“เมื่อกี้เธอบอกว่าน้องสาวของเพื่อนฉันเป็นสาวใช้ส่วนตัวของไอ้ปีศาจอะไรที่เธอพูดถึงสินะ”
“อื้ม ใช่แล้วล่ะ” เนียพยักหน้า
มีเรียเริ่มรู้สึกตะหงิดๆ เกี่ยวกับคนที่ถูกเรียกว่าไอ้ปีศาจคนนั้น เธอรู้แค่ว่าพี่น้องและตัวลิลลี่ต่างอาศัยอยู่ในปราสาทพระราชวัง ซึ่งเธอก็เคยถามเรื่องนี้กับลิลลีและคำตอบที่ได้ก็คือ พวกเธอนั้นเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชายโรคจิต ซึ่งเจ้าชายโรคจิตก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเจ้าชายขยะคนนั้นเอง
‘หรือว่าคงไม่ใช่หรอกมั้งจะเป็นไปได้ยังไงที่จะหวังให้คนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยอย่างเจ้าชายมาช่วยได้’ มีเรียคิดในใจก่อนจะถามว่า
“นี่แล้วเธอพ่อบอกได้ไหมว่าให้พี่สักที่เธอพูดถึงนี่เขามีชื่อว่าอะไร”
เนียทำท่านึกแล้วก็ส่ายหน้าทันทีก่อนจะตอบว่า
“ไม่รู้หรอกเพราะปกติก็เอาแต่เรียกเขาว่าไอ้ปีศาจนี่”
มีเรียถอนหายใจเพราะเธอคิดว่าคงไม่ใช่เจ้าชายคนนั้นหรอก เพราะผมไม่มีเจ้าชายที่ไหนที่ยอมให้คนอื่นเอาแต่เรียกว่าไอ้ปีศาจอยู่ตลอดเวลา แต่เธอก็ลองถามไปว่า
“แล้วเธอพอจะบอกได้ไหมว่าไอ้ปีศาจที่เธอพูดถึงนั้นมีลักษณะหรือรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง”
เนียทำท่านึกก่อนจะตอบว่า
“ก็ผมสีดำตาสีแดงยิ้มอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะพูดอะไรยังไงก็ยิ้มตลอดเวลา เป็นคนที่แปลกพิลึกเลยนะ ฮะ ฮะ”
เนียพูดติดตลกในขณะที่มีเรียนั้นแทบจะนิ่งเป็นรูปปั้น ในหัวของเธอมี 3 สิ่งวนเวียนไปมา ผมสีดำ ตาสีแดง ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ยิ้มอยู่ตลอดเวลา
เหมือนเนียจะรู้สึกว่ายังหย่อนลูกระเบิดลงไปไม่มากพอจึงพูดเสริมไปว่า
“อ๊ะ ลืมบอกไปเลยว่าอายุของเขาก็พอๆกับพวกเราด้วยนี่นะ ที่สำคัญยังทำอาหารเก่งอีกต่างหาก พวกเนียพักนี้ได้กินอาหารอร่อยๆ ก็เป็นเพราะไอ้ปีศาจนี่แหละ จะว่าไปในงานเทศกาลปีนี้พวกเนียเขาได้ทำของอร่อยขายด้วยนะ อย่าลืมมาซื้อล่ะคุณอัศวินฝึกหัด”
สิ่งเนียพูดออกมาทำให้มีเรียนึกถึงเรื่องที่เธอเคยคุยกับลิลลี่ เธอจำได้ว่าตอนนั้นลิลลี่พูดว่าโตขึ้นจะมีลูกกับเจ้าชายขยะ เธอเคยถามถึงสาเหตุก็ได้คำตอบมาแค่ว่า หน้าตาน่ารักแถมทำอาหารเก่ง เธอจำได้ดีเพราะเธอรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่พิลึกพิลั่นมา แต่มาวันนี้เรื่องที่พิลึกพิลั่นเหล่านั้นมันกลับเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวเธอไม่หยุด ตอนนี้เธอค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าเก้าในสิบ ไอ้ปีศาจที่เด็กคนนี้พูดถึงจะต้องเป็นเจ้าชายขยะที่เป็นเรื่องตลกของพวกทหารและอัศวินแน่นอน
มีเรียถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะถามว่า
“ถามอะไรหน่อยสิว่าเธอเคยได้ยินคนอื่นเรียกไอ้ปีศาจคนนั้นว่าเจ้าชายอะไรบ้างไหม”
เนียทำท่านึกก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ แล้วตอบว่า
“เคยสิก็เคยมีเจ้าคนที่ใส่แว่นรู้สึกว่าจะชื่อโทมัสอะไรนี่แหละ ตอนแรกก็เอาแต่เรียกว่าเจ้าชายนะ แต่ไปๆ มาๆ ก็เรียกเขาว่าอาจารย์แบบเดียวกับพวกพี่เจค”
“คนใส่แว่นที่ชื่อโทมัส?” มีเรียรู้สึกว่าคนที่มีลักษณะแบบนี้มันดูคุ้นๆ อย่างบอกไม่ถูก เพราะมันชวนให้เธอนึกถึงลูกชายของขุนนางคนหนึ่ง แต่เธอก็พยายามคิดว่าคงไม่ใช่คนๆ นี้หรอก เพราะเท่าที่เธอจำได้คนๆนี้แทบไม่ออกจากห้องสมุดเลย ถึงพักนี้จะมีข่าวลือว่าเขามักออกมาข้างนอกแบบไปเช้าเย็นกลับอยู่เสมอก็ตาม
เนียยังทำท่าเหมือนนึกอะไรออกยังพูดอีกว่า
“จะว่าไปอัศวินที่ชื่อว่าออกัสกับไลลาก็เอาแต่เรียกเขาว่าเจ้าชายด้วยนี่นะ”
มีเรียที่ตอนนี้ได้เป็นอิสระเพราะแก้มัดแล้วก็หันกลับไปถามเนียว่า
“ว่าแต่ทั้งที่เธอเคยได้ยินคนเรียกเขาว่าเจ้าชายเธอก็ยังเรียกเขาว่าไอ้ปีศาจอยู่แบบนี้หรือเธอไม่ควรจะถูกเขาโกรธกัน”
เนียกอดอกเอียงคอถามกลับไปว่า
“ทำไมต้องกลัวถูกโกรธด้วยล่ะในเมื่อเป็นไอ้ปีศาจที่ทำร้ายพี่เจคกับพวกก่อน แถมยังบังคับให้พวกเราต้องตื่นมาวิ่งแต่เช้ามืดอีก”
มีเรียรู้สึกมึนงงและตามไม่ทันเหตุผลของอีกฝ่าย
ภายในบ้านของพวกเจคตอนนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียดและอึมครึม ซึ่งตอนนี้ก็มีเจคที่แม้จะดูสงบนิ่งแต่ก็แสดงความวิตกกังวลออกมาทางสีหน้า ส่วนอันนานั้นเธอดูแล้วจิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่ เอาแต่นั่งนิ่งกังวลไม่ทำอะไรโดยมีจูนคอยปลอบใจเธอข้างๆ ส่วนโทมัสที่ตอนแรกกลับคฤหาสน์ไปแล้ว ตอนนี้ก็มานั่งล้อมโต๊ะอยู่เงียบๆ ไม่พูดอะไร นอกจากนั้นก็ยังมีรอน บาสและเดนิสพี่ก็เอาแต่ยืนเงียบๆ ไม่พูดอะไร
ในบรรดาพวกเขาเหล่านั้นมีเพียงแค่เด็กสิบขวบที่นั่งหลับตาอยู่นิ่งๆ ข้างหลังเขามีสาวใช้ส่วนตัว 2 คนคือเรเวนกับลูซี่ที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในชุดผู้ชายที่ดูทะมัดทะแมงแต่กลับอยู่ในชุดสาวใช้ทำให้พวกเจครู้สึกไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่
เจคกับคนอื่นที่ตอนนี้ถูกเรียกตัวให้มารวมกันที่บ้านของเขาตอนแรกเขาก็รู้สึกมีความหวังคิดว่าเออร์วินคงจะทำอะไรได้บ้าง แต่เมื่อเออร์วินปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสาวใช้ทั้งสองและโทมัส เขาก็เอาแต่นั่งนิ่งแบบนี้โดยตลอด ซึ่งมันยิ่งสร้างความกระวนกระวายให้เขาเป็นอย่างมาก
ในขณะที่เจคยังคงพยายามอดทนแม้จะรู้สึกเป็นห่วงเนีย บาสก็ทนไม่ไหวออกปากถามว่า
