จ้าวหลิวมองบ้านหลังเล็กซอมซ่อที่ถูกปิดเอาไว้ยังคงพบว่ากลิ่นอายของคนที่ด้านในนั้น แต่ไม่พบคน และกลิ่นนั้นเอง กลิ่นนั้นที่ทำให้เขาตามมายังที่นี่กลิ่นนั้นยังเจือจางอยู่บางๆ รอบๆ บ้าน
คนที่ขายต้นสมุนไพรนี่บอกว่าเป็ชายหนุ่มและคนผู้นั้นเดินหายเข้ามาในตรอกนี้ เขาจึงตามเข้ามาแต่เมื่อมาถึงแล้วกลับพบเพียงบ้านว่างเปล่า
เหตุใดจึงเป็ชายหนุ่มไปได้
จ้าวหลิวคิดแล้วนิ่งไป
“จากไปแล้วหรือ”
เสียงถามอ้างว้างดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเ้าของบ้านเช่าที่ถูกตามตัวมาเพื่อสอบถามถึงคนที่เช่าบ้านหลังนี้ ถึงกับตัวสั่นงันงกไม่น้อยก่อนจะพยักหน้างึกหงักตอบไปว่า “ใช่แล้วขอรับ”
อู๋จี๋ถลึงตาใส่เ้าของบ้านว่าให้พูดต่อเงียบอยู่ทำไมเ้าของบ้านเช่าก็หดคอลงแล้วเอ่ยถึงผู้เช่าบ้านหลังนี้ด้วยเสียงสั่นๆ
“สองคนนั้นปกติจะเช่าอยู่ที่บ้านหลังนี้พวกเขาเช่ามานานแล้วขอรับ แต่แล้วจู่ๆ ก็มาบอกว่าจะย้ายออก ข้าก็ไม่ได้ถามพวกเขาด้วยว่าจะย้ายไปที่ไหน”
สองคนเช่นนั้นหรือ
เหตุใดจึงมีสองคน
จ้าวหลิวครุ่นคิดเงียบๆแต่มิได้ปริปากถามคำใดออกไป
อู๋จี๋เห็นว่าอย่างไรก็หมดความหมายแล้วจึงเอ่ยปากถามผู้เป็นาย“พวกเราเดินทางกันต่อดีหรือไม่ขอรับ”
จ้าวหลิวหันกายเดินขึ้นไปยังเกี้ยวก่อนจะขึ้นนั่งเงียบๆอู๋จี๋มองตามหลังไปพร้อมกล่าวพึมพำเบาๆ กับเฟยเทียน
“ข้าสงสารท่านเ้าสำนักจริงๆเลยนะ”
รอจังหวะอยู่เป็นานแต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบกลับมาอย่างอยากรู้อยากเห็น ก็อดย่นหน้าใส่เ้านั่นไม่ได้ทำไมถึงไม่อยากรู้อยากเห็นเล่า อู๋จี๋มองอย่างรำคาญก่อนเอ่ยขึ้นอีกประโยค
“สงสารเื่ใดน่ะหรือก็ที่ท่านเ้าสำนักนอนไม่ค่อยหลับ หรือหากว่าหลับไปบางครั้งก็อาจก้าวเข้าสู่ห้วงความตายน่ะสิ”
อู๋จี๋ได้พูดแล้วก็ไม่หยุดง่ายๆ
“เช่นนั้นท่านเ้าสำนักจึง้ายามารักษาอาการนอนไม่หลับเมื่อหลับก็ยากที่จะตื่นขึ้นมา เ้าว่าใช่เช่นนั้นหรือไม่เฟยเทียน”
เฟยเทียนกลับเอาแต่เงียบมิเอ่ยคำใด องครักษ์หนุ่มเดินไปหยุดที่ข้างเกี้ยว รอคอยคำสั่งจากท่านเ้าสำนักเมื่อเห็นสัญญาณว่าจะออกเดินทางต่อก็พยักหน้าสั่งคนให้หามเกี้ยวออกเดินทาง
