ยามบ่ายของเมืองชิงหลานค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีทองอ่อน หมอกบางที่ปกคลุมตลาดั้แ่เช้าจางลงไปมากแล้ว เหลือเพียงไอเย็นบาง ๆ ที่ลอยคลอเคลียอยู่ตามชายคาและตรอกแคบ ๆ ราวกับเมืองเล็กแห่งนี้ยังไม่ยอมปล่อยกลิ่นอายของูเาให้หายไปจากลมหายใจของผู้คน
เย่เทียนกับเย่เสี่ยวอวี่เดินกลับจากตลาดโดยไม่ได้เร่งฝีเท้า ในมือของเสี่ยวอวี่ยังคงถือห่อสมุนไพรและตลับยาทาแผลที่ซื้อมา ส่วนเย่เทียนเดินอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางสบาย ๆ เหมือนคนที่เพิ่งออกมาเที่ยวเล่นมากกว่าคนที่ยังมีรอยฟกช้ำบนไหล่จากการฝึกเมื่อวาน
แต่หากมองให้ลึกลงไป จะเห็นได้ว่าความสบาย ๆ นั้นไม่เหมือนก่อนหน้านัก
ั้แ่ออกจากตลาดมา เขาเงียบบ่อยขึ้นเล็กน้อย
ไม่ถึงกับเหม่อลอย ไม่ถึงกับดูผิดปกติ แต่เสี่ยวอวี่ที่คุ้นเคยกับเขามานานพอจะสังเกตเห็นว่า เย่เทียนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
“เ้ายังคิดเื่รถม้าตระกูลซูอยู่หรือ” นางถามขึ้นในที่สุด หลังจากทั้งสองเดินผ่านสะพานไม้เล็ก ๆ ที่ทอดข้ามลำธารด้านตะวันออกของเมือง
เย่เทียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองนางด้วยรอยยิ้มบาง “ข้าดูออกง่ายขนาดนั้นเชียว?”
“เวลาเ้าคิดเื่ไม่สำคัญ เ้าจะยิ้มแล้วพูดมากขึ้น” เสี่ยวอวี่ตอบอย่างจริงจัง “แต่เวลาเ้าคิดเื่สำคัญ เ้าจะยิ้มเหมือนเดิม แต่พูดน้อยลง”
เย่เทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “ถ้าอย่างนั้น ต่อไปข้าคงต้องฝึกพูดมากตอนคิดเื่สำคัญบ้างแล้ว”
“อย่าเปลี่ยนเื่” นางกล่าวทันที
เย่เทียนถอนหายใจอย่างแกล้งจนใจ แต่แววตากลับอ่อนลงเล็กน้อย เขาหันไปมองลำธารใต้สะพาน น้ำใสไหลผ่านก้อนหินเล็ก ๆ ส่งเสียงแ่เบาเหมือนเสียงกระซิบของบางสิ่งที่อยู่ไกลมาก
“ข้าแค่รู้สึกว่า เื่บางอย่างที่คิดว่าลืมไปแล้ว…จริง ๆ อาจยังอยู่ตรงนั้นมาตลอด” เขากล่าวช้า ๆ
เสี่ยวอวี่นิ่งไป นางไม่ถามต่อทันที เพราะน้ำเสียงของเย่เทียนในตอนนี้ไม่เหมาะกับการแซวเล่นเหมือนปกติ
“เป็เื่ของคุณหนูซูหลิงเยวี่ยหรือ” นางถามเบากว่าเดิม
เย่เทียนไม่ได้ตอบในทันที
ชื่อซูหลิงเยวี่ยเมื่อเอ่ยออกมาจากปากของคนอื่น ให้ความรู้สึกห่างไกลกว่าตอนที่มันลอยอยู่ในความทรงจำของเขาเสียอีก เขาเคยรู้จักนางจริงหรือไม่ คำตอบคือเคย แต่คำว่า “รู้จัก” ของเด็กเล็กกับคำว่า “รู้จัก” ของคนที่โตขึ้นแล้วนั้น แตกต่างกันมากเกินไป
ภาพที่เขาจำได้มีไม่มากนัก
ต้นเหมยหน้าคฤหาสน์ตระกูลซู ดอกสีขาวร่วงลงบนพื้นหิน เด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ มือเล็กจับแขนเสื้อของตนเองไว้แน่น ใบหน้าสงบเกินวัย ดวงตาสีอ่อนมองเขาราวกับกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง ส่วนผู้ใหญ่รอบข้างพูดเื่คำมั่น เื่สองตระกูล เื่อนาคต ด้วยน้ำเสียงที่เด็กสองคนในวันนั้นไม่มีทางเข้าใจได้ทั้งหมด
