“เช่นนั้นเองหรือเจ้าคะ แล้วต้องไปกี่วันกันหรือเจ้าคะ”
“ประมาณสี่วันขอรับ”
“โอ ตายจริงๆ อาลู่ประเดี๋ยวเจ้าไปแจ้งเถ้าแก่ฉินเสียนะว่าเจ้าติดทำธุระให้กองทหารรักษาเมือง ไปขอลาหยุดเสียให้เรียบร้อยเดี๋ยวแม่จะไปจัดของให้เจ้าเอง อาไฉๆ มาช่วยข้าเร็วเข้า”ฮูหยินจางโหวกเหวกเสร็จแล้วก็หันมาหาจินลี่หยาง
“ใต้เท้า หากไม่มีอันใดแล้ว ข้าขอไปจัดของให้อาลู่ก่อนนะเจ้าคะ อาลู่ อาอี้พวกเจ้าดูแลใต้เท้าให้ดีด้วยนะ” ฮูหยินจางกล่าวจบก็เดินหายไปอีกห้องหนึ่ง
จินลี่หยางจางฝูลู่ และเฉินอี้ ที่นั่งนิ่งๆ กันอยู่เมื่อเห็นว่าห้องรับแขกไม่มีใครอื่นแล้วนอกจากพวกเขาสามคนก็พากันหัวเราะไร้เสียงจนหน้าแดงก่ำและเหนื่อยหอบ
ทั้งสามคนเดินเข้าตลาดเมืองซุนฉือด้วยกันตอนนี้บรรยากาศระหว่างพวกเขาดูผ่อนคลายและเป็นมิตรกันมากขึ้น
จางฝูลู่แยกตัวไปที่โรงไม้ไฉกังเพื่อแจ้งขอลาหยุดกับเถ้าแก่ฉินเฉินอี้จึงเดินไปร้านยาไท่อันถังโดยมีจินลี่หยางเดินไปเป็นเพื่อน
เฉินอี้บอกกับเถ้าแก่ถังว่าช่วยจัดยาให้เขาใช้ได้ประมาณห้าวันเพราะช่วงนี้เขาคงไม่สะดวกออกมาร้านยาได้บ่อยๆ
ยาบำรุงหยางหัวใจมีส่วนประกอบของสมุนไพรสิบชนิดและยังมีดีบัวกับเขากวางอ่อนด้วยเฉินอี้จึงไม่สามารถจัดยาให้ตนเองได้
เขากวางอ่อนนั้นไม่ค่อยมีในร้านยาธรรมดามากนักและราคาค่อนข้างสูง
เถ้าแก่ถังกล่าวเชิงบ่นให้เฉินอี้ฟังว่าตอนนี้เขาอ่อนกวางในร้านเหลือน้อยเต็มทีแต่เขาจะพยายามสั่งของมาติดไว้ที่ร้านให้ได้ เฉินอี้ยิ้ม
“มิเป็นไรขอรับเถ้าแก่ถัง สิ่งใดไม่มีก็ใช้สิ่งอื่นทดแทนก่อนก็ได้”
เถ้าแก่ถังโบกมือ“ใช้สิ่งอื่นทดแทนได้ก็จริง แต่ประสิทธิภาพของยาจะลดลงเจ้าป่วยมานานแต่เพิ่งได้เริ่มรักษา ต้องกินยาให้ครบอย่าได้ขาด” เถ้าแก่ถังถอนใจ“เมืองซุนฉือเป็นเมืองเล็ก ข้าวของไม่พรั่งพร้อม หากเป็นเมืองใหญ่ๆ เช่นเมืองหลวงสิ่งเหล่านี้ล้วนหาได้ง่ายดายนัก” กล่าวจบเถ้าแก่ถังก็ถอนใจอีกครั้ง
เฉินอี้จึงกล่าวหยอกเย้าว่าคนชอบถอนหายใจบ่อยๆ เขาว่าคนผู้นั้นคือเฒ่าชราแล้ว เถ้าแก่ถังหัวเราะเบาๆ
เมื่อออกจากร้านยาเฉินอี้ก็แวะซื้อเนื้อแพะตากแห้งเพื่อเก็บไว้เป็นเสบียงที่บ้าน
ทั้งห่อยาและห่ออาหารแห้งค่อนข้างพะรุงพะรังจินลี่หยางจึงรับเอาของทั้งหมดจากเฉินอี้มาถือไว้เสียเอง
เฉินอี้รู้สึกเกรงใจแต่จินลี่หยางกล่าวว่าไม่เป็นไรเฉินอี้เองก็ต้องถือไม้เท้าไม่น่าจะเดินสะดวก เฉินอี้จึงพยักหน้าตกลง
คนขายถังหูลู่เดินผ่านพลางร้องขายเฉินอี้ได้ยินก็หยุดเดินและหันตาม แต่แล้วก็เปลี่ยนใจหันกลับมาเดินไปข้างหน้าต่อ
