เมื่อถงหู่มองออกไป ก็เห็นว่าไม่ใช่ของที่มีราคาใด เอ่ยออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ “ไม่มีปัญหา เพียงแค่ตำราลับเท่านั้น โดยทั่วไปแล้วมีเพียงแค่ปรมาจารย์หลอมโอสถเท่านั้นถึงจะฝึกฝนมัน น่าเบื่อยิ่งนัก มีประโยชน์ต่อเจ้าไม่มากนัก”
“ไม่เป็นไร เจ้าค่อยมอบเมล็ดพันธุ์ของดอกไม้สีขาวให้ข้าอีกสักชุดหนึ่ง”
หลินอวิ๋นเองย่อมมีวิธีใช้ของเขาเอง เพียงแต่ว่าไม่จำเป็นต้องบอกถงหู่เท่านั้น
“ตกลง”
ถงหู่ถึงแม้ว่าจะประหลาดใจ ไม่คิดว่าหลินอวิ๋นจะจัดการได้โดยง่ายเช่นนี้ ยังคิดว่าเขาจะต้องเลือกของที่มีค่าราคาแพงเสียอีก
หลังจากที่นำเมล็ดพันธุ์ดอกไม้สีขาวมาแล้ว ก็ส่งเขากลับออกไปด้วยความปริติยินดี เอ่ยออกมาอย่างไม่หยุดหย่อนว่ายินดีต้อนรับเขากลับมาอีกในคราวหน้า
เมื่อออกมาจากหอหมื่นทรัพย์แล้ว หลินอวิ๋นหันกลับไปเหลือบมองแวบหนึ่ง
ในใจรู้สึกหลากหลายอารมณ์ ครั้งที่แล้วที่ออกมา ซื้อซื้อซื้อ ศิลาวิญญาณระดับล่างสามพันกว่าหมดลงไปทั้งหมด
มาคราวนี้น่าอนาจเสียยิ่งกว่า ศิลาวิญญาณระดับล่างห้าหมื่นกว่า ทั้งหมดถูกใช้ไปจนหมดแล้ว
ช่างเป็นหลุมที่กินคนไม่คายกระดูกออกมาจริง ๆ แต่ว่าในเมื่อยินยอมพร้อมใจยอมทนทุกข์ ก็ไม่มีทางอื่นแล้ว
“เสียเวลาไปเยอะแล้ว ต้องกลับไปยังสำนักแล้วล่ะ”
เมื่อเหลือบมองขึ้นไปบนท้องฟ้า หลินอวิ๋นก็รีบเร่งฝีเท้า เตรียมที่จะออกจากเมืองไป๋สุ่ย
การชุมนุมงานประมูล ทำให้เมืองไป๋สุ่ยในวันนี้ ดูคึกคักไปจากในทุก ๆ วัน
และเมื่อใกล้เวลาพลบค่ำบนท้องถนนก็เต็มไปด้วยผู้คนขวักไขว่ ทั่วทุกสารทิศล้วนแต่เป็นเหล่าจอมยุทธ์ที่เดินเตร็ดเตร่ไปมา
“หย๋า! หย๋า! หย๋า!”
เพิ่งจะเดินบนถนนมาได้เพียงชั่วเวลาถ้วยชา บนถนนก็มีเสียงม้าหลวงดังมาแต่ไกล
ปัง!
ที่ตามเสียงดังของม้าหลวงมานั้น เป็นกลิ่นไอปีศาจที่ม้วนตัวออกมา ทำให้คนบางคนที่อยู่ไกลออกไปถึงกับล้มคว่ำ
“รีบเปิดทางให้ข้าเดี่ยวนี้ ไป!”