ตอนนั้นเย่เทียนจำได้ว่าเขาเพียงรู้สึกว่าเด็กหญิงคนนั้นพูดน้อยเกินไป
และดูเหงาเกินไป
“อาจใช่” เขาตอบในที่สุด “แต่เื่มันนานมากแล้ว ข้าเองก็จำได้ไม่ชัด”
เสี่ยวอวี่ก้มหน้ามองพื้นสะพานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างระมัดระวัง “แล้วคำมั่นที่คนในโรงน้ำชาพูด…เป็เื่ของเ้าใช่หรือไม่”
เย่เทียนหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงหัวเราะนั้นไม่ร่าเริงเท่าปกติ “เื่ที่ผู้ใหญ่พูดกันตอนเด็ก จะเรียกว่าจริงหรือไม่จริง ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ตอนนั้นข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำมั่นหมายถึงอะไร”
“แต่คนอื่นดูเหมือนจำได้”
“คนในเมืองเล็กชอบจำเื่ของคนอื่นมากกว่าเื่ของตัวเอง” เย่เทียนกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง “ยิ่งเื่ที่ใช้พูดให้คนอื่นอึดอัดได้ ยิ่งจำแม่นเป็พิเศษ”
เสี่ยวอวี่เม้มริมฝีปากเล็กน้อย นางไม่ชอบถ้อยคำที่คนในโรงน้ำชาพูด โดยเฉพาะตอนที่พวกเขาหยุดประโยคไว้ก่อนจะเอ่ยถึงเย่เทียน ราวกับสิ่งที่เหลือไม่จำเป็ต้องพูดออกมา ทุกคนก็เข้าใจอยู่แล้ว
คุณหนูตระกูลซูมีพร์ไม่ธรรมดา
ส่วนเย่เทียนยังเปิดชีพจรไม่ได้
เพียงเท่านี้ สายตาของผู้คนก็เริ่มวางคนสองคนไว้คนละฝั่งโดยไม่ต้องมีใครออกคำสั่ง
“ข้าไม่ชอบที่พวกเขาพูดแบบนั้น” เสี่ยวอวี่กล่าว
เย่เทียนหันมามองนาง “แบบไหน”
“เหมือนเ้ากลายเป็คนที่ไม่ควรถูกเอ่ยคู่กับนางแล้ว”
คำพูดตรงไปตรงมาของนางทำให้เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “เ้าพูดตรงกว่าคนที่ด่าข้าเสียอีก”
เสี่ยวอวี่หน้าแดงเล็กน้อย “ข้าไม่ได้ด่าเ้า”
“ข้ารู้” เขากล่าวเบา ๆ “ข้าถึงได้ไม่โกรธ”
ทั้งสองเดินต่ออีกครั้ง คราวนี้เสี่ยวอวี่ไม่ได้ถามอะไรเพิ่ม นางเป็คนใสซื่อก็จริง แต่ไม่ได้โง่ นางรู้ว่าบางเื่ต่อให้ถามไปก็ไม่ได้คำตอบที่ทำให้ใจสบายขึ้น และบางครั้ง การเดินข้างใครสักคนอย่างเงียบ ๆ ก็อาจดีกว่าการพยายามปลอบด้วยคำพูดมากมาย
เมื่อกลับถึงตระกูลเย่ แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนลง ลานฝึกหลักยังมีเด็กบางกลุ่มฝึกอยู่ แต่เย่เทียนไม่ได้แวะเข้าไป เขากับเสี่ยวอวี่เดินอ้อมไปด้านข้าง ผ่านแนวต้นไผ่เล็ก ๆ ไปยังเรือนเก่าหลังหนึ่งที่อยู่ค่อนข้างห่างจากเรือนกลางของตระกูล
นั่นคือเรือนของเย่จง