จ้าวหลิวกลับไม่มีท่าทีร้อนใจเขาปิดตาลงพร้อมกับคิดไปว่าคราวนี้การเดินทางไม่นึกเบื่ออีกต่อไปเพราะระยะทางจากตรงนั้นกลับไปยังสำนักมารมีกลิ่นที่เขาจำได้แม่น โชยพัดเข้ามาให้ดมอยู่ตลอดทางนั่นเอง
มี่ฮวนและเ้าลิ่วของนางมิใช่พึ่งย้ายหลักแหล่ง
ั้แ่ถูกไล่ออกมาจากโรงหมอมี่ฮวนย้ายไปตรงนั้นตรงนี้มาแล้วหลายครั้ง หลังคลอดบุตรชาย นางได้ที่พักที่กินอยู่ช่วยงานทางนั้นไม่นานก็ถูกขับไล่อีกครั้งนางก็ย้ายที่ต่อจากนั้นมาอีกเรื่อยๆ จนถึงวันนี้นับรวมเป็จำนวนหกครั้งเห็นจะได้
นึกถึงอดีตที่ผ่านพ้นมาทีไร มี่ฮวนจะเสียดเสียวไปทั้งหัวใจของนางอยู่เรื่อยความลำบากเป็เช่นไร นางผ่านมาแล้วทั้งนั้น
ตอนที่ยังหาลู่ทางทำมาหากินมิได้ นางอดยากจนไม่มีข้าวจะกินตัวนางเอง นางไม่กลัวตายหรอก แต่เมื่อมีลูกติดมาด้วยแล้วนั้น นางห่วงลูกสุดหัวใจมี่ฮวนไม่อยากให้ลูกต้องมาอดยาก ลำบากไปกับนางด้วย ยิ่งเห็นลูกหิว ยิ่งทรมานหัวใจคนเป็แม่ยิ่งนัก
เมื่อมีโอกาสได้ค้าขาย ทำมาหากินจนได้กำไรมาบ้างแล้วมี่ฮวนจึงกลายเป็คนงกเงิน
ทีแรกนางนึกเสียดายเงินที่เอาไปซื้อรถลากคันนี้มาไว้ใช้แต่เมื่อเห็นแล้วว่าได้ใช้งานมันจนคุ้มค่าเงิน ก็หายจากอาการเสียดายเงินในทันที
มี่ฮวนมองลูกแล้วเอ่ยถามเมื่อเห็นใบหน้าอ่อนล้าของเ้าลิ่ว
“เหนื่อยหรือไม่ หากเหนื่อยแล้วแม่ว่าเราหยุดพักที่โรงเตี๊ยมข้างหน้าเถิด”
“ยังไม่เหนื่อยเลยท่านแม่แต่หากท่านเหนื่อย ข้าว่าเรานอนพักที่นั่นก็ได้” เ้าลิ่วเอ่ยอย่างกับเข้าไปนั่งอยู่ในใจของนาง“แต่ถ้าท่านอยากประหยัดหน่อย ข้าว่าพวกเราไปนอนที่วัดกันดีหรือไม่ที่วัดนอนพักหรือกิน ล้วนไม่เสียเงินสักอีแปะ”
มี่ฮวนยิ้มแล้วยกแขนนางอยากโอบไหล่ของบุตรชาย นางเขย่งแทบตายก็สูงไม่ถึงเขา ได้แต่กอดเท่าที่แขนของนางจะอ้อมไปถึงแล้วเอ่ยตอบไปว่า“แม่ว่าเรานอนที่โรงเตี๊ยมข้างหน้านี่ก็ได้เงินของพวกเรามีเยอะแค่ไหนเ้าไม่รู้หรอกหรือ”
เ้าลิ่วหันหน้ามาถามทันที “มากแค่ไหนหรือท่านแม่”
