อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    163 ในที่สุด

    ทันทีที่เข้าถึงตัวเขาได้ มู่เชียนก็ยื่นแขนไปกอดคอเขาไว้ นางยังไม่สำเร็จราชันย์ยุทธ์..ไม่อาจบินได้ ด้วยความสูงเช่นนี้หากร่วงลงไปอาจต้องตายอนาถ  


    หญิงสาววางมือบนแผ่นหลังทั้งสองข้างของเขา จากนั้นก็ถ่ายปราณอี้เจ๋อเข้าไปในร่างเขาอย่างรวดเร็ว.. ทว่าปราณในร่างของเขายามนี้ไม่ต่างจากหลุมดำ ทั้งรุนแรงและก้าวร้าว ดูดกลืนปราณของนางอย่างหิวกระหาย ทั้งยังไม่ส่งสัญญาณของความสงบกลับมาแม้แต่น้อย 


    “เทียนหง หายใจเข้าลึกๆ มีสติไว้ ข้าอยู่นี่แล้ว …” 


    เสียงหวานคุ้นหูดังก้องในใจ  พร้อมกลิ่นกายที่เขาโหยหา ส่งให้หัวใจที่คล้ายจะหยุดเต้นพร้อมกับนางเมื่อครู่นั้น กำลังเริ่มกลับมาทำงานอย่างช้า ๆ ขณะเดียวกันก็เรียกความทรงจำที่เจ็บปวดของเขาให้ย้อนคืนมาอีกครั้ง 


    “เชียนเชียน อย่า.. อย่าทิ้งข้า” เสียงแหบแห้งเอ่ยออกมาราวไร้สติ พร้อมกับลมหายใจที่ถี่ขึ้นเนื่องจากความเจ็บปวดที่ลึกถึงจิตวิญญาณ


    “เทียนหง ข้าอยู่นี่ หายใจช้าๆ”  เสียงหวานยังคงปลอบต่อไปทว่าคนตรงหน้าคล้ายบ้าคลั่งไปแล้วเขากอดนางไว้ พลางเอ่ยซ้ำๆอย่างไร้สติ  


    “อย่าทิ้งข้า.. อย่าจากข้าไป.. ไม่… ห้ามเจ้าเป็นอะไร ห้ามเจ้าเป็นอะไรทั้งสิ้น !”


     เยว่เทียนหงตะโกนออกมา พร้อมกับระเบิดปราณธาตุมืดก้อนใหญ่ออกมาอีกหลายครั้งโชคดีที่นางมีปราณอี้เจ๋อคุ้มครองร่างอยู่จึงไม่ได้บาดเจ็บเท่าไหร่  เพียงแค่เจ็บจนจุกเท่านั้น ทว่านางยังคงถ่ายทอดปราณอี้เจ๋อต่อไป นางรู้สึกได้ว่าปราณมืดในร่างบางส่วนเริ่มสงบลง ทว่าบางส่วนกลับรุนแรงขึ้นอย่างน่าแปลกใจ


    ปราณธาตุมืดที่กำลังอาละวาดในร่างของเยว่เทียนหงคล้ายรับรู้ถึงอันตราย จึงตีรวนขึ้นอีกครั้ง ป่วนให้ชายหนุ่มมีความรู้สึกอยากฆ่านาง หญิงสาวในอ้อมกอดนางนี้ 


    นางเป็นอันตรายต่อความรู้สึกของเขาเกินไป !


    มู่เชียนรับรู้ว่าอ้อมกอดที่กอดนางไว้เพียงแผ่วเบาในตอนแรกแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนนางเริ่มหายใจติดขัด จนต้องส่งเสียงประท้วงออกมา


    “เทียนหง .. ท่านใจเย็นๆข้าหายใจไม่ออก”


    ดวงตาของเยว่เทียนหงเริ่มปรากฏสติสัมปชัญญะเป็นบางครั้ง เขาเห็นร่างบางในอ้อมแขนเพียงลางๆ พร้อมกับความรู้สึกอยากเข่นฆ่าที่แจ่มชัดจนน่าหวาดหวั่น แขนสองข้างที่กอดรัดนางนั้นสั่นเทา ด้วยเจ้าองร่างกำลังพยายามขัดขวางความคิดที่กำลังสั่งให้มันรัดร่างนางให้แหลกลาญไป 


    “เชียนเชียน..ฆ่าข้า…”  เสียงสั่นพร่าเอ่ยสั่ง… นี่เป็นสติสัมปชัญญะที่เหลือเสี้ยวสุดท้ายของเขา เขาเกรงว่าไม่อาจฝืนได้นานนัก 


    ….. มู่เชียนไม่ใส่ใจคำพูดของเขาด้วยซ้ำ ยามที่นางสาดปราณอี้เจ๋ออีกก้อนลงไปในร่างของเขาจนกระตุก


    “อึ่ก..เชียนเชียน เร็วเข้า” 


    …..  