มันไม่ใหญ่ ไม่หรู และไม่ค่อยมีคนแวะเวียนมานัก เรือนไม้หลังนี้ตั้งอยู่ใกล้กำแพงด้านตะวันออกของตระกูล มีลานเล็ก ๆ ปูด้วยหินหยาบ ๆ และต้นไม้เก่าแก่ต้นหนึ่งที่ให้ร่มเงาตลอดทั้งวัน บางครั้งเย่เทียนคิดว่าเรือนหลังนี้เหมือนเ้าของของมัน ไม่มีสิ่งใดโดดเด่นจนผู้คนต้องมอง แต่ก็ไม่เคยสั่นคลอนเพราะสายตาของใคร
เย่จงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้เก่านั้น
บนโต๊ะไม้เล็ก ๆ ตรงหน้าเขามีกาน้ำชา ถ้วยสองใบ และตำราเก่าเล่มหนึ่งที่เปิดค้างไว้ แต่ดูจากท่าทางแล้ว เขาคงไม่ได้อ่านมันจริงจังนัก เพราะทันทีที่เย่เทียนก้าวเข้ามา ชายชราก็เงยหน้าขึ้นราวกับรู้ั้แ่แรกว่าเขาจะมา
“เ้ากลับมาแล้ว” เย่จงกล่าว
“ข้าซื้อยาแล้ว” เสี่ยวอวี่รีบยกห่อสมุนไพรในมือขึ้นเหมือนเด็กที่กำลังรายงานผลงาน “แต่เขาไม่ยอมซื้อของดี บอกว่าแพงเกินไป”
เย่เทียนหันไปมองนางทันที “เ้าฟ้องเร็วมาก”
เย่จงเหลือบมองเขา “ครั้งนี้นางทำถูก”
“ท่านปู่ก็เข้าข้างนางหรือ”
“ข้าเข้าข้างคนที่มีเหตุผล” เย่จงกล่าวเรียบ ๆ “และคนที่เจ็บแต่ยังทำเป็ไม่เจ็บ มักไม่มีเหตุผลเท่าไรนัก”
เสี่ยวอวี่พยักหน้าอย่างเห็นด้วยทันที เย่เทียนจึงยกมือยอมแพ้อย่างไม่คิดเถียงต่อ
หลังจากเสี่ยวอวี่ทายาให้เขาอย่างตั้งใจจนเย่เทียนต้องกัดฟันเพราะกลิ่นยาแรงและความเย็นซึมลึกเข้ากล้ามเนื้อ นางก็ขอตัวกลับเรือนของตน โดยไม่ลืมหันมากำชับว่าเขาต้องทาอีกครั้งก่อนนอน เย่เทียนรับคำอย่างว่าง่ายเกินจริงจนนางต้องจ้องเขาอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าเขาไม่ได้ตอบส่ง ๆ
เมื่อเสี่ยวอวี่จากไป ลานเล็กใต้ต้นไม้ก็เงียบลง
เย่จงรินชาใส่ถ้วยหนึ่ง แล้วเลื่อนไปตรงหน้าเย่เทียน “นั่ง”
เย่เทียนนั่งลงฝั่งตรงข้าม หยิบถ้วยชาขึ้นมาดม กลิ่นขมอ่อน ๆ ลอยขึ้นจมูกจนเขาขมวดคิ้ว “ชานี้เหมือนยามากกว่าชา”
“ดื่มได้ก็พอ”
“ชีวิตท่านเรียบง่ายเกินไปแล้ว”
“ชีวิตเ้าฟุ่มเฟือยเกินไปต่างหาก” เย่จงตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
เย่เทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ รสขมฝาดแผ่กระจายไปทั่วปาก ทำให้เขาเข้าใจทันทีว่าทำไมเย่จงถึงไม่ค่อยมีแขกมาเยี่ยม หากต้องต้อนรับด้วยชารสเช่นนี้ ผู้คนคงไม่อยากมารอบสองนัก
เย่จงปล่อยให้เขาทำหน้าบิดเบี้ยวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้น “วันนี้เห็นอะไรบ้าง”
เย่เทียนวางถ้วยชาลง “เห็นว่ายาที่ดีแพงกว่าที่คิด เห็นว่าเศษหินปราณก้อนเล็ก ๆ มีค่ามากกว่าอาหารหลายเดือน เห็นว่าคนธรรมดาในตลาดกลัวลูกหลานตระกูลใหญ่ และเห็นว่าข่าวลือเดินเร็วกว่าคนขายของเสียอีก”
เย่จงมองเขาเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ดี อย่างน้อยเ้าก็ไม่ได้ออกไปเพียงเพื่อซื้อยา”
“ท่านตั้งใจให้ข้าออกไปใช่หรือไม่” เย่เทียนถาม
“ข้าไม่ได้สั่ง”