“มากเสียจนจะถูกหนูแทะหมดแล้วน่ะสิเ้าลูกวัว”
“เช่นนั้นเราก็เข้าพักที่นั่นเถิดแต่ข้าว่าไปโรงเตี๊ยมตรงนั้นดีกว่า ดูน่าพัก ท่าทางจะแพงมากกว่านะท่านแม่”
“เช่นนั้นไปตรงโน้นดีกว่าแม่ว่าน่าจะแพงกว่าตรงนี้”
“เช่นนั้นเราเดินไปเรื่อยๆจนถึงจุดหมาย แล้วหาซื้อบ้านสักหลัง ดีหรือไม่ท่านแม่”
มี่ฮวนได้ยินบุตรชายกล่าววาจายอกย้อนไปมาเช่นนั้นก็นึกขำแม่ลูกพากันพูดจาใหญ่โตว่าจะซื้อสิ่งนั้นสิ่งนี้เนื่องจากมีเงินมากมายพูดไปก็ขำกันไป สองแม่ลูกพูดคุยกันไปพลาง แวะเก็บต้นสมุนไพรข้างทางที่เห็นว่าเป็ยาใส่ลงในกระเป๋าผ้าของตนขณะสัญจรผ่านไปพลาง
จวบจนเหนื่อยอ่อนแล้วค่อยแวะพักที่ใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่ง มี่ฮวนดึงเอาหนังวัวผืนใหญ่ออกมากางนอน สองแม่ลูกรอจนรุ่งสางแล้วจึงได้ออกเดินทางกันต่อ
จากเมืองที่จากมาจนถึงเมืองท่าที่เป็จุดหมายสองแม่ลูกใช้เวลาเดินทางร่วมแปดวัน
มี่ฮวนก้าวเข้ามาในเมืองนี้แล้วก็มองไปรอบๆพลางคิดไปว่า ดูแล้วนางกับลูกน่าจะอยู่เมืองนี้ได้นานเนื่องจากมีผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ ท่าทางจะทำมาหากินได้รุ่งกว่าที่อื่นที่เคยปักหลักทำมาหากินมา
บุตรชายของนางมองผู้คนมองบ้านเมืองที่เป็เมืองท่าแห่งนั้นด้วยสายตาตื่นเต้น เพราะแต่ละเมืองที่เคยผ่านมานั้นมิได้ดูเจริญหูเจริญตาอย่างเมืองท่าเมืองนี้
“ท่านแม่ดูสิ่งนั้นเรียกว่าอย่างไรหรือ”
มี่ฮวนเองก็มิรู้ว่าสิ่งที่ลูกถามเรียกว่าอย่างไรเนื่องจากนางเองก็ตัวคนเดียว อีกทั้งสิ่งต่างๆ ในเมืองที่เจริญแล้วเช่นนี้ นางไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรู้จักมาก่อน จึงคิดตั้งชื่อสิ่งที่ลูกถามเสียเองเลย
สิ่งที่บุตรชายถามนางนั้นมีลักษณะเป็ผ้าผืนยาวสีฉูดฉาด ใช้สองคนขึงที่หัวและท้าย หน้าตาเหมือนสัตว์
ใช่สิงโตหรือไม่
“แม่ว่ามันน่าจะชื่อ...เ้าตัวยาวแบบใช้คนขึง เ้าว่าใช่หรือไม่”
เ้าลิ่วได้ยินคำตอบของแม่แล้วก็รู้ว่าไม่ใช่ชื่อนั้นอย่างแน่นอนแล้วก็อดหัวเราะท่านแม่ของตนเสียงดังมิได้ จนคนที่สวนทางไปมาหันมองพวกนางสองแม่ลูก