    สติสัมปชัญญะของเขาดับวูบ จากนั้น เขาก็กอดนางแน่น เอ่ยอ้อนวอนนางว่าอย่าจากเขาไป คาดคั้นให้นางรับปากว่าจะไม่ทิ้งเขาไว้คนเดียวอีกครั้ง  มู่เชียนต้องเฝ้าพรำ่บอกเขาอีกหลายนาทีเพื่อยืนยันว่านางอยู่ตรงนี้   


    ทว่าต่อมาปราณธาตุมืดก็ระเบิดออกมาอีกครั้ง คราวนี้ร่างสูงกลับเผยยิ้มกว้าง มองนางด้วยดวงตาดำมืดและน่าลุ่มหลงอย่างมาก


    “เชียนเชียน ข้าจะไปแล้ว .. เจ้าไปกับข้าดีหรือไม่ …ข้าไม่อยากอยู่คนเดียว” ใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวาน ทว่ามือข้างหนึ่งกลับเอื้อมมากำคอเล็กของนางไว้แน่น  มู่เชียนชะงักนิ่งไป 


    หากนางรักตัวกลัวตายก็ควรจะหยุดแค่นี้ ตรงจุดที่เขามีความคิดจะฆ่านางแล้ว ทว่ามู่เชียนกลับไม่อยากปล่อยร่างในอ้อมแขนไป ..


    “ไม่เป็นไรนะ เทียนหง.. ไม่เป็นไร” หญิงสาวยิ้มอ่อนโยนออกมา มือเรียวประคองศีรษะของเขาไว้ แนบหน้าผากของตนลงไปอย่างที่เขาชอบ… ให้ปราณในร่างถ่ายเทเข้าหาเขาได้สะดวกมากขึ้น หญิงสาวไม่ได้ใส่ใจกับแรงบีบที่คอเลยแม้แต่น้อย


    “ข้าจะช่วยท่าน ข้าสัญญา ข้าเป็นธิดาเทพยุทธ์ ข้าจะทำลายกระจกนั่นและทำให้ท่านเป็นอิสระให้ได้”


    “ไม่ได้ เจ้าทำไม่ได้..!”  เพียงได้ยินว่านางจะทำลายกระจก มารในร่างก็ดิ้นพล่านด้วยความโกรธ มือที่กำคอของนางบีบแน่นขึ้นด้วยเจตนาฆ่าอย่างจริงจัง..!


    “กร้อบบ !” เสียงกระดูกแตกหัก พร้อมกับแรงบีบที่หายไปอย่างกะทันหัน ทำให้มู่เชียนลืมตาขึ้น  


    นางตกใจจนแทบร้องไห้ เมื่อพบว่าที่แท้เขาได้ใช้มืออีกข้างหักแขนของตนเองเพื่อไม่ให้ทำร้ายนางได้


    ขณะที่มู่เชียนวุ่นวายใจกับแขนที่หักไปของเขา  ดวงตาของเยว่เทียนหงกลับเปล่งประกายแดงฉาน.. เขายังเหลือปราณที่สามารถฆ่านางได้ในพริบตา


    “เชียนเชียน ออกไปให้ห่างข้า” ร่างสูงตะโกนออกมา พยายามดิ้นรนสะบัดร่างนางออกไป ทว่ามู่เชียนกอดเขาไว้แน่น นางรู้ดีว่ายามนี้หากนางถอยออกไป เขาคงระเบิดร่างของตัวเองจนแหลกเป็นจุล


    “เยว่เทียนหง ฟังไว้..! หากท่านตาย ข้าจะตายกับท่านด้วย !” 