“เจ้าอยากกินถังหูลู่หรือ” จินลี่หยางเอ่ยถาม
“อันที่จริงข้าชอบถังหูลู่มากขอรับ แต่ตอนนี้คงกินไม่ได้แล้วเพราะพุทรามีฤทธิ์เย็นเป็นพิษต่อคนที่มีอาการหยางพร่องเช่นข้า” เฉินอี้ยิ้ม
“อ้อ งั้นหรือ” จินลี่หยางกล่าวแต่ตาก็มองตามคนขายถังหูลู่ไป
“เฉินอี้ เจ้ารออยู่ตรงนี้สักครู่ อย่าเพิ่งไปไหนนะ”
“เอ่อ ขอรับ” เฉินอี้รับคำงงๆ
จินลี่หยางเดินหายไปครู่หนึ่งก็เดินกลับมาหาเฉินอี้
จินลี่หยางจับมือเฉินอี้และส่งบางอย่างให้เขาถือเฉินอี้ถือไม้แท่งเล็กๆ ในมือแล้วก็ขมวดคิ้ว
“อะไรหรือขอรับ พี่ลี่หยาง”
“น้ำตาลปั้น”
เฉินอี้ใช้มือสัมผัสน้ำตาลปั้นในมือตนเองแล้วก็ยิ้มหน้าบาน“รูปไก่ฟ้าใช่ไหมขอรับ”
“อืม” จินลี่หยางยิ้ม
เฉินอี้ยิ้มสดใสเอาไก่ฟ้าน้ำตาลปั้นแตะที่ริมฝีปากอย่างมีความสุข “ขอบคุณขอรับพี่ลี่หยาง”
จินลี่หยางมองอาการเด็กได้ขนมของเฉินอี้ก็ยิ้มพลางนึกถึงเรื่องเมื่อวานนี้ขึ้นมาอีกครั้ง
ภาพเฉินอี้ที่นั่งตัวสั่นงันงกด้วยความความหวาดกลัวและเจ็บปวดไปหมดทั้งกายและใจ
ภายใต้ดวงตาสีม่วงไร้เดียงสาคู่นี้กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เด็กคนหนึ่งไม่น่าจะรับมือไหวเพราะมันมากมายกว่าที่ผู้ใหญ่บางคนต้องเผชิญเสียอีก
“พี่ลี่หยางกินด้วยกันไหมขอรับ” เฉินอี้หันมายิ้มและเอ่ยชวน
จินลี่หยางจึงจับมือเฉินอี้ที่ถือน้ำตาลปั้นอยู่และก้มลงมากัดขนมไปคำเล็กๆ คำหนึ่ง “ข้าทำหางไก่ฟ้าของเจ้าแหว่งแล้วนะ”
จินลี่หยางบอกเฉินอี้หัวเราะ
อาหลิ่งยืนมองจินลี่หยางกับเฉินอี้เดินพูดคุยหยอกล้อกันก็รู้สึกสบายใจที่เฉินอี้มีเพื่อนดีๆเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง
ตงเปียนมองจินลี่หยางกับเฉินอี้และหันกลับมามองอาหลิ่ง“ลี่หยางเขาเคยมีน้องชายพอได้มาเจอเฉินอี้เขาก็คงจะรู้สึกถูกชะตา”
“เคยมีน้องชาย?” อาหลิ่งมีสีหน้าสงสัยตงเปียนพยักหน้า
“ชื่อจินลี่หลิน จมน้ำตายตอนอายุได้เก้าขวบ”
อาหลิ่งมีสีหน้าสลด“โถ น่าสงสารจริง เพียงเก้าขวบเท่านั้น ยังเยาว์นัก”
ตงเปียนพยักหน้า“ตอนนั้นลี่หยางอายุได้สิบห้าปี เขาเสียใจมากมิยอมพูดอันใดกับคนในบ้านอยู่เกือบครึ่งปีแต่ตอนนี้เขาเป็นปกดิดีแล้ว”ตงเปียนหันมาถามอาหลิ่ง “แล้วเจ้าแน่ใจหรือ ว่าเฉินอี้จะยอมไปฉางผิงกับลี่หยางเจ้าใช้พลังชวี่ฝูกับเขามิได้แล้วมิใช่หรือ”
“ท่านคอยดูเถิด” อาหลิ่งยิ้มอย่างมั่นใจ
เมื่อขอลาหยุดและจัดการบัญชีไม้ให้เถ้าแก่ฉินเสร็จเรียบร้อยแล้วจางฝูลู่ก็ตามไปรับเฉินอี้ที่กองทหารรักษาเมือง