เพี๊ยะ ได้ยินเพียงเสียงแส่ม้าที่เสียดหูดังขึ้น เสียงดังขึ้นไม่ว่าจะใกล้หรือไกล
บนถนนที่คึกคัก ทันใดนั้นก็เกิดเป็นความโกลาหลขึ้นมา ผู้คนรอบบริเวณนั้นรีบหันมองเสียงที่ดังขึ้นนี้
หลินอวิ๋นเองก็เงยหน้าขึ้น ก็พบกับกลุ่มคนที่ขี่ม้าเข้ามาโดยที่ไม่ได้สนใจที่จะหลีกเลี่ยง
ภายใต้ศีรษะที่นั่งอยู่บนอานม้านั้น ทั่วทั้งกายเต็มไปด้วยขนดั่งโลหิต สูงใหญ่ผิดปกติ
ทุกครั้งที่กีบเท้าย่างลงไป ก็จะเกิดเป็นเสียงดังสั่นสะเทือนถนนออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยไอสังหาร ทั่วทั้งกายมีกลิ่นไอชั่วร้ายบีบบังคับคน ที่แท้คือสัตว์อสูรนั่นเอง
หลินอวิ๋นมองออกไปอย่างละเอียดแล้ว หน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย คนบนม้านั้น ก็คือนายน้อยตระกูลอวิ๋น
มีจอมยุทธ์ที่ติดตามมาอยู่ด้านหลังเขา พลังยุทธ์อย่างน้อยล้วนแต่เป็นผู้มีฝีมืออยู่ในขั้นพลังยุทธ์ขั้นหก คนกลุ่มใหญ่ พุ่งตรงเข้ามาหาเขา
ใบหน้าของนายน้อยตระกูลอวิ๋นเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา มองมายังหลินอวิ๋นแล้วเอ่ย “ไอ้คนแซ่หลิน ข้ารอเจ้ามานานแล้ว มาถึงเมืองไป๋ลุ่ยแล้ว ก็จงอยู่ที่นี้เสียดี ๆ เถอะ!”
ที่แท้นายน้อยตระกูลอวิ๋นที่ถูกหลินอวิ๋นตบหน้าอย่างแรงในงานประมูล
รอเขาจากไปแล้ว ก็รีบรวบรวมคนสะกดรอยตามมาในทันที
เมื่อรู้ว่าหลินอวิ๋นอยู่ที่หอหมื่นทรัพย์แล้ว ก็รีบเรียกทหารอารักขา แล้วคอยเฝ้าอยู่บนถนนใกล้ ๆ เป็นเวลานานแล้ว
เตรียมตัวดักรอกระต่าย แล้วพุ่งเข้าจับตัวเขาเอาไว้
เมื่อครู่นี้ยังเป็นถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนขวักไขว่ เพียงแค่ครู่เดียวก็ดูเงียบสงัดขึ้นมา บนถนนนี้นอกจากหลินอวิ๋นแล้วคนอื่นต่างก็พากันหลบไปนานแล้ว
จอมยุทธ์สองข้างทางถนน มองมายังหลินอวิ๋น แววตาเต็มไปด้วยความเห็นใจ
“คนผู้นี้ล่วงเกินนายน้อยตระกูลอวิ๋น แต่กลับไม่ยอมหนีไปโดยเร็ว”
“ผู้ใดจะไม่รู้กันบ้างว่านายน้อยตระกูลอวิ๋นนั้น เป็นคุณชายที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายในเมืองไป๋สุ่ยนี้ ล่วงกินเขาก็ไม่เห็นว่าจะมีผู้ใดที่มีจุดจบที่ดี”
“ม้าตัวนั้นที่เขาขี่ เป็นม้ามังกรโลหิตอสูร เพียงแค่พลังของสัตว์อสูรตัวนี้ก็อยู่ในขั้นของพลังยุทธ์ขั้นเก้าแล้วกระมัง!”
“ดูเหมือนว่าจะเป็นม้าเทพที่คอยปกป้องเมืองตระกูลอวิ๋นของพวกเขา ถึงกับให้คุณชายสุรุ่ยสุร่ายผู้นี้ ขี่ออกมาตามใจชอบ”
บนท้องถนน นายน้อยตระกูลอวิ๋นนำทหารอารักขา พุ่งตรงออกมาอย่างดุร้าย
พริบตาเดียว หากจากหลินอวิ๋นไม่ถึงพันเมตรเท่านั้น
ในใจของหลินอวิ๋นครุ่นคิดรวดเร็วราวสายฟ้า ความคิดแรกคือมองไปยังสองข้างทางกระโดดหนีเข้าไปในกลุ่มคน
แต่ว่าหลังจากที่คิดไปแล้ว พื้นที่ของเมืองไป๋สุ่ยนี้ตนเองก็คงจะไม่คุ้นเคยไปกว่าพวกเขา
ไม่ช้าเร็วก็ถูกคนกลุ่มนี้จับเอาไว้ เมื่อถึงเวลานั้นเผชิญหน้ากับทหารอารักขาที่มีพลังยุทธ์ขั้นหกมากกว่ายี่สิบคนแล้ว เกรงว่าก็คงจะต้องมีชีวิตเหนื่อยจนตายไปแน่
เช่นนั้นก็ต่อสู้เถอะ!