    ร่างสูงนิ่งไปชั่วอึดใจ มู่เชียนฉวยโอกาสนี้ ดึงใบหน้าของเขาลงมา กัดริมฝีปากตนเองป้อนเลือดในร่างให้เขา  ในนั้นนางได้กดบรรจุเอาปราณสีทองที่เหลือเกือบทั้งหมดในร่างเข้าไปด้วย


    ปราณสีทองบริสุทธิ์ก้อนมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเขา …ด้วยวิธีที่สะเทือนหัวใจเขาอย่างมาก !  และคราวนี้ปราณมืดที่รุนแรงในร่างก็ไม่อาจต้านทานปรานอบอุ่นจากเลือดเทพ รวมถึงความอ่อนหวานในใจของเขาได้อีก … 


    มันสงบลงในที่สุด ! พร้อมกับร่างบางที่อ่อนลู่ลงในอ้อมแขนของเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง !


    ใบหน้ามู่เชียนซีดขาว โลหิตเทพในร่างแห้งเหือดไปจนเกือบหมดสิ้น บาดแผลหลายจุดที่ยังไม่หายดีเริ่มฉีกขาดจนเลือดไหลออกมาอีกครั้ง และคราวนี้นางไม่มีปราณอี้เจ๋อมากพอที่จะช่วยตนเองสมานแผลอีกแล้ว


    “เชียนเชียน …!”  เยว่เทียนหงส่งเสียงเรียกออกมา พร้อมกับร่างของลวี่ซานถงและเสี่ยวจิ้งที่พุ่งเข้ามาหานางอย่างเป็นห่วง หากไม่มีโลหิตเทพ มู่เชียนก็ไม่ต่างจากคนธรรมดา… 


    ได้รับบาดเจ็บขนาดนั้น มีหรือจะรอดไปได้ !


    เลือดบางส่วนที่ไหลลงไปในทะเลสาบอาถรรพ์ ค่อยๆกระจายออกไปในน้ำ ทันใดนั้นเงาร่างมหึมาของสัตว์อสูรตัวหนึ่งก็พุ่งขึ้นจากน้ำ ประกายสีฟ้าส่องสว่างไปทั่ว  ทำให้ชายหนุ่มทั้งสามจำต้องละสายตาจากมู่เชียนหันมามองร่างยักษ์นั้นทันที


    กิเลนขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง ค่อยๆเปิดตาสีฟ้าใสขึ้นอย่างงัวเงีย


    “น้องห้า/พี่ห้า” เสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ ทว่าดวงตาสีฟ้าคู่นั้นกลับไม่ค่อยสนใจพวกเขาเท่าไหร่ เฝ้ามองแต่โลหิตที่แดงฉานที่ไหลพรั่งพรูออกจากร่างของมู่เชียน คิ้วกิเลนขมวดมุ่นอย่างไม่พอใจ 


    “นายหญิง.. เลือดของท่านเป็นของข้านะ !” กล่าวจบ..เส้นแสงสีฟ้าสายหนึ่งก็พุ่งเข้าพัวพันกับหยดเลือดที่กำลังจะหลั่งไหลออกจากร่าง ก่อนจะพากันย้อนกลับไปในร่างของนางอย่างเชื่อฟัง 


    พันธะสัญญาสัตว์อสูรธาตุน้ำ ก็คือการทำพันธะสัญญากับโลหิต…  เมื่อผ่านกระบวนการเรียบร้อยแล้วร่างของมู่เชียนก็เปล่งแสงสีทองเจิดจ้า บาดแผลทั้งร่างจางหายไปในพริบตา …   


    สายเลือดเทพที่อยู่ในโลหิตของนางถูกฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งด้วยการพันธสัญญากับ ‘ต๋าเหอหลันอู่ซือ’ กิเลนสาว เทพอสูรธาตุน้ำผู้นี้


    “ฮ้าวว…” กิเลนยักษ์พลันอ้าปากหาวออกมา ก่อนจะหลับตาลงและหายไป. ลวี่ซานถงและเสี่ยวจิ้งคาดเดาได้ว่า เทพอสูรขี้เซาผู้นี้คงเข้าไปนอนหลับใหลอยู่ในจุดชีพจรไหนสักแห่งของมู่เชียนอย่างสบายอารมณ์ไปแล้ว 


    เทพอสูรทั้งสองถอนหายใจออกมาก่อนจะหันไปหามู่เชียน คิดจะอุ้มนางลงไปเพื่อตรวจอาการให้ ทว่าเยว่เทียนหงที่ยังจิตใจไม่ปกตินักกลับกอดนางไว้แน่น มองเสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงด้วยดวงตาแข็งกร้าว  


    เขากลัวเทพอสูรจะพานางหายไปในมิติอีกครั้ง และเขาอาจหานางไม่เจออีกก็ได้.. !