แม่ลูกจึงดึงมือกันไปมาให้หลบทางตาก็มองดูความเจริญจนพอใจแล้วถึงได้หันมามองหน้ากันเพื่อถามความเห็น
“เราจะเช่าบ้านอย่างเดิมหรือจะทำอย่างที่เ้าว่าหาซื้อบ้านสักหลังเสียเลย”
“เช่าบ้านดีกว่าท่านแม่มองหาลาดเลาค้าขายดูก่อน หากค้าขายคล่อง พวกเราค่อยซื้อก็ไม่สาย หรือท่านแม่ว่าอย่างไร”
มี่ฮวนมองลูกชายด้วยสายตาปลื้มปริ่มปนเทิดทูนเ้าลิ่วของนางนั้นโตเกินวัยจริงๆ มิใช่แค่ร่างกายเท่านั้น หัวสมอง สติปัญญาความคิดล้วนเหมือนคนโตแล้ว ทั้งๆ ที่เติบโตมากับนางเพียงสองคนแม่ลูกเท่านั้นไม่เคยอ่านเขียนเรียนในโรงเรียนอย่างลูกคนอื่น
คิดมาถึงตรงนี้ก็อดสงสารลูกไม่ได้
สองแม่ลูกจึงตัดสินใจนำเงินที่มีไปหาเช่าบ้านอยู่ที่ท้ายตลาดแล้วคุยกันไว้ว่าวันรุ่งขึ้นจะออกเดินสำรวจทั่วเมืองท่าแห่งนั้นอีกครั้งดูว่าที่นี่มีสิ่งใดให้ตนทำมาค้าขายได้บ้าง นอกเหนือจากสมุนไพรตากแห้งที่พากันขนมาเต็มรถลากคู่ทุกข์คู่ยากคันนั้น
เกี้ยวั์จู่ๆ ก็ถูกหยุดเคลื่อน ไม่ต้องมีเสียงถามดังออกมาจากด้านใน ผู้ติดตามคนสนิทเข้าไปกระซิบบอกที่ด้านข้างของเกี้ยว
“มีเหตุชุลมุนเกิดขึ้นที่ด้านหน้าจึงไปต่อมิได้ขอรับ”
คนในเกี้ยวมิได้สนใจเหตุชุลมุน
ตอนนั้นเองที่ได้กลิ่นของสิ่งที่ตามหาโชยฉุนเข้ามาแตะที่ปลายจมูกอีกครั้งเขารั้งผ้าบนเกี้ยวที่ปิดอยู่นั้นออก แล้วเคลื่อนกายลงไปที่ด้านล่าง
จ้าวหลิวยืนปิดตาลงทั้งสองข้างแล้วใช้เพียงจมูกนำพาก้าวขาเดินตามไปจนถึงกลิ่นนั้นในที่สุดร่างสูงใหญ่ของเ้าสำนักไฮว่ชั่วหยุดลงที่หน้าเด็กหนุ่มร่างหนึ่งแล้วเปิดเปลือกตามองคนตรงหน้า
ชั่วเวลานั้นดวงตาของทั้งคู่ต่างซุกซ่อนเหลือบสีแดงหลังดวงตาดำของตนจับจ้องกันอึดใจ เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้วยอาการตื่นตะลึงใ ก็ค่อยยกมือขึ้นทำท่าคำนับเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าสนใจมองตน จึงรีบเอ่ยขึ้น
“วันนี้ยาของเราหมดแล้วขอรับนายท่านหากนายท่านอยากได้ยาตัวใด บอกข้าน้อยไว้ได้เลย พรุ่งนี้ข้าน้อยจะ..”