“นี่อาจารย์ครับอาจารย์มีวิธีช่วยเนียจริงๆ ใช่ไหมครับ”
เมื่อคำถามถูกถามออกไปทุกคนภายในบ้านจึงหันมามองเด็กชายเป็นตาเดียว ทว่าสิ่งที่ได้กลับมานั้นเป็นความเงียบไร้ซึ่งคำตอบ
เดนิสที่เฝ้ารออยู่จึงอดทนไม่ไหวถามขึ้นบ้างว่า
“นี่อาจารย์ครับถ้ามีวิธีช่วยก็รีบบอกมาเถอะครับ ก่อนที่พวกนั้นจะพาเนียไปไกลกว่านี้”
คราวนี้เออร์วินลืมตาขึ้นช้าๆ ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ว่า
“ใจเย็นสิครับใจร้อนไปก็ใช่ว่าจะช่วยเหลือคุณเนียได้เสียเมื่อไหร่”
บาสกับเดนิสที่ได้ฟังก็โมโห บาสกระชากเสียงว่า
“พูดอะไรออกมาน่ะครับเนียถูกลักพาตัวไปทั้งคนนะ จะให้พวกเราใจเย็นอยู่ได้ยังไง”
เดนิสก็เสริมว่า
“หรือว่าอาจารย์เห็นว่าเป็นแค่คนชนชั้นล่างไม่ใช่ลูกหลานขุนนางก็เลยไม่คิดจะใส่ใจกันครับ”
ทำพูดของเดนิสทำให้หลายคนพากันตกใจเพราะรู้สึกว่าเขาพูดแรงไป ทุกคนต่างหันมามองเออร์วินดูว่าเขาจะมีปฏิกิริยายังไง ทว่าสิ่งที่เขาทำก็คือหยิบอมยิ้มออกมาทำการแกะห่อกระดาษแล้วก็นำอมยิ้มเข้าปาก ไม่มีทีท่าโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่ทุกคนกำลังเฝ้าดูปฏิกิริยาของเด็กชาย เออร์วินก็นำอมยิ้มออกจากปากแล้วพูดว่า
“พวกคุณนี่ใจร้อนกันจังเลยนะครับ นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่พวกคุณขาดกันอยู่นะครับรู้ไหมครับว่าคืออะไร ผมจะบอกให้ก็ได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะมันจะเป็นตัวชี้วัดสิทธิ์ตัดสินที่เดิมพันด้วยชีวิตในอนาคตของพวกคุณ”
ทุกคนในห้องต่างพากันเงียบกริบ ก่อนจะเป็นรอนที่เอาแต่เงียบอยู่ก็ตอบว่า
“ความเลือดเย็นที่สามารถทิ้งพวกพ้องเพื่อเป้าหมายที่สำคัญกว่าใช่ไหมครับ”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบของรอนทุกคนต่างก็ตื่นตกใจไม่แพ้กับตอนที่ได้ยินคำพูดของเดนิส พวกเขาต่างฟังออกถึงการจิกกัดในคำพูด ทว่าเออร์วินกลับเพียงยิ้มให้เขาแล้วตอบว่า
“ผิดมหันต์เลยครับถ้าผมอยากได้ของอย่างนั้นจริงๆ ผมสู้เอาเงินไปลงกับหุ่นรบตั้งแต่แรกไม่ดีกว่าเหรอครับ ผมบอกแล้วไงครับว่าผมต้องการให้พวกคุณมาเป็นทหารไม่ใช่เครื่องจักรสังหาร”
แม้ทุกคนจะไม่รู้ว่าเครื่องจักรสังหารที่เด็กชายพูดถึงคืออะไร แต่ก็เข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อ เจคที่เงียบอยู่จึงตอบว่า
“การรอคอยใช่ไหมครับ”
เออร์วินดีดนิ้วทันทีที่ได้ยินคำตอบ
“ปิ๊งป่อง! ถูกต้องนะครับสมกับเป็นคุณเจคที่เป็นหัวหน้าของพวกเขา ถูกต้องแล้วครับสิ่งที่พวกคุณขาดไปก็คือการรอคอย ความจริงยังมีการอดทนอยู่ด้วยครับ เพียงแต่ว่าพวกคุณทนฝึกหนักไม่ได้ถึงขนาดนี้โดยที่ไม่หนีไปก่อนเรื่องความอดทนนี่ไม่ต้องพูดถึงแน่นอนครับ ดังนั้นสิ่งที่คุณขาดกันอยู่ก็คือการรอคอย”