    “เจ้าพานางลงไปข้างล่างก่อนเถอะ” เสี่ยวจิ้งเอ่ยเกลี้ยงกล่อม ทว่ากลับถูกลวี่ซานถงตวัดตาขวางใส่


    “พูดดีกับมันทำไม  หากไม่ใช่เพราะมัน..นายหญิงจะบาดเจ็บเพียงนี้หรือ ?!”   


    “ทว่าหากไม่ใช่เขา นางก็อาจถูกราชันย์ทั้งร้อยกว่าคนนั่นฆ่าตาย อีกอย่างพวกเราต่างหากที่ทำให้นางเสียเลือดมากเพียงนั้น” หากไม่ใช่เอาเลือดชโลมร่างพวกเขาสามคน นางจะอ่อนแอเพียงนั้นได้อย่างไร


    สุดท้ายแล้วไม่ว่าใครก็ล้วนมีส่วนผิดทั้งนั้น


    “พวกข้าไม่พานางไปหรอก.. ให้พี่สามตรวจนางก่อนเถิด” 






    ด้วยความพยายามของเสี่ยวจิ้ง เยว่เทียนหงยอมให้ลวี่ซานถงตรวจอาการนางจนได้  เทพจิ้งจอกพยักหน้าอย่างพอใจที่นายสาวแข็งแรงดีทุกอย่าง เพียงต้องใช้เวลาในการหลอมรวมพันธะสัญญาธาตุนำ้เท่านั้น 


    พวกเขาพานางกลับมายังที่พักในเมือง ตลอดเวลาเยว่เทียนหงจับมือนางไว้ตลอดอย่างไม่วางใจ  ดวงตาสีดำหม่นคู่นั้นจ้องนางไว้ทั้งวันทั้งคืนไม่ให้คลาดสายตา ยิ่งนานสายตาหวาดระแวงคู่นั้นก็เริ่มอ่อนโยนขึ้นเรื่อยๆ  บางครั้งก็เผยยิ้มบางออกมาราวนึกถึงเรื่องที่ตนเองมีความสุขขึ้นมาได้  สำหรับแขนของเขาที่ตนเองหักไปนั้นเยว่เทียนหงไม่ได้เอ่ยปากเจ็บปวดอันใด  เทพจิ้งจอกก็แสร้งทำเป็นจำไม่ได้เช่นกัน


    มู่เชียนฟื้นขึ้นในวันถัดไป ทันทีที่ดวงตาสีน้ำตาลกระพริบไหว ก็ได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างอ่อนโยนว่า


    “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ? ”


    ผู้ที่เฝ้ามองนางอยู่ตลอดเช่นเขา ยามนี้ในที่สุดจึงค่อยรู้สึกว่า หัวใจที่แขวนค้างอยู่บนอากาศมาทั้งวันในที่สุดก็กลับมาสู่อ้อมอกของเขาอีกครั้งแล้ว 


    ดวงตาสีน้ำตาลมองเขา กระพริบวูบหนึ่งครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างยินดีว่า “เทียนหง ท่านไม่เป็นไรแล้วใช่หรือไม่ ?”  


    รอยยิ้มอ่อนโยน และความห่วงใยของนาง กระแทกหัวใจของเขาจนเจ็บแปลบอีกครั้ง… นึกเกลียดตัวเองเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่ทราบที่ทำร้ายความรู้สึกของนาง จนนางต้องหนีไป… 


    “ข้าไม่เป็นไร เจ้าต่างหาก… ข้าทำร้ายเจ้า” ข้าทำเจ้าเจ็บ…


    “ไม่เป็นไร ข้ารู้สึกดีมาก” มู่เชียนเอ่ยอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรเท่าไหร่นัก  “นี่สินะที่เขาว่าทำดีได้ดี..” หญิงสาวมองตนเองด้วยความงุนงงอย่างมาก เหตุใดเสียเลือดเทพไปจนหมดร่าง สลบไปตื่นหนึ่ง  พอฟื้นขึ้นมากลับพบว่าเลือดเทพในร่างกลับมาแล้ว ทั้งยังสมบูรณ์กว่าเดิมเสียอีก 


