนะ ประเดี๋ยวเอ็งจะได้ตายเพราะปาก”
นางเผือกนิ่งไปวูบหนึ่ง มันมั่นใจเหลือเห็นว่าเห็นเต็มตา ที่ว่าผู้ชายคนนั้นทำเกินเลย “แน่ยิ่งกว่าแน่เสียอีกเ้าค่ะหม่อม แต่เพื่อความชัดเจน บ่าวไปสืบเพิ่มเติมให้อีกก็ได้เ้าค่ะ”