บาสที่ได้ฟังดังนั้นก็พูดแย้งทันที
“แต่ว่าเนียถูกจับตัวไปอยู่นะครับยังจะให้พวกเรารอคอยอะไรอีกล่ะ ยิ่งปล่อยไว้นานจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้างก็ไม่รู้”
เออร์วินกลับนำอมยิ้มเข้าปากอย่างใจเย็นก่อนจะนำออกมาแล้วพูดว่า
“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลไปหรอกครับเพราะคุณเนียที่มีชีวิตอยู่และมีร่างกายสมบูรณ์พร้อม ยอมขายได้ดีกว่าคุณเนียที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณเนียที่ไร้ซึ่งชีวิตแล้ว ดังนั้นตอนนี้คุณเนียจะยังไม่เป็นอะไรแน่นอนครับ”
เดนิสก็พูดขึ้นด้วยความร้อนใจว่า
“ก็เพราะแบบนั้นไงเลยถึงต้องรีบช่วยเนียออกมายิ่งปล่อยไว้นานก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น”
เออร์วินยิ้มให้เดนิสแล้วถามกลับว่า
“ถ้าอย่างนั้นคุณตอบผมได้ไหมครับว่าตอนนี้เราจะไปช่วยคุณเนียได้ที่ไหน”
ทันทีที่ได้ยินคำถามของเด็กชายทุกคนต่างพากันเงียบและแสดงความวิตกกังวลออกมา เพราะนี่เป็นปัญหาที่พวกเขาคิดไม่ตก เดิมทีพวกเขาก็หวังว่าทหารและอัศวินอาจจะเจอตัวโจรลักพาตัวและช่วยเนียไว้ได้ แปลจนตอนนี้ก็ไม่มีวี่แววหรือข่าวคราวอะไรเลย มีแต่การค้นหาซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นจนพวกเขาเริ่มหมดหวัง และคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จนลักพาตัวจะพาเนียออกไปจากเมืองนี้แล้ว ซึ่งนั่นมันยิ่งทำให้เขารู้สึกอับจนหนทางยิ่งกว่าเดิม
พวกเขาย่อมรู้ว่าชีวิตทาสนั้นไม่มีทางที่จะมีความสุข หากสิ่งที่ที่คนผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยได้รับนั้นคือสิ่งที่เรียกว่านรกแล้วล่ะก็ สิ่งที่พวกทาสได้รับก็เป็นอะไรที่ยิ่งกว่านรกเสียอีก เมื่อนึกภาพที่เนียซึ่งเป็นเด็กที่มักมีรอยยิ้มและเต็มไปด้วยความสดใสอยู่เสมอจะต้องเผชิญกับชีวิตแบบนั้นมันยิ่งทำให้พวกเขานั่งไม่ติด และรู้สึกกระวนกระวายเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่พวกเขากำลังอับจนคำพูดไม่สามารถตอบคำถามของเออร์วินได้ เจคก็เหมือนจะคิดอะไรได้บางอย่างจึงถามเขาอย่างมีความหวังว่า
“คุณรู้ใช่ไหมครับว่าตอนนี้เนียอยู่ที่ไหน”
ทว่าเออร์วินกลับยิ้มแล้วตอบว่า
“ผมไม่รู้หรอกครับว่าคุณเนียอยู่ที่ไหน”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขาเจคและคนอื่นๆ ต่างก็หน้าซีดลงทันที จนเมื่อได้ยินเออร์วินพูดต่ออีกว่า
“แต่ผมรู้ว่าจะหาตัวคุณเนียได้ที่ไหน”
เจคจ้องหน้าเออร์วินคล้ายกับมองเห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด จึงถามเพื่อความแน่ใจว่า
“อาจารย์รู้?”
“เป็นแค่การคาดเดานะครับแต่ก็เป็นการคาดเดาแบบมีเหตุผล”
“การคาดเดาแบบมีเหตุผล?”