    เยว่เทียนหงยิ้มบาง พลางเอื้อมมือไปลูบศีรษะนางเบาๆอย่างอดไม่ไหว “นั่นเพราะเจ้าได้ครอบครองเทพอสูรธาตุน้ำแล้ว… นางอาศัยอยู่ในทะเลสาบนั่น จึงพอดีได้ทำพันธะสัญญากับเจ้า ” 


    มู่เชียนฟังแล้วก็รู้สึกตกใจ.. รีบหลับตาลง เมื่อรับรู้ถึงปราณธาตุน้ำอันรุนแรงที่แฝงอยู่ในจุดชีพจร ก็รู้สึกยินดีอย่างมาก 


    “ว้าว.. ข้าโชคดีจัง”


    “แน่นอนสิ เลือดไหลอาบทะเลสาบ ขนาดที่บังเอิญหล่นลงไปปลุกพี่ห้าได้..โชคดีจริงๆ” เสี่ยวจิ้งเอ่ยค่อนแคะพลางปรากฏร่างขึ้น พร้อมกับลวี่ซานถงที่ยืนอยู่ไม่ไกล 


    “นายหญิง ปราณท่านและสายเลือดเทพฟื้นฟูขึ้นหมดแล้ว ทว่ายังต้องรอให้นิ่งอีกสักพักค่อยฝึกปราณอี้เจ๋อต่อนะขอรับ”  


    “อืมมม…ขอบคุณนะซานถง” มู่เชียนยิ้มรับ นางมองเสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงที่ดูสะอาดสะอ้านแข็งแรง เทียบกับเยว่เทียนหงที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมอย่างผิดปกติแล้วก็ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ 


    “อะไรหรือ ?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม  มือซ้ายของเขายังวางบนศีรษะนาง  ดวงตาสีเทาหม่นมองนางด้วยประกายอ่อนโยนเป็นอย่างมาก มู่เชียนมองไล่ลงมาอย่างเสื้อผ้าที่เลอะเลือดของนางเต็มตัวไปหมด ก่อนจะไล่ลงมาถึงแขนขวาที่หักห้อยอย่างผิดธรรมชาติข้างนั้น


    “แขนท่าน !” มู่เชียน เอื้อมไปหา คิดจะดึงแขนของเขามารักษา  ทว่าเยว่เทียนหงเห็นนางเพิ่งหายดี ไม่อยากให้นางสิ้นเปลืองปราณโอสถเพื่อเขาอีก ร่างสูงจึงเบี่ยงกายวูบคิดจะถอยหลังหนีไป ทว่ามู่เชียนที่ยึดแขนเสื้อข้างหนึ่งของเขาไว้ เขาเกรงว่าอาจทำให้นางเสียหลักหล่นจากเตียงได้  ระหว่างที่ตัดสินใจไม่ได้นั้น เยว่เทียนหงพลันรู้สึกเจ็บแปลบที่แขนขวาอย่างมาก


    ‘พลั่ก .. กรึ่บบ..!’ 


    ลวี่ซานถงกระชากแขนของเขามาต่ออย่างง่ายดาย  จากนั้นก็สะบัดปราณสีเขียวสายหนึ่งใส่ แล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ  “รักษาเสร็จแล้ว !” 


    “ซานถง !”  มู่เชียนมองหน้าซีดขาวของเยว่เทียนหงอย่างตกใจ  ต่อกระดูกเช่นนี้เขาคงเจ็บอย่างมาก นางรีบดึงแขนข้างนั้นของเขาไป ใช้ปราณโอสถเยียวยาให้ พร้อมกับเป่าเบาๆเพื่อให้คลายเจ็บ 


    เยว่เทียนหงมองกิริยาห่วงใยของนางด้วยดวงตาอ่อนโยนแดงก่ำ.. ก่อนจะคว้าร่างนางมากอดไว้แน่น


    “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน !”


    มู่เชียนนิ่งงันไป หญิงสาวขัดเขินจนหน้าแดง ทว่าก็ไม่กล้าขยับกาย กลัวว่าคนตรงหน้าที่เพิ่งต่อกระดูกไปจะบาดเจ็บได้  ลวี่ซานถงมองทะลุความคิดของนายหญิงแล้วก็รู้สึกไม่พอใจกว่าเดิม 


    ทว่าในเมื่อนายหญิงชอบ.. เขาก็ได้แต่ต้องมัดคนส่งให้นางแล้ว !!