ก่อนแยกย้ายกันไปทำธุระของตนทั้งสามคนได้ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าเมื่อทำธุระเสร็จให้มาเจอกันที่นี่
โดยปกติกองทหารรักษาเมืองจะเป็นสถานที่ที่ไม่ค่อยมีผู้คนแวะเวียนมามากนักหากไม่มีเหตุร้ายหรือต้องการความช่วยเหลือจากชาวบ้าน
นั่นเพราะว่าเมืองซุนฉือมิค่อยมีเหตุร้ายอันใดให้แจ้งนั่นเอง
มากสุดก็คงจะเป็นคนเมาสุราแล้วทะเลาะวิวาทกันแต่สุดท้ายก็ยอมความกันได้ เพราะเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนกันทั้งนั้น
ทหารที่อยู่ที่นี่ก็มีไม่มากเพียงสิบห้าคนเท่านั้น
จางฝูลู่เดินมาถึงหน้ากองทหารรักษาเมืองก็ขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ
เหตุใดวันนี้ผู้คนด้านหน้าจึงดูพลุกพล่านนักหรือมีเหตุร้ายอันใดเกิดขึ้นหรือเปล่า
จางฝูลู่สะกิดชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าของเขาเพื่อสอบถาม“พี่ชายๆ มิทราบว่ามีเหตุอันใดเกิดขึ้นหรือขอรับ ผู้คนจึงได้ดูวุ่นวายเช่นนี้”
“พวกเราอยากจะมาหาผู้หยั่งรู้ แต่ทหารมิยอมให้พวกเราเข้าไปน่ะสิ”
จางฝูลู่มีสีหน้าตะลึงงัน“ผู้หยั่งรู้งั้นหรือขอรับ”
หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆจึงชะโงกหน้ามาหาจางฝูลู่ “ก็ใช่น่ะสิข้าอยากจะให้ผู้หยั่งรู้ช่วยดูชะตาชีวิตให้ข้าสักหน่อยว่าข้าจะมีโอกาสร่ำรวยกับเขาบ้างไหม”
“ข้าอยากให้ผู้หยั่งรู้ช่วยลูกสาวข้าให้ได้สามีดีๆ สักคน”
“ข้าเองก็เจ็บป่วยมานานแล้ว รักษาเท่าไรก็ไม่หายก็หวังว่าผู้หยั่งรู้จะช่วยข้าได้บ้าง”
พอเริ่มพูดขึ้นมาคนหนึ่งคนอื่นๆที่เหลือก็เล่าความทุกข์ร้อนของตนเองที่อยากให้ผู้หยั่งรู้ช่วยเหลือตามกันมาอีกเป็นหางว่าวจางฝูลู่ได้แต่กลืนน้ำลายพูดอันใดมิออก
เห็นทีคราวนี้เฉินอี้คงแย่แล้ว
เฉินอี้ที่นั่งอยู่ในห้องทำงานของจินลี่หยางมิได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอันใดผิดกับจินลี่หยางที่มีสีหน้าค่อนข้างกังวล
“เฉินอี้ๆ” หลิวซูเจี๋ยเคลื่อนกายเข้ามาหาเฉินอี้ในห้อง“จางฝูลู่อยู่ด้านนอกแต่เข้ามามิได้ เจ้าช่วยเขาหน่อยสิ”
เฉินอี้พยักหน้า“พี่ลี่หยางขอรับ”
จินลี่หยางเดินกลับมาหาเฉินอี้“หืม มีอันใดหรือ”
“เหล่าจางยืนอยู่หน้าประตูแต่เข้ามามิได้ ท่านช่วยพาเขาเข้ามาหน่อยนะขอรับ”
จินลี่หยางขมวดคิ้วมองหน้าเฉินอี้ “อืม ได้สิ”
จินลี่หยางรับคำแต่ภายในใจกลับรู้สึกพิศวง
เฉินอี้รู้ได้อย่างไรว่าจางฝูลู่อยู่ที่ประตูหน้า