เออร์วินยิ้มแล้วก็พูดอีกว่า
“คุณยังจำที่ผมเคยบอกได้ไหมครับว่าคุณนั้นพึ่งพาเวทย์มนต์มากเกินไป ซึ่งมันไม่ใช่แค่คุณหรอกครับแต่เป็นทุกคนในโลกใบนี้เลยต่างหาก วันนี้ผมได้ไปคุยกับท่านพ่อซึ่งท่านก็พยายามตามหาโจรลักพาตัวอยู่เช่นกัน เพราะหนึ่งในคนที่ถูกลักพาตัวนั้นมีลูกสาวของขุนนางอยู่ด้วย”
เจคพยักหน้าเพราะเรื่องนี้เขาก็ได้ยินมาจากออกัสแล้ว
“คุณรู้ไหมครับว่าพวกขุนนางที่มีพลังเวทย์เหนือกว่าคุณเขาใช้วิธีอะไรในการตามหาโจรลักพาตัว”
รอนตอบแทบจะในทันทีว่า
“การทำนายใช่ไหมครับ”
เออร์วินพยักหน้า
“ใช่ครับพวกเขาพึ่งพาการทำนายแต่ไม่ว่าพวกเขาจะใช้วิธีการทำนานกี่ครั้งต่อกี่ครั้งผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นแบบเดิม เห็นได้ชัดว่าโจรลักพาตัวกลุ่มนี้ได้ใช้วิธีปกปิดคำทำนาย แต่ทั้งที่เป็นอย่างนั้นทำไมทุกคนถึงไม่ใช้วิธีอื่น ซึ่งสาเหตุก็เพราะว่าพวกเขานั้นพึ่งพาเวทย์มนต์มากเกินไปไงครับ”
เจคก็ถามว่า
“ถ้าอย่างนั้นอาจารย์รู้ได้ยังไงครับว่าพวกเราจะไปหาตัวเนียได้ที่ไหน”
“ก็คิดวิเคราะห์จากข้อมูลที่มีไงครับ รวบรวมข้อมูลที่มีทั้งหมดแล้วก็ประมวลผลทำการสรุปคำตอบออกมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ว่าใครก็ทำได้โดยที่ไม่ต้องใช้เวทย์มนต์เลยด้วยซ้ำ จะว่าไปผมก็เคยบอกคุณแล้วนี่ครับว่าข้อมูลก็คืออาวุธ โดยเฉพาะเมื่อคู่ต่อสู้ของเราเป็นผู้ที่มีพลังเวทย์เหนือกว่าข้อมูลก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน”
บาสกับเดนิสที่เริ่มใจเย็นลงได้บ้างแล้วก็ไม่ได้โวยวายอีก บาสจึงเป็นฝ่ายถามว่า
“แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะหาข้อมูลที่มีได้ที่ไหนครับ”
เออร์วินยิ้มให้อีกฝ่ายแล้วเอานิ้วเคาะที่หัวของตนสองทีก่อนจะพูดว่า
“ขั้นแรกคุณต้องคิดให้ได้ก่อนว่าเนียหายไปในช่วงเวลาใด แล้วโจรพวกนี้มันจะหลบหนีไปได้ยังไง หรือต่อให้พวกเขาออกจากเมืองไปได้พวกเขาจะหลบหนีการตามล่าได้ยังไง การที่พวกเขาลักพาตัวลูกสาวของขุนนางเห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็ต้องมีไพ่ที่ซ่อนอยู่ช่วยให้หลบหนีจากพวกขุนนางได้ แล้วจากนั้นพวกเขาจะหลบหนีไปที่ไหนนี่ก็เป็นอีกคำถามที่พวกเราต้องถาม แต่พวกคุณกลับไม่คิดจะถามคำถามเหล่านี้ ไม่คิดจะวิเคราะห์อะไรเลย มันไม่ผิดหรอกนะครับที่คุณคิดจะช่วยคนสำคัญ แต่ปัญหาของพวกคุณก็คือใจร้อนไม่รู้จักรอคอย โดยที่ไม่รู้เลยว่าการที่คุณใจร้อนแบบนี้แทนที่จะเอาเวลามานั่งคิดและใช้เวลาที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า มันคือการผลาญเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์และนั่นยิ่งทำให้คุณมีเวลาช่วยคุณเนียน้อยลงยิ่งกว่าเดิมอีกครับ”
