ตอนที่ 4: เมืองเมฆาหยกและคลื่นใต้น้ำ
การก้าวเท้าออกจากป่าดงดิบเปรียบเสมือนการก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ เฟิงหวงเดินไปตามถนนดินที่ทอดยาวอย่างไม่รีบร้อน เขาปรับเปลี่ยนสภาพภายนอกเล็กน้อย ใช้ใบมีดลมปราณตัดผมที่ยาวรุงรังให้เป็ทรงมากขึ้น และใช้ดินโคลนทาใบหน้าให้ดูซอมซ่อกว่าเดิมเพื่อปกปิดความหล่อเหลาที่อาจเป็ที่จดจำได้ง่ายจนเกินไป
ระหว่างทาง เขาพบกับกองคาราวานพ่อค้าและเหล่ายอดฝีมือรับจ้าง ด้วยท่าทางที่เหมือนขอทานผู้รอดตาย ทำให้ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจเขาเป็พิเศษ นี่เป็โอกาสอันดีให้เฟิงหวงได้ลอบสังเกตและฟังบทสนทนาต่างๆ
เขาได้ยินเื่ราวมากมาย ทั้งเื่ที่ตระกูลหลิวกับตระกูลจางกำลังขัดแย้งกันเื่เหมืองแร่เหล็กกล้า, เื่ที่สำนักกระบี่วายุเพิ่งรับศิษย์ใหม่ฝีมือดี, และที่สำคัญที่สุด...ข่าวลือเกี่ยวกับการหายตัวไปขององค์ชายสาม เฟิงหวง!
"ข้าได้ยินว่าราชวงศ์ส่งคนออกตามหาแทบจะพลิกแผ่นดิน แต่ก็ไร้วี่แวว สงสัยว่าจะตกตายในป่าดึกดำบรรพ์ไปแล้วจริงๆ" พ่อค้าคนหนึ่งกล่าว
"น่าเสียดาย อัจฉริยะเช่นนั้นกลับต้องมาอายุสั้น" ยอดฝีมือรับจ้างอีกคนเสริม "ตอนนี้ตำแหน่งรัชทายาทคงจะว่างแล้วสินะ บรรดาองค์ชายองค์หญิงที่เหลือคงเริ่มเคลื่อนไหวกันแล้ว"
เฟิงหวงเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้อย่างเงียบงัน มุมปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้มที่ไม่มีใครเห็น การ "ตาย" ของเขากลายเป็หินก้อนใหญ่ที่โยนลงไปในสระน้ำแห่งราชวงศ์เทียนหลง ทำให้เกิดระลอกคลื่นแห่งความทะเยอทะยานแผ่ขยายออกไป...และการกลับมาของเขา ก็จะเป็พายุที่สาดซัดคลื่นเ่าั้ให้ปั่นป่วนยิ่งกว่าเดิม
หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่สามวันเต็ม ในที่สุดกำแพงเมืองขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา มันคือ 'เมืองเมฆาหยก' หนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางชายขอบของอาณาเขตราชวงศ์เทียนหลง
เมื่อมาถึงประตูเมือง เฟิงหวงก็ถูกทหารยามขวางไว้ทันที
"หยุดก่อน! เ้าคนซอมซ่อ สภาพน่าสงสัยเช่นนี้ ห้ามเข้าเมือง!" ทหารยามนายหนึ่งตะคอกใส่ด้วยท่าทีรังเกียจ
เฟิงหวงไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคือง เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของทหารยามด้วยแววตาที่สงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ทหารผู้นั้นชะงักไปชั่วครู่
"ข้ามีธุระต้องเข้าเมือง" เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"ธุระอะไรของเ้า! ไสหัวไปให้พ้น!" ทหารยามอีกคนตวาดไล่
เฟิงหวงถอนหายใจเบาๆ ดูเหมือนว่าคงจะเลี่ยงไม่ได้สินะ เขาล้วงเข้าไปในอกเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งของตนอย่างเชื่องช้า และหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา...มันคือป้ายหยกสีดำทมิฬที่สลักรูปั์เอาไว้ แม้จะมีรอยร้าวและเปื้อนคราบเื แต่ความสูงศักดิ์ของมันยังคงฉายชัดออกมา
"แล้วถ้า...ธุระของ องค์ชายสาม เฟิงหวง แห่งราชวงศ์เทียนหลงล่ะ พอจะสำคัญให้พวกเ้าเปิดทางได้หรือไม่?"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบประตูเมืองก็เงียบกริบราวกับป่าช้า!
ทหารยามทั้งสองเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง พวกเขามองสลับระหว่างป้ายหยกในมือกับใบหน้าที่ซอมซ่อของเฟิงหวง เมื่อเฟิงหวงใช้หลังมือเช็ดคราบดินโคลนออก เผยให้เห็นเค้าโครงใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับเทพเซียนที่ตรงตามภาพวาดทุกประการ...ขาของพวกเขาก็อ่อนแรงลงทันที!
ตุ้บ! ตุ้บ!