“แต่ท่านก็รู้ว่าเสี่ยวอวี่จะลากข้าออกไป”
“นั่นเป็เื่ที่เดายากนักหรือ” เย่จงกล่าวเรียบ ๆ
เย่เทียนยิ้มอย่างจนใจ เขารู้มานานแล้วว่าปู่ของเขามักสอนโดยไม่บอกว่ากำลังสอน บางครั้งเป็คำพูด บางครั้งเป็การเงียบ และบางครั้งเป็การปล่อยให้เขาเดินไปชนโลกด้วยตัวเองแล้วค่อยถามว่าเ้าเห็นอะไรบ้าง
เย่จงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะกล่าวช้า ๆ “ลานฝึกสอนให้เ้ารู้ว่าร่างกายตนเองอ่อนแอเพียงใด แต่ตลาดสอนให้เ้ารู้ว่าโลกไม่ได้อ่อนโยนกับคนอ่อนแอเพียงเพราะพวกเขาน่าสงสาร”
เย่เทียนเงียบลง
“เ้าช่วยเด็กขายสมุนไพรคนนั้น” เย่จงกล่าวต่อ
เย่เทียนเลิกคิ้ว “ข่าวถึงท่านเร็วจริง ๆ”
“ในเมืองเล็ก เื่ที่คนอยากพูดมักเดินเร็วกว่าเกวียน” เย่จงกล่าว “เ้าทำได้ดี แต่จำไว้ เ้าช่วยเขาครั้งหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าเ้าช่วยเขาได้ตลอด”
“ข้ารู้” เย่เทียนตอบ “แต่ถ้าวันนี้ข้าเดินผ่านไปเฉย ๆ ข้าคงรู้สึกแย่กว่านี้”
เย่จงมองหลานชายของตนอยู่นาน แววตาของเขาไม่ได้ตำหนิ แต่ก็ไม่ได้ชื่นชมง่าย ๆ “นั่นคือเหตุผลที่เ้าต้องแข็งแกร่งขึ้น”
ประโยคนั้นเรียบง่าย แต่หนักกว่าที่ควรเป็
“ความยุติธรรมที่ไม่มีแรงพอจะปกป้องตนเอง มักถูกคนอื่นเหยียบจนกลายเป็เื่น่าขัน” เย่จงกล่าวต่อ “ข้าไม่ได้บอกให้เ้ากลายเป็คนแข็งกระด้าง แต่ถ้าเ้า้ายืนข้างสิ่งที่ถูกต้อง เ้าต้องมีแรงพอจะรับผลของมันด้วย”
เย่เทียนก้มมองถ้วยชาในมือ น้ำชาสีเข้มสะท้อนใบหน้าของเขาอย่างเลือนราง
“วันนี้ข้าแค่พูดไม่กี่คำ” เขากล่าว “ถ้าอีกฝ่ายเป็คนที่แข็งแกร่งกว่านั้น ข้าอาจพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“เ้ารู้เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
“แล้วถ้าข้าไม่มีทางแข็งแกร่งพอเล่า”
เย่จงวางถ้วยชาลงอย่างช้า ๆ “เ้าถามเพราะกลัว หรือถามเพราะอยากหาคำตอบ”
เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง “ทั้งสองอย่างกระมัง”
ชายชรามองเขาด้วยแววตาลึกขึ้น “เช่นนั้นข้าจะตอบเ้าด้วยความจริง คนจำนวนมากในโลกนี้ไม่เคยแข็งแกร่งพอสำหรับสิ่งที่ตนอยากปกป้อง แต่พวกเขาก็ยังต้องเลือกว่าจะยืนอยู่ตรงไหน ความแข็งแกร่งไม่ใช่สิ่งที่เ้าต้องมีครบก่อนจึงค่อยมีหลักการ หากเ้ารอให้พร้อมทุกอย่างก่อน วันนั้นอาจไม่มาถึงเลย”
เย่เทียนไม่ได้พูดอะไร
ลมเย็นพัดผ่านลานเล็ก ใบไม้เหนือศีรษะไหวเบา ๆ เสียงลานฝึกไกลออกไปดังมาเป็ระยะ แต่ที่นี่กลับดูเหมือนแยกออกจากความวุ่นวายทั้งหมด
เย่จงกล่าวต่อ “แต่หลักการอย่างเดียวก็ไม่พอ เ้าต้องรู้จักคน รู้จักสถานการณ์ รู้จักถอยเมื่อควรถอย และรู้ว่าคำพูดใดควรเอ่ย คำพูดใดควรกลืนไว้ก่อน นี่คือสิ่งที่ตำราในหอฝึกไม่สอน”