ทันใดนั้น หลินอวิ๋นก็ตัดสินใจออกมาอย่างเด็ดขาด ดวงตาแหลมคมราวกับกระบี่
เขามีโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียว ลงมือเพียงแค่ครั้งเดียว เอาชนะคนกลุ่มนี้ให้ได้ในทันที ไม่เช่นนั้น เพียงแค่ถูกพวกเขาถ่วงเวลาเอาไว้ชั่วครู่ คนของตระกูลอวิ๋นก็จะมาสนับสนุนเพิ่มมากยิ่งขึ้น
และหากว่าโจมตีไม่สำเร็จ ก็คงมีแต่เพียงเส้นทางแห่งความตายเท่านั้น
มือซ้ายที่ถือกระบี่บุปผามรณะเอาไว้ค่อย ๆ สั่นเล็กน้อย ทั่วทั้งกายของหลินอวิ๋นทรุดตัวกองกลายเป็นเชือก เขากลั้นหายใจออกมา!
จากที่คนนอกมองแล้ว ต่างก็คิดกันว่าเขาหวาดกลัวเสียจนตัวสั่น จนลืมที่จะหลบหนีออกไป
“เจ้าหนุ่มนี้ ทำไมถึงได้ไม่หนีกันนะ?”
“กลัวเสียจนโง่งมแล้วกระมัง”
ผู้คนมากมายรอบข้างเมื่อเห็นเข้า กลับพากันร้อนรนแทนหลินอวิ๋นเข้าแล้ว
และในตอนที่กลุ่มของทหารอารักขาของตระกูลอวิ๋นขี่ม้าตัวสูงใหญ่พุ่งเข้ามาห่างจากหลินอวิ๋นไม่ถึงร้อยเมตรแล้วนั้น
เขาก็เคลื่อนไหวแล้ว!
เพียงแค่ก้าวเดียว ก้าวออกไปเพียงแค่ก้าวเดียว แต่ว่าเมื่อก้าวเท้านี้ออกไปก้าวเดียวนั้น
ลมพายุเมฆก็ก่อตัวขึ้น พลังมังกรพยัคฆ์!
พลังกดข่มรุนแรงอย่างหาที่เปรียบได้ ปะทุสาดกระจายออกมาจากกายของหลินอวิ๋น
ยังไม่ทันที่จะมีผู้ใดได้ตอบสนองกลับ ก็เห็นทหารอารักขาตระกูลอวิ๋นที่ขี่อยู่บนหลังม้า สูญเสียการควบคุมแล้วโยกไปมาอย่างรุนแรงพร้อมกัน
ยังไม่ทันได้ป้องกัน ทหารอารักขาเกือบยี่สิบนาย รวมทั้งนายน้อยตระกูลอวิ๋นก็ถูกพลังของพยัคฆ์มังกรที่ปะทุออกมาจากกายของหลินอวิ๋น ทำให้สั่นคลอน
ฟรึ่บ!
หลินอวิ๋นที่สะสมพลังเอาไว้เตรียมพร้อมที่จะโจมตีเอาไว้ กระบี่ยาวถูกดึงออกมาจากฝัก พุ่งขึ้นสู่กลางอากาศ
รวมกระบี่กลายเป็นลม!
กระบี่บุปผามรณะในมือ ราวกับกระแสน้ำในฤดูใบไม้ผลิไหลสาดกระเซ็นออกมาหมุนวนตรงกลางฝ่ามือของเขาอย่างแรง กำลังภายในจากเคล็ดวิชาวิชาตะวันบริสุทธิ์อันแข็งแกร่งในร่างกาย ถูกดูดเข้าสู่กระบี่ในทันที
ยังไม่ทันลุล่วง!
สิ่งที่หลินอวิ๋นต้องการจะแสดงออกมาจริง ๆ แล้ว คือเคล็ดทักษะกระบี่วายุเชี่ยวขั้นบรรลุที่ยังไม่เคยแสดงออกมาให้เห็นแม้แต่เงาในการประลอง
เมื่อหันไปมองกลางอากาศนั้นแล้ว หลินอวิ๋นก็เคลื่อนไหวขึ้นลงหมุนวนไปตามกระบี่
ทันใดนั้น ภาพเงากระบี่ทั่วท้องฟ้า ทำให้ดวงตาของผู้คนพร่างพราว ทั่วทั้งกลางอากาศนั้น เต็มไปด้วยภาพเงาของกระบี่บุปผามรณะ ตามมาด้วยเลือดที่สาดกระเซ็นออกมา สาดแสงจ้ารวดเร็วราวกับฟ้าแลบ
รอจนเมื่อหลินอวิ๋นตกลงมาสู่พื้นดินนั้น ร่างกายของจอมยุทธ์ตระกูลอวิ๋นกลางอากาศแต่ละคนนั้นอย่างน้อยล้วนแต่มีรอยบาดแผลจากกระบี่อย่างน้อยสามรอย
ปึงง ปึง ปึง!