ทหารยามทั้งสองทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว "ทะ...ท่านองค์ชาย! โปรดประทานอภัย! พวกเรามีตาแต่หามีแววไม่!"
ความโกลาหลที่เกิดขึ้นเรียกความสนใจจากทุกคนในบริเวณนั้น ไม่นานนัก ผู้บัญชาการทหารยามแห่งเมืองเมฆาหยก 'หลี่เฉียง' ชายวัยกลางคนผู้มีแววตาเฉียบคมก็รีบรุดมาถึงที่เกิดเหตุ
"เกิดอะไรขึ้น!" เขาะโถาม แต่เมื่อเห็นป้ายหยกและเฟิงหวง เขาก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออกเช่นกัน
"ผู้บัญชาการหลี่ ไม่ได้พบกันเสียนาน" เฟิงหวงกล่าวทักทายอย่างใจเย็น ความทรงจำขององค์ชายทำให้เขารู้จักชายผู้นี้
หลี่เฉียงรีบคุกเข่าลงข้างหนึ่ง "ถวายบังคมองค์ชายสาม! ไม่คาดคิดว่าท่านจะยังมีพระชนม์ชีพ! ได้โปรด...เชิญท่านเข้าเมืองพ่ะย่ะค่ะ!"
ข่าวการปรากฏตัวขององค์ชายสามแพร่กระจายไปทั่วเมืองเร็วกว่าไฟลามทุ่ง! หลี่เฉียงได้จัดเตรียมที่พักที่ดีที่สุดในเมือง ซึ่งก็คือจวนเ้าเมือง ไว้ให้เฟิงหวงเป็การชั่วคราว พร้อมกับส่งนกสื่อสารที่เร็วที่สุดเพื่อแจ้งข่าวกลับไปยังเมืองหลวงทันที
ภายในห้องพักอันหรูหรา หลังจากอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็อาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีที่หลี่เฉียงจัดหามาให้ ร่างของเฟิงหวงก็กลับมาสง่างามดุจเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือรัศมีพลังรอบกาย...มันไม่มีอยู่เลยแม้แต่น้อย
หลี่เฉียงยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยความนอบน้อม แต่ในแววตาก็เต็มไปด้วยความสงสัย "องค์ชาย...เกิดสิ่งใดขึ้นกับท่านในป่าดงดิบหรือพ่ะย่ะค่ะ? แล้ว...พลังยุทธ์ของท่าน..."
เฟิงหวงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความเ็ปและขมขื่นอย่างสมจริงที่สุด
"ข้า...ถูกสัตว์อสูรระดับสูงลอบโจมตี" เขาเริ่มเล่าเื่ราวที่เตรียมไว้ "ผู้ติดตามทั้งหมดของข้าสละชีวิตเพื่อเปิดทางให้ข้าหนีรอดออกมาได้ ส่วนตัวข้าก็าเ็สาหัส...เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง...ทำลายฐานวรยุทธ์ของตัวเองทิ้งไปทั้งหมด"
ทุกคำพูดแฝงไว้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
หลี่เฉียงสูดหายใจเข้าลึกๆ การทำลายฐานวรยุทธ์ของตนเองนั้นเป็การกระทำที่ต้องใช้ความเด็ดเดี่ยวอย่างมหาศาล และผลลัพธ์ของมันคือการกลายเป็คนธรรมดาที่ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้อีกตลอดชีวิต! เื่ราวนี้ช่างน่าสลดและสมเหตุสมผลพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้
"องค์ชายทรงเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง! การรักษาชีวิตไว้ย่อมสำคัญที่สุด! ได้โปรดพักผ่อนให้สบายเถิดพ่ะย่ะค่ะ ทางข้าน้อยจะจัดการทุกอย่างให้เอง" หลี่เฉียงกล่าวด้วยความเห็นใจอย่างแท้จริง ก่อนจะขอตัวจากไป
เมื่อประตูห้องปิดลง...สีหน้าเศร้าโศกของเฟิงหวงก็หายไปในทันที ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มที่เย็นเยียบและแววตาที่ฉายแววคำนวณอันลึกล้ำ
เขาเดินไปที่โต๊ะและรินชาให้ตัวเองอย่างสบายอารมณ์
ข่าวการกลับมาของเขาคงจะถึงเมืองหลวงในไม่ช้า...พี่น้องร่วมสายเืที่เคยยิ้มให้เขา แต่ในใจกลับหวังให้เขาตาย คงจะกำลังร้อนใจกันน่าดู
บางคนอาจจะส่งคนมา 'ตรวจสอบ' ว่าเขากลายเป็คนไร้ประโยชน์แล้วจริงๆ หรือไม่...และบางคนอาจจะถือโอกาสนี้ 'กำจัด' เขาให้สิ้นซากไปเลยก็ได้
"เอาล่ะ...ละครฉากแรกได้เริ่มขึ้นแล้ว" เขายกจอกชาขึ้นจรดริมฝีปาก "ข้าอยากจะรู้นักว่า...ใครจะเป็คนแรกที่อดรนทนไม่ไหว"