    “เจ้า.. เอานี่ไว้” ลวี่ซานถงเอ่ย พลางยื่นยาเม็ดสีดำสนิทส่งให้เยว่เทียนหง


    “กินยาเม็ดนี้ซะ มันมีปฏิกิริยาต่อธาตุมืดในร่าง​..  หากเจ้าถูกมันควบคุมโดยสมบูรณ์เมื่อใดก็ตาม มันจะระเบิดร่างของเจ้าทันที … ข้าจะได้ไม่ต้องกลัวว่าเจ้าจะทำให้นางเดือดร้อนเช่นนี้อีก”


    “อะไรนะ.. ส่งมานี่..” มู่เชียนตกใจอย่างมาก ยาร้ายแรงเพียงนี้กินไม่ได้เด็ดขาด 


    มือเล็กยื่นมาคิดจะดึงโอสถนั้นออกจากมือลวี่ซานถงไป ทว่ากลับถูกเยว่เทียนหงคว้าไปได้ก่อน ร่างสูงยืนขึ้นกำยาพิษนั้นแน่น แทนที่จะหวาดกลัวกลับรู้สึกดีใจราวกับพิษร้ายนั้นคือสมบัติล้ำค่า 


    ‘ต่อไปไม่ต้องกลัว..​ ว่าจะถูกมารยึดร่าง แล้วทำร้ายนางอีกแล้วใช่หรือไม่ ?’ ดวงตาสีเทาเปล่งประกายมองมู่เชียนที่สูงไม่ถึงไหล่ กำลังพยายามกระโดดขึ้นเพื่อแย่งยาเม็ดนั้นจากเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย 


    ‘ข้าจะอยู่กับนางได้แล้วใช่หรือไม่ ?!’


    ร่างสูงส่งยาเม็ดนั้นเข้าปากทันใด ทว่ามู่เชียนกลับกระโดดขึ้นมายื้อแขนของเขาเอาไว้

    “ท่านบ้าหรือ ? ส่งมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ได้ยินหรือไม่ ?” 


    เยว่เทียนหงยิ้มมองหญิงสาวที่ยืดมือของเขาเอาไว้ด้วยท่าทางจริงจัง ก่อนจะแสร้งแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมา 


    “โอ๊ย..แขนข้า !” 


    เสียงร้องของเขาทำให้นางปล่อยมือทันที ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าที่เขาได้รับบาดเจ็บนั้น ไม่ใช่แขนข้างนี้เสียหน่อย ทว่าก็ไม่ทันแล้ว เยว่เทียนหงส่งยาสีดำสนิทเม็ดนั้นเข้าปากไปอย่างสบายใจ


    “ท่านหลอกข้าหรือ ?!”  มู่เชียนรู้สึกตกใจอย่างมาก นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นเขาในมุมที่เจ้าเล่ห์เยี่ยงนี้ 


    เยว่เทียนหงยิ้มให้นาง “เช่นนี้ก็ดีแล้ว วันหน้าหากข้าอาละวาดก็แค่ระเบิดตัวเองไปซะ …ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องทุ่มสุดตัวเพื่อช่วยข้าอีก…” 


    หัวใจเขา…รับไม่ไหวแล้ว …เขาไม่มีวันปล่อยให้นางเป็นอะไรไปอีกแล้ว ! 


    “ท่านก็รู้ว่าข้าทำไม่ได้….” มู่เชียนถอนหายใจออกมา  และเพื่อไม่ให้เขาเป็นบ้าจนระเบิดตัวเองไป คราวนี้นางคงต้องเป็นฝ่ายเกาะติดเขาเสียแล้ว


    “เอาเป็นว่า..ต่อไปท่านต้องอยู่ข้างข้าเสมอ” 


    ประโยคคล้ายมัดมือชกนี้ ทำให้เยว่เทียนหงชะงักไป ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามตามตรง..


    “คำว่าอยู่เคียงข้างของเจ้ามีความหมายเช่นไร ?”  


    มู่เชียนได้ฟังคำถามนี้ก็ชะงักไปเช่นกัน นึกถึงว่าเขาแต่งงานแล้วก็รู้สึกเจ็บหัวใจ ทว่าแม้ว่าไม่อาจเป็นคนรักได้ ทว่าฐานะเพื่อนก็ยังคงได้ไม่ใช่หรือ ?