เย่เทียนหัวเราะเบา ๆ “ฟังดูยากกว่าการเปิดชีพจรอีก”
“บางครั้งยากกว่า” เย่จงตอบตรง ๆ “ผู้ฝึกปราณจำนวนมากพ่ายแพ้ไม่ใช่เพราะพลังน้อย แต่เพราะอ่านคนไม่ออก”
เย่เทียนนึกถึงเย่เฉิงโดยไม่รู้ตัว
เย่เฉิงเป็คนที่มีพลัง มีพร์ และมั่นใจในระบบที่ตนยืนอยู่ แต่เขาไม่ใช่คนอ่านง่าย เย่เทียนรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เกลียดเขาแบบเด็กพาลธรรมดา และนั่นทำให้เย่เฉิงน่าระวังกว่าคนที่เอาแต่หัวเราะเยาะเสียอีก
“แล้วคนในตระกูลซูล่ะ” เย่เทียนถามขึ้นในที่สุด
เย่จงยังคงนิ่ง แต่สายตาของเขาขยับเพียงเล็กน้อย
เล็กมากจนคนอื่นอาจไม่เห็น
แต่เย่เทียนเห็น
“วันนี้เ้าได้ยินอะไรมา” เย่จงถามแทนที่จะตอบ
เย่เทียนเล่าอย่างย่อเื่ข่าวลือในโรงน้ำชา ทั้งเื่เด็กสาวตระกูลซู พร์ไม่ธรรมดา และคำมั่นเก่าระหว่างตระกูลเย่กับตระกูลซู เขาไม่ได้เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นหรือกังวลเกินไป แต่ขณะพูดชื่อซูหลิงเยวี่ย สายตาของเขาก็เผลอมองไปยังถ้วยชาบนโต๊ะอีกครั้ง
เย่จงฟังจนจบโดยไม่ขัด
เมื่อเย่เทียนหยุดพูด ชายชราก็เงียบไปนานพอสมควร
“คำมั่นในอดีต” เย่จงกล่าวในที่สุด “บางครั้งเป็เหมือนเชือกที่ผูกคนไว้ด้วยความหวังดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป เชือกเส้นเดิมอาจกลายเป็สิ่งที่ทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้น “ท่านหมายความว่า คำมั่นนั้นไม่ควรนับแล้วหรือ”
“ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้น” เย่จงตอบ “ข้ากำลังบอกว่า เ้าไม่ควรใช้มันเป็สิ่งยึดเหนี่ยว และไม่ควรปล่อยให้มันกลายเป็สิ่งที่ทำให้เ้าต่ำต้อยในสายตาตัวเอง”
เย่เทียนเงียบไป
เย่จงมองเขาตรง ๆ “ซูหลิงเยวี่ยมีเส้นทางของนาง เ้าเองก็มีเส้นทางของเ้า หากวันหนึ่งเส้นทางนั้นมากัน เ้าค่อยตัดสินด้วยตาของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยคำพูดของคนในโรงน้ำชา”
คำพูดนี้ทำให้บางสิ่งในใจเย่เทียนนิ่งลงเล็กน้อย
เขาไม่ได้รู้สึกเ็ปจากข่าวลือนั้นมากเท่าที่คนอื่นอาจคิด แต่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการได้ยินชื่อของซูหลิงเยวี่ยอีกครั้ง ทำให้เื่บางอย่างที่เคยเงียบไปเริ่มขยับขึ้นมา และสิ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจที่สุดไม่ใช่คำมั่นหมาย แต่เป็ความจริงที่ว่าโลกกำลังผลักเขากับนางให้ห่างกันด้วยสิ่งที่เรียกว่า “คุณค่า”
พร์
พลัง
ตระกูล
อนาคต
สิ่งเหล่านี้ถูกผู้คนใช้ชั่งน้ำหนักคนสองคนโดยไม่ถามเลยว่าเ้าตัว้าหรือไม่
“ท่านเคยพบซูหลิงเยวี่ยเมื่อเร็ว ๆ นี้หรือไม่” เย่เทียนถาม
เย่จงส่ายหน้า “ไม่”
“แล้วท่านคิดว่านางยังจำเื่ตอนเด็กได้หรือไม่”