แต่ละคนตกลงสู่พื้นอย่างแรงราวกับกระสอบทราย คร่ำครวญกลิ้งไปมา
ทุกอย่างนี้ล้วนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ที่หลินอวิ๋นย่างก้าวนั้นออกมา จนกระทั่งเขาตกลงสู่พื้นดิน เพียงแค่สั้น ๆ ไม่เกินสามช่วงลมหายใจเท่านั้น
แต่ว่าในสามห้วงลมหายใจนี้ กลับทำให้สถานการณ์พลิกผันไปในทันที
ปัง ปัง ปัง!
และก็ในเวลานี้เอง สีหน้าของเหล่าจอมหยุดข้างทางก็เปลี่ยนไป อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานกันออกมา
กลับเป็นม้ามังกรโลหิตที่พบว่าเจ้าของได้รับบาดเจ็บ ก็ส่งเสียงคำรามดังออกมา
ทั่วทั้งกายปะทุกลิ่นไอชั่วร้ายออกมา มองไปยังหลินอวิ๋นด้วยความกรุ่นโกรธแล้วพุ่งเข้ามา หากว่าถูกกีบเท้าของมันเตะโดนเข้าก็คงจะได้รับบาดเจ็บสาหัสไปทันทีอย่างแน่นอน
หลินอวิ๋นยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่ท่าทียังคงดูสงบ
เมื่อกระบี่กลับคืนสู่ฝัก ก็หมุนกายฟาดลงไปเบา ๆ ตกลงไปบนหัวของม้ามังกรโลหิตที่พุ่งเข้ามาได้อย่างพอดี
ใจมีพยัคฆ์ร้าย ดอมดมกุหลาบไม้เลื้อย!
ฟู่...
ม้ามังกรโลหิตที่ระเบิดความกรุ่นโกรธออกมา เกิดความตื่นตกใจกลัวพลังพยัคฆ์ในฝ่ามือของหลินอวิ๋นจนล้มลงกับพื้น
ฉากอันน่าตื่นตกใจนี้ ทำให้ฝูงชนที่มุ่งดูอยู่พากันมองดูจนตะลึงค้าง
ม้ามังกรโลหิตที่ปะทุความกรุ่นโกรธ ทั้ง ๆ ที่ดูดุร้ายอย่างหาที่เปรียบได้ กลับถูกหลินอวิ๋นตบลงไปเบา ๆ ก็ล้มลงไปบนพื้นเบื้องหน้าของเขา
หลินอวิ๋นไม่ได้ใส่ใจ ก้าวไปข้างหน้าแล้วดึงบังเหียนเอาไว้ ก้าวกระโดดขึ้นขี่ยังด้านบน
“ม้ามังกรโลหิตของข้า!”
นายน้อยตระกูลอวิ๋นที่นอนกองอยู่บนพื้นเลือดไหลนองไปทั่วทั้งร่างไม่อาจจะหยัดกายลุกขึ้นมาได้เหลือบมองเห็นฉากนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปดูดุร้าย แทบจะไม่อยากเชื่อ ร้อนรนเสียจนน้ำตาใกล้จะหลั่งออกมาแล้ว
หลินอวิ๋นที่นั่งอยู่บนหลังม้ามังกรโลหิต มองลงไปยังนายน้อยตระกูลอวิ๋น เอ่ยออกมาเบา ๆ “ม้ามังกรโลหิตตัวนี้ ข้าไม่เกรงใจแล้ว ใช่แล้ว ข้าจะบอกอะไรเจ้าให้ กระดูกเพลิงโลหิตสิบชิ้น เป็นข้าที่นำออกมาประมูล”
“อะไรนะ... ”
นายน้อยตระกูลอวิ๋นตะลึงไปในทันที ในสมองโล่งว่างเปล่า
ย่าห์!
หลินอวิ๋นส่งเสียงร้องตะโกนออกมาเบา ๆ ไม่ได้ปล่อยโอกาสให้นายน้อยตระกูลอวิ๋นคิดอีกต่อไป วิ่งตรงบดขยี้บนกายเขาจากไป
ม้ามังกรโลหิตที่ดูฉุนเฉียว เหยียบลงบนกายของกลุ่มคนเหล่านี้ แล้วนำหลินอวิ๋นจากไปไกล
-โปรดติดตามตอนต่อไป-