    หญิงสาวยิ้มออกมา เอื้อมมือสั่นๆไปจับมือของเขาไว้ มือของเขาเย็นเยียบทว่ากลับทำให้นางร้อนที่หัวใจจนเกือบจะลามไปถึงใบหน้า จนต้องรีบสลัดศีรษะ เพื่อไล่ความรู้สึกที่เป็นอันตรายต่อมิตรภาพออกไป


    “หมายความว่า..วันหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะอยู่ข้างท่าน เป็นเพื่อนท่าน ท่านไปไหนข้าจะไปด้วย  เวลาที่ท่านต้องการจะได้คอยจับมือท่านไว้ ช่วยท่านสยบปราณธาตุมืด ดีหรือไม่.. ?”


    “ไม่..” เสียงทุ้มเอ่ยปฏิเสธทันควัน มู่เชียนไม่ทันได้มีเวลาเสียใจ ตอนที่เขายกมือนางขึ้น ริมฝีปากงดงามของเขาพรมจุมพิตลงไปช้าๆ ดวงตาคมคู่นั้นมองนางด้วยความปรารถนา และเร่าร้อนเป็นครั้งแรก 


    “ข้าไม่ได้ต้องการเท่านั้นอีกแล้ว..” แค่จับมือกัน คอยช่วยเหลือกันมันไม่พออีกแล้ว


    “ข้ารักเจ้า..” เสียงทุ้มแหบพร่าด้วยอารมณ์อันอัดแน่นในใจ 


    มู่เชียนนิ่งงันไป ยามที่นางยังไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินอะไร เยว่เทียนหงก็ก้มหน้าลงมาใกล้ ยึดใบหน้าของนางไว้และจุมพิตลงที่ริมฝีปากของนาง ! 


    เทพอสูรทั้งสอง  ยามนี้ยืนอยู่ด้านหลังลอบสบถด่าบุรุษหน้าหนาอยู่ในใจ พากันหันหลังแวบร่างหายไปทันที


    กว่ามู่เชียนจะรับรู้ว่าเขากำลังจูบนาง จุมพิตแผ่วเบาในครั้งแรกนั้นก็เริ่มลึกซึ้งขึ้นเรื่อย  ริมฝีปากของเขาเคลื่อนไหวอย่างเนิบช้า หนักหน่วงสลับแผ่วเบา  เยว่เทียนหงจูบนางอย่างอ่อนโยนที่สุด ด้วยความรู้สึกที่อ่อนหวานที่สุดจากส่วนลึกของหัวใจ… 


    ไม่ว่าวันหน้าจะเป็นเช่นไร เขาก็ไม่อาจฝืนความรู้สึกตนเองได้อีกแล้ว  


    ครู่ใหญ่เมื่อเขาถอนจุมพิตออกมา มองเห็นใบหน้างามแดงก่ำที่หายใจถี่กระชั้น ดวงตาหยาดเยิ้มฉ่ำหวาน ความรักและหวงแหนก็แล่นพล่านจนแทบจะเอ่อล้นออกมา


    “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าอยู่ห่างกายอีกแล้ว..”  เขาดึงหญิงสาวเข้ามาคิดจะจุมพิตนางอีกหลายๆครั้ง ทว่ามือเล็กกลับยื่นออกไปผลักเขา พร้อมกับผงะถอยหลังอย่างตกใจ


    เยว่เทียนหงเห็นสีหน้าอึดอัดของนาง ก็ใจหายวาบ “เจ้ารังเกียจข้า ?”


    มู่เชียนไม่ทันได้สนใจท่าทางหวาดกลัวของเขา นางกำลังสับสนอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น 


    “ท่านทำไม….มิใช่ว่าท่านไม่ชอบข้า … อีกอย่างท่านก็มี … ข้าไม่อยากมีพี่สาวน้องสาวเป็นพรวนหรอกนะ !!” 


    มู่เชียนเอ่ยเสียงเบาตะกุกตะกัก  วกวนไปมาจนเยว่เทียนหงฟังแทบไม่เข้าใจ กระทั่งประโยคสุดท้าย เขาจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่ได้อธิบายเรื่องสตรีเหล่านั้นให้นางฟัง ร่างสูงดึงนางมากอดไว้ นึกถึงที่นางกระอักเลือด เพราะเจ็บที่คิดว่าเขามีคนอื่น ก็ยิ่งรู้สึกเกลียดตนเองจนอยากจะอัดตัวเองให้ตาย 


    “เชียนเชียน ข้าไม่มี… ไม่มีใครทั้งนั้น” 