“ข้าไม่รู้” เย่จงตอบตรงไปตรงมา “และต่อให้นางจำได้ นั่นก็ไม่ได้แปลว่านางยังเป็คนเดิม เด็กทุกคนเติบโตขึ้นภายใต้สิ่งที่โลกบังคับให้พวกเขาแบก”
เย่เทียนนึกถึงดวงตาสีอ่อนหลังม่านรถม้า ดวงตาที่สงบ เย็น และห่างไกลอย่างประหลาด
“นางดู…ไม่เหมือนเด็กในความทรงจำของข้าเท่าไร” เขาพึมพำ
เย่จงมองเขา “นั่นอาจเป็เพราะเ้าเองก็ไม่ใช่เด็กคนเดิมแล้วเช่นกัน”
เย่เทียนยิ้มบาง ๆ “แต่ข้ายังเปิดชีพจรไม่ได้เหมือนเดิม”
“บางอย่างเปลี่ยนจากข้างในก่อนที่คนนอกจะเห็น” เย่จงกล่าว “อย่าดูถูกการเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่ปรากฏเป็ผลลัพธ์”
ประโยคนั้นทำให้เย่เทียนนิ่งไปอีกครั้ง
เขาคิดถึงความไหววูบเลือนรางในร่าง คิดถึงจังหวะที่เขามองเห็นช่องว่างของเย่หลัว คิดถึงสายตาของเย่เฉิงที่มองเขาอย่างจริงจังเป็ครั้งแรก และคิดถึงตลาดในวันนี้ที่ทำให้เขาเข้าใจว่าโลกภายนอกลานฝึกกว้างกว่าและซับซ้อนกว่าที่เคยคิด
บางทีเขาอาจยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางปราณ
แต่เขากำลังเริ่มมองเห็นสิ่งอื่น
สิ่งที่ตำราไม่สอน
สิ่งที่ลานฝึกไม่วัด
และสิ่งที่อาจจำเป็พอ ๆ กับพลัง หากเขา้าเดินไปไกลกว่าที่คนอื่นคาดไว้
“ท่านปู่” เย่เทียนกล่าวหลังจากเงียบไปนาน “ท่านเคยบอกว่าข้าไม่ควรฝึกตามวิธีของคนอื่นอย่างตาบอด แล้วข้าควรเริ่มจากตรงไหน”
เย่จงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบตำราเก่าที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา
ตำราเล่มนั้นไม่ได้หนา ปกหนังซีดจนแทบไม่เหลือลวดลาย ตัวอักษรบนหน้าปกเลือนราง แต่ยังพออ่านได้ว่า “บันทึกลมหายใจพื้นฐาน”
“นี่คือตำราที่เด็กในตระกูลส่วนใหญ่มองข้าม” เย่จงกล่าว “เพราะมันไม่ใช่วิชาต่อสู้ ไม่ใช่เคล็ดลับเพิ่มพลัง และไม่ทำให้ใครดูยิ่งใหญ่ขึ้นในทันที”
เย่เทียนรับมาตำราอย่างระมัดระวัง “ให้ข้าฝึกตามนี้หรือ”
“ไม่ใช่ทั้งหมด” เย่จงตอบ “ให้อ่านมัน แล้วลืมครึ่งหนึ่งเสีย”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้น “ท่านพูดเหมือนตำรานี้ไม่ดี”
“ตำราไม่ได้ผิด แต่คนที่อ่านตำราแล้วคิดว่าทุกคนต้องเหมือนกันต่างหากที่ผิด” เย่จงกล่าว “เ้าต้องใช้มันเพื่อเข้าใจหลัก ไม่ใช่ใช้มันเป็กรง”
คำว่ากรงทำให้เย่เทียนนึกถึงข่าวลือเื่เทพและมารที่เคยได้ยินในวัยเด็กโดยไม่รู้ตัว แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมคำธรรมดาคำหนึ่งถึงทำให้ใจไหวเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกมา
เย่จงลุกขึ้นช้า ๆ “คืนนี้ไม่ต้องฝึกหนัก อ่านตำรานี้ แล้วเขียนสิ่งที่เ้ารู้สึกเวลาหายใจลงมา พรุ่งนี้เอามาให้ข้าดู”