คนขายยังกล่าวไม่ทันจบผู้ที่ยืนเบื้องหน้าตนพูดแทรกเสียงเบาขึ้น ท่าทางผิดหวังซุกซ่อนในอาการเรียบเฉยเ็าจนใครก็มองไม่ออกแม้แต่คนเดียว
“ที่แท้เป็เ้าเอง”
“ข้า ข้าทำไมหรือขอรับ” เด็กหนุ่มถามกลับด้วยท่าทีสงสัย
จ้าวหลิวมิตอบคำใดเขาหันหลังแล้วจากไปอย่างหมดความสนใจในตัวเด็กหนุ่มขายยาเมื่อกลับขึ้นไปบนเกี้ยวอีกครั้ง หูของเขาพลันได้ยินเสียงเรียกที่ดังมาจากอีกทิศทางเสียงนั้นทำเอาหัวใจที่เต้นราบเรียบมานาน ขยับจังหวะเต้นไวขึ้นอีกสิบระดับเลยทีเดียว
“ขายหมดหรือไม่เ้าลูกวัว”
“หมดแล้วขอรับ”
“เก่งมาก แล้วไหนเงิน”
จ้าวหลิวขยับมือเพื่อจะรั้งผ้าปิดตรงหน้าให้เปิดออกแต่ก็มองไม่เห็นเ้าของเสียงนั้นได้อย่างชัดเจนเท่าไรนักเพราะมีขบวนคลื่นมนุษย์ฝูงใหญ่กรูกันไปยังร้านฝั่งตรงข้ามที่เปิดขายของลดราคาขวางหน้าเขาเข้าพอดี
จ้าวหลิวเคลื่อนกายออกจากเกี้ยวอย่างไวจนผู้ใดก็มองตามไม่ทัน
เขาลงมาแล้วกลับไม่พบร่างของเ้าของเสียงนั้นแล้ว
ผู้ติดตามคนสนิทรีบเข้ามายืนกันคนอื่นตรงเบื้องหน้าผู้เป็นายเสี้ยวขณะนั้นตนก็มิอาจระบุได้ว่าดวงตาท่านเ้าสำนักจับจ้องไปยังทิศทางนั้นด้วยเหตุใดและด้วยความรู้สึกเช่นใด แต่มิได้เป็ไปในหนทางที่เลวร้ายอย่างแน่นอน
“ท่านแม่ดูเถิด เพียงแค่มาถึงเราก็ขายได้เงินมากมายถึงเพียงนี้แล้ว หากว่าพวกเราหาของได้เยอะขึ้นไม่แน่ว่าพวกเราอาจตั้งตัวได้ เปิดร้านใหญ่โตที่นี่ได้เลยนะ ท่านคิดเช่นข้าหรือไม่”
เ้าลิ่วพูดด้วยท่าทางดีใจทั้งยังนอนทับเงินที่ขายได้ในวันนี้อย่างสบายอารมณ์มี่ฮวนเห็นแล้วก็เดินไปที่หลังบ้าน ยกเอาอาหารที่หาซื้อมามากมายมาวางตั้งโต๊ะเพื่อกินด้วยกันพลางกล่าวเตือนลูกไปด้วย
“อย่าเพิ่งโลภมาก ค้าขายย่อมต้องมีขายได้บ้างขายไม่ได้บ้างเ้าอย่าเพิ่งดีใจไป เผื่อใจไว้วันที่เราขายไม่ได้ด้วย”
มี่ฮวนเอ่ยเตือนบุตรชายครั้งแรกๆ ที่นางขายสมุนไพรได้มากๆ ก็เคยคิดอย่างนั้น แต่แล้วก็ได้บทเรียนสอนตนเองว่าอาชีพค้าขายนั้นล้วนไม่แน่ไม่นอนบางวันขายได้ บางวันขายไม่ได้ก็มี เมื่อคิดถึงเื่หนึ่งได้จึงถามเ้าลูกวัวของตน
“เ้าไม่อยากไปเรียนเขียนอ่านหรอกหรือ”
“เหตุใดท่านแม่จึงถามเช่นนี้ข้าอยากช่วยท่านแม่มากกว่า”
นางมองลูกด้วยสายตาสงสาร
แม้ว่าเขาจะมีร่างกายใหญ่โตราวกับชายหนุ่มแต่แท้ที่จริงอายุเพียงแค่สิบปีเท่านั้น อาจจะอยู่กับนางเพียงสองคน นางพาลูกทำมาค้าขายั้แ่จำความได้จึงได้มีความคิด ความอ่านราวกับเป็ผู้ใหญ่