อาจจะดูแปลกไปสักนิดกับการที่พวกเขาต้องมาถูกเด็กชายอายุ 10 ขวบเทศนาแบบนี้ แต่ด้วยการที่อยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่งทำให้รู้ว่าสิ่งที่เด็กคนนี้พูดนั้นสมเหตุสมผลและไม่สามารถปฏิเสธได้ บวกกับการที่พวกเขาต้องการจะช่วยเนียทำให้พวกเขาได้แต่ก้มหน้ารับฟังโดยไม่ต้องแย้ง
อันนารีบถามขึ้นมาทันทีว่า
“แล้วเจ้าชายทรงทราบอยู่แล้วใช่ไหมคะว่าตอนนี้คนที่ลักพาตัวเนียนั้นอยู่ที่ไหน ไม่สิต้องถามว่าจะไปพบคนพวกนั้นได้ยังไงสินะคะ”
เออร์วินพยักหน้าให้อันนาก่อนจะตอบว่า
“ถ้าเรื่องนี้แล้วก็ผมวิเคราะห์ไว้แล้วครับ” แล้วก็หันไปพูดกับเรเวน “เดี๋ยวรบกวนพี่สาวช่วยเล่าการวิเคราะห์ที่ผมพูดกับคุณไลลาให้พวกเขาฟังให้หน่อยได้ไหมครับ”
เรเวนถลึงตามองอีกฝ่ายเพราะเธอรู้ดีว่าเด็กคนนี้ก็แค่ขี้เกียจพูดอีกรอบแค่นั้น แต่เธอก็พยักหน้าให้เขาแล้วเริ่มเล่าการวิเคราะห์ของเออร์วินให้พวกเจคฟัง
หลังจากที่ได้ฟังการวิเคราะห์ของเออร์วินทุกคนต่างก็พากันเงียบไปกันดี ที่แท้พวกเขาก็พบว่าพวกเขานั้นใจร้อนเกินไปอย่างที่เด็กคนนี้บอกจริงๆ ซึ่งถ้าประมวลผลข้อมูลหลายๆ อย่าง ก็จะพบว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย พวกเขาถึงได้รู้ว่าเออร์วินพูดไม่ผิดว่าพวกเขานั้นไม่รู้จักการรอคอย
บาสที่ฟังการวิเคราะห์ก็ถามขึ้นมาว่า
“แล้วมันจะเป็นไปได้ไหมครับที่ว่าเวทย์มนต์เคลื่อนย้ายที่คนพวกนั้นใช้อาจจะไม่ใช่จารึกมนตราแต่เป็นอาร์ติแฟกต์ระดับสูง และคนพวกนั้นก็ใช้มันในการเคลื่อนย้ายไปไกลกว่าที่เราคิด แบบว่าป่านนี้คนพวกนั้นก็อาจจะอยู่ในเมืองใดสักเมืองนึงแล้ว”
ไม่รอให้เออร์วินตอบรอนก็ส่ายหน้าทันทีแล้วตอบคำถามเพื่อนเขาว่า
“เป็นไปไม่ได้หรอก”
บาสหันมาถามเพื่อนทันที
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะก็ในเมื่อ…”
“เพราะถ้าคนพวกนั้นครอบครองอาร์ติแฟกต์ระดับนั้นจริง คงลืมเป้าหมายเป็นพวกลูกหลานขุนนางจะไม่ดีกว่าหรอ ไม่สิถ้าจะให้ดีที่สุดก็คงต้องเป็นลอบเข้าไปในครั้งสมบัติของขุนนางหรือพวกมหาเศรษฐีแล้วก็ใช้อาร์ติแฟกต์พาหนีออกมายังจะคุ้มค่ากว่าอีก แต่การที่คนพวกนั้นเลือกที่จะใช้วิธีลักพาตัวคนไปขายเป็นทาสแบบนี้ มันหมายความว่าสิ่งที่พวกมันใช้ในการเคลื่อนย้ายเป็นของประเภทแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งอย่างพวกจารึกมนตรา และการที่คนพวกนี้ใช้มันซึ่งเป็นของที่มีอยู่จำกัดก็น่าจะเป็นเพราะลูกสาวขุนนางที่ถูกลักพาตัวในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในเป้าหมายหลัก แต่น่าจะเกิดเหตุอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาจับพลัดจับพลูได้ตัวลูกสาวขุนนางคนนั้นมาด้วย และก็คงเป็นอย่างที่อาจารย์บอก ด้วยจำนวนคนของพวกนั้นบวกกับกลุ่มคนที่ถูกลักพาตัวมา ไม่มีทางที่จะเคลื่อนย้ายได้ไกลด้วยสิ่งที่เรียกว่าจารึกมนตราเด็ดขาด เว้นไว้แต่จะเป็นจารึกมนตราระดับสูง ซึ่งการพาหนีไปได้ไกลอาจเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ากลบเกลื่อนร่องรอยการหลบหนีล่ะก็คงเหลือเฟือเลยล่ะ”