เย่เทียนมองตำราในมือแล้วหัวเราะเบา ๆ “นี่ไม่เหมือนการฝึกของผู้ฝึกยุทธเลย”
“ถ้าเ้าฝึกเหมือนผู้ฝึกยุทธคนอื่นแล้วได้ผล ข้าคงไม่ต้องให้เ้าทำเช่นนี้”
คำตอบนั้นตรงเกินไปจนเย่เทียนหมดคำแย้ง
เย่จงเดินไปหยุดตรงขอบลาน ก่อนจะหันกลับมามองเขาอีกครั้ง “แล้วอีกอย่างหนึ่ง”
“อะไรหรือท่านปู่”
“เื่ตระกูลซู อย่ารีบร้อน อย่าหนี และอย่าไล่ตาม” เย่จงกล่าวช้า ๆ “คนบางคนหากมีวาสนาต้องพบกัน ต่อให้มีหมอกบังทาง สักวันก็ยังมองเห็นกันอยู่ดี แต่หากเส้นทางไม่ใช่ ต่อให้เ้าวิ่งตามจนหมดแรง ก็มีเพียงเ้าที่ล้มลง”
เย่เทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“ข้าเข้าใจ”
เย่จงมองเขาอยู่ชั่วครู่ ราวกับกำลังประเมินว่าหลานชายเข้าใจจริงหรือเพียงตอบให้จบเื่ สุดท้ายชายชราก็ไม่พูดอะไรต่อ เดินกลับเข้าเรือนไปอย่างช้า ๆ ทิ้งเย่เทียนให้นั่งอยู่ใต้ต้นไม้เพียงลำพัง
แสงเย็นค่อย ๆ ลดต่ำลง ท้องฟ้าเหนือเมืองชิงหลานเปลี่ยนจากสีทองเป็สีครามอ่อน หมอกบางเริ่มกลับมาลอยขึ้นจากแนวเขาอีกครั้ง เสียงผู้คนในตระกูลเบาลงทีละน้อย เหลือเพียงเสียงใบไม้ไหวและเสียงลมหายใจของเย่เทียนเอง
เขาเปิดตำราเก่าในมือ หน้ากระดาษมีกลิ่นฝุ่นและหมึกจาง ๆ ตัวอักษรด้านในเรียบง่ายมาก อธิบายเพียงการนั่ง การหายใจ การปล่อยใจให้สงบ และการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในร่างกาย
หากเป็เมื่อก่อน เย่เทียนอาจรู้สึกว่าตำราเช่นนี้ธรรมดาเกินไป
แต่วันนี้ หลังจากเห็นตลาด เห็นราคาหินปราณ ได้ยินข่าวลือเื่ตระกูลซู และเข้าใจว่าคำพูดของคนสามารถผลักคนให้สูงหรือต่ำได้เพียงใด เขากลับเริ่มรู้สึกว่าบางที สิ่งที่เรียบง่ายที่สุดอาจเป็สิ่งที่เขายังไม่เคยเข้าใจจริง ๆ
เขาหยิบพู่กันเก่าข้างโต๊ะ จุ่มหมึกเล็กน้อย แล้วเขียนลงบนกระดาษว่างด้านข้างตำราอย่างช้า ๆ
“ลมหายใจของข้า ไม่เหมือนผู้อื่น”
เขาหยุดมองประโยคนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเติมอีกบรรทัด
“ถ้าทางของคนอื่นเปิดประตูไม่ได้ ข้าจะหาทางของตัวเอง”
หมึกสีดำซึมลงบนกระดาษเก่าอย่างเงียบงัน
คืนนั้น เย่เทียนไม่ได้ฝึกจนเหงื่อท่วมตัวเหมือนหลายคืนก่อน ไม่ได้พยายามฝืนััปราณ และไม่ได้นั่งโกรธตัวเองที่ยังเปิดชีพจรไม่ได้
เขาเพียงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ อ่านตำราเก่า ฟังเสียงลมหายใจของตนเอง และปล่อยให้ภาพของตลาด หมอก รถม้าตระกูลซู ดวงตาสีอ่อนหลังม่าน และคำสอนของเย่จงค่อย ๆ จมลงในใจทีละชั้น
บางสิ่งในตัวเขายังไม่เปิดออก
แต่ครั้งนี้ เย่เทียนไม่รีบร้อนจะผลักมัน
เพราะเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ประตูบางบานไม่ได้เปิดด้วยแรง
บางบานต้องเปิดด้วยการฟังให้ดีพอ ว่ามันกำลังรอจังหวะใด