“เ้าก็ยังเป็เด็กอยู่”
“ข้าไม่ใช่เด็กๆแล้วนะท่านแม่” เ้าลิ่วของนางโต้เถียงกลับเร็วไวทั้งยังทำท่าเลียนแบบการต่อสู้อวดสายตานางอีกด้วย มี่ฮวนยิ้ม มองเ้าตัวดีด้วยสายตาเอ็นดู
“แม้ร่างกายของเ้าจะสูงใหญ่กว่าผู้อื่นแต่อายุเพียงแค่สิบปีเท่านั้นนะเ้าลูกวัว เอาเถิด ไว้แม่จะมองหาโรงเขียนอ่านไว้ให้เ้าเช่นนั้นดีหรือไม่”
เ้าลิ่วใช่ว่าไม่อยากเรียนเขียนอ่านั้แ่จำความได้ก็ช่วยแม่ทำมาค้าขายหากินมาตลอด เห็นเพื่อนๆด้วยกันไปโรงเขียนอ่านตนก็อยากไป แต่อยากช่วยท่านแม่มากกว่า
และเมื่อท่านแม่อยากให้เขาไปเขาก็จะไป
จึงพยักหน้าให้ท่าน
มี่ฮวนเห็นลูกเช่นนั้นก็ยกมือลูบผมของเขาอย่างรักใคร่สุดหัวใจ“เช่นนั้นก็รอพรุ่งนี้ก่อนแม่จะไปถามหาให้เ้าเอง”
“หลับลึกแน่นอนเ้าค่ะหากได้กินแล้วรับรองได้ว่าจะไม่ฝันร้ายใดๆ ตื่นมาแล้วก็จะอยากทำงาน ไม่ง่วง ไม่หาวอยากนอนเป็อันขาด”
“ขายเท่าไรหรือแม่หนู”
แหม่นางชอบคำเรียกนี้จริงๆ เลย แม้จะมีอายุแล้ว มีบุตรชายโตถึงขนาดนี้แล้ว แต่พอถูกเรียกว่า‘แม่หนู’ ทำให้รู้สึกดีทีเดียว
“ขายเพียงมัดละ 10อีแปะเท่านั้นท่านน้า”
“อย่างนั้นข้าเอาหมดนี่เลย”
หญิงผู้นั้นเหมายาบำรุงทำให้นอนหลับสบายของนางไปจนหมดมีเหลือเพียงยาอีกตัวที่ขายเท่าไรก็ไม่ค่อยได้
แต่ไม่เป็ไรขายตัวนี้ได้หมด นางก็ดีใจแล้ว
มี่ฮวนยกมือคำนับลูกค้าหลังจากยัดเงินเข้าในช่องเสื้อตรงอกเบียดยาและของที่พกติดตัวมาจัดระเบียบเงินแล้วก็พึมพำเบาๆว่าตนไม่เสียแรงแล้ว ที่ตัดสินใจย้ายมาค้าขายที่เมืองนี้
มี่ฮวนยิ้มอย่างสุขใจนางเก็บของเสร็จแล้ว ตั้งใจว่าจะเดินหาอาหารดีๆ นำไปกินกับลูกให้หนำใจเสียหน่อย ก่อนออกมาขายของตรงนี้มี่ฮวนไล่ถามผู้คนมาหลายราย เื่ของโรงเขียนอ่าน ได้ความว่ามีหลายที่บัดเดี๋ยวจะต้องพาเ้าลูกวัวไปเริ่มเรียนบ้างแล้ว
วันนี้นางกับลูกต่างคนต่างแยกกันขาย
ป่านนี้แล้ว เ้าลูกวัวคงขายจนหมดกลับถึงบ้านไปแล้ว เ้านั่นขายของเก่งกว่านางเสียอีก คงขายได้จนหมดแต่ถึงขายไม่หมดก็ไม่เป็อันใด พรุ่งนี้นางค่อยนำไปขายใหม่ก็ได้ยาสมุนไพรของนางนั้นตากแห้งมาแล้ว สามารถเก็บได้เป็ปีๆ
ขณะเดินหาวัตถุอย่างดีไปทำอาหารนางก็หลงเข้าไปในตรอกหนึ่ง ตรอกนั้นผู้คนแต่งกายแปลกตา และเมื่อได้คำตอบกับตนไปว่าที่นี่คือเมืองท่า ย่อมต้องมีผู้คนจากเมืองต่างๆ มากมายหลั่งไหลกันมายังที่แห่งนี้มี่ฮวนจึงเลิกใส่ใจ
นางหยุดเพื่อถามหาทางออกจากตรอกแห่งนี้แล้วถึงได้พบหญิงงามแต่งกายยั่วยวน หญิงผู้นั้นหัวเราะด้วยเสียงแหลมสูงแล้วทำท่าวิ่งหลบชายที่มีทั้งหนุ่มทั้งแก่วุ่นวายที่ในตรอก
มิใช่ว่าที่นี่คือตรอกสำหรับหาความสำราญของเหล่าชายหญิงกันหรอกหรือ
มี่ฮวนคิดได้เช่นนั้นแล้วก็ก้มลงควานหายาที่นำติดมาที่ในอกเสื้อของตนออกมารอท่านานแล้วที่นางผสมยาผงพวกนี้ขึ้นมา แต่ขายเท่าไรก็ขายไม่ออก
มิสู้ลองนำมาขายให้คนในตรอกนี้ดูอาจได้เงินอีกสักหน่อยกลับเข้าบ้าน
คิดได้เช่นนั้นแล้วมี่ฮวนตรงไปยังชายร่างสูงที่ยืนหันหลังให้นาง ในมือของอีกฝ่ายมีจอกที่คงเป็เหล้าขยับยกจิบกันเรื่อยๆ อยู่ตรงหน้าร้านดูเหมือนหอคณิกา
นางอ้าปากเตรียมขายของแต่แล้วก็ค้างปากอ้าไว้แบบนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของชายตรงนั้นสนทนากัน
“คำทำนายในตำราอันใดนั่น ไม่เป็ความจริง”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นขนาดว่าต้นโม่วยีก็ยังเอามันไม่อยู่ หากเืผสมสามารถฆ่าเ้าสำนักไฮว่ชั่วแล้วคิดหรือว่าตัวมันเองจะไม่รู้เื่นี้”
“แต่ข้าคิดว่าได้ อย่างที่มันพูดตอนกลับมาว่ามีคนปล่อยนั่นก็แสดงว่าต้นโม่วยีสามารถปล่อยพลังใส่มันได้จริง แต่มีใครสักคนที่อาจเป็หนอนลอบเข้าไปช่วยมันเช่นนั้นแล้ว หากว่าเราหาเืผสมมาได้ ข้าคิดว่าก็น่าจะฆ่ามันได้อีกครั้ง”
“เช่นนั้นแล้ว เหตุใดไม่หาหญิงสาวสักคน หลับนอนกับมันจนมีลูกแล้วค่อย...” เสียงนั้นยังกล่าวไม่จบอีกเสียงก็ตวาดใส่ทันที
“เ้าคิดว่าง่ายเช่นนั้นหรือ”
“หากคิดว่าจะทำได้ง่ายๆ เช่นนั้น มันคงไม่มีวันรอดมาถึงตอนนี้”
มี่ฮวนยกมือวาดไปกับลำตัวของตนคล้ายกอดตัวเองไว้เบาๆนางรู้สึกเสียววาบตรงของที่ซุกอยู่ในอก ตัวของสั่น ขาของนางเองก็สั่น มี่ฮวนหันหลังเดินออกมาจากตรงนั้นช้าๆเบาเสียงมากที่สุด แล้วอย่างไรก็ไม่รู้ นางเดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปเรื่อยเปื่อยก็ปรากฏว่าออกมาจากตรอกแห่งนั้นได้
ตอนที่หลุดออกมาจากตรอกนั้นมี่ฮวนอดนึกถึงสิ่งที่ได้ยินมามิได้
ชายที่สนทนาด้วยเื่แปลกประหลาดเ่าั้พูดคุยเื่ใดเหตุใดจึงกล่าวถึงต้นโม่วยี
จากทีแรกที่นางคิดจะเข้าไปขายยาเพิ่มพลังชายให้คนกลุ่มนั้นกลับต้องเปลี่ยนใจ ดูท่าชายทั้งสามคนคงมิสนใจยาของนาง
มิสู้ถอยออกมาน่าจะปลอดภัยมากกว่า