    เยว่เทียนหงเล่าเหตุการณ์ต่างๆให้นางฟัง แม้ยาปลุกกำหนัดก็ไม่อาจทำให้เขามีอารมณ์ใดๆขึ้นมาได้ สุดท้ายจึงได้แต่อาศัยพี่ชายที่ถูกวางยาไร้บุตรให้เข้าหอแทนอย่างไร้หนทาง


    เหตุนี้เขาจึงรับเพียงบุตรสาวขุนนางในแคว้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหายุ่งยากภายหลัง หากว่าเป็นองค์หญิงจากต่างแคว้น วันหน้าความแตกขึ้นมา คงจัดการได้ยาก


    มู่เชียนไม่ได้ฟังประโยคหลังๆนัก ในหัวนางวนเวียนอยู่ในเรื่องที่ว่ายาปลุกกำหนัดไม่ทำให้เขามีอารมณ์ขึ้นมาได้ หญิงสาวลอบคิดในใจว่าควรให้ลวี่ซานถงตรวจเขาอย่างละเอียดสักครั้งหรือไม่ เพื่อไม่ให้ทำลายความสุขชั่วชีวิตของเขา 


    เยว่เทียนหงเห็นดวงตาหลุกหลิกของนางวนเวียนบนร่างเขาอย่างเป็นกังวล ก็นึกรู้แล้วว่าในสมองน้อยๆของนางกำลังคิดอะไรกันแน่ 


    “ห่วงนักก็มาพิสูจน์เองดีหรือไม่ ?”


    “หืมมม…”


    ชายหนุ่มก้มลงไปกระซิบข้างหูนาง “พิสูจน์ว่า..ร่างกายข้าต้องการแค่เจ้าเท่านั้น !”  

     

    หญิงสาวชะงักค้าง  สูดหายใจเข้าคิดจะตะโกนเรียกเสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงให้เข้ามาช่วยนาง ทว่ากลับถูกร่างสูงก้มลงมาจุมพิตปิดปากนางเอาไว้ก่อน 


    “อื้อออ…” เสียงครางประท้วงในลำคอเมื่อเขาจุมพิตนางอย่างร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ 


    มือเล็กพยายามผลักเขาออกไป ทว่าครู่หนึ่งก็ค่อยๆอ่อนแรงลง สมองนายคล้ายกับละลายเป็นนำ้ ไม่อาจคิดทำสิ่งใดได้..​ได้แต่ยินยอมให้เขากอดนางไว้ ลิ้มชิมรสหวานจากเรียวปากบาง ก่อนจะซุกไซ้ไปที่แก้มนุ่ม  ลามไปจนถึงลำคอเล็กแสนหวาน จากนั้นก็วนกลับขึ้นมาที่ริมฝีปากอีกครั้งอย่างเอาแต่ใจ 


    ตลอดเวลา..เสียงทุ้มต่ำพรำ่กระซิบบอกรักนาง สลับคำว่าคิดถึงซ้ำไปซ้ำมาเนิ่นนาน  กว่าเขาจะปล่อยนาง… ทั้งริมฝีปากและลำคอก็ปรากฏรอยรักแดงช้ำ ดูน่าทะนุถนอมและน่ารังแกอย่างมาก  


    เยว่เทียนหงดึงร่างนางมากอดไว้แน่นอย่างหวงแหนและรักใคร่  ร่างสูงหลับตาลงเพื่อกดข่มความต้องการในร่างลงไปอย่างยากลำบาก ครู่ใหญ่ลมหายใจถี่กระชั้นของทั้งคู่จึงค่อยกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง


    “ไว้หลังแต่งงานค่อยมาพิสูจน์กันนะ” 



    “โอสถที่ระเบิดปราณธาตุมืดนั่น ข้าดูเหมือนไม่เคยได้ยิน” เสี่ยวจิ้งยิ้มพลางเอ่ยกับลวี่ซานถงที่ยืนตีหน้าเคร่งรออยู่นอกห้องมานานเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว ทว่าฝ่ายตรงข้ามกลับไม่โต้ตอบอันใด


    “โกหกเช่นนี้ไม่ดีนะพี่สาม”


    “…….” เทพจิ้งจอกเช่นเขา แต่ไรมาก็เชี่ยวชาญในการใช้เล่ห์เหลี่ยมอยู่แล้ว




    #กรีดร้อง  ขอประกาศจบดราม่าาาาาาาาา อย่างเป็นทางการ


    อีกสามวันเจอกันนะคะ  ไร้ขอไปเตรียมฉากต่อไปน้าาาาาา


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน